- หน้าแรก
- มหันตภัยวันล้างโลกกับภารกิจปลูกผักกู้ชีพ
- บทที่ 30 คู่ปรับ
บทที่ 30 คู่ปรับ
บทที่ 30 คู่ปรับ
บทที่ 30 คู่ปรับ
โบราณว่าไว้ศัตรูมักวนมาเจอกัน และโม่เข่อเข่อไม่เคยคาดคิดเลยว่าเธอจะต้องมาเผชิญหน้ากับ ‘คู่ปรับ’ เพียงหนึ่งเดียวของเธอในงานรวมตัวที่หาได้ยากยิ่งเช่นนี้
เมื่อโม่เข่อเข่อหันไปสบตาเข้าพอดี สีหน้าของอีกฝ่ายก็นับว่าน่าชมดูอย่างยิ่ง
เฉิงสือเจียเฝ้ามองใบหน้าจิ้มลิ้มของเซิ่งเจียวเจียวที่ค่อยๆ บิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้นและดุดันทันทีที่เห็นโม่เข่อเข่อ
โม่เข่อเข่อเหลือบมองเฉิงสือเจียสลับกับเซิ่งเจียวเจียว ในวินาทีนันโม่เข่อเข่อก็ได้แสดงสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของมนุษย์ออกมาอย่างเต็มที่
เธอใช้มือยันโต๊ะไว้แล้วยกเรียวขาขึ้นทีละข้าง ก่อนจะหมุนตัวกระโดดข้ามไปลงจอดอีกฝั่งของโต๊ะอาหารได้อย่างสมบูรณ์แบบ จากนั้นโม่เข่อเข่อก็สับเท้าอย่างแผ่วเบาไปหลบอยู่ข้างหลังเฉิงสือเจียตามสัญชาตญาณ
เพราะอย่างไรเสีย หากเป็นการโต้เถียง ต่อให้มาสามคนหรือห้าคนเธอก็ไม่เคยหวั่น แต่ที่เธอกลัวที่สุดคือหากคุณหนูผู้นั้นเกิดฟิวส์ขาดแล้วใช้กำลังขึ้นมา ตัวคนเดียวจะไปสู้สามคนได้อย่างไร มีแต่จะเสียเปรียบเห็นๆ
เมื่อสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวเล็กๆ ของโม่เข่อเข่อ เฉิงสือเจียก็บังเอาตัวเข้าป้องโม่เข่อเข่อไว้ทางด้านหลังตามสัญชาตญาณพลางกระซิบถามว่า
"ความหลังครั้งเก่าหรือ"
"ความเข้าใจผิดเล็กน้อยค่ะ"
เฉิงสือเจียยิ้มอย่างจนใจเมื่อได้ฟังคำตอบ ในขณะที่เซิ่งเจียวเจียวเมื่อเห็นท่าทางสนิทสนมของทั้งคู่ก็ยิ่งเดือดดาลขึ้นไปอีก
"เฉิงสือเจีย ถอยไปให้ห่างเลยนะ ยัยผู้หญิงคนนี้ร้ายกาจมาก"
"นี่ อย่ามาใส่ร้ายกันนะ คุณต่างหากที่เป็นฝ่ายพูดจาไม่ดีใส่ฉันก่อน"
แม้โม่เข่อเข่อจะไม่ค่อยชอบสุงสิงกับผู้คน แต่น้อยครั้งนักที่เธอจะปราชัยในสงครามน้ำลาย
"แก... แกมันหน้าไม่อาย"
"หยุดก่อน"
เมื่อเห็นผู้คนเริ่มรุมล้อมเข้ามามุงดู และดูท่าว่าเด็กสาวทั้งสองจะไม่มีใครยอมถอยให้กัน เฉิงสือเจียจึงรีบเอ่ยห้ามทัพทันที
"เฉิงสือเจีย คุณ... คุณมันลำเอียง"
อาจเป็นเพราะน้ำเสียงของเฉิงสือเจียฟังดูเข้มไปสักหน่อย เสียงตะโกนของเซิ่งเจียวเจียวจึงดังกว่าเดิมหลายเท่าตัว จนคนรอบข้างเริ่มสงสัยว่านี่คือฉากเมียหลวงประจันหน้ากับเมียน้อยหรืออย่างไร
"เอาล่ะ ทุกคนนั่งลงก่อน"
ถึงตอนนี้เฉิงสือเจียก็เริ่มรู้สึกปวดหัว เดิมทีเขาตั้งใจจะมาเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยความขัดแย้งของสองสาว แต่ตอนนี้เขาเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าตนเองจะจัดการเรื่องนี้ได้จริงหรือไม่
กว่าที่ไป๋ชิงหว่านจะทราบข่าวและตามมาสมทบ ทุกคนก็นั่งลงประจำที่ตามการจัดสรรของเฉิงสือเจียเรียบร้อยแล้ว
ฝั่งตรงข้ามมีเซิ่งเจียวเจียวนั่งอยู่ตรงกลาง ขนาบข้างด้วยชายหนุ่มสองคน ส่วนฝั่งนี้มีโม่เข่อเข่อนั่งกลาง โดยมีเฉิงสือเจียและไป๋ชิงหว่านนั่งขนาบซ้ายขวา
"เอาล่ะ พูดมาทีละคน ความเข้าใจผิดที่ว่าคืออะไร"
ทันทีที่เฉิงสือเจียออกคำสั่ง เซิ่งเจียวเจียวก็รัวคำพูดออกมาทันที "ยัยนี่แย่งมอนสเตอร์ของฉันไป"
พูดจบเธอก็ปรายตาใส่โม่เข่อเข่ออย่างท้าทาย ส่วนโม่เข่อเข่อกลับมีท่าทีไม่สะทกสะท้าน ดังคำกล่าวที่ว่า ‘หากมีเหตุผลย่อมไปได้ทั่วหล้า หากไร้เหตุผลแม้แต่ก้าวเดียวก็ยากจะเดิน’ ในเมื่อกำลังพูดกันด้วยเหตุผล ความดังของเสียงหรือความเร็วในการพูดก็ดูจะไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ไป๋ชิงหว่านก็ไม่อาจสงบใจอยู่ได้ เสี่ยวเข่อเข่อของเธอจะไปทำเรื่องไร้ศีลธรรมอย่างการแย่งมอนสเตอร์คนอื่นได้อย่างไรกัน แต่รออยู่นานโม่เข่อเข่อก็ไม่ได้โต้แย้งออกมา
ไป๋ชิงหว่านเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ เธอจึงหันไปมองโม่เข่อเข่อด้วยสายตาเหลือเชื่อ "เธอแย่งมอนสเตอร์เขาจริงๆ หรือ"
"ก็เขาด่าฉันก่อนนี่คะ ด่าแรงมากด้วย"
เมื่อโม่เข่อเข่อพูดจบ ไป๋ชิงหว่านก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก เธอรู้อยู่แล้วว่าเสี่ยวเข่อเข่อไม่มีทางไปหาเรื่องใครก่อนแน่นอน เรื่องนี้ต้องไม่ใช่ความผิดของเข่อเข่อแน่ๆ
"แต่เธอก็ยังแย่งมอนสเตอร์ไปอยู่ดี"
"ก็นั่นเพราะคุณเป็นฝ่ายเริ่มด่าฉันก่อนไงคะ"
"แล้วทำไมคุณถึงไปด่าเขาล่ะ"
เฉิงสือเจียใช้มือเท้าคาง พลางมองเหตุการณ์ด้วยสายตาที่ยอมจำนนต่อโชคชะตาอย่างที่สุด
"ฉันคิดว่า... ฉันคิดว่าหล่อนแย่งมอนสเตอร์ของฉันไปนี่นา"
เสียงของเซิ่งเจียวเจียวแผ่วลงเรื่อยๆ ช่วยไม่ได้จริงๆ เพราะในจุดนี้เธอรู้ตัวว่าตนเองเป็นฝ่ายผิด แต่ถ้าลองถามใจตัวเองดูจริงๆ ทั้งหมดนี้เป็นความผิดของเธอคนเดียวหรือ หากเจ้าเม่นหนามนั่นไม่ล้มตายลงไปต่อหน้าต่อตา เธอคงไม่เข้าใจผิดใช่ไหม
"แล้วยังไงต่อ"
พูดจบเฉิงสือเจียก็หันกลับไปมองทางโม่เข่อเข่อ
โม่เข่อเข่อเองก็ผายมือออกพร้อมกล่าวอย่างมั่นใจว่า "ก็นั่นแหละค่ะ ฉันคงไม่ยอมโดนด่าฟรีๆ หรอกใช่ไหม ใครๆ ก็มีอารมณ์โกธรกันทั้งนั้น"
ถึงจุดนี้เฉิงสือเจียก็เข้าใจแล้วว่ามันไม่มีเรื่องใหญ่อะไรเลย แค่อารมณ์ของเด็กสาวสองคนมาปะทะกันพอดีเท่านั้นเอง
ในตอนนั้น เซิ่งเจียวเจียวเหลือบเห็นสีหน้าที่ดูเหนื่อยใจของเฉิงสือเจีย ใบหน้าที่ไม่ทุกข์ร้อนของโม่เข่อเข่อ รวมไปถึงท่าทีเมินเฉยของไป๋ชิงหว่าน และพี่ชายทั้งสองคนที่นั่งเอามือปิดปากแอบขำมาตลอดทาง เธอจึงตัดสินใจได้ทันที ยอดคนย่อมรู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาว ผิดก็คือผิด เธอไม่เชื่อหรอกว่าจะเอาเนื้อหมูป่ากลับคืนมาไม่ได้
เมื่อคิดได้ดังนั้น เซิ่งเจียวเจียวก็ลุกพรวดขึ้นมา ก่อนจะโค้งคำนับโม่เข่อเข่ออย่างนอบน้อม แล้วเอ่ยอย่างจริงใจว่า
"คุณผู้หญิงท่านนี้ ฉันเซิ่งเจียวเจียวขอโทษคุณอย่างเป็นทางการ สถานการณ์ตอนนั้นฉันเข้าใจผิดจริงๆ จนเผลอพูดจาไม่ดีใส่คุณ วันนี้เราปรับความเข้าใจกันแล้ว ฉันหวังว่าจะได้รับการให้อภัยจากคุณนะคะ"
อ้าว
คราวนี้เป็นตาของโม่เข่อเข่อที่อึ้งจนพูดไม่ออกบ้าง
อารมณ์คุณหนูหายไปไหนแล้ว ความเอาแต่ใจหายไปไหนหมด ทำไมถึงกลายเป็นยอมรับผิดและแก้ไข เปลี่ยนเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตัวในชั่วพริบตาได้ขนาดนี้ บรรยากาศมันเปลี่ยนไวเกินไปหรือเปล่า
ต่อให้โม่เข่อเข่อจะเกิดใหม่มาแล้ว แต่บอกตามตรงว่าเธอก็ไม่เคยเห็นใครเปลี่ยนท่าทีได้รวดเร็วขนาดนี้มาก่อน
ครู่ต่อมา ภายใต้สายตาของเหล่าไทยมุง โม่เข่อเข่อก็กระแอมไอสองสามครั้งเพื่อแก้เก้อ จากนั้นเธอก็เอ่ยขึ้นด้วยความระแวงเล็กน้อยว่า "ถ้าอย่างนั้น... ฉันยกโทษให้คุณก็ได้ค่ะ"
"งั้นคุณช่วยคืนของที่ดรอปจากเม่นหนามให้ฉันได้ไหมคะ"
หึหึ เธอว่าแล้วเชียว คำขอโทษแบบนี้ไม่มีทางจริงใจร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก
พวกที่มาทำดีด้วยแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ย่อมมีจุดประสงค์แอบแฝงเสมอ
แต่ตอนนี้โม่เข่อเข่อมองรอยยิ้มที่ดู ‘จริงใจ’ ของเซิ่งเจียวเจียวแล้วก็คิดว่า ขอโทษก็ส่วนขอโทษ แต่จะมาขอของคืนน่ะหรือ ฝันไปเถอะ
อย่างไรก็ตาม หากโม่เข่อเข่อจะทำเลียนแบบอีกฝ่าย ด้วยการแสร้งทำตัวนอบน้อมขอโทษว่าไม่ควรไปแย่งมอนสเตอร์มาและกล่าวคำขอโทษ เธอก็ทำใจทำแบบนั้นไม่ได้จริงๆ
ด้วยความจนใจอย่างที่สุด ภายใต้การส่งสัญญาณเงียบๆ จากไป๋ชิงหว่าน โม่เข่อเข่อจึงทำได้เพียงหยิบซองเมล็ดพันธุ์ดอกคาร์เนชั่นออกมาเป็นพิธีพร้อมกล่าวว่า
"เอ่อ เนื้อหมูน่ะมันหมดไปแล้วล่ะค่ะ จะให้ฉันไปฆ่าเม่นหนามตัวใหม่มาคืนคุณก็คงไม่สมจริงเท่าไหร่ และฉันเองก็ไม่แน่ใจว่าจะชนะมันได้ไหม เอาเป็นว่านี่คือเมล็ดพันธุ์ดอกคาร์เนชั่นหนึ่งซอง ถึงมันจะกินไม่ได้ใส่ไม่ได้ แต่นี่ไม่ใช่ของที่คนทั่วไปจะหามาได้ง่ายๆ นะคะ ถ้าคุณตกลง ก็ถือว่านี่คือคำขอโทษและค่าตอบแทนจากฉันแล้วกันค่ะ"
เมื่อได้ยินดังนั้น เซิ่งเจียวเจียวก็ตอบรับด้วยความยินดีทันทีอย่างไม่ลังเล
เพราะอย่างไรเสียคุณหนูคนนี้ก็เกิดมาบนกองเงินกองทอง เหตุผลที่เธอยอมมาแสดงฉากขอโทษนี้ก็เพียงเพื่อต้องการของที่ดรอปคืนมาและเพื่อกู้หน้าคืนจากโม่เข่อเข่อเท่านั้น แต่ใครจะรู้ว่าความใจกว้างของโม่เข่อเข่อนั้นช่างน่าประทับใจยิ่งนัก
ความปรารถนาสูงสุดของเธอคือการได้เห็นคฤหาสน์ของตนเต็มไปด้วยมวลดอกไม้บานสะพรั่ง ด้วยเหตุนี้เธอจึงพยายามมาแล้วหลายครั้งในการนำเมล็ดพันธุ์ดอกไม้ต่างๆ เข้ามาในเกม
ทว่าทุกครั้งที่เธอพยายามจะปลูกมัน ระบบจะแจ้งเตือนอย่างใจร้ายเสมอว่า "ขออภัย เมล็ดพันธุ์ของคุณไม่สามารถใช้งานได้ โปรดใช้เมล็ดพันธุ์ที่ได้รับผ่านช่องทางที่ถูกต้อง"
ทุกครั้งที่โดนแบบนั้นเธอจะก่นด่าด้วยความโมโห เมล็ดพันธุ์ที่ซื้อมาจากร้านค้าภายนอกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ทำไมถึงไม่ถือเป็นช่องทางที่ถูกต้องไปได้ ช่างน่าหงุดหงิดเป็นที่สุด
แต่ตอนนี้ เมล็ดพันธุ์ที่โม่เข่อเข่อยื่นให้เธออย่างง่ายดายกลับเป็นสิ่งที่เธอเฝ้าถวิลหามาตลอด เมื่อได้สิ่งนี้มาแล้ว อย่าว่าแต่ความแค้นเรื่องเม่นหนามตัวเดียวเลย ตราบใดที่มีเมล็ดพันธุ์ดอกไม้ ต่อให้แค้นกันเรื่องเม่นหนามเต็มรถบรรทุกเธอก็พร้อมจะสะสางให้จบไปได้เสมอ