- หน้าแรก
- ไซอิ๋ว: พระถังปากแจ๋วกับวานรทรงอย่างแบด
- บทที่ 3 - จูเสี่ยวเป่าผู้มีเมตตา
บทที่ 3 - จูเสี่ยวเป่าผู้มีเมตตา
บทที่ 3 - จูเสี่ยวเป่าผู้มีเมตตา
บทที่ 3 - จูเสี่ยวเป่าผู้มีเมตตา
ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างกะทันหันเกินกว่าจะตั้งตัว ทว่าสำหรับซุนหงอคงแล้ว มันสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้อย่างง่ายดาย แต่มันกลับไม่ยอมลงมือทำ
ถังซัมจั๋งยังคงหลับสนิท ไม่ได้ตกใจตื่นเพราะความหวาดกลัวแต่อย่างใด
"ที่แท้ปีศาจหมูที่จูเวิงจับมาได้ ก็ไม่ใช่ปีศาจหมูที่จะกินเด็กที่ชานเมืองชีหยางเมื่อวันก่อน! อ๊าก... น่ากลัวเหลือเกิน... อ๊าก...!"
ยังมีบางคนที่ยังอุตส่าห์วิเคราะห์ออกมาได้ท่ามกลางความตื่นตระหนก ผู้คนต่างแหกปากร้องตะโกนและวิ่งหนีเอาชีวิตรอดกันอย่างสุดกำลังท่ามกลางฟ้าดินที่มืดมิด ปีศาจหมูยักษ์ก้าวเข้ามาใกล้ฝั่งโรงเตี๊ยมปู้ลั่วเฉินทีละก้าว
"โฮก—"
เสียงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยวดังก้องสะท้านฟ้าสะเทือนดินอีกครา ปีศาจหมูแยกเขี้ยวอันหยาบหนาและยาวเหยียดออกมา ความโกรธเกรี้ยวของมันฉายชัดอยู่บนเขี้ยวอันแหลมคมนั้น
"จูเวิง ท่านเป็นนักพรตจากภูเขาเผิงไหลไม่ใช่หรือ? นักพรตย่อมต้องมีเวทมนตร์คาถา ท่านรีบไปสู้กับมัน จัดการปีศาจหมูให้ราบคาบเสีย!"
นักรบแบกดาบเล่มโตผู้หนึ่งวิ่งฝ่าสายลมอย่างยากลำบากไปหลบอยู่หลังโอ่งน้ำใบใหญ่ แล้วตะโกนบอกจูเวิงที่ซ่อนตัวอยู่ข้างในโอ่ง
จูเวิงนอนขดตัวแน่น ตะโกนตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"ไม่ ไม่ ข้าไปไม่ได้ วันนี้ตอนที่ข้าจับปีศาจหมูตนนั้น ข้าใช้เวทมนตร์ไปแล้ว เวทมนตร์ของข้าใช้ได้แค่วันละครั้งเท่านั้น"
"เช่นนั้นจะทำอย่างไรเล่า? พวกเรามิต้องตายกันหมดหรือไร?!"
นักรบผู้นั้นเอ่ยจบประโยคก็ตกใจจนสลบเหมือดไปในทันที กระทั่งวินาทีสุดท้าย จูเวิงก็ยังคงเลือกที่จะพ่นวาจาเหลวไหลไร้สาระออกมา
"โฮก—"
สิ้นเสียงคำรามอย่างบ้าคลั่งอีกหน กีบเท้าหมูขนาดยักษ์ของปีศาจหมูก็ก้าวมาถึงหน้าประตูโรงเตี๊ยมปู้ลั่วเฉิน เมื่อเทียบกับกีบเท้าหมูอันมหึมาของมันแล้ว ประตูของโรงเตี๊ยมปู้ลั่วเฉินก็ดูราวกับมดปลวกตัวจ้อย
ทว่าเมื่อมองดูเมืองชีหยางที่พังพินาศและน่าเวทนาไปทั่วทุกหย่อมหญ้า กลับมีเพียงโรงเตี๊ยมปู้ลั่วเฉินแห่งนี้ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนท้องถนนอย่างมั่นคง ไม่ว่าพายุคลั่งจะพัดโหมกระหน่ำเพียงใดก็ตาม ชาวบ้านที่ลี้ภัยนอกจากพวกที่ตกใจจนหมดสติหรือสลบไสลไปแล้ว อีกกว่าครึ่งล้วนหนีเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในโรงเตี๊ยมปู้ลั่วเฉินทั้งสิ้น
กองฟืนที่เตรียมไว้เผาหมูป่าตัวเขื่อง แม้จะถูกลมดำพัดจนไฟดับมอดไปแล้ว ทว่าหมูป่าตัวนั้นกลับสิ้นใจตายไปเสียแล้ว ร่างอันแข็งทื่อของมันนอนนิ่งอยู่บนกองฟืน
เมื่อปีศาจหมูยักษ์เห็นภาพนี้ เสียงคำรามอย่างบ้าคลั่งก็แปรเปลี่ยนเป็นเสียงร้องโหยหวนอย่างน่าเวทนา ดวงตาคู่โตของมันเต็มเปี่ยมไปด้วยความโกรธแค้นไร้ที่สิ้นสุด ปราศจากวี่แววว่าจะสงบลงได้เลยแม้แต่น้อย
"โฮก—"
ในที่สุด เสียงคำรามดังก้องนี้ก็ปลุกถังซัมจั๋งที่หลับใหลอยู่บนชั้นสองของโรงเตี๊ยมปู้ลั่วเฉินให้ตื่นขึ้น เขางัวเงียขยี้ตา ลุกขึ้นจากเตียง แล้วมองผ่านหน้าต่างออกไปเห็นภาพอันน่าสะพรึงกลัวเบื้องนอก
"มารดามันเถอะ แย่แล้ว ปีศาจหมูตัวใหญ่ถึงเพียงนั้นเชียว หงอคงเจ้าตาบอดหรืออย่างไร เหตุใดจึงไม่ไปฟาดหัวมันเล่า?"
ถังซัมจั๋งตกใจจนแหกปากโวยวาย กระโดดโลดเต้นไปมา
ซุนหงอคงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งยิ่งนัก
"อาจารย์ มันเป็นปีศาจที่ถูกทำร้าย ปล่อยให้มันระบายโทสะออกมาบ้างเถิด ข้ามั่นใจว่ามันจะไม่ทำร้ายผู้คนหรอกขอรับ"
"ผายลม!"
ถังซัมจั๋งตบหัวซุนหงอคงฉาดใหญ่
"หลับหูหลับตาพูดจาเหลวไหล เจ้าดูสิว่าปีศาจหมูตนนั้นทำลายล้างข้างนอกจนพินาศไปถึงเพียงใดแล้ว จะไม่ทำร้ายคนได้อย่างไร? รีบไปฟาดหัวมันเดี๋ยวนี้ ช่วยชีวิตคนสำคัญที่สุด พวกเราเป็นพระนะ! หากเจ้าเห็นคนตายแล้วไม่ช่วย ข้าจะสวดมนต์รัดเกล้าปวดเศียรเดี๋ยวนี้แหละ!"
ภายใต้การบีบบังคับของถังซัมจั๋ง ซุนหงอคงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเผชิญหน้ากับปีศาจหมู ดังนั้นมันจึงถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ก่อนจะพุ่งทะยานออกจากโต๊ะไปยืนอยู่แทบเท้าของปีศาจหมูในรูปลักษณ์ของเด็กรับใช้
ปีศาจหมูนั้นใหญ่โตมหึมา ส่วนมันช่างเล็กจ้อยเสียนี่กระไร
"มีคนรนหาที่ตายแล้ว!"
"สงสัยคงจะตกใจจนสติแตกไปแล้วกระมัง!"
"เขาคิดจะทำอันใด? จะไปเป็นของว่างให้ปีศาจหมูหรือไร?"
"สวรรค์ เด็กคนนั้นคิดว่าตัวเองเป็นวีรบุรุษกู้โลกหรืออย่างไร ไปยืนอวดมาดอยู่ตรงนั้นน่ะ!"
"เขาคิดว่าตัวเองเป็นจูเวิงหรือไร จูเวิงยังหมดปัญญาเลย..."
ผู้คนที่ซ่อนตัวอยู่ในโรงเตี๊ยมปู้ลั่วเฉินมองผ่านร่องประตู วิพากษ์วิจารณ์ซุนหงอคงที่ยืนตัวตรงแหน่วอยู่แทบเท้าปีศาจหมูกันอย่างเซ็งแซ่ ในขณะเดียวกัน จูเวิงที่หลบซ่อนตัวอยู่ในโอ่งน้ำก็ฟันธงอย่างแน่วแน่ว่าซุนหงอคงกำลังรนหาที่ตายชัดๆ และเป็นการรนหาที่ตายแบบไม่ลูกเล่นอีกด้วย
ขณะที่ปีศาจหมูยักษ์กำลังคำรามระบายความโกรธแค้นอยู่นั้น มันก็มองเห็นซุนหงอคงที่เล็กจ้อยอยู่แทบเท้าของมัน พายุคลั่งยังคงพัดโหมกระหน่ำ พายุเฮอริเคนสีดำทะมึนพัดวนอย่างไม่หยุดยั้ง
ซุนหงอคงแคะขี้หูด้วยสีหน้าเรียบเฉยไร้กังวล ก่อนจะเอ่ยกับปีศาจหมูยักษ์ที่อยู่เบื้องหน้า
"ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังเจ็บปวด แต่มีบางคนไม่รู้ ความจริงแล้วข้าไม่ได้อยากทำร้ายเจ้า ทว่าข้าไร้ซึ่งหนทางเลือก เพราะตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ ข้าตกเป็นฝ่ายถูกกระทำมาโดยตลอด"
ยามที่ซุนหงอคงเอื้อนเอ่ยประโยคนี้ แม้ริมฝีปากจะขยับเพียงแผ่วเบา ทว่าสุ้มเสียงที่เปล่งออกมากลับกึกก้องกัมปนาทสะท้านฟ้า ปีศาจหมูยักษ์ได้ยินอย่างชัดเจนทุกถ้อยคำ
ในเวลาเดียวกัน ถังซัมจั๋งวิ่งตึงตังจากห้องบนชั้นสองลงมายังโถงชั้นล่างที่มีผู้คนรวมตัวกันอยู่ จากนั้นก็พยายามเกลี้ยกล่อมผู้คนเหล่านั้นด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม บ่มเพาะสภาพจิตใจให้พวกเขาไม่ตื่นกลัว ยืนยันว่าทุกคนจะปลอดภัยไร้ภยันตรายใดๆ เพราะพระพุทธองค์จะทรงคุ้มครองพวกเขา ทว่าคนกลุ่มนั้นกลับมองถังซัมจั๋งเป็นเพียงคนเสียสติ ไม่มีผู้ใดสนใจไยดี ปล่อยให้เขาพล่ามบ่นจนเจ็บคอไปเองตามลำพัง
เมื่อปีศาจหมูยักษ์ได้ยินคำพูดของซุนหงอคง มันก็งุนงงไปพักใหญ่ เพราะสติปัญญาของมันไม่ได้สูงส่งอันใดนัก จากนั้นปีศาจหมูยักษ์ตนนั้นก็เปล่งเสียงคำรามดังกึกก้อง
"เจ้าเป็นผู้ใด? เหตุใดเจ้าจึงพูดคุยกับข้าได้?"
"ข้าคือซุนหงอคง" ซุนหงอคงตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ซุนหงอคง?" ปีศาจหมูยักษ์เอ่ยถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง
ซุนหงอคงพยักหน้ารับแล้วกล่าว
"เจ้าสมควรจะรู้จักข้านะ นอกจากพวกมนุษย์แล้ว ในดินแดนปีศาจและเทพเซียน ข้าก็ถือว่ามีชื่อเสียงอยู่บ้าง"
ปีศาจหมูยักษ์ส่ายหัวหมูอันมหึมาของมันไปมาสองสามที
"ขออภัยด้วย ข้าไม่เคยได้ยินชื่อเจ้ามาก่อน ข้าเพิ่งจะกลายเป็นปีศาจ เมื่อหนึ่งชั่วยามก่อนข้ายังเป็นแค่หมูที่เดินสี่ขาอยู่เลย"
ซุนหงอคงกะพริบตาเป็นเชิงรับรู้ มันเห็นว่าการสนทนาระหว่างตนเองกับปีศาจหมูยักษ์ดูเหมือนจะช่วยบรรเทาความโกรธเกรี้ยวของอีกฝ่ายลงได้บ้าง ยามนี้อารมณ์ของปีศาจหมูยักษ์ค่อยๆ สงบลงไม่น้อย สมกับเป็นสมองหมูจริงๆ เพียงแค่สอดแทรกเรื่องอื่นเข้ามาก็ลืมเรื่องเดิมไปเสียสนิท
"ข้าขอบอกตามตรง ความจริงแล้วอาจารย์ของข้าต้องการให้ข้าตีเจ้าให้ตาย" ซุนหงอคงเอ่ยบอก
"ตีข้าให้ตาย? เพราะเหตุใด?" ปีศาจหมูยักษ์ถามอย่างสงสัย
"เพราะเจ้าเป็นปีศาจ การกระทำของเจ้าในสายตาผู้อื่นคือการทำลายล้าง คือการเข่นฆ่า แม้ข้าจะเข้าใจความเจ็บปวดของเจ้า แต่น่าเสียดายที่ข้าไม่ใช่มนุษย์"
"เหตุใดข้าจึงฟังสิ่งที่เจ้าพูดไม่รู้เรื่องเลย? จริงสิ ข้ามาที่นี่เพื่อทำอันใดกัน?"
ปีศาจหมูยักษ์ลืมไปแล้วจริงๆ ว่าตนเองมาปรากฏตัวที่เมืองชีหยางด้วยรูปลักษณ์อันน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้เพื่อจุดประสงค์ใด มันใช้กรงเล็บหมูเกาหัวตัวเองอย่างแรง บีบคั้นให้ตนเองนึกให้ออกว่าสรุปแล้วตนมาทำอันใดกันแน่
ซุนหงอคงเบ้ปาก มันย่อมไม่อาจเตือนปีศาจหมูยักษ์ได้ว่าจุดประสงค์ที่มันมาคือการแก้แค้นด้วยความโกรธเกรี้ยว ดังนั้นมันจึงเลือกที่จะชวนคุยต่อไป หวังจะเบี่ยงเบนความสนใจของปีศาจหมูยักษ์ให้หมดสิ้นไป
"การลืมง่ายไม่ใช่เรื่องแย่สำหรับเจ้าหรอกนะ เจ้ามีนามว่าอันใด?"
ปีศาจหมูยักษ์ลืมจุดประสงค์ของตนไปจนหมดสิ้น มันหัวเราะแฮะๆ แล้วตอบ
"ข้าชื่อจูเสี่ยวเป่า บ้านอยู่ในถ้ำไกลออกไปทางทิศตะวันออก สายพันธุ์ของข้าน่าจะเป็นหมูป่า หรือไม่ก็หมูบ้านผสมหมูป่า จริงสิ สรุปแล้วเจ้าชื่ออะไรนะ?"
ความจำสั้นของปีศาจหมูยักษ์ตนนี้ช่างร้ายกาจหาใดเปรียบ ปลาทองมาเจอหน้ามันยังต้องกระโดดขึ้นฝั่งเพื่อฆ่าตัวตายหนีความอับอาย
ซุนหงอคงส่ายหน้าแล้วกล่าว
"นั่นไม่สำคัญหรอก ที่สำคัญคือปีศาจอย่างเจ้าจะไม่มีความเคียดแค้น ถือเป็นเรื่องดีทีเดียว พวกเราพูดจาไร้สาระกันมากไปสักหน่อยแล้ว เจ้าไปเสียเถิด!"
ทันทีที่ซุนหงอคงเอ่ยจบประโยค ก็ได้ยินเสียงถังซัมจั๋งที่ซ่อนตัวอยู่ในโรงเตี๊ยมปู้ลั่วเฉิน เอามือเกาะร่องประตู อ้าปากตะโกนลั่น
"หงอคง เจ้ากำลังทำสิ่งใดอยู่? เล่าเรื่องตลกหรือไร? รีบฟาดหัวมันเสียที ชาวบ้านผู้น่าสงสารยังคงตัวสั่นงันงกอยู่ที่นี่นะ!"
"อาจารย์ ทว่ามันลืมความแค้นไปแล้ว เหตุใดจึงต้องตีมันด้วยเล่า? ข้าไม่อยากให้มันต้องตายไปอย่างงงๆ" ซุนหงอคงหันขวับไปมองถังซัมจั๋งตรงร่องประตูแล้วเอ่ยขึ้น
"เจ้าลิงโง่ พูดจาเหลวไหลอันใด? ลืมอะไร ความแค้นอันใด? เลิกพูดพร่ำทำเพลง ฟาดหัวมันเดี๋ยวนี้!" ถังซัมจั๋งตะโกนสั่ง
ผู้คนในโรงเตี๊ยมทั้งได้ฟังและได้เห็นภาพนั้น ต่างก็ทั้งหวาดกลัวและงุนงงไปตามๆ กัน บางคนยังคงคาดหวังว่าเมื่อใดปีศาจหมูยักษ์จะจับซุนหงอคงกินเป็นของว่างเสียที
ซุนหงอคงไม่ได้ทำตามคำสั่งของถังซัมจั๋งในทันที มันหันกลับมา แหงนคอขึ้นตะโกนใส่ปีศาจหมูยักษ์
"เหตุใดเจ้ายังไม่ไปอีก? รีบไปสิ! รอความตายหรืออย่างไร!"
"ความตาย?"
แววตาของปีศาจหมูยักษ์เลื่อนลอยไปชั่วขณะ ก่อนที่มันจะเหลือบไปเห็นซากศพของหมูป่าตัวเขื่องบนกองฟืนอีกครา พลันความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่นี้ก็หวนกลับคืนสู่ร่างของปีศาจหมูยักษ์ในทันที
"โฮก—"
เสียงคำรามด้วยความเจ็บปวดและโหยหวนดังกึกก้องไปทั่วท้องฟ้าเหนือเมืองชีหยางอีกครั้ง ราวกับเสียงสัญญาณเตือนภัยการโจมตีทางอากาศก็ไม่ปาน
ถัดมา กีบเท้าหมูขนาดยักษ์ของปีศาจหมูก็ก้าวตรงมาทางซุนหงอคง ซุนหงอคงถอนหายใจเฮือกหนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้น
"เหตุใดต้องสร้างความลำบากใจให้ข้าด้วย? ย้าก—!"
ซุนหงอคงตะโกนก้องสะท้านฟ้า พริบตาเดียวกระบองวิเศษสมปรารถนาที่ส่องประกายแสงสีทองเจิดจ้าบาดตาก็ปรากฏขึ้นในมือของมัน
"ปล่อยไม้ตายแล้ว ศิษย์ของข้าปล่อยไม้ตายแล้ว! ปีศาจหมูจบเห่แน่คราวนี้! ทุกท่านโปรดอย่ากะพริบตาเด็ดขาดนะ ความตื่นเต้นเร้าใจกำลังจะปรากฏขึ้นแล้ว..."
ถังซัมจั๋งกระโดดโลดเต้น ตะโกนบอกผู้คนในโรงเตี๊ยมด้วยความตื่นเต้นดีใจ
ในชั่วพริบตานั้น ผู้คนในโรงเตี๊ยมต่างเบิกตาโพลงด้วยความตื่นตะลึง แต่ละคนอ้าปากค้างด้วยความตกใจ ไม่เว้นแม้แต่จูเวิงที่ซ่อนตัวอยู่ในโอ่งน้ำ ยามนี้เขาก็ชาดิกไปทั้งร่างแล้ว มนุษย์ก็เป็นเช่นนี้แหละ ก่อนที่ปาฏิหาริย์จะปรากฏก็พากันเรียกร้องอยากเห็นปาฏิหาริย์ ครั้นปาฏิหาริย์ปรากฏขึ้นตรงหน้าอย่างกะทันหัน ก็กลับยืนทื่อโง่งม ความคิดว่างเปล่าไปเสียดื้อๆ
ฟุ่บ! กระบองวิเศษถูกตวัดออกไป ปลายด้านหนึ่งปักลึกลงไปบนพื้นถนนที่ปูด้วยอิฐเขียว
วูบ! ชั่วพริบตากระบองวิเศษก็ขยายขนาดใหญ่ขึ้นมหึมาบนพื้นดิน ขณะที่กีบเท้าหมูขนาดยักษ์ของปีศาจหมูกำลังจะทิ้งตัวลงมาจากกลางอากาศ กีบเท้านั้นก็ถูกกระบองวิเศษแทงทะลุฉับเข้าให้
"อี๊ดดด—"
เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัสดังก้องไปถึงชั้นเมฆ กลิ่นอายปีศาจของปีศาจหมูยักษ์ถูกกระบองวิเศษสมปรารถนาของซุนหงอคงทำลายลงในพริบตา ร่างอันสูงใหญ่ราวกับภูผาของมันหดเล็กลงกลายเป็นหมูป่าขนาดกลางที่ตัวเล็กกว่าหมูป่าตัวเขื่องบนกองฟืนถึงสองระดับ
"อี๊ดๆๆ—"
เสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดอันคุ้นหูของหมูธรรมดาดังระงม กระบองวิเศษที่ปักคาอยู่บนกีบเท้าหมูก็หดเล็กลงตามไปด้วย
"บัดซบ! ที่แท้ก็แค่พวกดีแต่คุยโวโอ้อวด ถูกโจมตีทีเดียวก็ลมออกหมดเสียแล้ว รู้อย่างนี้ข้าใช้ดาบฟันมันฉับเดียวก็จบเรื่องไปนานแล้ว"
จูเวิงที่ซ่อนตัวอยู่ในโอ่งน้ำ เมื่อเห็นปีศาจหมูถูกซุนหงอคงสยบลงได้ ก็รีบปีนออกมาจากโอ่งน้ำ แล้วโอ้อวดวาจาจองหองต่อหน้าฝูงชน
สายลมสงบนิ่ง ควันดำจางหาย ความมืดมิดก็สลายไปจนหมดสิ้น เมืองชีหยางกลับคืนสู่ราตรีอันเงียบสงบตามปกติ จันทร์กระจ่างแขวนโดดเด่นอยู่กลางนภา แผ่ซ่านไอเย็นยะเยือกบางเบา ถนนสายนี้เว้นแต่โรงเตี๊ยมปู้ลั่วเฉินแล้ว ที่เหลือล้วนมีแต่เศษซากปรักหักพัง
ฟิ้ว— ซุนหงอคงโบกมือเบาๆ กระบองวิเศษก็พุ่งออกจากกีบเท้าของหมูป่าขนาดกลาง พริบตาเดียวก็หายวับไปในความมืดมิดของยามราตรี ซุนหงอคงเดินเข้าไปหา สะบัดมือปรากฏผ้าแถบเส้นหนึ่ง จากนั้นมันก็คว้าเท้าที่บาดเจ็บของจูเสี่ยวเป่ามาพันแผลให้
ขณะที่ซุนหงอคงกำลังพันแผลให้กีบเท้าของจูเสี่ยวเป่าอยู่นั้น ทันใดนั้นมันก็ได้ยินเสียงอันไม่เป็นมงคลดังหมุนวนอยู่ข้างหูอย่างรวดเร็ว
[จบแล้ว]