- หน้าแรก
- ไซอิ๋ว: พระถังปากแจ๋วกับวานรทรงอย่างแบด
- บทที่ 12 - งิ้วซ้อนงิ้ว กับดักซ้อนกับดัก
บทที่ 12 - งิ้วซ้อนงิ้ว กับดักซ้อนกับดัก
บทที่ 12 - งิ้วซ้อนงิ้ว กับดักซ้อนกับดัก
บทที่ 12 - งิ้วซ้อนงิ้ว กับดักซ้อนกับดัก
"หากจะกล่าวถึงเรื่องที่พระพุทธองค์ทรงปลงผมให้ข้านั้น เรื่องมันยาวนัก"
ปีศาจปราณทมิฬจูเวิงกล่าวพลางแสดงสีหน้าเศร้าสร้อยบนศีรษะล้านเลี่ยนสีดำขลับและเป็นมันขลับ ก่อนจะถอดถอนหายใจยาว แววตาแฝงไว้ด้วยความเลื่อนลอยและน้อยเนื้อต่ำใจ
"ดูท่าทางไอ้ตัวดำนี่คงกำลังจะเล่านิทานเสียแล้ว อาตมาขอเสนอให้นั่งลงฟังก็แล้วกัน"
ถังซัมจั๋งสั่งน้ำมูกหนึ่งปื้ด หันไปมองซุนหงอคงที่ยืนเกาเนื้อเกาตัวอยู่ทางขวามือด้านหน้า และเทียนตี้อีที่ยืนทำหน้าเคร่งเครียดอยู่ทางซ้ายมือด้านหลัง
เมื่อซุนหงอคงและเทียนตี้อีสบตากับถังซัมจั๋ง พวกเขาก็พยักหน้ารับในระดับที่แตกต่างกันไป ก่อนจะเลือกหาฝาโลงศพมานั่งลงตามอัธยาศัย
ซุนหงอคงปรายตามองเกาชุ่ยหลานที่นอนสลบไสลไม่ได้สติอยู่บนพื้น ใช้กรงเล็บวานรชี้ไปที่นางแล้วถาม "อาจารย์ แล้วนางเล่า?"
"ปล่อยให้นางนอนแอ้งแม้งอยู่นั่นแหละ!" ถังซัมจั๋งตอบโดยไม่แม้แต่จะปรายตามอง
"นางเป็นมนุษย์ ซ้ำยังเป็นสตรี ปล่อยไว้นานๆ จะเป็นหวัดเอาได้นะขอรับ" ซุนหงอคงกล่าว
"หมายความว่าอย่างไร? เจ้าอยากจะอุ้มนางหรือไร?" ถังซัมจั๋งตวัดสายตาดุดันใส่ซุนหงอคง
"ไอหยา อาจารย์ ข้าเป็นลิงออกบวชนะ จะไปอุ้มนางได้อย่างไร? ยิ่งไปกว่านั้นนางยังเป็นคู่รักของเทียนเผิง ภายภาคหน้าหากเทียนเผิงมาร่วมเดินทางไปอัญเชิญพระไตรปิฎกกับพวกเรา หากนับตามลำดับอาวุโสเขาก็คือศิษย์น้องของข้า เช่นนั้นนางก็คือน้องสะใภ้ของข้า เจ้าว่าน้องสะใภ้ข้า... นี่... ข้า..." ใบหน้าวานรของซุนหงอคงขึ้นสีแดงเรื่อ "อาจารย์ หากไม่มีทางเลือกจริงๆ ข้าแบกนางไว้บนหลังก็แล้วกันขอรับ!"
ปั้ก!
ถังซัมจั๋งคว้าท่อนไม้ใกล้มือฟาดเข้าที่หัวของซุนหงอคงเต็มแรง ก่อนจะอบรมสั่งสอนอย่างจริงจัง
"หงอคงเอ๋ยหงอคง อาจารย์ไม่คิดเลยจริงๆ ว่าเจ้าจะเป็นลิงพรรค์นี้ อาจารย์ดูเจ้าผิดไปจริงๆ เจ้าทำให้อาจารย์ผิดหวังมาก เจ้าคิดจะแบกนางขึ้นหลังได้อย่างไร?"
ถังซัมจั๋งถอนหายใจยาว ส่ายหน้าด้วยสีหน้าเศร้าหมอง
ซุนหงอคงรีบเอ่ยขอโทษทันควัน "อาจารย์ ข้าผิดไปแล้ว ข้าเพียงแต่รู้สึกว่าบรรยากาศมันกระอักกระอ่วน จึงพูดหยอกล้อเพื่อผ่อนคลายบรรยากาศเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาอื่นแอบแฝงเลย อาจารย์ ท่าน..."
ซุนหงอคงยังกล่าวไม่ทันจบ ถังซัมจั๋งก็โพล่งขึ้นมาอีกประโยค "แบกขึ้นบ่าไว้เถอะ อาจารย์พิจารณาดูแล้ว แบกขึ้นบ่าดีกว่าให้ขี่หลัง"
"หา?" ซุนหงอคงถึงกับชะงักงันไป
"จบหรือยัง? ข้าอุตส่าห์ตั้งท่าเตรียมเล่านิทานมาตั้งนานแล้วนะ เมื่อยจะแย่อยู่แล้ว ช่วยหันมาสนใจข้าหน่อยจะได้หรือไม่?" ปีศาจปราณทมิฬจูเวิงเอ่ยอย่างหมดความอดทน
ถังซัมจั๋งรีบฉีกยิ้มประจบ "ขออภัยด้วย บทนำมันยาวไปหน่อย เริ่มได้เลย!" กล่าวจบ เขาก็เลิกคิ้วให้ปีศาจปราณทมิฬจูเวิง
จากนั้น ปีศาจปราณทมิฬจูเวิงก็กระแอมไอสองสามครั้งเพื่อเคลียร์คอ อ้าปากดำกว้างเตรียมจะเริ่มเล่า
เวลานั้นเอง ซุนหงอคงที่เพิ่งได้สติกลับมาก็กระตุกแขนเสื้อถังซัมจั๋งเบาๆ แล้วกระซิบถาม "เฮ้ อาจารย์ ยังต้องแบกอยู่หรือไม่ขอรับ?"
ถังซัมจั๋งปั้นหน้าตึง ราวกับซุนหงอคงไปติดหนี้เขามาแต่ชาติปางก่อน "อยากแบกก็แบก ไม่อยากแบกก็ไม่ต้องแบก!"
เมื่อซุนหงอคงเห็นสีหน้าดุดันและแววตาเหยียดหยามของถังซัมจั๋ง ความโกรธที่ถูกกดทับไว้ในก้นบึ้งของหัวใจมาเนิ่นนานก็พลันปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรง
มันปั้นหน้าขรึม กระโดดผลุงลงจากฝาโลงศพ แล้วตะโกนใส่ถังซัมจั๋งด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์สุดขีด
"เจ้าหัวโล้น ข้าทนเจ้ามามากพอแล้ว! เจ้าหมายความว่าอย่างไรกันแน่? เมื่อครู่นี้เจ้าเป็นคนบอกให้ข้าแบกนางขึ้นบ่าเอง ข้าก็แค่ถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง แต่เจ้ากลับทำหน้าบูดบึ้ง ปากคอยื่นคอยาว บอกว่าอยากแบกก็แบก ไม่อยากแบกก็ไม่ต้องแบก บัดซบ! ข้าคือมหาปราชญ์ผู้เสมอฟ้านะ ออกท่องยุทธภพจะไม่ให้ข้ามีหน้ามีตาบ้างเลยหรือไร!"
เมื่อถังซัมจั๋งเห็นซุนหงอคงจู่ๆ ก็เดือดดาลขึ้นมา เขาก็ไม่ยอมอ่อนข้อให้เช่นกัน เขากระโดดขึ้นไปยืนเหยียบฝาโลงศพด้วยสองเท้า แล้วกระทืบเท้าตะโกนสวนกลับไป
"เฮ้ เจ้าลิงนี่เดี๋ยวนี้กล้าตะคอกใส่อาตมาแล้วหรือ ยังจะมาห่วงหน้าตา ยังจะมาอ้างว่าเป็นมหาปราชญ์ผู้เสมอฟ้า ผายลม! อย่าคิดว่าอาตมาไม่รู้ทันความคิดของเจ้านะ เจ้าก็แค่อยากจะลวนลามสตรีที่สลบไสลไม่ได้สติผู้นี้ใช่หรือไม่เล่า!"
ถังซัมจั๋งชะงักไปเล็กน้อย บีบเสียงแหลมแล้วตะโกนต่อ "อาตมาแค่แกล้งพูดส่งเดชไปว่าให้เจ้าแบกขึ้นบ่า เจ้าก็รีบรับลูกเป็นปี่เป็นขลุ่ย ทำท่าจะแบกขึ้นมาจริงๆ เชียว! ที่อาตมาพูดประโยคนั้นออกไป ความจริงแล้วอาตมากำลังทดสอบความบริสุทธิ์ใจของเจ้าต่างหากเล่า พอทดสอบเข้าจริงๆ ก็เผยธาตุแท้ออกมาทันที โสมม! ถุย! ตอนกลางวันก็แสร้งทำเป็นลิงผู้ทรงศีล พอตกกลางคืนตอนนอนหลับละเมอ ก็พร่ำเพ้อด้วยน้ำเสียงหื่นกระหายว่า 'ฮวาอินอย่าไป ฮวาอินอย่าไป' บัดซบ! น่าสะอิดสะเอียน! คิดว่าอาตมาไม่ได้ยินหรือไร? อาตมาได้ยินเต็มสองหู! ตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนนับตั้งแต่ออกจากภูเขาห้านิ้วจนมาถึงเมืองเกาซิ่ง อาตมาได้ยินทุกคืน! เดิมทีอาตมาคิดจะไว้หน้าเจ้า ไม่เอาเรื่องนี้มาพูด และไม่คิดจะจดบันทึกนิสัยเสียๆ ของเจ้าลงในสมุดบันทึกความผิดที่พระพุทธองค์ประทานให้ด้วย ทว่าตอนนี้อาตมาจะไม่ทำเช่นนั้นอีกต่อไป อาตมาจะแฉเจ้า จะแฉเจ้าต่อหน้าปีศาจดำตัวนี้ และเทพเซียนที่เอาแต่นั่งนิ่งไม่ยอมห้ามทัพผู้นี้ อาตมาจะเปิดโปงธาตุแท้ของเจ้า อาตมาจะเปิดโปงความโสมมของเจ้าลิงอย่างเจ้า!"
ถังซัมจั๋งมีพรสวรรค์ในการด่าทอมากกว่าซุนหงอคงจริงๆ หากเขาเป็นสตรี เขาย่อมต้องเป็นยอดหญิงปากจัดอันดับหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย
ทว่าถ้อยคำด่าทอเป็นชุดของถังซัมจั๋ง กลับเป็นดั่งมีดที่กรีดลึกลงบนบาดแผลในใจของซุนหงอคงอย่างโหดเหี้ยม
ซุนหงอคงยิ่งโกรธเกรี้ยวหนักขึ้นไปอีก เปลวเพลิงแห่งโทสะโหมกระพือลุกโชนอยู่ในใจ มันแยกเขี้ยวด้วยความโกรธจัด
"เจ้าหัวโล้น มารดามันเถอะ กลางค่ำกลางคืนไม่หลับไม่นอน แอบฟังข้าละเมองั้นหรือ! เจ้าว่างนักเหตุใดไม่ลองฟังเสียงตัวเองดูบ้างเล่า? วันๆ เอาแต่โอ้อวดไปทั่วว่าเป็นเกจิผู้ทรงศีลจากต้าถัง ทว่าพอถึงเวลาสวดมนต์ทีไรก็เอาแต่อู้ ข้าเตือนให้เจ้าสวดมนต์ เจ้าก็อ้างนู่นอ้างนี่ร้อยแปดพันเก้า อ้างว่าปวดฟันเลยไม่สวดมนต์ อ้างว่าท้องผูกเลยไม่สวดมนต์ กระทั่งมีขี้หูในหูก็อ้างว่าไม่สวดมนต์ ทุกวันไม่เคยสวดมนต์เลยสักครั้ง พระที่ไม่สวดมนต์ยังจะนับว่าเป็นพระอยู่อีกหรือ? พระพุทธองค์ของเจ้าเล่า? หา? ข้าถามเจ้าอยู่นะ! เจ้าหลวงจีนเหม็นเน่าที่วันๆ เอาแต่พ่นคำหยาบคาย ไม่แปรงฟัน ซ้ำยังชอบยื่นหน้าเข้ามาพูดใกล้ๆ ข้าอีก!"
ความโกรธเกรี้ยวที่ซุนหงอคงกดทับเอาไว้ตลอดหนึ่งเดือนกว่า ในที่สุดก็ระเบิดออกมาอย่างไม่มีข้อจำกัดใดๆ อีกต่อไป
มันไม่ทนอีกต่อไป มันเลือกที่จะแผดเสียงคำราม
"เจ้าลิง เจ้าอยากจะให้อาตมาสวดมนต์รัดเกล้าปวดเศียรใส่เจ้าใช่หรือไม่?!"
มารในใจของถังซัมจั๋งพองโตขึ้นเพราะความโกรธเกรี้ยวที่ปะทุขึ้นในใจของเขา มันกำลังพยายามอย่างหนักที่จะทลายความอดกลั้นอันน้อยนิดที่หลงเหลืออยู่ของถังซัมจั๋ง เพื่อทำให้เขาคลุ้มคลั่ง
ศีรษะของถังซัมจั๋งเริ่มวิงเวียนอย่างรุนแรงในวินาทีนี้ สติสัมปชัญญะของเขาเริ่มเลือนลาง ราวกับว่ากำลังจะควบคุมตนเองไม่ได้อีกต่อไป
แน่นอนว่ายามนี้ซุนหงอคงก็ไม่ยอมถอยให้เช่นกัน มันยิ่งกดดันถังซัมจั๋งหนักขึ้น จงใจใช้น้ำเสียงยียวนกวนประสาท
"เอาสิ มีปัญญาก็เอาเลย ไม่ใช่แค่มนต์รัดเกล้าปวดเศียรหรอกหรือ? มารดามันเถอะ หากข้ากลัวเจ้าหัวโล้นอย่างเจ้า ข้าก็ไม่ใช่มหาปราชญ์ผู้เสมอฟ้าแล้ว!"
เทียนตี้อีและปีศาจปราณทมิฬจูเวิงถึงกับอึ้งกิมกี่ไปตามๆ กัน สีหน้าโง่งมของพวกเขาดูเหมือนจะยากที่จะยอมรับได้ว่า ถังซัมจั๋งและซุนหงอคงจะมาทะเลาะกันอย่างเอาเป็นเอาตายเพียงเพราะเรื่องขี้ปะติ๋วเช่นนี้
'นี่มันเรื่องอันใดกัน? ไม่ใช่ว่าจะมาฟังนิทานหรอกหรือ? เหตุใดจู่ๆ สองศิษย์อาจารย์คู่นี้จึงมาทะเลาะกันได้เล่า?' เทียนตี้อีคิดในใจอย่างมึนงง
ปีศาจปราณทมิฬจูเวิงหุบปากดำกว้าง หุบขาทั้งสองข้างที่อ้ากว้างเข้าหากัน ลอบยินดีในใจ 'ทะเลาะกันได้ดี สองคนนี้ตีกันเลยยิ่งดี หากสองคนนี้ตีกัน แล้วเจ้าลิงนั่นซัดเจ้าหลวงจีนจนตายไปเลยก็ยิ่งประเสริฐ! หากไม่ใช่เพราะข้าโดนเจ้าลิงนั่นอัดจนน่วม ข้าคงไม่มายอมศิโรราบอยู่ที่นี่หรอก ยังจะมาเล่านิทานอีกหรือ? บัดซบ! ข้าว่างนักหรืออย่างไร แค่ที่เมืองชีหยางข้าจัดการเจ้าหลวงจีนนั่นไม่ได้ ข้าก็โชคร้ายพออยู่แล้ว ล้วนเป็นเพราะไอ้ตัวที่ชื่อเทียนตี้อีนั่นแหละ ยังจะมาเรียกตัวเองว่าเทพเซียนอีก? หากสบโอกาสเมื่อใด ข้าจะอัดมันให้ยับเลยคอยดู!'
ปีศาจปราณทมิฬจูเวิงคิดอย่างเคียดแค้น จากนั้นก็กลอกดวงตากลมโตคู่ใหญ่มองไปยังทิศทางที่เทียนตี้อีนั่งอยู่บนฝาโลงศพเมื่อครู่นี้
ทว่าเมื่อปีศาจปราณทมิฬจูเวิงละสายตาจากซุนหงอคงและถังซัมจั๋งที่กำลังจะเปิดฉากแลกหมัดกันอย่างดุเดือด หันไปมองยังตำแหน่งที่เทียนตี้อีสมควรจะอยู่
กลับพบเพียงฝาโลงศพอันว่างเปล่า ไร้ซึ่งวี่แววของเทียนตี้อี
"เอ๊ะ? แปลกประหลาดแท้ เทียนตี้อีหายไปไหนแล้ว?" ปีศาจปราณทมิฬจูเวิงเกาหัวแกรกๆ เอ่ยด้วยความฉงน
ขณะที่ปีศาจปราณทมิฬจูเวิงกำลังประหลาดใจอยู่นั้น จู่ๆ มันก็รู้สึกเหมือนถูกสิ่งใดบางอย่างกระชากอย่างแรง ขณะที่กำลังจะงุนงงอยู่นั้น มันก็รู้สึกถึงแรงดูดมหาศาลจากด้านหลังพุ่งเข้าใส่ ยังไม่ทันได้ตั้งตัวตอบโต้ ร่างของมันก็ถูกกระชากปลิวออกไปนอกประตูอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ ฉากนี้ซุนหงอคงและถังซัมจั๋งไม่มีเวลามาสังเกตเห็น
ปีศาจปราณทมิฬจูเวิงลอยละลิ่วไปด้านหลังท่ามกลางความมืดมิดยามราตรี ราวกับก้อนหินที่หลุดออกจากหนังสติ๊ก มันพยายามจะอ้าปากร้องตะโกนด้วยความหวาดผวา ทว่ากลับถูกพลังลี้ลับบางอย่างปิดปากเอาไว้แน่น ไม่ว่าจะพยายามอย่างไรก็ไม่อาจอ้าปากได้
ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว—
ปีศาจปราณทมิฬจูเวิงไถลตัวถอยหลังไปในความมืดมิดอย่างรวดเร็วอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะไปหยุดลงบนลานกว้างแห่งหนึ่ง
ตุบ—
ปีศาจปราณทมิฬจูเวิงร่วงหล่นลงมาจากกลางอากาศ กระแทกพื้นอย่างแรง
"โอ๊ย มารดามันเถอะ เจ็บแทบตาย นี่ผู้ใดกัน ลอบกัดอยู่ด้านหลัง แน่จริงก็ออกมาสิ บัดซบ! คอยดูเถอะ ข้าจะทุบเจ้าให้เละเป็นโจ๊กเลย!" ปีศาจปราณทมิฬจูเวิงนวดเอวคลึงหลัง ร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด อ้าปากดำกว้างด่าทออย่างเกรี้ยวกราด
เวลานั้นเอง เงาดำสายหนึ่งก็พุ่งพรวดมาปรากฏตัวตรงหน้าจูเวิง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำมีเสน่ห์ "เจ้าเล่นงิ้วได้ห่วยแตกยิ่งนัก!"
"ข้าสมควรจะเดาได้แต่แรกว่าเป็นเจ้า หึ!" จูเวิงแค่นเสียงหัวเราะหยัน ก่อนจะตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากพื้น ยืดกายอันสูงใหญ่ตระหง่านอยู่เบื้องหน้าเงาดำนั้น แล้วเอ่ยต่อ "ลองมาโดนลิงนั่นอัดสักรอบดูสิ ยืนพูดน่ะมันง่าย ไม่เจ็บปวดอันใดนี่ หึ!"
เงาดำนั้นก้มหน้าเอ่ย "พังไม่เป็นท่าอีกแล้ว เจ้าว่าควรทำเช่นไรดี!"
"ถามข้าหรือ? เสียสติไปแล้วหรืออย่างไร เจ้านึกว่าข้าสมองดีนักหรือ? นับตั้งแต่เป็นปีศาจอยู่ที่เมืองชีหยางมาตลอดร้อยปี สมองของข้าก็ไม่เคยใช้การได้ดีเลยสักวัน ยังคิดว่าอยู่บนสรวงสวรรค์หรืออย่างไร!"
จูเวิงกล่าวจบก็แค่นเสียงหัวเราะหยันอีกครา ปรายตามองเงาดำที่เอาแต่ก้มหน้า "เงยหน้าขึ้นมาได้หรือไม่? ที่นี่มีแค่เจ้ากับข้าสองคนเท่านั้น เจ้ายังจะแสร้งทำเป็นลึกลับก้มหน้าอยู่ทำไมอีก!"
เมื่อจูเวิงกล่าวจบ เงาดำนั้นก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น เมื่อใบหน้าของเงาดำปรากฏชัดเจนในสายตาของจูเวิง แสงจันทร์ก็สาดส่องลงบนใบหน้านั้น พลันเรื่องราวที่ไม่คาดฝันก็บังเกิดขึ้น
เงาดำนั้นกลับกลายเป็น เทียนตี้อี!
จูเวิงกวาดตามองเทียนตี้อีปราดหนึ่ง เดาะลิ้นหัวเราะร่า "โฮ่! เปลี่ยนชุดไวดีนี่ เมื่อครู่ตอนอยู่ในเรือนร้างยังใส่ชุดจอมยุทธ์อยู่เลย ตอนนี้เปลี่ยนเป็นชุดดำอำพรางตัวเสียแล้ว เทียนตี้อี เจ้าว่างมากนักหรืออย่างไร!"
เทียนตี้อีแสยะยิ้มมุมปาก แค่นเสียงเย็นชา "แน่นอนว่าว่างมาก แผนงิ้วซ้อนงิ้วดีๆ กลับต้องพังทลายลงเพียงเพราะเจ้าถูกซุนหงอคงจับตัวได้ ทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยากแท้ๆ ดูท่าทางเจ้าคงไม่อยากอยู่เมืองชีหยางต่อ ไม่อยากทำตามรับสั่งของพระพุทธองค์แล้วกระมัง? เมื่อครู่นี้เจ้ายังคิดจะเล่านิทานในสถานเก็บศพนั่น ซ้ำยังเกือบจะหลุดปากแฉตัวเองออกมาเสียอีก เจ้านี่ช่างกลัวคนอื่นจะไม่รู้จริงๆ ว่าเจ้ามันไร้สมอง! โชคดีที่สองศิษย์อาจารย์คู่นั้นเกิดผีเข้าทะเลาะกันเอง มิเช่นนั้นแผนการคงพังไม่เป็นท่าไปแล้ว"
เมื่อจูเวิงได้ยินดังนั้น ก็ทิ้งตัวลงนั่งบนพื้นอีกครา เอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ "ก็แค่ฆ่าถังซัมจั๋งทิ้งก็สิ้นเรื่องแล้วมิใช่หรือ?! ตอนอยู่ที่เมืองชีหยางมีโอกาสตั้งมากมายที่จะลงมือฆ่าถังซัมจั๋งได้อย่างง่ายดาย แต่เจ้ากลับยืนกรานที่จะเล่นงิ้ว อย่างเช่นตอนที่ซุนหงอคงสู้กับหมูที่กินศิลาปีศาจเข้าไป ตอนนั้นปีศาจของพวกเรากับถังซัมจั๋งซ่อนตัวอยู่ในโรงเตี๊ยมด้วยกัน หากปล่อยให้ปีศาจของพวกเราฉีกร่างถังซัมจั๋งเป็นชิ้นๆ เสีย ซุนหงอคงย่อมไม่มีทางกลับมาช่วยทันอย่างแน่นอน"
"จะฆ่าถังซัมจั๋งไม่ได้เด็ดขาด! ข้าบอกเจ้าเป็นร้อยๆ รอบแล้ว ถังซัมจั๋งต้องมีชีวิตอยู่ นี่คือบทละครที่ข้าเขียนขึ้นมา อีกอย่างเจ้าต้องจำไว้ให้ขึ้นใจว่าข้าคือตัวเอก ข้าชื่อเทียนตี้อี เป็นอันดับหนึ่ง! ในฉากนั้นเมื่อข้าซึ่งเป็นตัวเอกยังไม่ปรากฏตัว ถังซัมจั๋งจะตายได้อย่างไร? เจ้าโง่!" เทียนตี้อีเอ่ยอย่างร้อนรน
"ยังมีอีก ตอนที่ปีศาจของพวกเราเชิญถังซัมจั๋งกินข้าว ให้เขาดื่มสุรากินเนื้อ โดนพิษกู่สังหารทมิฬและพิษหมื่นบุปผาร่วงโรยที่ข้าอุตส่าห์ตั้งใจปรุงขึ้นมา ก็แค่ส่งเขาลงนรกไปเลยก็หมดเรื่อง ทำเรื่องให้ยุ่งยากไปไย จนป่านนี้ก็ยังฆ่าเขาไม่ได้เสียที" จูเวิงบ่นอุบ
"ข้าเพิ่งบอกไปว่าข้าคือตัวเอก ข้าคือตัวเอก เหตุใดเจ้าจึงหูทวนลมเช่นนี้? ตัวเอกยังไม่ออกโรง แล้วงิ้วจะจบลงได้อย่างไร? อีกอย่างข้าก็บอกไปแล้วว่าถังซัมจั๋งตายไม่ได้ นี่คือหัวใจสำคัญของบทละครเรื่องนี้" เทียนตี้อีถูกจูเวิงทำให้แทบจะเป็นบ้า
"บทละครบ้าบออันใดกัน ข้าเล่นงิ้วฉากนี้ต่อไม่ไหวแล้ว" จูเวิงทิ้งตัวลงนอนแผ่หราบนพื้น เริ่มทำตัวงอแง
เมื่อเทียนตี้อีเห็นจูเวิงเป็นเช่นนั้น ก็แค่นเสียงหัวเราะ "เช่นนั้นเจ้าจะยอมทำตามรับสั่งของพระพุทธองค์ เดินตามเส้นทางที่เจ้าไม่อยากเดินหรือ?"
"ไม่! ต่อให้ตีให้ตายข้าก็ไม่ไป ข้าจะอยู่ที่เมืองชีหยาง" จูเวิงเอ่ยอย่างเด็ดเดี่ยว
"เช่นนั้นเจ้าก็ต้องเล่นงิ้วร่วมกับข้าต่อไป รอจนกว่าข้าจะได้สิ่งของที่เป็นของข้าคืนมาจากซุนหงอคง เมื่อนั้นข้าก็จะทำให้ถังซัมจั๋งหายสาบสูญไป เจ้าก็จะไม่ต้องไปเดินตามเส้นทางที่เจ้าไม่อยากเดินอีก" เทียนตี้อีเอ่ยด้วยสีหน้าเปี่ยมความหวัง
"ตกลง!" จูเวิงผู้ไร้สมองผุดลุกขึ้นจากพื้น กำหมัดแน่น เผยให้เห็นสีหน้าอันเด็ดเดี่ยวพร้อมจะสู้ตาย
[จบแล้ว]