เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 6 - ที่แท้ทุกสิ่งล้วนจอมปลอม

บทที่ 6 - ที่แท้ทุกสิ่งล้วนจอมปลอม

บทที่ 6 - ที่แท้ทุกสิ่งล้วนจอมปลอม


บทที่ 6 - ที่แท้ทุกสิ่งล้วนจอมปลอม

'ทนไม่ไหวแล้ว! ข้าจะศีลแตกแล้ว!' ถังซัมจั๋งกรีดร้องอย่างเกรี้ยวกราดในใจ

ขณะที่ถังซัมจั๋งกำลังจะเรียกซุนหงอคงให้มาฟาดหัวบุรุษที่นั่งแทะไก่ดื่มสุราอยู่ตรงหน้า ประโยคหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัว 'อมิตาพุทธ พระพุทธองค์ทรงเมตตา'

'สวรรค์! นี่ข้าเป็นอันใดไป? ข้าคือเกจิผู้ทรงศีลนะ ข้าคือผู้บรรพชา ข้าจะเกิดความคิดชั่วร้ายให้หงอคงไปฟาดหัวมนุษย์ปุถุชนได้อย่างไร? หรือว่ามารในใจข้ากำลังกำเริบ? มันติดตามข้ามาห้าปีกว่าแล้ว ไม่ได้การ ข้าต้องระงับความโกรธเอาไว้ ข้าคือเกจิผู้ทรงศีล ข้าคือเกจิผู้ทรงศีลที่เดินทางจากต้าถังแห่งดินแดนตะวันออกไปอัญเชิญพระไตรปิฎกยังชมพูทวีป ใช่แล้ว! ข้าคือเกจิผู้ทรงศีล! จะมาบันดาลโทสะเพียงเพราะเห็นผู้อื่นทานเนื้อสัตว์ดื่มสุราไม่ได้'

หลังจากถังซัมจั๋งต่อสู้กับความคิดของตนเองอย่างหนักหน่วง ในที่สุดเขาก็สามารถควบคุมความโกรธเกรี้ยวของตนเองเอาไว้ได้

เขาปรับสีหน้าที่บิดเบี้ยวให้กลับมาเป็นปกติ จากนั้นก็พยายามฝืนยิ้มแล้วเอ่ยกับบุรุษผู้นั้น

"ต้องขออภัยจริงๆ สองสามวันนี้ความชื้นในอากาศสูงเกินไป ทำให้เหงือกของอาตมาบวมอักเสบ อาการเมื่อครู่นี้เป็นผลมาจากอาการปวดฟันน่ะ"

กล่าวจบ ถังซัมจั๋งก็ระบายลมหายใจยาวออกมา

ทว่าบุรุษผู้นั้นกลับไม่ได้ตอบกลับถังซัมจั๋งในทันที เขายังคงก้มหน้าก้มตาแทะเนื้อไก่ในมือต่อไป

เนตรทองคำเพลิงของซุนหงอคงสามารถมองทะลุตัวตนที่แท้จริงของบุรุษผู้นั้นได้ บุรุษผู้นั้นคือเทพเซียน เทพเซียนย่อมไม่กินเนื้อถังซัมจั๋ง ดังนั้นมันจึงไม่ได้กังวลความปลอดภัยของถังซัมจั๋ง แต่เลือกที่จะสวมบทบาทเป็นคนนอกยืนดูไฟไหม้ฝั่งตรงข้าม รอดูงิ้วฉากนี้ต่อไป

เมื่อถังซัมจั๋งเห็นว่าบุรุษผู้นั้นไม่ยอมตอบกลับเสียที เขาจึงเงยหน้าขึ้นมองซุนหงอคงที่นอนอยู่บนขื่อคานหลังคา แล้วกะพริบตาให้ซุนหงอคง เพื่อส่งสัญญาณให้ซุนหงอคงช่วยรับหน้าบุรุษผู้นั้นแทนเขา

ทว่าซุนหงอคงกลับคิดว่าทรายเข้าตาถังซัมจั๋ง มันจึงโยนผ้าเช็ดหน้าลงมาให้ แล้วทำท่าเช็ดตาเพื่อบอกให้ถังซัมจั๋งเช็ดตาเสีย

"ไอหยา ไม่ใช่ เจ้าลิงนี่ไม่เข้าใจความหมาย"

ถังซัมจั๋งส่ายหน้าพึมพำเสียงแผ่ว ชูผ้าเช็ดหน้าขึ้นโบกมือปฏิเสธซุนหงอคงสองครา กะพริบตาให้มันอีกครั้ง เตรียมจะเปิดปากพูดกับซุนหงอคง

แต่เวลานั้นบุรุษผู้นั้นกลับเอ่ยขึ้นมาก่อน

"ข้าดูออกว่าเจ้ามีอาการร้อนในจริงๆ แถมยังร้อนรุ่มไม่เบาเสียด้วย ไม่เป็นไร ยามว่างก็ชงชาดอกสายน้ำผึ้งดื่มสักหน่อย ดื่มติดต่อกันสักระยะก็จะช่วยขับความร้อนในร่างกายเจ้าได้"

เมื่อถังซัมจั๋งได้ยินบุรุษผู้นั้นเอ่ยปาก เขาก็รีบหันหน้ากลับมาส่งยิ้มกว้าง แสร้งทำเป็นตั้งใจฟังสิ่งที่อีกฝ่ายพูดอย่างจริงจัง

"หากข้าเดาไม่ผิด จุดหมายปลายทางของเจ้าคือทิศตะวันตกใช่หรือไม่?"

บุรุษผู้นั้นโยนกระดูกไก่ที่แทะจนสะอาดเกลี้ยงลงบนโต๊ะ ใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดปากพลางเอ่ยถาม

"ใช่แล้ว!" ถังซัมจั๋งพยักหน้ารับ "อาตมาคือถังซัมจั๋ง เป็นเกจิผู้ทรงศีลจากต้าถังแห่งดินแดนตะวันออก เดินทางไปอัญเชิญพระไตรปิฎกยังชมพูทวีป"

บุรุษผู้นั้นหัวเราะ

"ส่วนสูงของเจ้านับว่าสูงทีเดียว ถือว่าเป็นเกจิ 'ผู้สูง' ศีลได้กระมัง"

"เอ๊ะ จริงสิ ขอถามหน่อยเถิด ท่านเดาได้อย่างไรหรือ?" ถังซัมจั๋งตาเป็นประกาย รีบเอ่ยถาม

บุรุษผู้นั้นหัวเราะอีกครา เขาลุกขึ้นยืนจากม้านั่งไม้ กวาดสายตามองไปรอบๆ โถงโรงเตี๊ยม ก่อนจะเอ่ยเยาะเย้ย

"เจ้าปัญญาอ่อนหรือไร! รูปลักษณ์ของเจ้าเช่นนี้ยังต้องเดาอีกหรือ? คนโง่ก็ยังดูออก"

"ล้อเล่น ล้อเล่นน่า ท่านนี่ไม่เข้าใจอารมณ์ขันเอาเสียเลย" ถังซัมจั๋งลูบหัวล้านเลี่ยนของตนพลางเอ่ย

"เกจิก็คือเกจิ พูดจาชวนให้คนขบคิดไม่แตกฉาน" บุรุษกินไก่เอ่ยเหน็บแนม

"นี่! ท่านผู้กินไก่ เหตุใดอาตมาจึงรู้สึกว่าชาวเมืองชีหยางดูเหมือนจะไม่ค่อยต้อนรับพระภิกษุเอาเสียเลยเล่า?" ถังซัมจั๋งนึกบางอย่างขึ้นมาได้จึงเอ่ยถาม

"เมืองชีหยางแห่งนี้แปดร้อยปีก็ไม่มีพระภิกษุผ่านมาสักรูป ชาวเมืองชีหยางย่อมไม่รู้ว่าพระภิกษุคือสิ่งใด ย่อมไม่ต้อนรับเจ้าอยู่แล้ว ทว่าเมื่อครึ่งเดือนก่อน พวกเขาได้รับการอบรมจากคนผู้หนึ่ง จึงได้รู้ว่าพระภิกษุคือสิ่งใด ทั้งยังได้รับรู้ว่าจะมาพระภิกษุรูปหนึ่งเดินทางมาจากทิศตะวันออกเพื่อไปอัญเชิญพระไตรปิฎก และพระภิกษุรูปนั้นมีเนื้อที่กินแล้วเป็นอมตะ"

กล่าวจบ บุรุษผู้นั้นก็กวาดสายตามองผู้คนที่ยืนนิ่งไม่ไหวติงในโถงโรงเตี๊ยม แน่นอนว่าเขายังคงไม่ละสายตาไปจากชายฉกรรจ์ที่ยืนรินสุราและดื่มสุราไม่หยุดหย่อนอยู่ข้างกายถังซัมจั๋ง

เมื่อถังซัมจั๋งได้ยินบุรุษผู้นั้นกล่าวเช่นนี้ เขาก็งุนงงไปหมด เบิกตาโพลงด้วยความไร้เดียงสาเอ่ยถาม

"เหตุใดอาตมาจึงรู้สึกสับสนงุนงงเช่นนี้เล่า? หรือว่าอาการเหงือกอักเสบจะทำให้อาตมามีไข้? จนทำให้ความสามารถในการทำความเข้าใจสับสนปั่นป่วน?"

"เจ้าไม่ได้เป็นอันใดทั้งนั้น แต่เจ้าถูกทุกสิ่งทุกอย่างที่จอมปลอมปิดหูปิดตาเอาไว้ต่างหาก มันคือม่านมายา!"

บุรุษผู้นั้นเดินไปที่ประตูโรงเตี๊ยม กวักมือเรียกเด็กๆ สองสามคนที่อยู่หน้าประตูเข้ามาด้วยรอยยิ้ม จากนั้นก็เป่าลมใส่พวกเขาเบาๆ เด็กเหล่านั้นก็ยืนนิ่งไม่ไหวติงไปเช่นกัน

"ถูกทุกสิ่งทุกอย่างที่จอมปลอมปิดหูปิดตา? ม่านมายาอีกแล้ว? ม่านมายาคือสิ่งใดกัน?" ถังซัมจั๋งยิ่งฟังก็ยิ่งสับสน

ซุนหงอคงได้ยินคำว่าม่านมายาก็ไม่ค่อยเข้าใจเช่นกัน มันจ้องมองไปที่บุรุษผู้นั้น รอคอยคำอธิบายจากเขา

บุรุษผู้นั้นปรายตามองถังซัมจั๋งและซุนหงอคง ส่ายหน้ายิ้มๆ แล้วตอบ

"ในเมื่อรากฐานปัญญาของเจ้าธรรมดาสามัญถึงเพียงนี้ เช่นนั้นข้าก็คงต้องอธิบายให้เจ้าฟังอย่างละเอียดเสียแล้ว"

บุรุษผู้นั้นกลับมานั่งบนม้านั่งไม้ หยิบชามเปล่าบนโต๊ะขึ้นมา จากนั้นก็ยกมือขึ้นตบหน้าท้องของตนเองอย่างแรง พลันของเหลวสีดำข้นคลั่กก็พุ่งพรวดออกจากปากของเขาลงไปในชาม ตามมาด้วยกลิ่นคาวเหม็นเน่าที่คละคลุ้งไปทั่วทั้งโถงโรงเตี๊ยม

"นี่คือ?"

ถังซัมจั๋งได้กลิ่นก็แทบจะอาเจียน เขารีบใช้นิ้วอุดจมูก ชี้ไปที่ของเหลวสีดำในชามแล้วเอ่ยถามด้วยความตกตะลึงสุดขีด

ในขณะเดียวกันซุนหงอคงก็ขมวดคิ้วแน่น ใช้กรงเล็บวานรปิดจมูกหมูของจูเสี่ยวเป่าเอาไว้

"ยังต้องถามอีกหรือ? แน่นอนว่ามันคือเนื้อสัตว์ที่ข้าเพิ่งจะกินเข้าไปเมื่อครู่นี้อย่างไรเล่า" บุรุษผู้นั้นกล่าว

"เหตุใดจึงกลายเป็นเช่นนี้ได้?" ถังซัมจั๋งตกตะลึงงัน

"เหตุใดจะเป็นเช่นนี้ไม่ได้เล่า? โชคดีที่เจ้ายังไม่ลืมว่าตนเองเป็นพระภิกษุ และแน่นอนว่าโชคดีที่ข้ามาทันเวลา หากมิเช่นนั้นหากสิ่งเหล่านี้ตกถึงท้องเจ้า วิญญาณของเจ้าคงถูกพิษกัดกร่อนจนแหลกสลายไปแล้ว" บุรุษผู้นั้นกล่าว

"นี่คือสิ่งใดกัน?" ถังซัมจั๋งเอ่ยถาม

"มันคือพิษกู่สังหารทมิฬที่ร้ายกาจที่สุดในดินแดนปีศาจ" บุรุษผู้นั้นตอบ

จู่ๆ ถังซัมจั๋งก็ตระหนักถึงบางสิ่งขึ้นมาได้ เขารีบชี้ไปที่ไหสุราบนโต๊ะ

"ถ้าเช่นนั้นสุราพวกนี้เล่า?"

บุรุษผู้นั้นส่งสายตาให้ถังซัมจั๋ง เป็นเชิงบอกให้เขามองชายฉกรรจ์ที่อยู่ด้านข้าง

ถังซัมจั๋งหันขวับไปมอง เมื่อเห็นชายฉกรรจ์ผู้นั้นเขาก็แทบจะทรุดตัวลงไปกองกับพื้นด้วยความหวาดกลัว

ภาพที่เห็นคือชายฉกรรจ์ผู้นั้นกลายเป็นโครงกระดูกที่ยืนหยัดอยู่ โครงกระดูกนั้นมีสีดำคล้ำราวกับเสมหะ และยังคงทำท่ารินสุราดื่มสุราอยู่อย่างนั้น

"นี่... นี่... นี่..." ถังซัมจั๋งตกใจจนเซถลา มุมปากกระตุกไม่หยุด ขาสองข้างสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้

"นี่คือพิษหมื่นบุปผาร่วงโรยแห่งดินแดนปีศาจ เป็นพิษที่ร้ายแรงยิ่งกว่า ส่วนผลลัพธ์ของมันเจ้าก็ได้เห็นแล้ว เป็นอุปกรณ์การสอนที่สมจริงยิ่งนัก" บุรุษผู้นั้นตอบกลั้วหัวเราะ

"ดะ... ดะ... ดังนั้น..." ถังซัมจั๋งติดอ่างจนพูดไม่เป็นประโยค

"ดังนั้นพวกมันทั้งหมดล้วนเป็นปีศาจ เมืองชีหยางแห่งนี้ไม่มีมนุษย์อาศัยอยู่เลยนับพันปีแล้ว ที่พวกมันทำเช่นนี้ก็เพื่อกินเนื้อของเจ้า เพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นอมตะ" บุรุษผู้นั้นกล่าวอธิบาย

"เพราะเหตุใดกัน?" คำถามในใจของถังซัมจั๋งก่อตัวสูงเป็นภูเขา

"ความจริงแล้วเจ้าเข้าใจกระจ่างแจ้งแล้ว เหตุใดยังไม่กล้าเชื่ออีกเล่า?" บุรุษผู้นั้นย้อนถาม

เวลานี้ศีรษะของถังซัมจั๋งอื้ออึงไปหมด ภายในใจของเขาสับสนวุ่นวาย ความคิดก็เช่นกัน เขาส่ายหน้าไปมาไม่หยุดหย่อน

"เมื่อเจ้ามองเห็นเมืองชีหยางแห่งนี้ เจ้าก็ตกหลุมพรางเสียแล้ว พวกมันล้วนเป็นปีศาจที่มีความคิดรอบคอบรัดกุม เพื่อที่จะจับตัวเจ้า ย่อมต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างเต็มที่ พวกมันแสดงงิ้วฉากใหญ่ได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้เจ้าเชื่อสนิทใจทีละก้าวว่าพวกมันคือมนุษย์ที่ไร้เดียงสาและอ่อนแอ เจ้าลองทบทวนรายละเอียดทุกอย่างก่อนหน้านี้ดูสิ เจ้าไม่คิดว่ามันสมบูรณ์แบบเกินไปหรือ? หมูป่าตัวเขื่องนั่น รวมถึงปีศาจหมูในภายหลัง ล้วนเป็นเพียงอุปกรณ์ประกอบฉากของพวกมันเท่านั้น ถึงอย่างไรเจ้าก็แค่รู้ว่าพวกมันคือปีศาจ รู้ว่าทุกอย่างคือของปลอมก็หมดเรื่องแล้ว ไม่ใช่หรือ?" บุรุษผู้นั้นกล่าว

"อาตมาก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี" ดูเหมือนถังซัมจั๋งจะจงใจหลอกตัวเอง ทั้งที่เขาเข้าใจกระจ่างแจ้งแล้ว ทว่าก็ยังแสร้งทำเป็นโง่งมต่อไป

บุรุษผู้นั้นหัวเราะ ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดอีก

ถังซัมจั๋งยกสองมือขึ้นกุมศีรษะ นั่งยองๆ ลงบนพื้นเพื่อครุ่นคิดบางสิ่ง เนิ่นนานผ่านไป จู่ๆ เขาก็ลุกพรวดขึ้นแล้วเอ่ยถาม

"ไม่ถูกสิ หงอคงมีเนตรทองคำเพลิง เขาบอกอาตมาว่าเขามีเนตรทองคำเพลิง เขาสามารถมองเห็นความจริงของสรรพสิ่งในโลกหล้า พวกมันเป็นปีศาจ หงอคงจะมองไม่ออกได้อย่างไร?"

"ข้าจำได้ว่าข้าเพิ่งจะบอกเจ้าไปหยกๆ เรื่องม่านมายา ศิษย์ของเจ้าต่อให้เก่งกาจเพียงใด ก็ไม่อาจหลบเลี่ยงม่านมายาของดินแดนปีศาจพ้น ก่อนที่พวกเจ้าจะมาถึงเมืองชีหยาง เมฆดำที่พวกเจ้ามองเห็นบนท้องฟ้า นั่นแหละคือม่านมายาแห่งดินแดนปีศาจ ความน่ากลัวของม่านมายานี้ก็คือ เมื่อเจ้ามองเห็นมัน เจ้าก็ตกหลุมพรางของมันเข้าแล้ว หลังจากนั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่สายตาเจ้ามองเห็นล้วนเป็นภาพลวงตา เนตรทองคำเพลิงของศิษย์เจ้าก็สูญเสียพลังไปในตอนนั้นนั่นแหละ" บุรุษผู้นั้นกล่าว

"ช่างสิ้นเปลืองสมองเสียนี่กระไร อาตมารู้สึกวิงเวียนไปหมดแล้ว" ถังซัมจั๋งเอ่ยพลางรู้สึกหน้ามืดตาลาย

"ดังนั้นเจ้าจึงเหมาะกับการไปอัญเชิญพระไตรปิฎกเพียงอย่างเดียว" บุรุษผู้นั้นเอ่ยกลั้วหัวเราะ

"แล้วเหตุใดอาตมาต้องเชื่อท่านด้วยเล่า?" ถังซัมจั๋งถาม

"เช่นนั้นข้าจะพิสูจน์อีกเรื่องหนึ่งให้เจ้าดู" บุรุษผู้นั้นกล่าวพลางชี้ไปรอบๆ โถงโรงเตี๊ยม "เหตุใดโรงเตี๊ยมแห่งนี้จึงยืนหยัดอยู่ได้โดยไม่พังทลายภายใต้การก่อกวนของปีศาจหมู? เหตุใดโรงเตี๊ยมแห่งนี้จึงต้องชื่อปู้ลั่วเฉิน?"

"นั่นสิ เพราะเหตุใดหรือ?" ถังซัมจั๋งถามด้วยความงุนงง

"เพราะข้าคือเถ้าแก่ของโรงเตี๊ยมแห่งนี้ ก่อนที่เจ้ากับศิษย์ของเจ้าจะมาถึงเพียงหนึ่งชั่วยาม โรงเตี๊ยมแห่งนี้เพิ่งจะเปิดกิจการ" บุรุษผู้นั้นตอบ

"แล้วนั่นเป็นเพราะเหตุใดอีกล่ะ?" ถังซัมจั๋งยังคงถามต่อ

บุรุษผู้นั้นถูกสติปัญญาของถังซัมจั๋งเล่นงานจนต้องปาดเหงื่อด้วยความจนใจ เอ่ยตอบ

"ก็เพื่อช่วยชีวิตเจ้าน่ะสิ เพราะรู้ว่าเจ้าจะต้องเผชิญกับเคราะห์กรรมครั้งใหญ่!"

"อ้อ! ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง!" ถังซัมจั๋งครุ่นคิดอยู่นาน ในที่สุดก็เข้าใจกระจ่างแจ้ง ทว่าฉับพลันนั้นเขาก็ถามขึ้นอีก "แล้วเหตุใดจึงต้องตั้งชื่อว่าปู้ลั่วเฉินด้วยเล่า?"

บุรุษผู้นั้นลากเสียงอืมมยาวๆ ในใจก็ครุ่นคิด 'นั่นสิ เหตุใดต้องตั้งชื่อว่าปู้ลั่วเฉินด้วยนะ?'

"รีบบอกมาสิ!" ถังซัมจั๋งเร่งเร้า

บุรุษผู้นั้นเอ่ยอย่างตะกุกตะกัก

"เพราะชื่อนี้... มัน... มันไพเราะดีน่ะ"

ถังซัมจั๋งแบมือสองข้างออก

"ไม่เห็นจะไพเราะตรงไหนเลย"

บุรุษผู้นั้นสะบัดมือทั้งสองข้างอย่างแรง

"จะมัวพูดจาไร้สาระพวกนี้ไปทำไม ถึงอย่างไรโรงเตี๊ยมแห่งนี้ก็ช่วยชีวิตเจ้าไว้จากพายุเฮอริเคนของปีศาจหมูก็แล้วกัน"

"แต่ก็ช่วยชีวิตปีศาจไว้ด้วยนี่!" ถังซัมจั๋งสวนกลับไปหนึ่งประโยคทันควัน

ประโยคนี้แทงใจดำบุรุษผู้นั้นเข้าอย่างจัง ทำเอาเขาจุกจนพูดไม่ออกไปพักใหญ่

"เอาเป็นว่า ไม่ว่าอย่างไรโรงเตี๊ยมแห่งนี้ก็ช่วยชีวิตอาตมาไว้จริงๆ" ถังซัมจั๋งเห็นบุรุษผู้นั้นหน้าเสีย จึงเอ่ยประโยคนี้ออกมา

"ใช่ ถูกต้อง พูดได้ถูกต้อง ถูกต้องที่สุด!" บุรุษผู้นั้นรีบเอ่ยสนับสนุนเป็นพัลวัน

จู่ๆ ถังซัมจั๋งก็นึกถึงซุนหงอคงขึ้นมาได้ เขาตระหนักได้ว่าในระหว่างที่เขากับบุรุษผู้นั้นสนทนากัน ซุนหงอคงกลับไม่ได้ส่งเสียงใดๆ ออกมาเลยแม้แต่น้อย

ดังนั้นเขาจึงเงยหน้าขึ้นไปมองบนขื่อคานหลังคา ทว่าเมื่อสายตาของเขาไปบรรจบที่ตำแหน่งที่ซุนหงอคงเคยนั่งอยู่เมื่อครู่ เขากลับพบเพียงความว่างเปล่า ซุนหงอคงไม่ได้อยู่ที่นั่นแล้ว

ถังซัมจั๋งกวาดสายตามองไปทั่วหลังคา ทว่าก็ยังคงไร้ซึ่งวี่แววของซุนหงอคง

"หงอคง หงอคง หงอคง..." ถังซัมจั๋งตะโกนเรียกเสียงหลง

"ไม่ต้องเรียกแล้ว เมื่อครู่นี้เขาเพิ่งจะอุ้มหมูตัวนั้นขี่เมฆเหาะไปแล้ว" บุรุษผู้นั้นกล่าว

"เหตุใดจู่ๆ หงอคงจึงต้องขี่เมฆเหาะไปเล่า? เขาไปที่ใดกัน?" ถังซัมจั๋งเอ่ยถามบุรุษผู้นั้นด้วยความร้อนรน

"เขาก็แค่รักหน้าตาของตัวเองน่ะสิ เจ้าลองคิดดูสิ อดีตเขาเคยเป็นถึงมหาปราชญ์ผู้เสมอฟ้าอันเกรียงไกร เป็นยอดฝีมือเชียวนะ! ทว่าเพราะต้องมนต์ม่านมายา เนตรทองคำเพลิงสูญเสียพลัง จนทำให้มองปีศาจเป็นมนุษย์ เขาจะไม่หลบไปนั่งเสียใจอยู่เงียบๆ ได้อย่างไร?! เขาคงจะกลับไปยังป่าที่พวกเจ้าผ่านมาก่อนจะถึงเมืองชีหยางกระมัง" บุรุษผู้นั้นกล่าว

"ไปที่ป่า?"

"ใช่แล้ว เพราะเขาพลั้งมือฆ่าสัตว์อสูรพยัคฆ์ไป จึงไปสำนึกผิดอย่างไรเล่า"

"พลั้งมือฆ่าสัตว์อสูรพยัคฆ์? นี่มันเรื่องอันใดกันอีกล่ะ?"

"สัตว์อสูรพยัคฆ์ก็เป็นปีศาจแห่งเมืองชีหยางเช่นกัน ทว่ามันเป็นปีศาจที่ดี มันรู้ว่าเหล่าปีศาจในเมืองชีหยางกำลังวางแผนจับตัวเจ้าก่อนที่เจ้าจะมาถึง มันจึงล่วงหน้าไปก่อนเพื่อใช้วิธีของปีศาจในการช่วยเหลือเจ้า ที่มันบอกว่าจะกินเนื้อเจ้า ความจริงแล้วมันตั้งใจจะพาเจ้าไปอีกที่หนึ่ง แล้วค่อยบอกเรื่องนี้กับเจ้า ทว่าน่าเสียดายที่สัตว์อสูรพยัคฆ์ใช้วิถีทางของปีศาจ ส่วนเจ้าคือมนุษย์ ความแตกต่างระหว่างเผ่าพันธุ์นำมาซึ่งจุดจบเช่นนี้ ดังนั้น..."

"ไม่ต้องพูดแล้ว อาตมาเข้าใจแล้ว" ถังซัมจั๋งทำมือเป็นสัญญาณหยุดให้บุรุษผู้นั้น จากนั้นน้ำตาก็อาบสองแก้ม สะอื้นไห้พลางเอ่ย "บาปกรรม บาปกรรม บาปกรรมหนาแท้!"

จากนั้น ถังซัมจั๋งก็หลับตาลงสวดมนต์

ในขณะที่ถังซัมจั๋งกำลังสวดมนต์ จู่ๆ ภายในใจของเขาก็บังเกิดความรู้สึกอันแรงกล้าขึ้นสองประการ

ประการแรก สรรพสิ่งในโลกหล้าล้วนไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่ตาเห็น

ประการที่สอง เขานับว่าไม่ใช่เกจิผู้ทรงศีลอย่างแท้จริง ยิ่งไปกว่านั้นเขายังมีมารในใจที่ยังมิอาจขจัดให้สิ้นซาก ซึ่งมันสิงสถิตอยู่กับเขามานานกว่าห้าปีแล้ว

ขณะที่ถังซัมจั๋งกำลังหลับตาสวดมนต์ บุรุษผู้นั้นก็สะบัดมือหนึ่งครา คืนร่างมนุษย์ที่ยืนนิ่งไม่ไหวติงในโถงโรงเตี๊ยมให้กลับกลายเป็นร่างปีศาจดั้งเดิม

รูปลักษณ์ของปีศาจแต่ละตนล้วนน่าเกลียดน่ากลัว ดุร้าย และเน่าเฟะน่าสะอิดสะเอียน

บุรุษผู้นั้นสะบัดมืออีกครา ปีศาจทั้งหมดในโถงโรงเตี๊ยมก็อันตรธานหายไปจนสิ้น

พริบตาต่อมา เมืองชีหยางก็แปรสภาพกลายเป็นซากปรักหักพังอย่างสมบูรณ์แบบ หลงเหลือเพียงโรงเตี๊ยมปู้ลั่วเฉินที่บุรุษผู้นั้นและถังซัมจั๋งยืนอยู่เท่านั้น

หลังจากถังซัมจั๋งสวดมนต์เสร็จ เขาก็ลืมตาขึ้น ภาพโถงโรงเตี๊ยมก่อนที่เขาจะหลับตาลงได้หายไปสิ้น ยามนี้หลงเหลือเพียงความกว้างขวางอันโล่งเตียน

"ทำงานได้รวดเร็วยิ่งนัก สมกับเป็นเทพเซียนจริงๆ" ถังซัมจั๋งกวาดสายตามองรอบๆ โถงโรงเตี๊ยมปราดหนึ่งแล้วเอ่ยกับบุรุษผู้นั้น

บุรุษผู้นั้นหัวเราะ

"เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าคือเทพเซียน?"

"สิ่งที่ท่านแสดงออกมายังชัดเจนไม่พออีกหรือ? ต้องรอให้อาตมาเห็นท่านเหาะเหินเดินอากาศได้ก่อนถึงจะพูดได้หรืออย่างไร? จะบอกให้เอาบุญนะ ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา นอกจากท่านแล้ว อาตมาเคยพบเจอเทพเซียนมาแล้วถึงห้าองค์ จริงสิ อาตมาสมควรจะถามชื่อแซ่ของท่านเสียหน่อย" ถังซัมจั๋งกล่าว

"ในที่สุดก็คิดจะถามชื่อข้าเสียที ข้ามีนามว่า..."

ยังไม่ทันที่บุรุษผู้นั้นจะกล่าวจบ ถังซัมจั๋งก็โพล่งประโยคหนึ่งออกมาด้วยสีหน้าร้อนรนสุดขีด

"ไม่ได้การแล้ว อาตมาต้องไปหาหงอคง อาตมากลัวว่าเจ้าลิงนั่นจะคิดสั้นแล้วกินลูกท้อจนพุงแตกตายเอาได้"

กล่าวจบ ถังซัมจั๋งก็วิ่งพรวดพราดออกจากโรงเตี๊ยมไปอย่างเร่งรีบ

เมื่อออกมานอกโรงเตี๊ยม ภาพความรกร้างว่างเปล่าก็ปรากฏแก่สายตา พายุทรายพัดม้วนตัวขึ้นเป็นระลอก ซากปรักหักพังปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนไร้ข้อกังขา

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 6 - ที่แท้ทุกสิ่งล้วนจอมปลอม

คัดลอกลิงก์แล้ว