- หน้าแรก
- จุดจบมนุษยชาติข้ามภพมาเป็นนางพรายสยองโลก
- บทที่ 37 กาลอวสานของตระกูลหลี่
บทที่ 37 กาลอวสานของตระกูลหลี่
บทที่ 37 กาลอวสานของตระกูลหลี่
บทที่ 37 กาลอวสานของตระกูลหลี่
หลี่เหอชะงักงันไปชั่วครู่ เขาจ้องมองเย่วหลิงที่หายตัวมาปรากฏกายเบื้องหน้าและปัดป้องการโจมตีของเขาได้อย่างง่ายดาย
ก่อนที่หลี่เหอจะทันได้ตอบโต้อะไร เย่วหลิงก็ยกเรียวขาขึ้นถีบเข้าที่หน้าอกของเขาเต็มแรงจนร่างปลิวละลิ่วไป
"เจ้าทราบบ้างหรือไม่ว่า ความรู้สึกของคนที่อยากตายแต่ไม่อาจตายได้นั้นเป็นเช่นไร?"
เย่วหลิงจ้องมองหลี่เหอด้วยรอยยิ้มมาดร้าย นางปรารถนาจะทดสอบทักษะใหม่กับเขาดูสักครั้ง เมื่อทักษะ "ร่วมนึกคิด" ถูกเปิดใช้งาน เส้นด้ายที่มองไม่เห็นก็เชื่อมต่อเข้ากับร่างของหลี่เหอในทันที
"สามหาว! เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าข้าจะเอาชนะเจ้าไม่ได้!"
หลี่เหอยันกายลุกขึ้นพลางแผดเสียงคำราม ก่อนจะพุ่งเข้าใส่เย่วหลิงอีกครั้ง
"อย่างนั้นหรือ?"
เย่วหลิงมองเขาด้วยสายตาหยอกเย้า ก่อนจะยื่นมือลงไปบีบหว่างขาของตนเองอย่างสุดแรง!
"อ๊าก!"
หลี่เหอที่กำลังวิ่งเข้าหาพลันแผดเสียงร้องโหยหวนปานจะขาดใจ เขาทิ้งตัวลงกุมเป้ากางเกงแน่นด้วยมือทั้งสองข้าง ร่างกายขดงอเข้าหากันประดุจกุ้งถูกไฟลน
"นังแพศยา! นี่มันวิชามารอันใดกัน?!"
ดวงตาของหลี่เหอแดงก่ำ น้ำตาไหลพรากออกมาอย่างไม่อาจควบคุม แม้แต่สุ้มเสียงของเขาก็ยังแหลมสูงขึ้นผิดปกติ
เย่วหลิงพึงพอใจในปฏิกิริยาของหลี่เหอยิ่งนัก เมื่อครู่นางเพิ่งจะทำให้ "ไข่" ของเขาบดขยี้ตัวเองจนแหลกลาญ ผลลัพธ์ที่ได้นั้นช่างดีเกินคาด แม้แต่หลี่เหอที่กลายร่างเป็นอสุรกายไปแล้วก็มิอาจทานทนต่อความเจ็บปวดอันรุนแรงมหาศาลนี้ได้
"อย่าได้รีบร้อนไป นี่เป็นเพียงบทเริ่มต้นเท่านั้น สำหรับเดนมนุษย์ที่กล้าทำร้ายเผ่าพันธุ์เดียวกันเช่นเจ้า ข้าจะปล่อยให้ตายง่ายๆ ได้อย่างไร?"
น้ำเสียงของเย่วหลิงช่างอ่อนโยนนุ่มนวล ราวกับกำลังสนทนาอยู่กับสหายสนิท ทว่าในโสตประสาทของหลี่เหอ มันกลับฟังดูไม่ต่างจากเสียงของวิญญาณพยาบาทที่ดังมาจากขุมนรกขุมที่ลึกที่สุด
เย่วหลิงเพียงแค่ขยับความคิด ร่างกายของนางตั้งแต่มือและเท้าก็เริ่มสลายกลายเป็นหมอกดำจางๆ
"อ๊ากๆๆ ยัยปีศาจ ฆ่าข้าที ได้โปรดฆ่าข้าให้ตายทีเถิด!"
หลี่เหอดิ้นพล่านอยู่บนพื้น ใบหน้าเหี่ยวย่นบิดเบี้ยวด้วยความทุกข์ทรมาน ทุกส่วนในร่างกายของเย่วหลิงที่เลือนหายไป ร่างกายของหลี่เหอในส่วนที่ตรงกันก็จะสลายตามไปด้วย ความเจ็บปวดนั้นราวกับถูกบดขยี้เนื้อหนังและกระดูกทั้งเป็นในเครื่องบดเนื้อ
การทรมานหลี่เหอดำเนินไปอย่างต่อเนื่องยาวนานถึงสิบนาทีเต็ม และสิ้นสุดลงเมื่อศีรษะของเขาสลายกลายเป็นธุลีธาตุหายไป ในห้วงเวลาสุดท้ายก่อนจะสิ้นใจ แววตาของหลี่เหอเผยให้เห็นเพียงความรู้สึกโล่งอกอย่างที่สุดเท่านั้น
ในยามนี้ อสุรกายหัวมนุษย์ได้จัดการกับชายชุดดำเสร็จสิ้นแล้ว นางลอยเด่นอยู่กลางอากาศพลางเฝ้ามองเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างสงบ
แน่นอนว่าบาปกรรมที่ตระกูลหลี่ก่อไว้ มิได้สิ้นสุดลงเพียงเพราะความตายของหลี่เหอ
เงาวิญญาณนับไม่ถ้วนควบแน่นออกมาจากอาณาเขตวิญญาณของเย่วหลิง ภายใต้การควบคุมของนาง พวกมันพุ่งทะยานออกจากอาณาเขตและมุ่งตรงไปยังสมาชิกคนอื่นๆ ของตระกูลหลี่
ครั้งนี้เย่วหลิงโกรธจัดจนเกินจะเยียวยา สำหรับตระกูลที่เน่าเฟะไปถึงกระดูกเช่นนี้ นางจะไม่มีวันไว้ชีวิตแม้แต่คนเดียว เมื่อภูเขาหิมะถล่มทลายลงมา ไม่มีเกล็ดหิมะใดที่บริสุทธิ์ คนในตระกูลหลี่เองก็หาได้แตกต่างกันไม่
ในรุ่งสางที่เงียบสงบ การสังหารอันนองเลือดดำเนินไปอย่างเงียบเชียบ ภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่อง ร่างระหงและศีรษะลอยได้ยืนนิ่งสงบ ขณะที่ภายในคฤหาสน์ตระกูลหลี่เต็มไปด้วยเงาวิญญาณและเสียงกรีดร้องที่สิ้นหวังดังระงมไม่ขาดสาย
สิบนาทีต่อมา เงาวิญญาณทั้งหมดก็แปรเปลี่ยนเป็นไอวิญญาณไหลย้อนกลับเข้าสู่ร่างของเย่วหลิง หลงเหลือไว้เพียงซากศพเกลื่อนกลาดเต็มคฤหาสน์ตระกูลหลี่!
เย่วหลิงมิได้กล่าวสิ่งใด นางเดินออกจากคฤหาสน์ไป ขณะที่เปลวเพลิงที่โชติช่วงเริ่มลุกไหม้ท่วมท้นทั่วทั้งคฤหาสน์
ที่ด้านนอกคฤหาสน์ตระกูลหลี่ ผู้รอดชีวิตนับร้อยคนที่ได้รับการช่วยเหลือต่างพากันคุกเข่าลงเป็นเวลานาน หันหน้าไปทางทิศที่เย่วหลิงจากไป หลังจากนั้นเป็นต้นมา ในบ้านของคนเหล่านี้นับร้อยครัวเรือนก็ได้มีการตั้งป้ายวิญญาณเพื่อบูชาเทพธิดาผู้ช่วยชีวิต มีการจุดธูปเทียนสักการะทั้งกลางวันและกลางคืน สืบทอดกันมาแสนนานจากรุ่นสู่รุ่น
"ผู้คนต่างพากันกล่าวขานว่า พวกเราเหล่าอสุรกายนั้นโหดเหี้ยมอำมหิต ทว่าพวกเขาหารู้ไม่ว่า ยามที่มนุษย์กลายเป็นผู้โหดเหี้ยมเสียเอง แม้แต่พวกเรายังต้องรู้สึกละอายใจเมื่อเปรียบเทียบกัน"
"หากมิใช่เพราะทัณฑ์ทรมานเหล่านั้น อสุรกายอย่างพวกเราจะถือกำเนิดขึ้นได้อย่างไร ทั้งหมดนี้มันก็เป็นเพียงกฎแห่งกรรมเท่านั้น"
อสุรกายหัวมนุษย์เอ่ยขึ้นด้วยความสะเทือนใจ ราวกับจะพูดกับเย่วหลิงและพูดกับตนเองไปพร้อมๆ กัน
"จริงแท้แน่นอน ใจคนนั้นยากแท้หยั่งถึงที่สุด"
ถ้อยคำของอสุรกายหัวมนุษย์ทำให้เย่วหลิงหวนคิดถึงคฤหาสน์ตระกูลซู หากมิใช่เพราะแผนการร้ายเหล่านั้น ตระกูลซูคงไม่ต้องพบกับจุดจบที่น่าสลดใจเช่นนี้ โศกนาฏกรรมของตระกูลซูตั้งแต่ต้นจนจบ คือการกะเกณฑ์บนสันดานดิบของมนุษย์
นายหญิงใหญ่ทำผิดหรือไม่? นางทำผิดอย่างมหันต์ เพื่อความปรารถนาอันเห็นแก่ตัวของนาง ชีวิตผู้บริสุทธิ์นับพันในตระกูลซูจึงต้องมลายหายไป แต่นางเองก็เป็นเพียงมารดาที่น่าเวทนาผู้หนึ่ง ซึ่งสุดท้ายถูกผู้ที่มีเจตนาร้ายหลอกใช้ จนนำไปสู่โศกนาฏกรรม
เช่นเดียวกับผีถลกหนังในหอหมื่นบุปผา นางน่าแค้นใจหรือไม่? สำหรับเหยียนหรู่ยวี่แล้วนางคือน่าแค้นใจที่สุด แต่ตัวนางเองมิใช่เหยื่อและเคยผ่านความสิ้นหวังเหล่านั้นมาหรอกหรือ?
ท้ายที่สุดแล้ว มันคือโทษทัณฑ์ถลกหนังที่ถูกบัญญัติไว้ในกฎหมาย มันคือความโหดเหี้ยมที่ซ่อนลึกอยู่ในกมลสันดานของมนุษย์! หากไม่มีใครคิดค้นโทษทัณฑ์นี้ขึ้นมา ผีถลกหนังก็ย่อมไม่ปรากฏกาย และคงไม่มีใครต้องตายด้วยเงื้อมมือนาง
เย่วหลิงสลัดความคิดที่สับสนออกไป ในโลกที่มีอสุรกายดำรงอยู่เช่นนี้ คงมีอีกหลายครอบครัวที่ฝึกวิชามารเหมือนตระกูลหลี่ นางไม่อาจช่วยทุกคนได้ เพราะท้ายที่สุดแล้วนางก็เป็นเพียงคนผ่านทางคนหนึ่งเท่านั้น
"ไปกันเถิด นำทางข้าไปในที่ที่ของวิเศษชิ้นนั้นตั้งอยู่"
เย่วหลิงเหลือบมองอสุรกายหัวมนุษย์ที่อยู่ด้านหลังแล้วเอ่ยเสียงเบา อสุรกายหัวมนุษย์พยักหน้าแล้วบินออกไปไกล โดยมีเย่วหลิงเดินตามไปอย่างไม่รีบร้อน
"แม่นาง ท่านอยากฟังเรื่องราวของข้าหรือไม่?"
อสุรกายหัวมนุษย์มิได้หันกลับมา ทว่าในถ้อยคำที่เรียบเฉยนั้น เย่วหลิงกลับสัมผัสได้ถึงความโศกเศร้าที่มิอาจควบคุมได้
"ตกลง"
เย่วหลิงมิได้ปฏิเสธ นางเองก็มีความใคร่รู้เกี่ยวกับอดีตของอสุรกายหัวมนุษย์อยู่บ้าง
อดีตของอสุรกายหัวมนุษย์
นางมีนามเดิมว่า สวี่จิน เกิดในเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งในราชวงศ์ต้าเว่ย แม้ครอบครัวจะมิได้ร่ำรวยมหาศาล แต่ก็มีกินมีใช้อย่างไม่ขัดสน ในวัยเยาว์สวี่จินมีริมฝีปากแดงระเรื่อและฟันขาวสะอาด นับเป็นดรุณีน้อยที่งดงามผู้หนึ่ง
เมื่อสวี่จินเติบโตขึ้นจนถึงวัยสิบหกปี นางก็ได้กลายเป็นหญิงสาวที่สะสวยสะพรั่ง ความงามของนางเลื่องลือไปไกลทั่วหมู่บ้านระแวกนั้น มีชายหนุ่มแวะเวียนมาขายขนมจีบไม่ขาดสาย หลายคนเป็นถึงบุตรชายจากตระกูลมั่งคั่ง
ทว่าสวี่จินกลับไปตกหลุมรักบัณฑิตผู้ยากไร้คนหนึ่งซึ่งเสียบิดามารดาไปหมดแล้ว ในคืนพายุโหมกระหน่ำคืนหนึ่ง ทั้งสองได้ลอบให้คำมั่นสัญญาต่อกันในวัดร้างแห่งหนึ่ง เมื่อบิดามารดาของสวี่จินทราบเรื่องก็คัดค้านอย่างหนัก แต่ก็มิอาจต้านทานการขู่ฆ่าตัวตายของสวี่จินได้
ด้วยเกรงว่าบุตรสาวจะทำเรื่องโง่เขลา และเพื่อความสุขของนาง บิดามารดาจึงจำต้องยินยอมอย่างไม่เต็มใจและจัดงานแต่งงานให้ทั้งสอง โดยมีเพื่อนบ้านร่วมเป็นพยาน แต่เขาเป็นเพียงบัณฑิตตกอับ จะเอาเงินทองจากไหนมาจัดงานแต่งงาน? แน่นอนว่าทั้งหมดย่อมมาจากหยาดเหงื่อของบิดามารดาสวี่จิน
ถึงกระนั้น บิดามารดาของสวี่จินก็มิเคยดูหมิ่นบัณฑิตผู้นั้น ขอเพียงบุตรสาวมีความสุข พวกเขาก็พอใจแล้ว
ในปีที่สองหลังการแต่งงาน สวี่จินได้ให้กำเนิดบุตรสาวที่น่ารักคนหนึ่ง ซึ่งมีหน้าตาถอดแบบมาจากบัณฑิตผู้นั้นราวกับพิมพ์เดียวกัน ในปีต่อมา บัณฑิตได้เดินทางเข้าสู่เมืองหลวงเพื่อสอบเป็นขุนนาง ก่อนจากไปเขาให้คำมั่นสัญญาแก่สวี่จินและบิดามารดาผู้ชราว่า หลังจากสอบติดและประสบความสำเร็จ เขาจะกลับมาอย่างสมเกียรติเพื่อมอบชีวิตที่ดีกว่าเดิมให้แก่ทุกคน
สวี่จินและครอบครัวมิได้เก็บคำสัญญานั้นมาเป็นภาระใจ พวกเขามิได้ต้องการให้เขาต้องสอบติดเป็นขุนนาง เพียงแค่อยากให้เขากลับมาอย่างปลอดภัยก็พอแล้ว
ผู้เฒ่าทั้งสองรู้ดีว่าการเดินทางไปสอบนั้นยาวนานและยากลำบาก ค่าใช้จ่ายย่อมเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ เพื่อให้แน่ใจว่าบุตรเขยจะไม่ต้องทนทุกข์ระหว่างทาง สองตายายจึงยอมลดตัวไปขอยืมเงินจากเพื่อนบ้านและชาวบ้านทั่วทั้งหมู่บ้าน จนรวบรวมเป็นค่าเดินทางที่เพียงพอให้แก่บัณฑิต
ในวันที่เขาเดินทางจากไป สวี่จินอุ้มบุตรสาวตัวน้อยไว้ในอ้อมอก เดินไปส่งเขาไกลนับสิบหลี้ก่อนจะจำใจพรากจากคนรักด้วยความอาลัย บัณฑิตจากไปนานถึงสี่ปีโดยไม่มีข่าวคราวใดๆ ส่งกลับมา ราวกับว่าเขาได้อันตรธานหายไปจากโลกนี้แล้ว
ในราชวงศ์ต้าเว่ยมีโจรผู้ร้ายชุกชุม ในแต่ละปีมีบัณฑิตมากมายที่พบกับเคราะห์ร้ายระหว่างการเดินทาง สมาชิกครอบครัวของสวี่จินต่างเชื่อว่าบัณฑิตผู้นั้นคงถูกโจรทำร้ายจนสิ้นชื่อไประหว่างทางเสียแล้ว
กาลเวลาล่วงเลยไป บิดามารดาของสวี่จินก็เข้าสู่วัยชรา ภาระทั้งหมดของครอบครัวจึงตกอยู่ที่ไหล่บางของสวี่จินเพียงผู้เดียว ฝั่งหนึ่งต้องปรนนิบัติพ่อแม่ที่แก่เฒ่า อีกฝั่งหนึ่งต้องเลี้ยงดูบุตรสาวที่หิวโหย สวี่จินยืนหยัดประคับประคองครอบครัวเพียงลำพังด้วยพละกำลังอันน้อยนิด
บางคนเคยแนะนำสวี่จินว่า ลำพังเพียงสตรีตัวคนเดียวจะเลี้ยงดูครอบครัวเช่นนี้ได้อย่างไร และเร่งเร้าให้นางแต่งงานใหม่ ทว่าสวี่จินมิยินยอม แม้จะต้องเป็นหม้ายเพื่อรอคอยคนรักที่ล่วงลับไปตลอดกาล นางก็พึงพอใจแล้ว