- หน้าแรก
- ไซอิ๋ว: พระถังปากแจ๋วกับวานรทรงอย่างแบด
- บทที่ 2 - มหาปีศาจประชิดเมือง สรรพสิ่งล้วนดับสูญ
บทที่ 2 - มหาปีศาจประชิดเมือง สรรพสิ่งล้วนดับสูญ
บทที่ 2 - มหาปีศาจประชิดเมือง สรรพสิ่งล้วนดับสูญ
บทที่ 2 - มหาปีศาจประชิดเมือง สรรพสิ่งล้วนดับสูญ
กุบกับ กุบกับ...
ใช้เวลาเพียงชั่วตดหายเหม็น ม้าขาวซุนหงอคงจำแลงก็แบกถังซัมจั๋งมาถึงหน้าประตูเมืองชีหยาง
เดิมทีถังซัมจั๋งคิดว่าเมื่อมาถึงเมืองชีหยางแล้ว ฝนคงจะตกลงมาอย่างหนักหน่วง ทว่ายามนี้เมฆดำกลับสลายตัวไปอย่างรวดเร็วราวกับล้อเล่น พริบตาเดียวท้องฟ้าก็กลับมาปลอดโปร่งแจ่มใสอีกครา
หน้าประตูเมืองชีหยางมีชาวบ้านรวมตัวกันอยู่เนืองแน่น พวกเขาสวมใส่เสื้อผ้าสีสันสดใส เอวคาดผ้าแพรสีแดง ดูจากท่าทางแล้วคล้ายกำลังรอต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ ถังซัมจั๋งขี่ม้าหงอคงมองดูชาวบ้านเหล่านั้น พลางหลงคิดไปว่าพวกเขากำลังรอต้อนรับเกจิอาจารย์ผู้ทรงศีลจากต้าถังเช่นตน
ขณะที่เขากำลังฉีกยิ้มกว้าง เตรียมจะโบกมือทักทายชาวบ้านหน้าประตูเมือง ชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งที่ยืนอยู่หลังกลองใบใหญ่ สองมือถือไม้ตีกลองก็ตะโกนใส่ถังซัมจั๋ง ดูเหมือนว่าผู้ที่เอ่ยปากด่าทอถังซัมจั๋งจะเป็นหัวหน้าจัดการงานในครั้งนี้
"เจ้าหลวงจีน ขี่ม้าบ้าบออันใดมาฉีกยิ้มอยู่ได้ วางมาดอันใดนักหนา! จะเข้าเมืองก็รีบเข้า อย่ามาขวางทางเกะกะ มารดามันเถอะ เจ้าหัวน้ำเต้าล้านเลี่ยน!"
"ใช่ๆ รีบไสหัวไปเสีย ที่ใดเย็นสบายก็ไปพักที่นั่นเถิด..."
ชาวบ้านมากมายต่างส่งเสียงร้องสนับสนุน คำพูดของชายฉกรรจ์ราวกับตบหน้าถังซัมจั๋งอย่างจัง เขารีบก้มหน้าลงด้วยความอับอายและเคอะเขิน ร้องตะโกนสั่งม้าแล้วรีบขี่ม้าหงอคงเข้าเมืองไปอย่างเร่งรีบด้วยท่าทีซอมซ่อ
สำหรับการเสียหน้าของถังซัมจั๋งในครั้งนี้ ซุนหงอคงแอบหัวเราะร่าอยู่ในใจอย่างบ้าคลั่ง มันลอบคิดในใจ
'ยังคิดว่าอยู่ที่อาณาเขตต้าถังหรืออย่างไร ออกจากต้าถังมาแล้วผู้ใดจะไปรู้ว่าเจ้าคือหลวงจีนที่กำลังจะไปอัญเชิญพระไตรปิฎก บัดซบ! ช่างน่าขันยิ่งนัก!'
หลังจากถังซัมจั๋งเข้ามาในเมืองชีหยาง เขาก็กระโดดลงจากหลังม้าหงอคง เบ้ปากด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์แล้วเอ่ยขึ้น
"สามัญชน! ช่างเป็นสามัญชนที่ทนดูไม่ได้จริงๆ! มีตาหามีแววไม่ ไม่รู้จักเกจิผู้ทรงศีลที่แท้จริง ทั้งยังไร้มารยาทเรียกข้าว่าหลวงจีนโต้งๆ ทำเอาข้าโมโหจนปวดตับไปหมด... อมิตาพุทธ ห้ามโมโห ห้ามโมโหเด็ดขาด ประเสริฐแท้ ประเสริฐแท้!"
ขณะที่ถังซัมจั๋งกำลังพยายามสงบสติอารมณ์ของตนเอง ทันใดนั้นเสียงกลองใบใหญ่ที่อยู่หน้าประตูเมืองก็ดังกึกก้องขึ้น
ตึง ตึง ตึง...
เสียงฆ้องก็ดังประสานสอดรับ ช้ง ช้ง ช้ง...
ชาวบ้านหน้าประตูเมืองต่างกระตือรือร้น ดีใจ และตื่นเต้นเป็นล้นพ้น พวกเขาพากันส่งเสียงโห่ร้องชื่นชมไปยังเส้นทางใหญ่เบื้องหน้าประตูเมือง เสียงปรบมือดังสนั่นหวั่นไหว แปะ แปะ แปะ ไม่ขาดสาย
ความวุ่นวายนี้รบกวนถังซัมจั๋งไม่น้อย เขาหันขวับไปมองนอกประตูเมือง ซุนหงอคงอาศัยจังหวะที่ด้านนอกกำลังชุลมุนวุ่นวายและไม่มีผู้ใดสนใจตน คืนร่างจากม้าขาวกลายเป็นเด็กรับใช้ติดตามรูปร่างหน้าตาเหมือนมนุษย์
ปรากฏร่างของชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งที่สูงเกือบเก้าฟุต รูปร่างอ้วนท้วนบึกบึน ใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเคราเฟิ้ม บนบ่าแบกหมูป่าตัวเขื่องที่กำลังร่อแร่ใกล้ตาย เขาก้าวเดินด้วยท่วงท่าโอหังทะนงตนตรงมายังประตูเมืองอย่างเชื่องช้า
ด้านหลังของชายผู้นั้นยังมีผู้ติดตามอีกหลายคนแบกดาบเล่มโตและสะพายธนู แม้รูปร่างและกลิ่นอายจะไม่ดุดันเท่าชายผู้นั้น แต่ก็ถือว่ากำยำล่ำสันไม่เบา บนใบหน้าของผู้ติดตามเหล่านั้นล้วนประดับไปด้วยความลำพองใจและเย่อหยิ่ง ก้าวเดินด้วยท่วงท่ากร่างไม่เห็นหัวผู้ใด
ทันทีที่ถังซัมจั๋งเห็นภาพนั้น เขาก็เกาหัวล้านเลี่ยนด้วยความฉงนแล้วเอ่ยถาม
"นี่มันเรื่องอันใดกัน หงอคงเจ้ารู้หรือไม่?"
"ไม่แน่ชัดขอรับ ดูเหมือนว่าจะเป็นคนขายเนื้อ เป็นคนฆ่าหมู"
ซุนหงอคงที่อยู่ด้านหลังถังซัมจั๋งส่ายหน้าตอบ
เวลานั้นเอง สตรีสองนางที่อุ้มเด็กอยู่ก็วิ่งผ่านถังซัมจั๋งและซุนหงอคงไป ในระหว่างที่พวกนางกำลังวิ่ง ถังซัมจั๋งก็ได้ยินบทสนทนาอันเร่งรีบของพวกนาง
"จูเวิงจับปีศาจหมูได้แล้ว ฟังจากซานหยาจื่อที่วิ่งกลับมาแจ้งข่าวบอกว่า จูเวิงจับปีศาจหมูด้วยมือเปล่าในถ้ำปีศาจเลยนะ พวกนักรบที่ไปกับจูเวิงไม่ได้ลงมือเลยสักคน"
"จริงหรือๆ จูเวิงช่างร้ายกาจยิ่งนัก พวกเรารีบไปดูเถิดว่าปีศาจหมูหน้าตาเป็นเช่นไร ถือโอกาสขอลายเซ็นจูเวิงด้วยเลย..."
"จูเวิง? จับปีศาจหมู?"
ถังซัมจั๋งได้ยินดังนั้นก็ตกอยู่ในภวังค์ความคิด ระหว่างที่ครุ่นคิด เขาก็หันกลับไปมองรูปโฉมเด็กรับใช้ที่ซุนหงอคงเพิ่งจะแปลงกายมาอยู่หลายครา มองคราใดถังซัมจั๋งก็เบ้ปากครานั้น ทั้งยังคอยบ่นพึมพำตำหนิว่าซุนหงอคงช่างไร้รสนิยมความงามและจับคู่เสื้อผ้าไม่เป็นเอาเสียเลย
ซุนหงอคงหาได้ใส่ใจปฏิกิริยาและคำประชดประชันของถังซัมจั๋งไม่ มันทอดสายตามองไปยังหมูป่าตัวเขื่องบนบ่าของจูเวิงท่ามกลางฝูงชนที่กำลังชุลมุนวุ่นวายอยู่นอกประตูเมือง ประกายตาของมันคมกริบวาบขึ้นมา ราวกับมองเห็นความผิดปกติบางอย่าง
"ไอหยา ไม่คิดแล้ว คิดมากไปก็ปวดหัวเปล่าๆ ดูเหมือนข้าจะเหมาะกับการไปอัญเชิญพระไตรปิฎกเพียงอย่างเดียว หงอคง พวกเราไปกันเถิด ฉวยโอกาสตอนที่ฟ้ายังไม่มืด รีบหาโรงเตี๊ยมราคาถูกๆ ทางที่ดีให้พักฟรีไปเลยเพื่อค้างแรม"
ถังซัมจั๋งเอ่ยจบก็เดาะลิ้นใส่ซุนหงอคง จากนั้นก็หมุนตัวเดินลึกเข้าไปในเมืองชีหยางตามเส้นทางสายใหญ่
ซุนหงอคงขานรับคำหนึ่ง มันเลิกคิดเรื่องจุกจิกของหมูป่าตัวเขื่อง แล้วเดินตามหลังถังซัมจั๋งไปติดๆ
เพียงชั่วครู่ ถังซัมจั๋งและซุนหงอคงก็มายืนอยู่หน้าโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งที่มีนามว่า 'ปู้ลั่วเฉิน' โรงเตี๊ยมแห่งนี้ทาสีประตูและเสาใหม่เอี่ยม ประดับประดาด้วยผ้าแดงและดอกไม้ ดูคล้ายเพิ่งจะเปิดกิจการ สำหรับโรงเตี๊ยมที่เพิ่งเปิดใหม่เช่นนี้ ถังซัมจั๋งย่อมชื่นชอบเป็นพิเศษ เพราะโรงเตี๊ยมใหม่ย่อมต้องมีกิจกรรมลดแลกแจกแถมอย่างแน่นอน
ถังซัมจั๋งมองดูโรงเตี๊ยมแห่งนี้แล้วพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ก่อนจะหันไปกล่าวกับซุนหงอคงที่อยู่ด้านข้าง
"หงอคง คืนนี้พวกเราพักที่นี่แหละ"
กล่าวจบ เขาก็ก้าวเท้ายาวๆ เข้าไปด้านใน
ซุนหงอคงใช้เนตรทองคำเพลิงของมันกวาดตามองหน้าโรงเตี๊ยมแห่งนี้ปราดหนึ่ง แล้วบ่นพึมพำเสียงเบา
"ไร้กลิ่นอายปีศาจ เข้าไปได้!"
จากนั้นมันก็ก้าวเท้าตามเข้าไป
เสี่ยวเอ้อร์ตาไวในโถงใหญ่ของโรงเตี๊ยม ทันทีที่เห็นถังซัมจั๋งและซุนหงอคงเดินตามกันเข้ามา เขาก็รีบปรี่ออกมาจากหลังเถ้าแก่ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ปากก็พ่นคำพูดทักทายต้อนรับขับสู้ที่ฟังไม่ค่อยถนัดนักออกมาเป็นชุด
จากนั้น หลังจากการต่อรองราคากันอย่างดุเดือดระหว่างถังซัมจั๋งและเสี่ยวเอ้อร์ ท้ายที่สุดถังซัมจั๋งและซุนหงอคงก็ได้เข้าพักในห้องพักชั้นดีบนชั้นสองด้วยราคาเพียงสิบห้าอีแปะ
"ไอหยา ช่างสุขสบายเสียนี่กระไร แปดวันติดต่อกัน ในที่สุดเกจิผู้ทรงศีลเช่นข้าก็ได้นอนบนเตียงไม้ที่ปูฟูกนุ่มๆ เสียที"
ถังซัมจั๋งบิดขี้เกียจก่อนจะทิ้งตัวลงนอนบนเตียงด้วยใบหน้าปริ่มสุข
"อาจารย์ ถึงเวลาแล้วขอรับ สมควรสวดมนต์ได้แล้ว"
ซุนหงอคงวางสัมภาระลงบนโต๊ะ เหลือบมองดวงอาทิตย์ที่คล้อยต่ำไปทางทิศตะวันตกนอกหน้าต่าง แล้วเอ่ยเตือนถังซัมจั๋ง
"ไม่รีบ ไม่รีบ การศรัทธาในพระพุทธองค์ไม่ได้อยู่ที่การสวดมนต์เพียงอย่างเดียว การสวดมนต์ก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เวลา ปล่อยให้อาจารย์งีบหลับสักตื่นก่อนเถิด ตื่นมาแล้วค่อยสวดก็ยังไม่สาย"
"อาจารย์คิดจะอู้เกียจคร้านอีกแล้วกระมัง"
ซุนหงอคงเบ้ปากกล่าว
"อะไรลงท้องผ่านลำไส้ไป พระพุทธองค์สถิตในใจต่างหากเล่า ลิงอย่างเจ้าจะไปรู้อันใด? นอนได้แล้ว"
ถังซัมจั๋งเอ่ยจบก็กรนเสียงดังลั่น
ซุนหงอคงกรอกตาใส่ถังซัมจั๋งที่อยู่บนเตียงพลางเอ่ยเสียงเบา
"วันละหนึ่งเหตุผล ไม่มีมาดเกจิผู้ทรงศีลเลยสักนิด เหตุผลพวกนี้เขาไปเรียนมาจากผู้ใดกัน? โลกแห่งตำนานเทพเจ้านี่หลอกลวงลิงชัดๆ"
ซุนหงอคงพึมพำจบ ก็เบ้ปากใส่ถังซัมจั๋งอีกครา จากนั้นก็กระโดดขึ้นไปบนโต๊ะริมหน้าต่าง เป่าลมพรวดเดียวเปิดหน้าต่างไม้ออก ทอดสายตาอันเศร้าหมองมองดูท้องถนนที่เงียบเหงาและร้านรวงที่ซบเซาเบื้องนอก
"เฮ้อ! นับตั้งแต่ข้าถูกองค์ยูไลจองจำ ข้าก็เข้าใจคำว่าไร้จุดหมายอย่างแท้จริง ไม่รู้เลยว่าภูเขาฮัวกั่วซานของข้าตอนนี้จะเป็นเช่นไรบ้าง ไม่ได้กลับไปตั้งห้าร้อยกว่าปี ทุกสิ่งทุกอย่างคงเปลี่ยนไปหมดแล้วกระมัง..."
ภายในใจของซุนหงอคงก็เต็มไปด้วยความเศร้าโศก แม้ว่ามันจะสามารถตีลังกาเพียงครั้งเดียวก็ข้ามผ่านระยะทางได้ถึงหนึ่งแสนแปดหมื่นลี้ การกลับไปภูเขาฮัวกั่วซานจึงง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ ทว่าการจองจำของพระพุทธองค์กลับทำให้มันต้องข่มใจเอาไว้
ในยามนั้นเอง ถ้อยคำที่พระพุทธองค์ตรัสกับมันในวันที่กดทับมันไว้ใต้ภูเขาห้านิ้วก็ดังแว่วขึ้นมาในหัวของซุนหงอคงอีกครา
"ซุนหงอคง ชำระล้างบาปกรรมของเจ้า เจ้าต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ใต้ขุนเขาถึงห้าร้อยปี ขจัดกลิ่นอายความดุร้ายแห่งปีศาจของเจ้า เจ้าต้องฝ่าฟันหนทางอันยาวไกล ไม่ว่าเจ้าจะเจ็บปวดหรือไม่ นี่คือชะตากรรมของเจ้า..."
ดูเหมือนว่าวันนั้นพระพุทธองค์จะตรัสกับซุนหงอคงมากมายนัก จนทำให้ซุนหงอคงหลงลืมไปเสียมาก ทว่ามันกลับไม่ลืมเลือนสิ่งของอันหนักอึ้งชิ้นหนึ่ง ทว่าสิ่งนั้นคืออันใดกันแน่ ยามนี้ซุนหงอคงยากจะคิดให้กระจ่างแจ้ง มันเพียงรู้สึกได้ว่าสิ่งของชิ้นนี้สำคัญยิ่งกว่าการไปอัญเชิญพระไตรปิฎกเพื่อชำระล้างตนเองถึงหมื่นเท่า
ขณะที่ซุนหงอคงกำลังโศกเศร้า...
ทันใดนั้น บนท้องถนนก็มีเสียงคนตะโกนโห่ร้อง เสียงฆ้องเสียงกลองดังกึกก้องวุ่นวาย บรรยากาศพลันคึกคักขึ้นมาทันตา
ซุนหงอคงหันไปมองถังซัมจั๋งที่นอนอยู่บนเตียงก่อน เมื่อเห็นว่าถังซัมจั๋งหลับสนิท เสียงเหล่านี้ไม่อาจรบกวนเขาได้เลย มันจึงวางใจแล้วมองผ่านหน้าต่างลงไปยังท้องถนนเบื้องล่าง ที่แท้ก็เป็นคนกลุ่มเดิมที่มันเห็นนอกประตูเมืองเมื่อครู่นี้
จูเวิงยังคงแบกหมูป่าตัวอ้วนพีด้วยท่าทีโอหังและเย่อหยิ่งเช่นเดิม ยามนี้เมื่อมองดูดวงตาของหมูป่าตัวนั้นก็พบว่ามันเลื่อนลอยเต็มที ลมหายใจรวยรินไร้เรี่ยวแรง ชายหญิงหนุ่มแก่ที่รายล้อมจูเวิงต่างส่งเสียงตะโกนเรียกร้องให้รีบประหารหมูป่าที่ใกล้ตายตัวนี้ทันที คนส่วนใหญ่มองว่าการใช้ไฟคลอกหมูป่าให้ตายเป็นวิธีที่ดีที่สุด
ดังนั้นในเวลาไม่นานนัก กองฟืนกองพะเนินก็ถูกตระเตรียมขึ้นบนพื้นถนนฝั่งหนึ่งของโรงเตี๊ยมปู้ลั่วเฉิน ชายฉกรรจ์หลายคนที่กำลังแยกเขี้ยวหัวเราะร่าอย่างคลุ้มคลั่งยืนล้อมรอบกองฟืนนั้น
"เผามัน! เผามัน! เผามัน...!"
เหล่าชายหญิงหนุ่มแก่ต่างตะโกนอย่างบ้าคลั่งด้วยอารมณ์ฮึกเหิมและเป็นจังหวะจะโคน ใบหน้าอันเหี้ยมเกรียมของพวกเขาแต่ละคนในสายตาของซุนหงอคงแล้ว ดูราวกับจะน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าปีศาจที่มันเคยเผชิญหน้ามาเสียอีก
จากนั้นจูเวิงก็โยนหมูป่าตัวเขื่องขึ้นไปบนกองฟืนเสียงดังโครม ซุนหงอคงสังเกตเห็นว่าในแววตาของหมูป่าเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง แต่ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความสงบนิ่งยอมรับชะตากรรม
"เผามัน! เผามัน...!"
เมื่อชาวบ้านเห็นหมูป่าถูกจูเวิงโยนขึ้นไปบนกองฟืน พวกเขาก็ตะโกนดังกึกก้องยิ่งกว่าเดิม
ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ!
ทันใดนั้น คบเพลิงในมือของชายฉกรรจ์หลายคนก็ถูกโยนออกไป พวกมันลอยคว้างหมุนติ้วกลางอากาศ ก่อนจะร่วงหล่นลงบนกองฟืนทั้งหมด
พรึ่บ!
พริบตาเดียวกองฟืนก็กลายเป็นลูกไฟที่ลุกโชนสว่างไสว ชาวบ้านที่ยืนล้อมอยู่รอบๆ ต่างถูกความร้อนระอุของเปลวเพลิงบีบให้ต้องถอยร่นออกไปไกลถึงหนึ่งจั้ง
ขณะที่ผู้คนกำลังจ้องมองหมูป่าที่เจ็บปวดทรมานในกองเพลิง ทว่ากลับไร้เรี่ยวแรงจะดิ้นรนหรือร้องโหยหวน เวลานั้นเอง ท้องฟ้าก็แปรปรวนราวกับพลิกตลบ
แผ่นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น พายุคลั่งพัดโหมกระหน่ำ กลุ่มควันดำทะมึนพวยพุ่งมาพร้อมกับสายอัสนีบาตและพายุทรายปกคลุมไปทั่วฟ้าดิน ดูจากสถานการณ์แล้ว ราวกับมันต้องการจะกลืนกินเมืองชีหยางแห่งนี้ให้สิ้นซาก
"โฮก—"
เสียงคำรามกึกก้องกัมปนาทมาพร้อมกับกระแสลมรุนแรง กระแสลมนี้พัดพาเอาฝูงชนที่กำลังกรีดร้องด้วยความตื่นตระหนกและเมืองชีหยางที่พังพินาศให้ยิ่งวุ่นวายเละเทะไปกันใหญ่
"อ๊าก...! เป็นปีศาจหมู...!"
มีผู้คนแหกปากร้องตะโกนด้วยความหวาดผวาจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง
ปรากฏร่างของปีศาจหมูตนหนึ่งที่สูงตระหง่านยิ่งกว่าภูผาขนาดยักษ์ มันก้าวเดินด้วยท่วงท่าที่ทำให้แผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น เบิกตากลมโตที่เปี่ยมไปด้วยความโกรธแค้น ชิงชัง และมีเปลวเพลิงสีแดงฉานลุกโชนราวกับปล่องภูเขาไฟ มันอ้าปากกว้างส่งเสียงฟืดฟาด พกพาจิตสังหารอันเข้มข้นมุ่งหน้าจากทางประตูเมืองชีหยางตรงดิ่งมายังฝูงชน
[จบแล้ว]