- หน้าแรก
- ระบบแลกอายุขัย: เกิดใหม่ทั้งที ขอกลายเป็นผู้เฝ้ายามแห่งประตูด่านสยบเซียน
- บทที่ 22 - ข้อตกลงกับแมวดำ พานพบฟางเฒ่าคิ้วดกอีกครา
บทที่ 22 - ข้อตกลงกับแมวดำ พานพบฟางเฒ่าคิ้วดกอีกครา
บทที่ 22 - ข้อตกลงกับแมวดำ พานพบฟางเฒ่าคิ้วดกอีกครา
บทที่ 22 - ข้อตกลงกับแมวดำ พานพบฟางเฒ่าคิ้วดกอีกครา
"ร้องเพลงอะไรของเจ้า ช่างระคายหูยิ่งนัก"
เสียงเย็นเยียบของแมวดำดังเข้าหูหลี่เจิ้น
หลี่เจิ้นเลิกคิ้วขึ้น เขากดเสียงต่ำ แสร้งทำเป็นลึกลับแล้วกล่าวว่า
"นี่คือบทเพลงขับไล่วิญญาณร้าย สยบสิ่งลี้ลับอย่างไรเล่า"
แมวดำขนลุกซู่ มันแยกเขี้ยวขู่ฟ่อใส่หลี่เจิ้น
"เช่นนั้นเจ้าก็หยุดร้องซะ หลี่ฉางฝูไปเขาอายเหลาแล้ว ตอนนี้ไม่มีผู้ใดคุ้มกะลาหัวเจ้าได้หรอกนะ"
คำพูดนี้ทะลวงเข้าหูหลี่เจิ้นอย่างจัง เขาจึงสงบเสงี่ยมลงทันที
"ได้ๆ ไม่ร้องแล้ว พวกเรายังมีธุระสำคัญต้องจัดการ"
แมวดำพยักหน้า มันขดตัวลงในร่องคูน้ำหน้าหมู่บ้าน สายตาจับจ้องไปที่กระเป๋าเสื้อที่นูนตุงของหลี่เจิ้นก่อนจะแค่นยิ้มเย็นชา
"ในเมื่อตกลงกันไว้แล้ว ข้าย่อมรักษากฎเกณฑ์ ต่อให้ผู้หลักผู้ใหญ่ของเจ้าไม่อยู่ ขอเพียงเจ้าเจียมเนื้อเจียมตัว ข้าก็จะไม่รังแกเจ้า"
"แหะๆ พี่สาวแมว คุยกันง่ายๆ หน่อยสิ"
หลี่เจิ้นยิ้มทะเล้น เขายื่นไท่ซุ่ยเงินขนาดเท่านิ้วโป้งให้แมวดำ
ดวงตาของแมวดำเป็นประกาย มันอ้าปากฮุบกลืนลงไปทันที
"นับว่าเจ้ายังรู้ธรรมเนียม แต่ที่เรียกข้าว่าพี่สาวแมวมันหมายความว่าอย่างไร ในหมู่บ้านชนบทห่างไกลเช่นนี้ พวกมนุษย์ล้วนเคารพและเรียกขานข้าว่า 'ท่านเซียน' กันทั้งนั้น"
มุมปากหลี่เจิ้นกระตุก แมวดำตัวนี้ช่างได้คืบจะเอาศอกเสียจริง
แต่แมวตัวนี้จะเป็นตัวผู้หรือตัวเมียหลี่เจิ้นก็ไม่เคยเห็น จึงยากจะด่วนสรุป ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยคลุกคลีกับพวกภูตผีปีศาจ ใครจะไปรู้ว่าเสียงเหมือนผู้หญิงแล้วจะต้องเป็นแมวตัวเมียเสมอไป...
"เอาเป็นว่าช่างมันเถอะ เจ้าก็เป็นท่านเซียนของเจ้าต่อไป ส่วนข้าจะเรียกเจ้าว่าพี่สาวแมว ไท่ซุ่ยหนึ่งนิ้วนี้เจ้าก็กินเข้าไปแล้ว ถึงเวลาตอบคำถามของข้าเมื่อวานหรือยัง"
แมวดำทำหน้าฉงน มันเอียงคอมองหลี่เจิ้น
"คำถามอะไร ข้าจำไม่ได้แล้ว"
"..."
เมื่อตอนเที่ยงของเมื่อวาน หนึ่งคนหนึ่งแมวกำลังทำข้อตกลงลับๆ ล่อๆ กันอยู่ แต่กลับถูกจางช่างทำชุดกงเต๊กขัดจังหวะ แมวดำความจำสั้นจึงลืมคำถามไปเสียสนิท
"ข้าเคยพบพ่อค้ามีดเงินเชื่อผู้หนึ่ง เขาทิ้งคำทำนายไว้ว่า 'เดือนเจ็ดปีหน้า คนในหมู่บ้านกั่วม่าจะตายจนหมดสิ้น' ข้าอยากรู้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงหรือเท็จ"
หลี่เจิ้นทวนคำถามอีกครั้ง สายตาจับจ้องไปที่แมวดำอย่างจริงจัง
แมวดำหรี่ตาลง หางของมันตกลงพื้น มันจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของหลี่เจิ้นก่อนจะเอ่ยช้าๆ
"พ่อค้ามีดเงินเชื่อ ว่ากันตามตรงก็คือพ่อค้าครึ่งตัว พวกเขาร่อนเร่ไปทั่วหล้า ทิ้งคำทำนายไว้มากมาย แต่จุดประสงค์ที่แท้จริงคือการขายมีดของตนเองออกไป... มนุษย์ล้วนละโมบเห็นแก่ของถูกและชอบทำตัวฉลาดแกมโกง มีดที่ให้เชื่อไปก่อนโดยไม่คิดเงิน มีหรือที่ใครจะไม่เอา อย่างไรเสียก็ค่อยจ่ายเงินในอีกหนึ่งปีให้หลัง ด้วยเหตุนี้ กิจการของพ่อค้ามีดเงินเชื่อจึงทำกำไรได้ง่ายดายยิ่งนัก
การให้เชื่อมีดเป็นวิชาแขนงหนึ่งในยุทธภพ พวกที่ตบะต่ำต้อยก็ทำไปเพื่อหาเงินค่ามีด คำทำนายที่ทิ้งไว้ก็เป็นเพียงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่คนธรรมดาก็พอจะคาดเดาได้ แต่สำหรับพวกที่มีขอบเขตสูงส่งขึ้นไป อย่างเช่นพ่อค้ามีดเงินเชื่อในขอบเขตขึ้นตำหนัก พวกเขาไม่ได้ทำไปเพื่อหาเงินประทังชีวิต แต่เพื่อการบำเพ็ญเพียร
คำทำนายที่พวกตบะสูงทิ้งไว้ ล้วนพัวพันกับลิขิตสวรรค์และโชคชะตา ลี้ลับเกินหยั่งถึง หากคำทำนายเป็นจริง มันจะสะท้อนกลับมาเสริมพลังบำเพ็ญของพวกเขา ทำให้ตบะยิ่งแก่กล้า แต่หากไม่เป็นจริง มันก็จะสะท้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง บั่นทอนอายุขัยและทำลายตบะ..."
หลี่เจิ้นหรี่ตาลงและโพล่งออกมาว่า
"ดังนั้น พ่อค้ามีดเงินเชื่อที่มีตบะสูงส่งเหล่านี้ เพื่อทำให้คำทำนายเป็นจริง พวกเขาจึงต้องลงมือแทรกแซงด้วยตนเองสินะ"
"ฉลาดมาก"
แมวดำเลียเท้าหน้าของมัน พลางส่งสายตาชื่นชมให้หลี่เจิ้น
ทว่าหลี่เจิ้นกลับนึกถึงเสี่ยวเหอ
พ่อค้ามีดเงินเชื่อทำนายว่าเสี่ยวเหอจะกลายเป็นเพียงพอนเหลือง แต่คนจะกลายเป็นเพียงพอนเหลืองได้อย่างไร ดังนั้นพ่อค้ามีดเงินเชื่อผู้นั้นจึงใช้วิชามาร ต่อหัวของนางเข้ากับร่างของเพียงพอนเหลือง...
เมื่อแมวดำเห็นสีหน้าของหลี่เจิ้นเปลี่ยนไปมา มันจึงเอ่ยขึ้นอย่างเชื่องช้าอีกครั้ง
"เจ้าไม่ต้องกังวลไป หมู่บ้านกั่วม่าแห่งนี้ อย่างน้อยก็มีหลี่ฉางฝูคอยคุ้มครอง ถึงจะเลวร้ายที่สุด เขาก็ยังสามารถรักษาชีวิตของเจ้าไว้ได้"
หลี่เจิ้นพยักหน้า ขอแค่รอดชีวิตก็พอแล้ว ตัวเขาเองเพิ่งจะรอดตายมาได้ครึ่งทาง ย่อมต้องทะนุถนอมชีวิตนี้ไว้ให้ดี ส่วนชาวบ้านดั้งเดิมในหมู่บ้านกั่วม่านั้น เขาไม่ค่อยสนิทคุ้นเคยกับใครนัก จะอยู่หรือตายก็ไม่เกี่ยวกับเขาเท่าไร
หลี่เจิ้นพอใจกับข้อมูลเกี่ยวกับพ่อค้ามีดเงินเชื่อ เขาจึงล้วงเอาไท่ซุ่ยเงินก้อนใหญ่ออกมาวางไว้บนฝ่ามือ จ้องมองดวงตาของแมวดำแล้วเอ่ยถาม
"แล้วเรื่องเกี่ยวกับท่านปู่ของข้าล่ะ เจ้ารู้อะไรบ้าง"
แมวดำที่กำลังเลียเท้าหน้าอยู่ชะงักงันไปทันทีเมื่อได้ยินคำถามของหลี่เจิ้น
มันเงยหน้าแคบสั้นของมันขึ้น นัยน์ตาเรียวรีอันดุดันจับจ้องหลี่เจิ้น พร้อมกดเสียงต่ำ
"การจะสืบเรื่องปู่ของเจ้า ไท่ซุ่ยแค่นี้ไม่พอหรอกนะ..."
หลี่เจิ้นล้วงเอาไท่ซุ่ยออกมาจากกระเป๋ากางเกงอีกเล็กน้อย "แค่นี้พอไหม"
แมวดำส่ายหน้าพลางกล่าว "ต่อให้เจ้าขนไท่ซุ่ยเงินมาสองเล่มเกวียนก็ยังไม่พอ"
"?"
หลี่เจิ้นเบ้ปาก "เจ้าเคยบอกเองนี่ว่า ขอแค่ไท่ซุ่ยเงินห้าตำลึงก็พอให้เจ้าทะลวงขอบเขตขึ้นตำหนักได้..."
แมวดำร้อง "เหมียว" อย่างรำคาญใจ มันหันหลังกลับไป อารมณ์ของมันดูหดหู่ลงอย่างเห็นได้ชัด บริเวณทางเข้าหมู่บ้านในเวลากลางวันแสกๆ กลับมีลมหยินพัดโชยมาเป็นระลอก
แมวดำเชิดหางขึ้น มันเอียงคอเล็กน้อยแล้วเอ่ยเสียงเย็น
"วันนี้พอแค่นี้เถอะ วันหลังไม่ต้องนัดมาที่หน้าหมู่บ้านแล้ว หากวันหน้าข้าต้องการไท่ซุ่ยเงิน ข้าจะไปหาเจ้าเอง"
กล่าวจบ แมวดำก็กระโจนลงไปในทุ่งนาแล้วหายตัวไป
หลี่เจิ้นขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจว่าเหตุใดแมวดำถึงเปลี่ยนสีหน้ากะทันหัน เขาเองก็ไม่ได้พูดอะไรล่วงเกินมันเสียหน่อย...
เพียงแค่ถามเรื่องหลี่ฉางฝู แมวดำก็เปลี่ยนไปราวกับเป็นแมวคนละตัว มันจงใจตีตัวออกห่างจากเขา
ตีตัวออกห่าง...
ท่ามกลางความคลุมเครือ จู่ๆ หลี่เจิ้นก็ฉุกคิดถึงประเด็นสำคัญขึ้นมาได้
เมื่อวานตอนที่จัดการเรื่องลี้ลับในบ้านของหลิวต้าหนิว แมวดำนั่งอยู่บนไหล่ของเขา มันใช้เท้าเขี่ยหูเขาอย่างสนิทสนมคุ้นเคย
ราวกับเป็นแมวบ้านที่เลี้ยงมานาน!
แต่แมวดำตัวนี้เป็นภูตผีที่บำเพ็ญเพียรจนมีตบะ ตอนที่มันหยอกล้อและพูดคุยกับเขานั้น มันทำตัวราวกับเป็นสหายเก่า!
หรือว่าเจ้าของร่างเดิมจะรู้จักกับแมวดำตัวนี้
แล้วถ้าหากรู้จักกัน ทำไมแมวดำถึงต้องหวาดกลัวปู่ของเจ้าของร่างเดิมด้วย
แต่ในเมื่อมันกลัวปู่ของเขา แล้วทำไมพอเขาถามเรื่องหลี่ฉางฝู แมวดำถึงต้องเปลี่ยนสีหน้าด้วยเล่า
"ซี้ด..."
หลี่เจิ้นสูดลมหายใจเข้าลึก ไม่กล้าคิดให้ลึกซึ้งไปกว่านี้ เกรงว่าจะพาลให้ตัวเองสับสนไปเสียก่อน
"เรื่องของแมวดำพักไว้ก่อน อย่างน้อยจากสถานการณ์ตอนนี้ มันก็ไม่ใช่ศัตรู พ่อค้ามีดเงินเชื่อลงมือแทรกแซงคำทำนาย นั่นก็หมายความว่าเขาอาจจะมาลงมือฆ่าคนในหมู่บ้านกั่วม่าด้วยตัวเอง ข้าฆ่าเพียงพอนเหลืองไปหนึ่งตัว ล่วงเกินสิ่งลี้ลับอันตรายในห้าถ้ำ ไม่รู้ว่าตาเฒ่าจะจัดการไหวหรือไม่... เรื่องเร่งด่วนที่สุดในตอนนี้คือต้องรีบเรียนรู้วิชามาไว้ป้องกันตัว ธูปเซียนไม่อาจใช้พร่ำเพรื่อ อายุขัยและเลือดเนื้อไม่อาจแบกรับไหว เพลงมวยเหล็กของเฒ่าฉ่านคือทางเลือกที่ดีที่สุด มันจะช่วยเสริมสร้างร่างกายและกระดูกของข้า หากร่างกายแข็งแรง ก็จะสามารถต้านทานผลกระทบจากการอัญเชิญเซียนตีเกราะได้"
เมื่อวางแผนเสร็จสรรพ หลี่เจิ้นก็ก้าวเท้ายาวๆ มุ่งหน้าไปทางบ้านของเฒ่าฉ่าน
แต่เมื่อเดินผ่านบ้านไปได้หลังหนึ่ง ก็มีเสียงฝีเท้ากรอบแกรบดังตามหลังเขามา
ถึงอย่างไรตอนนี้เขาก็บรรลุขอบเขตเบิกทวารแล้ว แม้จะไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของวิชา แต่ประสาทสัมผัสทั้งห้าก็เฉียบแหลมขึ้นมาก เสียงฝีเท้าแผ่วเบาแค่นี้เขาย่อมได้ยินชัดเจน
หลี่เจิ้นค่อยๆ กลั้นหายใจ ชะลอฝีเท้าลง และเตรียมพร้อมอัญเชิญฆ้องทองเหลืองออกมาได้ทุกเมื่อ
"หมับ!"
ฝ่ามือใหญ่หนาตบลงบนไหล่ของหลี่เจิ้น
การเคลื่อนไหวนี้รวดเร็วจนเขาแทบตอบสนองไม่ทัน
"ไอ้หนูเจิ้น เสี่ยวเหอใกล้จะไม่ไหวแล้ว..."
[จบแล้ว]