- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาหาแบ็คอัพ ระดับจิ๋นซีฮ่องเต้
- บทที่ 508 - ความอัปยศแห่งจิ้งคังหรือ ไม่ นั่นมันแค่ออเดิร์ฟ
บทที่ 508 - ความอัปยศแห่งจิ้งคังหรือ ไม่ นั่นมันแค่ออเดิร์ฟ
บทที่ 508 - ความอัปยศแห่งจิ้งคังหรือ ไม่ นั่นมันแค่ออเดิร์ฟ
บทที่ 508 - ความอัปยศแห่งจิ้งคังหรือ ไม่ นั่นมันแค่ออเดิร์ฟ
หลี่เนี่ยนกล่าวว่า "มีความเป็นไปได้เช่นนั้นจริงๆ หากยอดนักคัดลายมือหนีไปเพียงคนเดียว บารมีของเขาย่อมต้องตกต่ำลงและถูกคนทั่วหล้าหัวเราะเยาะ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการกลับมาทวงอำนาจคืน เพราะเขาหนีไปแต่จ้าวหวนไม่ได้หนี ผู้คนย่อมต้องหันไปสนับสนุนจ้าวหวน"
"แต่ถ้าจ้าวหวนเผ่นหนีเหมือนกัน เรื่องราวก็จะเปลี่ยนไป สองพ่อลูกเลือกที่จะวิ่งหนีทั้งคู่ ก็ไม่มีใครดีไปกว่าใคร"
"ถึงตอนนั้นการที่ยอดนักคัดลายมือจะแย่งชิงอำนาจกลับคืนมาจากจ้าวหวนก็จะง่ายขึ้น การที่ยอดนักคัดลายมืออยากให้จ้าวหวนย้ายเมืองหลวงลงใต้ ไม่ใช่เพราะห่วงใยความปลอดภัยของจ้าวหวน และไม่ได้ทำเพื่ออนาคตของราชวงศ์ซ่ง แต่เขาเพียงต้องการลากจ้าวหวนลงมาคลุกโคลนตมด้วยกันต่างหาก"
ตอนนี้จ้าวจี๋มีเรื่องเน่าเหม็นติดตัวจนส่งกลิ่นโฉ่ ผู้คนต่างพากันรังเกียจ แต่ถ้าจ้าวหวนมีเรื่องเน่าเหม็นเหมือนกัน กลิ่นเหม็นของจ้าวจี๋ก็จะถูกเจือจางลงไปได้บ้าง
เรื่องนี้ไม่ได้มีแค่ข้าคนเดียวที่ทำเสียหน่อย เจ้าเด็กจ้าวหวนนั่นก็ทำเหมือนกัน
การดึงจ้าวหวนมาตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันและทำลายชื่อเสียงของเขา จะทำให้การกลับมาทวงอำนาจของเขาราบรื่นยิ่งขึ้น
หวังเปินกล่าวว่า "คนผู้นี้ช่างเห็นแก่ตัวอย่างแท้จริง"
คนเห็นแก่ตัวนั้นมีให้เห็นอยู่เสมอ แต่คนที่เห็นแก่ตัวแบบจ้าวจี๋นั้นหาได้ยากยิ่ง ถึงสถานการณ์จะเลวร้ายขนาดนี้แล้วก็ยังเอาแต่คิดจะแย่งชิงอำนาจ
หลี่เนี่ยนหัวเราะแล้วกล่าวว่า "ความในใจของยอดนักคัดลายมือ คนตาดีมองแวบเดียวก็รู้แล้วว่าเขาไม่ได้ทำเพื่อราชวงศ์ซ่งเลยสักนิด แต่ต้องการแค่กลับมากุมอำนาจอีกครั้งต่างหาก"
"ตัวจ้าวหวนเองก็เคยคิดจะย้ายเมืองหลวงเพื่อหนีเอาตัวรอดเช่นกัน แต่สถานที่ที่เขาอยากไปนั้นแตกต่างจากที่ยอดนักคัดลายมือคิดไว้"
"ยอดนักคัดลายมือหวังให้จ้าวหวนย้ายราชสำนักไปที่เมืองหนานจิง แล้วค่อยย้ายต่อไปทางตะวันออกเฉียงใต้ในท้ายที่สุด แต่สถานที่ที่จ้าวหวนอยากไปคือเมืองเซียงหยางและเมืองเติ้งโจว"
เหมิงเถียนหัวเราะแล้วกล่าวว่า "นี่คงรู้ทันความคิดของจ้าวจี๋ จึงไม่อยากทำตามที่เขาต้องการสินะ"
เฝิงชวี่จี๋กล่าวว่า "ช่างเป็นพ่อลูกกันจริงๆ กองทัพชาวจินยังมาไม่ถึงเลย กลับเอาแต่คิดจะย้ายเมืองหลวงเสียแล้ว"
สองพ่อลูกอย่างยอดนักคัดลายมือและจ้าวหวนคู่นี้ก็ช่างเป็น พ่อลูกที่รักใคร่ปรองดอง กันเสียจริง
ในยามคับขัน ยอดนักคัดลายมือชิงสละราชสมบัติให้จ้าวหวนรับเคราะห์แทน พอหนีไปถึงที่ปลอดภัยแล้ว ยอดนักคัดลายมือก็ยุยงให้จ้าวหวนย้ายเมืองหลวง เพื่อที่ตัวเองจะได้กลับมากุมอำนาจอีกครั้ง ส่วนจ้าวหวนก็รู้ว่ายอดนักคัดลายมือประสงค์ร้าย จึงตั้งใจจะย้ายเมืองหลวงไปที่อื่นแทน
ปฏิกิริยาของจ้าวหวนตอนที่รู้ว่ายอดนักคัดลายมือจะสละราชสมบัติให้นั้นก็น่าสนใจไม่น้อย เขาตกใจกลัวจนร้องไห้โฮ ถึงขั้นเป็นลมล้มพับไปเลย อาการเดียวกับยอดนักคัดลายมือผู้เป็นพ่อตอนที่รู้ว่ากองทัพจินกำลังบุกมาไม่มีผิด
ลึกๆ แล้วจ้าวหวนก็อยากเป็นฮ่องเต้ แต่ไม่ใช่ในสถานการณ์แบบนี้
นี่ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่หลี่เนี่ยนดูแคลนราชวงศ์ซ่ง สองคนนี้เอาแต่ร้องห่มร้องไห้ ตกใจกลัวจนเป็นลม ยิ่งกว่าขันทีเสียอีก
ของพรรค์นี้ยังจะมาเป็นฮ่องเต้อีก สู้ตอนตัวเองแล้วไปเป็นขันทีรับใช้ชาวจินยังจะดีกว่า
"แต่แผนการย้ายเมืองหลวงของจ้าวหวนไม่สำเร็จ สาเหตุก็เพราะฝ่ายสนับสนุนการทำสงครามในราชสำนักซ่งคัดค้านอย่างหนัก จ้าวหวนจึงยอมฟังคำแนะนำของพวกเขา ยิ่งไปกว่านั้นในตอนนั้นชาวจินก็เข้ามาใกล้มากแล้ว หากหนีตอนนี้ก็จะถูกชาวจินไล่ตามตี และจะต้องแตกพ่ายอย่างแน่นอน"
"ข้อเท็จจริงพิสูจน์แล้วว่าไม่จำเป็นต้องหนีเลย และไม่ต้องกลัวชาวจินด้วย แม้ชาวจินจะเก่งกาจ แต่เมืองเปี้ยนจิงก็มีกำแพงสูงหนา อีกทั้งทหารและราษฎรในเมืองก็มีความโกรธแค้นร่วมกัน มีกำลังมากพอที่จะต้านทานชาวจินได้อย่างแน่นอน"
"ขอเพียงเมืองเปี้ยนจิงไม่แตก รอจนกองทัพหนุนจากหัวเมืองต่างๆ ทยอยเดินทางมาถึง วิกฤตการณ์ที่เมืองเปี้ยนจิงก็จะคลี่คลายไปเอง"
"การศึกที่เมืองเปี้ยนจิงหรือเมืองไคเฟิงทั้งสองครั้ง สถานการณ์ล้วนมีโอกาสที่จะพัฒนาไปในทิศทางนี้"
แต่เรื่องไม่คาดฝันก็ดันเกิดขึ้น ซึ่งก็ไม่แปลกอะไร ด้วยพวกคนประหลาดในราชวงศ์ซ่งกลุ่มนั้น ต่อให้ทำเรื่องบ้าบอแค่ไหนก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
ความอัปยศแห่งจิ้งคังไม่ควรจะเกิดขึ้นเลย มีโอกาสมากมายที่จะหลีกเลี่ยงได้ แต่มันกลับถูกสร้างขึ้นมาจากน้ำมือมนุษย์ล้วนๆ
"กองทัพใหญ่ของชาวจินแบ่งเป็นทัพตะวันออกและทัพตะวันตกเพื่อโจมตีราชวงศ์ซ่ง แต่แท้จริงแล้ว กองทัพที่มาถึงชานเมืองเปี้ยนจิงมีเพียงทัพตะวันออกที่นำโดยหวันเหยียนจงวั่งเท่านั้น ส่วนทัพตะวันตกที่นำโดยหวันเหยียนจงฮั่นถูกสกัดไว้ที่เมืองไท่หยวน กองทัพจินไม่ได้มากันครบทั้งหมด"
"หลังจากชาวจินมาถึง แม้จะล้อมเมืองเปี้ยนจิงเอาไว้ แต่ก็ไม่ได้ชัยชนะอย่างเด็ดขาด การโจมตีเมืองเปี้ยนจิงของพวกเขาถูกตีโต้กลับไปหลายครั้ง เมืองเปี้ยนจิงสามารถป้องกันเมืองไว้ได้อย่างสมบูรณ์ เพียงแต่ในช่วงที่ถูกชาวจินล้อมเมือง การใช้ชีวิตอาจจะยากลำบากกว่าปกติสักหน่อย"
"แต่ทหารและราษฎรเปี้ยนจิงร่วมใจกัน ปกป้องเมืองเอาไว้ รอจนกองทัพหนุนมาถึง นี่ไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นอะไรเลย"
"แต่จ้าวหวนคนนี้ก็ขี้ขลาดตาขาวเหมือนกับยอดนักคัดลายมือไม่มีผิด พวกเขาตั้งใจจะหนีอยู่แล้ว หากไม่ใช่เพราะฝ่ายสนับสนุนการทำสงครามที่มีหลี่กังเป็นแกนนำพยายามห้ามปรามอย่างสุดกำลัง จ้าวหวนก็คงเผ่นหนีไปนานแล้ว และจ้าวหวนก็ไม่ได้คิดจะหนีแค่ครั้งเดียว แต่คิดจะหนีหลายครั้ง ล้วนถูกหลี่กังและคนอื่นๆ ห้ามเอาไว้ทั้งสิ้น"
กษัตริย์ที่เอาแต่ตั้งหน้าตั้งตาจะหนีแบบนี้ ต่อให้ถูกห้ามไว้ได้ชั่วคราว ก็ไม่มีทางดับความตั้งใจที่จะยอมจำนนและหลบหนีไปได้
จิ๋นซีฮ่องเต้และคนอื่นๆ รู้สึกได้ถึงความยากลำบากของการเป็นขุนนางที่ตั้งใจทำงานจริงๆ ในราชวงศ์ซ่ง ฮ่องเต้อยากจะหนี ก็ย่อมต้องมีขุนนางกลุ่มหนึ่งคอยผสมโรง คนพวกนี้จะกลายเป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่สำหรับฝ่ายสนับสนุนการทำสงคราม แต่ที่ขุนนางเป็นเช่นนี้ ก็เพราะฮ่องเต้ราชวงศ์ซ่งอ่อนแอขี้ขลาดเกินไปนั่นแหละ
"แม้หลี่กังและคนอื่นๆ จะตีโต้ชาวจินกลับไปได้หลายครั้ง แต่ก็ไม่อาจลบเลือนความหวาดกลัวที่จ้าวหวนมีต่อชาวจินได้ ความกลัวชาวจินนั้นฝังรากลึกเข้าไปในกระดูกของคนอย่างจ้าวจี๋และจ้าวหวนแล้ว"
หวังเปินกล่าวว่า "พวกเขากลัวชาวจินถึงเพียงนี้ การที่ฝ่ายตนตีโต้ชาวจินกลับไปได้ไม่ได้ทำให้พวกเขามีกำลังใจขึ้นเลย ในทางกลับกัน พอฝ่ายตนเพลี่ยงพล้ำเพียงเล็กน้อย พวกเขาก็จะเกิดความคิดที่จะหนีหรือยอมจำนนต่อชาวจินทันที ช่างน่าสงสารขุนนางฝ่ายสนับสนุนการทำสงครามและทหารราษฎรราชวงศ์ซ่งที่ต่อสู้เพื่อปกป้องเมืองเปี้ยนจิงเหล่านั้นเสียจริง"
แม่ทัพไร้ความสามารถทำลายกองทัพ ฮ่องเต้ไร้ความสามารถทำลายชาติ แต่ต้าซ่งของเรานี่สุดยอดไปเลย มีฮ่องเต้ไร้ความสามารถถึงสองพระองค์ในเวลาเดียวกัน
"แท้จริงแล้ว สถานการณ์ในตอนนั้นเป็นผลดีต่อราชวงศ์ซ่งมากกว่า ทหารจินมีจำนวนไม่มาก แต่ราชวงศ์ซ่งกลับมีกองทัพหนุนจากหัวเมืองต่างๆ ทยอยเดินทางมาถึงอย่างไม่ขาดสาย ทว่าหลังจากความพ่ายแพ้ใน ยุทธการปล้นค่าย จ้าวหวนก็ตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ"
"ว่ากันว่า ยุทธการปล้นค่าย นี้เป็นการตัดสินใจของจ้าวหวน โดยมอบหมายให้เหยาผิงจ้งเป็นผู้นำทัพไปปฏิบัติ แผนการคือให้เหยาผิงจ้งนำกองกำลังชั้นยอดของราชวงศ์ซ่งลอบเข้าโจมตีค่ายของหวันเหยียนจงวั่งในยามวิกาล แต่กองทัพซ่งกลับโดนทหารจินดักซุ่มโจมตีจนพ่ายแพ้ยับเยินกลับมา"
เหมิงเถียนกล่าวว่า "หากเรื่องนี้เป็นการตัดสินใจของจ้าวหวนจริงๆ เขาคงเป็นคนที่ไม่รู้เรื่องการทหารเลยแม้แต่น้อย แม่ทัพชาวจินล้วนเป็นขุนศึกชำนาญศึก มีประสบการณ์นำทัพโชกโชน จะไม่เตรียมการป้องกันการถูกลอบปล้นค่ายได้อย่างไร"
หวังเปินหัวเราะแล้วกล่าวว่า "จ้าวหวนและคนอื่นๆ คงคิดว่าการลอบโจมตีค่ายตอนกลางคืนเป็นวิธีที่ดีในการทำลายทหารจิน แต่ราชวงศ์ซ่งเป็นฝ่ายตั้งรับ ส่วนชาวจินเป็นฝ่ายรุก หากยังไม่ถึงขั้นวิกฤตจวนตัว ก็ไม่ควรใช้อุบายที่เสี่ยงอันตรายเช่นนี้"
"หากแผนนี้สำเร็จ ย่อมเป็นเรื่องดี แต่ถ้าพ่ายแพ้ ก็จะทำให้เสียเมืองได้ และตามที่คุณชายบอก แม้ราชวงศ์ซ่งจะเป็นฝ่ายตั้งรับ แต่แท้จริงแล้วกลับได้เปรียบกว่าชาวจินเสียอีก แล้วพวกเขาจะรีบร้อนไปทำไม"
การนำทัพออกศึกสิ่งที่ต้องห้ามที่สุดคือความใจร้อน โดยเฉพาะฝ่ายที่ได้เปรียบ ค่อยๆ รุกคืบอย่างมั่นคงก็สามารถคว้าชัยชนะในท้ายที่สุดได้ ความใจร้อนมีแต่จะทำให้ความได้เปรียบหลุดลอยไป
ยามที่ได้เปรียบควรใช้วิธีที่รัดกุม คว้าชัยชนะมาอย่างมั่นคง แผนการอันแยบยลในประวัติศาสตร์มักจะเป็นของฝ่ายที่เสียเปรียบและอยู่ในสถานการณ์คับขัน ส่วนแม่ทัพที่เก่งกาจมักจะชอบใช้กองกำลังที่เหนือกว่าบดขยี้ศัตรูอย่างสง่าผ่าเผยมากกว่า
ราชวงศ์ซ่งมักจะทำพลาดแบบนี้อยู่เสมอ ดูเหมือนจะไม่รู้สถานการณ์ของตัวเองเลย ยามได้เปรียบก็ไม่รู้ว่าได้เปรียบ ยามเสียเปรียบก็ไม่รู้ว่าเสียเปรียบ แล้วก็ดันทะลึ่งไปสู้ในเวลาที่ไม่ควรสู้ สุดท้ายพอโดนอัดจนน่วม ก็หันไปขอเจรจาสงบศึกกับศัตรู
หลี่เนี่ยนกล่าวว่า "หลังจากศึกครั้งนี้ ความได้เปรียบของราชวงศ์ซ่งก็ลดหายไปบ้าง แต่การรักษาเมืองเปี้ยนจิงและรอกองทัพหนุนมาถึงก็ยังคงไม่มีปัญหา"
จากจุดนี้ก็เห็นได้ชัดว่าราชวงศ์ซ่งที่เป็นฝ่ายตั้งรับนั้นมีความได้เปรียบเดิมมากขนาดไหน นี่ไม่ใช่สิ่งที่หลี่เนี่ยนพูดเอาเอง แต่เหตุการณ์ในภายหลังได้พิสูจน์ให้เห็นแล้ว
"แต่ทว่าหลังจากศึกครั้งนี้ อาการหวาดกลัวชาวจินของจ้าวหวนก็กำเริบขึ้นอย่างรุนแรง เขาโยนความผิดของความพ่ายแพ้ในยุทธการปล้นค่ายไปให้หลี่กังและจงซื่อเต้า แล้วก็ปลดทั้งสองคนออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหาร"
หลี่เนี่ยนเสริมขึ้นมาอีกประโยคว่า "จงซื่อเต้าก็คือหนึ่งในแม่ทัพซ่งที่ยกทัพมาช่วยเมืองหลวง เขานำกองกำลังทหารชั้นยอดฝั่งตะวันตกจำนวนหนึ่งแสนนายมาถึงเมืองเปี้ยนจิง"
เท่าไหร่นะ
กองกำลังชั้นยอดของราชวงศ์ซ่งหนึ่งแสนนายหรือ
จำได้ว่าชาวจินก็ยกทัพมาแค่หนึ่งแสนนายนี่นา
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้มีเพียงทัพตะวันออกของชาวจินเท่านั้นที่มาถึงเมืองเปี้ยนจิง ส่วนทัพตะวันตกถูกสกัดไว้กลางทาง มีทหารเพียงไม่กี่หมื่นนายเท่านั้น
ต่อให้ชาวจินจะเก่งกาจ แต่ทหารของราชวงศ์ซ่งก็มีมากกว่าชาวจิน ขอเพียงไม่หวังจะไปเอาชนะชาวจินในสมรภูมิเปิด แค่รักษาเมืองเปี้ยนจิงเอาไว้ ก็ไม่น่าจะยากใช่หรือไม่
หวังเปินถามว่า "ทหารจินมีจำนวนเท่าไหร่"
หลี่เนี่ยนตอบว่า "ว่ากันว่ามีอยู่ระหว่างหกหมื่นถึงแปดหมื่นนาย"
ต่อให้ตีไปว่าแปดหมื่นนาย ฝั่งราชวงศ์ซ่งก็ยังคงได้เปรียบด้านกำลังพลอยู่ดี แถมราชวงศ์ซ่งยังมีราษฎรในเมืองเปี้ยนจิงคอยช่วยเหลืออีกต่างหาก
หวังเปินถามอีกว่า "แล้วในเมืองเปี้ยนจิงมีทหารรักษาเมืองเท่าไหร่ และมีราษฎรราชวงศ์ซ่งเท่าไหร่"
หลี่เนี่ยนกล่าวว่า "จากการวิเคราะห์ตามบันทึกทางประวัติศาสตร์ เมืองเปี้ยนจิงมีทหารซ่งที่พร้อมรบห้าหมื่นกว่านาย และเมืองเปี้ยนจิงก็เจริญรุ่งเรืองมาก เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในยุคนั้น มีประชากรมากถึงหนึ่งล้านคนเลยทีเดียว"
เมื่อได้ยินตัวเลขเหล่านี้ จิ๋นซีฮ่องเต้และคนอื่นๆ ต่างก็รู้สึกเหลือเชื่อและเหลวไหลสิ้นดี คนตั้งมากมายขนาดนี้ จ้าวหวนยังจะไปกลัวอะไรอีก
เนิ่นนานให้หลัง จิ๋นซีฮ่องเต้ก็ทรงประเมินออกมาสั้นๆ ว่า "สวะ"
นี่คือความได้เปรียบที่ยิ่งใหญ่ขนาดไหน หากเปลี่ยนเป็นฮ่องเต้ที่ปกติสักคนขึ้นไปปกครอง ก็มองไม่ออกเลยว่าจะแพ้ได้อย่างไร
หวังวั่นกล่าวว่า "การที่จ้าวหวนปลดหลี่กังและจงซื่อเต้าออกจากตำแหน่ง ไม่เพียงแต่เพื่อปัดความรับผิดชอบให้พ้นตัวเท่านั้น แต่ยังต้องการให้คำตอบแก่ชาวจินอีกด้วย เกรงว่าเขาคงมีความคิดที่จะขอเจรจาสงบศึกกับชาวจินแล้วกระมัง"
จ้าวหวนถูกชาวจินทำให้ขวัญหนีดีฝ่อไปหมดแล้ว
หลี่เนี่ยนพยักหน้าแล้วกล่าวว่า "ถูกต้องเลยครับ เดิมทีจ้าวหวนก็กลัวชาวจินอยู่แล้ว หลังจากพ่ายแพ้ในศึกนี้ก็ยิ่งกลัวหนักขึ้นไปอีก การที่เขาปลดหลี่กังและคนอื่นๆ ออกจากตำแหน่ง แท้จริงแล้วก็เพื่อเปลี่ยนจุดยืนจากฝ่ายสนับสนุนการทำสงครามไปเป็นฝ่ายเจรจาสงบศึก และเตรียมจะเรียกใช้ขุนนางฝ่ายเจรจาสงบศึก"
เหมิงเถียนกล่าวว่า "ไอ้ขี้ขลาด ไอ้โง่เขลา การไปขอเจรจาสงบศึกกับชาวจินในเวลานี้ ชาวจินย่อมต้องฉวยโอกาสรีดไถผลประโยชน์อย่างหนักแน่"
จิ๋นซีฮ่องเต้และคนอื่นๆ ได้สัมผัสถึงความอัปยศของราชวงศ์ซ่งอย่างลึกซึ้งแล้ว ความอ่อนแอขี้ขลาดและโง่เขลานี้ แค่ได้ฟังก็ทำให้รู้สึกเดือดดาล ไม่เคยเห็นพวกกระดูกอ่อนแบบนี้มาก่อนเลย
"แท้จริงแล้วจ้าวหวนมีแนวโน้มที่จะหนีหรือขอเจรจาสงบศึกอยู่แล้ว เพียงแต่ถูกฝ่ายสนับสนุนการทำสงครามรั้งไว้ชั่วคราวเท่านั้น ตอนนี้เขาก็แค่กลับไปสู่เส้นทางที่เขาควรจะเดิน เขาจึงรีบแต่งตั้งหลี่ปังเยี่ยน หลี่จัว และขุนนางฝ่ายเจรจาสงบศึกคนอื่นๆ ขึ้นมา เพื่อแสดงความจำนงขอเจรจาสงบศึกกับชาวจิน"
"เพื่อแสดงความจริงใจในการขอเจรจาสงบศึกกับชาวจิน ภายใต้คำแนะนำของหลี่ปังเยี่ยนและคนอื่นๆ จ้าวหวนจึงออกคำสั่งห้ามไม่ให้ใครล่วงเกินทหารจิน นั่นก็คือต่อให้ชาวจินจะมาสร้างค่ายกลเพื่อโจมตีเมืองอยู่ใต้กำแพงเมือง ก็ห้ามยิงธนูหรือปาหอกใส่แม้แต่ดอกเดียว"
แม้จะฟังดูเหลือเชื่อ แต่นี่ก็เป็นเรื่องที่คนของราชวงศ์ซ่งกลุ่มนั้นทำออกมาจริงๆ
"มีทหารซ่งคนหนึ่งเผลอยิงปืนใหญ่ใส่ชาวจินไปหนึ่งนัด กลับถูกจ้าวหวนและคนอื่นๆ สั่งตัดหัวเสียบประจาน"
จิ๋นซีฮ่องเต้และคนอื่นๆ ไม่รู้จะประเมินการกระทำของคนในราชวงศ์ซ่งเหล่านี้อย่างไรดี ราชวงศ์เฮงซวยนี่สมควรถูกทำลายจริงๆ เวลาสู้กับศัตรูภายนอกก็อ่อนแอขี้ขลาด แต่พอจัดการกับคนกันเองกลับโหดเหี้ยมอำมหิต
การสั่งตัดหัวคนของตัวเองแบบนี้ จะไม่ทำให้ทหารซ่งรู้สึกหมดกำลังใจและทำลายขวัญกำลังใจในการต่อต้านชาวจินหรอกหรือ
"จ้าวหวนส่งหลี่จัวไปยังค่ายของชาวจินเพื่อขอเจรจาสงบศึก และหลี่จัวผู้นี้ก็อ่อนแอขี้ขลาดไม่ต่างจากจ้าวหวน พอเข้าไปในค่ายจินก็ถูกความน่าเกรงขามของทหารจินทำให้หวาดกลัวจนหัวหด ชาวจินพูดอะไรก็เออออตามนั้น ไม่กล้าคัดค้านเลยสักนิด"
หวังเจี่ยนกล่าวว่า "เบื้องบนมีกษัตริย์เช่นนี้ เบื้องล่างมีขุนนางเช่นนี้ ราชวงศ์ซ่งสมควรล่มสลายแล้ว"
หลี่เนี่ยนแค่นหัวเราะแล้วกล่าวว่า "ขุนนางบัณฑิตของราชวงศ์ซ่งพวกนี้ เวลาปกติก็ทำตัวเป็นผู้มีอุดมการณ์แน่วแน่ จงรักภักดีไม่เปลี่ยนแปลง แต่พอถึงคราวคับขัน กระดูกกลับอ่อนยวบยิ่งกว่าใคร นี่หรือคือผู้ที่ได้รับการเลี้ยงดูจากราชวงศ์ซ่ง นี่หรือคือขุนนางฝ่ายบุ๋นที่สอบได้จากการอ่านตำราของปราชญ์ขงจื๊อ"
เฝิงชวี่จี๋กลับสงสัยว่า "แล้วชาวจินเรียกร้องเงื่อนไขอะไรบ้างล่ะ"
รับรองได้เลยว่าไม่มีทางง่ายดายเหมือนตอนที่ราชวงศ์ซ่งทำข้อตกลงกับแคว้นเหลียวและแคว้นซีเซี่ยอย่างแน่นอน
หลี่เนี่ยนกล่าวว่า "ในใจของคนบางคนในราชวงศ์ซ่ง คงยังมองว่าชาวจินเป็นแค่คนเถื่อนเหมือนกับชาวเหลียวและชาวซีเซี่ย คิดว่าสิ่งที่ชาวจินเรียกร้องคงมีไม่มากนัก เพราะคนเถื่อนก็คือคนเถื่อน ในสายตาของขุนนางบัณฑิตที่สอบผ่านเคอจวี่อย่างพวกเขา จะไปมีวิสัยทัศน์อะไรมากมาย ได้เศษเงินไปนิดหน่อยก็คงคิดว่าได้กำไรมหาศาลแล้วกระมัง"
"แต่น่าเสียดาย ครั้งนี้พวกเขาคิดผิดถนัด เงื่อนไขที่ชาวจินเสนอมาคือ จ่ายทองคำห้าล้านตำลึง เงินห้าสิบล้านตำลึง วัวและม้าหนึ่งหมื่นตัว ผ้าไหมหนึ่งล้านพับ ยกเมืองไท่หยวน จงซาน และเหอเจียนให้ จ้าวหวนต้องเรียกกษัตริย์จินว่าท่านลุง และยังต้องส่งอัครเสนาบดีและเชื้อพระวงศ์ไปเป็นตัวประกันในค่ายจิน พร้อมทั้งคุ้มกันให้ชาวจินข้ามแม่น้ำฮวงโหกลับไปอย่างปลอดภัย"
นี่ไม่ใช่แค่การอ้าปากกว้างราวกับสิงโตแล้ว แต่สิงโตยังกินไม่ได้เยอะขนาดนี้ นี่มันคือการอ้าปากกว้างระดับทีเร็กซ์ชัดๆ
แต่ทว่า เงื่อนไขนี้มันเกินจริงไปมาก ต่อให้ราชวงศ์ซ่งจะร่ำรวยแค่ไหน ก็ไม่น่าจะหามาจ่ายได้
เฝิงเจี๋ยกล่าวว่า "จ้าวหวนและคนอื่นๆ ยอมตกลงงั้นหรือ"
หลี่เนี่ยนพยักหน้า "ตกลงครับ หลี่กังเคยคัดค้านเงื่อนไขเหล่านี้ แต่จ้าวหวนและหลี่ปังเยี่ยนกลับตอบตกลง"
เหมิงเถียนกล่าวว่า "แล้วทองคำ เงิน และผ้าไหมมากมายขนาดนี้ ราชวงศ์ซ่งจะไปหามาจากไหน"
เพิ่งจะถามคำถามนี้จบ เหมิงเถียนก็ตระหนักอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้นทันที "หรือว่าจะเป็น..."
จิ๋นซีฮ่องเต้และคนอื่นๆ ก็เข้าใจได้ทันที ทรัพย์สินของราชวงศ์ซ่งและในท้องพระคลังมีไม่พอ แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีราษฎรในเมืองเปี้ยนจิงเสียหน่อย
ยอมให้ราษฎรในเมืองเปี้ยนจิงต้องลำบากสักหน่อย ขูดรีดให้เต็มที่ ก็น่าจะพอคั้นน้ำมันออกมาได้บ้าง
ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าราษฎรในเมืองเปี้ยนจิงมีเงินทองมากพอ พวกเขาก็อาจจะไม่ต้องควักเนื้อตัวเอง หนำซ้ำยังอาจจะได้กำไรด้วยซ้ำ
อีกอย่าง ราษฎรในเมืองเปี้ยนจิงก็เสวยสุขกับสวัสดิการของการเป็นชาวเมืองหลวงมาตั้งหลายปี ก็ถึงเวลาที่จะต้องตอบแทนประเทศชาติเสียที
หลี่เนี่ยนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "ท้องพระคลังของราชวงศ์ซ่งจะไปมีทองคำ เงิน และทรัพย์สมบัติมากมายขนาดนั้นได้อย่างไร แน่นอนว่าต้องขูดรีดเอาจากราษฎรในเมืองเปี้ยนจิงอยู่แล้ว ชาวจินไม่ได้เป็นคนปล้นชิงทรัพย์สมบัติของพวกเขาไปโดยตรง แต่กลับถูกฮ่องเต้และขุนนางของพวกเขานั่นแหละที่เป็นคนปล้นไป ช่างน่าขันสิ้นดี"
"หัวเมืองทั้งสามแห่งก็ถูกยกให้ชาวจินเช่นกัน ทั้งที่เป็นดั่งปราการป้องกันของราชวงศ์ซ่ง แต่กลับถูกจ้าวหวนและคนอื่นๆ ยกให้ชาวจินไปอย่างง่ายดาย"
"คนพวกนี้ไม่เพียงแต่อ่อนแอขี้ขลาด แต่ยังสายตาสั้นอีกด้วย เมื่อสูญเสียปราการป้องกันไปแล้ว หากคราวหน้าชาวจินบุกมาอีก ย่อมต้องสะดวกดายยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน"
หวังเปินสังเกตเห็นจุดหนึ่ง จึงกล่าวว่า "เมืองไท่หยวนไม่ใช่ว่าสามารถสกัดกั้นทัพตะวันตกของชาวจินไว้ได้หรอกหรือ แสดงว่ายังไม่ถูกตีแตก แล้วพวกเขาจะยกให้ชาวจินไป นี่มัน..."
หลี่เนี่ยนกล่าวว่า "ในเวลานั้นเมืองไท่หยวนยังไม่ถูกตีแตกจริงๆ พวกเขายังคงยืนหยัดต่อต้านชาวจินอยู่ แต่ชาวจินที่ตีเมืองไม่แตก กลับได้เมืองนี้มาง่ายๆ จากน้ำมือของจ้าวหวนและคนอื่นๆ"
ทหารและราษฎรในเมืองไท่หยวนกำลังยืนหยัดต่อต้านอย่างสุดกำลัง แต่จู่ๆ ก็ได้รับข่าวว่า พวกเขาถูกฮ่องเต้และผู้มีอำนาจในราชสำนักขายทิ้งเสียแล้ว พวกเจ้าไม่ต้องต่อต้านชาวจินอีกต่อไปแล้วนะ เพราะเมืองไท่หยวนถูกยกให้ชาวจินไปเรียบร้อยแล้ว
เมื่อได้ยินเรื่องราวเหล่านี้ จิ๋นซีฮ่องเต้และคนอื่นๆ ต่างก็รู้สึกอัดอั้นตันใจไปตามๆ กัน มิน่าล่ะหลี่เนี่ยนถึงไม่ชอบราชวงศ์ซ่ง พวกเขาเองก็รู้สึกชอบไม่ลงเหมือนกัน
นี่หรือคือความอัปยศแห่งจิ้งคัง
ช่างน่าอัปยศอดสูจริงๆ
ฮ่องเต้อ่อนแอขี้ขลาด ขุนนางไม่จงรักภักดี มีแต่พวกสร้างความหายนะให้แก่ประเทศชาติและประชาชนทั้งนั้น
[จบแล้ว]