เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 29 - ผู้เดียวที่มีคุณสมบัติเป็นคู่ต่อสู้

บทที่ 29 - ผู้เดียวที่มีคุณสมบัติเป็นคู่ต่อสู้

บทที่ 29 - ผู้เดียวที่มีคุณสมบัติเป็นคู่ต่อสู้


บทที่ 29 - ผู้เดียวที่มีคุณสมบัติเป็นคู่ต่อสู้

สีหน้าของหวังไทเฮาดูอึดอัดใจอยู่บ้าง ทว่าท่ามกลางสายตาของบุคคลภายนอกมากมายที่รายล้อม ในฐานะผู้อาวุโสสูงสุดของราชวงศ์หลง นางย่อมไม่ยอมให้คนนอกเอาไปหัวเราะเยาะได้ว่าราชวงศ์ขาดความปรองดอง

ดังนั้น นางจึงจำต้องฝืนเผยรอยยิ้มเมตตาเยี่ยงผู้เป็นย่า แล้วตรัสว่า "ดี! เด็กๆ ตกรางวัล!"

มีขันทีรับใช้นำจี้หยกฮกหลกซิ่วสีเขียวมรกตมามอบให้ เนื้อหยกเนียนนุ่มฉ่ำน้ำ ดูมีมูลค่ามหาศาลเลยทีเดียว

หลงอวี่รับเอาไว้ ก่อนจะเดินกลับไปยังที่นั่งของตน

เมื่อเห็นหลงเฉิงกงกำลังจ้องมองตนเองด้วยไฟริษยาที่แทบจะพ่นออกมาจากดวงตา เขาก็ตวัดสายตาค้อนขวับใส่หลงเฉิงกงอย่างดุดัน

หลงเฉิงกงขบกรามแน่น ก้มหน้าก้มตากระดกสุราอึกใหญ่ด้วยความคับแค้นใจ ทว่าก็ไม่กล้าหาเรื่องหรือเอ่ยปากด่าทออย่างพล่อยๆ ดังเช่นกาลก่อนอีกแล้ว

"เมื่อปีกลาย ในที่สุดข้าก็รวบรวมส่วนผสมโอสถเก้าวัฏจักรคืนวิญญาณจนครบถ้วน ข้าใช้เพลิงเบญจธาตุแผดเผายางไม้ฉยงจือเพื่อเคี่ยวกรำโอสถอยู่นานถึงหนึ่งปีเต็ม ในที่สุดก็สกัดมันออกมาได้หนึ่งเม็ด" คำตรัสของหลงฮ่าวเทียนเปรียบเสมือนระเบิดลูกใหญ่ ที่ทำให้ผู้คนทั้งท้องพระโรงแตกตื่นฮือฮาขึ้นมาในทันที

"โอสถเก้าวัฏจักรคืนวิญญาณรึ!" ดวงตาของหลงอวี่เป็นประกายสว่างวาบ ที่แท้ของล้ำค่าที่ถูกเคี่ยวกรำอยู่ในเตาหลอมลมหายใจมังกรทองคำดำก็คือสิ่งนี้นี่เอง มิน่าเล่าหลงฮ่าวเทียนจึงได้คุ้มกันอย่างแน่นหนาถึงเพียงนี้!

"โอสถเก้าวัฏจักรคืนวิญญาณสามารถปลุกเร้ารากปราณที่แอบแฝงอยู่ในตัวคนได้ ทว่าข้าเพียงแต่หลอมมันขึ้นมาตามตำรับโบราณ ก่อนหน้านี้ข้าไม่เคยหลอมโอสถเช่นนี้มาก่อน จึงไม่รู้ว่ามันจะได้ผลจริงหรือไม่ ในหมู่ผู้เยาว์อย่างพวกเจ้า มีผู้ใดสมัครใจจะทดลองยาหรือไม่" หลงฮ่าวเทียนกวาดสายตามองกลุ่มคนรุ่นเยาว์

"ข้ายินดีพ่ะย่ะค่ะ!" มีผู้แผดเสียงดังลั่น น้ำเสียงกึกก้องไปทั่วทั้งท้องพระโรง หลงฮ่าวเทียนต่อให้ไม่อยากได้ยินก็คงไม่ได้แล้ว!

ผู้คนต่างเหลียวมองไปยังต้นเสียง ที่แท้ก็เป็นหลงอวี่อีกแล้ว

ในเวลาเช่นนี้ หากสูญเสียโอกาสทองไปก็อาจทำให้คลาดแคล้วจากโอสถเก้าวัฏจักรคืนวิญญาณได้ หลงเฉิงกงนึกชังน้ำหน้าหลงอวี่แทบขาดใจ รีบเอ่ยขึ้นบ้าง "เสด็จพ่อ ลูกก็ยินดีพ่ะย่ะค่ะ!"

"ข้าก็ยินดีพ่ะย่ะค่ะ!" เมื่อคนอื่นๆ เห็นดังนั้น ต่างก็พากันตะโกนขึ้นมาเจียวจ้าว

ในเมื่อยังไม่เบิกปัญญา มีผู้ใดบ้างเล่าที่จะไม่ยินดี ก็คงต้องรอดูกันต่อไปว่าพวกเขามี 'คุณสมบัติ' ที่จะยินดีหรือไม่

หลงฮ่าวเทียนหัวเราะร่วน "ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พรุ่งนี้พวกเราก็มาเปิดลานประลองยุทธ์กันเถิด โอสถเก้าวัฏจักรคืนวิญญาณจะเป็นของรางวัล! สำหรับเหล่าผู้เยาว์ที่อยู่ในงานวันนี้ ขอเพียงมีรากปราณแฝงเร้นเกินกว่าเจ็ดส่วน ล้วนมีสิทธิ์เข้าร่วมช่วงชิงได้ทั้งสิ้น" สำหรับบุตรหลานของราชวงศ์หลงสายอื่นๆ หลงฮ่าวเทียนก็ไม่เคยตระหนี่ถี่เหนียว ขอเพียงมีฝีมือ เขาย่อมให้ความสำคัญเฉกเช่นบุตรธิดาของตนเอง

"ถ้าเช่นนั้นพรุ่งนี้คงมีงิ้วโรงใหญ่ให้ชมเป็นแน่!" ทันใดนั้นก็มีน้ำเสียงหนึ่งดังก้องมาจากด้านนอก ทุกคนต่างหันไปมองเป็นตาเดียว ภาพที่ปรากฏคือเด็กหนุ่มอายุราวสิบหกสิบเจ็ดปีผู้หนึ่งกำลังก้าวเดินเข้ามา รูปร่างของเขาสูงใหญ่ สวมอาภรณ์สีดำสนิท ท่วงท่าการก้าวเดินสุขุมเยือกเย็น ทั่วร่างแผ่กลิ่นอายแห่งความมั่นใจอันเปี่ยมล้น และความดุดันเกรี้ยวกราดที่ผู้อื่นมิอาจลอกเลียนแบบได้

"หลานฉางเฟิง ถวายบังคมฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ!" เด็กหนุ่มในชุดดำคุกเข่าถวายความเคารพ

หลงฮ่าวเทียนหยัดกายลุกขึ้น ก้าวลงจากเบาะประทับ แล้วประคองอีกฝ่ายให้ลุกขึ้นด้วยมือของตนเอง "ฉางเฟิง! เติบโตถึงเพียงนี้แล้วรึ! ประเสริฐยิ่งนัก!"

หลงฉางเฟิงเพียงพยักหน้ารับเบาๆ ไร้ซึ่งถ้อยคำเยินยอจอมปลอมใดๆ ภายใต้การนำทางของขันทีรับใช้ เขาก้าวตรงดิ่งไปยังตำแหน่งที่นั่งที่ถูกจัดเตรียมไว้ให้เขาโดยเฉพาะ ซึ่งกลับกลายเป็นว่าอยู่สูงกว่าบรรดาองค์ชายทั้งหลาย ซ้ำยังถูกจัดให้อยู่เคียงข้างเวินเหยียนอีกด้วย

ต้องเป็นผู้มีหน้ามีตาถึงเพียงใดกัน จึงจะทำให้องค์จักรพรรดิแห่งแคว้นยอมลงมาพยุงด้วยตนเองเช่นนี้ได้ หลงอวี่รู้สึกอยากรู้อยากเห็นในตัวหลงฉางเฟิงผู้นี้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

หลังจากฉากแทรกเล็กๆ นี้ผ่านพ้นไป งานเลี้ยงในวังหลวงก็ดำเนินต่อไป หลงฮ่าวเทียนพูดคุยสนทนากับบรรดาท่านอาและพี่น้อง องค์ชายและองค์หญิงต่างก็ผลัดกันชนจอกสุราและพูดคุยกัน บรรดาพี่น้องทั้งหลายต่างก็กรูกันเข้าไปหาบุคคลทั้งสี่ที่นั่งอยู่แถวหน้าสุด มีเพียงหลงอวี่เท่านั้นที่นั่งเบื่อหน่ายจนแทบจะหลับคาโต๊ะ

"หลงอวี่รึ" หลงอวี่เงยหน้าขึ้นมอง ก็พบใบหน้าเล็กๆ อันงดงามของเวินเหยียนชะโงกอยู่ตรงหน้า

"เวินเหยียน เจ้าควรจะเรียกข้าว่าพี่เก้านะ"

"ข้าโตกว่าเจ้านะ!"

"มีสิ่งใดมาพิสูจน์เล่า"

"เอาเป็นว่าข้าโตกว่าเจ้าก็แล้วกัน!"

"...ถ้าเช่นนั้นก็ถือว่าเจ้าโตกว่าข้าก็แล้วกัน!" หลงอวี่ลอบคิดอย่างอ่อนอกอ่อนใจ 'อายุจริงของข้าเป็นลุงเจ้าได้เลยด้วยซ้ำ!'

"ได้ยินว่าเจ้าไปพังตำหนักลี่จิ่นมาจริงๆ งั้นรึ"

"ใช่แล้วล่ะ!"

"ฮ่าๆๆ! ข้าล่ะยอมใจเจ้าเลยจริงๆ! คนทั้งวังหลวงรวมกัน ยังไม่มีความกล้าหาญเท่าเจ้าคนเดียวเลย! เจ้าไม่กลัวองค์ชายเจ็ดจะไปหาเรื่องเจ้ารึ" ว่าแล้วนางก็ขยับเข้าไปกระซิบข้างหูหลงอวี่ "คนผู้นั้นน่ะ น่ารังเกียจเป็นที่สุดเลยล่ะ!"

"ข้าก็ยังมีท่านพี่อย่างเจ้าคอยคุ้มกะลาหัวอยู่มิใช่หรือ" หลงอวี่อมยิ้มตอบ

"พูดอีกก็ถูกอีก! หากเขากล้าไปหาเรื่องเจ้า ข้าจะช่วยจัดการเขาให้เอง!" เวินเหยียนตบกะโหลกรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ

หลงอวี่ยกนิ้วหัวแม่มือขึ้นเยี่ยม "มีน้ำใจนัก!"

"นี่ ได้ยินว่าเจ้าบรรลุการหล่อหลอมกายาขั้นที่หกแล้วรึ" เวินเหยียนถามด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น

"ไม่ผิด"

"เจ้าช่างมหัศจรรย์เกินไปแล้ว! เพียงไม่กี่เดือนก็สามารถก้าวจากการไร้รากฐานมาสู่การหล่อหลอมกายาขั้นที่หกได้! แล้วเจ้าจะเบิกปัญญาขึ้นมากะทันหันหรือไม่" เวินเหยียนเอ่ยถาม

"เจ้าอยากรู้หรือ"

"ถ้าไม่อยากรู้แล้วข้าจะถามเจ้าไปทำไมเล่า"

หลงอวี่ขยับเข้าไปใกล้นาง "ข้าจะถามเจ้าสักคำถาม หากเจ้าบอกข้า ข้าก็จะยอมบอกเจ้า"

"คำถามอันใดรึ" เวินเหยียนกะพริบตาปริบๆ ขนตาเป็นแพหนาราวกับพัดขนนก

"คนที่ชื่อ 'ฉางเฟิง' ผู้นั้น เป็นใครมาจากไหนรึ"

"เขาหรือ! เป็นพระโอรสองค์เล็กของท่านอาเจ็ดน่ะสิ ถูกส่งไปเป็นองค์ชายตัวประกันที่แคว้นต้าเซี่ยตั้งแต่ยังเล็ก ยามนี้แคว้นต้าเซี่ยเกิดการก่อกบฏ เขาจึงได้เดินทางกลับมายังแคว้นตงโจวนี่อย่างไรเล่า!" เวินเหยียนกระซิบเสียงเบา

"องค์ชายตัวประกันรึ โดยทั่วไปแล้วองค์ชายตัวประกันก็น่าจะเป็นองค์ชายสิ เหตุใดจึงกลายเป็นเขาเล่า" ระหว่างแคว้นด้วยกัน หากมีข้อพิพาทหรือสาเหตุอื่นๆ การส่งตัวประกันไปถือเป็นเรื่องปกติ ทว่าโดยทั่วไปแล้วมีเพียงองค์ชายเท่านั้นจึงจะมีฐานะคู่ควรแก่การเป็นตัวประกัน

"เขาไม่ใช่คนธรรมดานะ ไม่เพียงแต่จะมีรากปราณเกือบจะสมบูรณ์แบบ ทว่าตั้งแต่เด็กเขายังได้รับสืบทอดเคล็ดวิชาหล่อหลอมกายามาอีกด้วย ร้ายกาจนักเชียว! ได้ยินว่าตอนอายุแค่ห้าขวบเขาก็เคยลงมือสังหารคนมาแล้ว! พอไปถึงแคว้นต้าเซี่ย เขายังใช้เพียงฐานะผู้ฝึกยุทธ์ปลิดชีพเผ่ามารมาแล้วด้วยซ้ำ!"

แคว้นต้าเซี่ย เป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งในสามของทวีปไป่ชวน ทว่าเมื่อไม่นานมานี้กลับเกิดการก่อกบฏขึ้น บ้านเมืองสั่นคลอน เกิดความวุ่นวายจากภายใน ด้วยเหตุนี้ หลงฮ่าวเทียนจึงได้ส่งคนไปรับตัวหลงฉางเฟิงกลับมา

เวินเหยียนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อว่า "ในยามนั้นเขายังมีพันธะหมั้นหมายกับองค์หญิงผู้มีพรสวรรค์ล้ำเลิศองค์หนึ่งแห่งแคว้นต้าเซี่ยอีกด้วย แคว้นต้าเซี่ยจึงได้ระบุเจาะจงให้เขารับหน้าที่เป็นตัวประกัน"

"อย่างนี้นี่เอง!" หลงอวี่พลันกระจ่างแจ้งแก่ใจ ท่านอาเจ็ดหลงอวิ้นเทียนผู้นั้นมีฝีมือร้ายกาจหาตัวจับยาก เป็นดั่งแขนซ้ายขวาของหลงฮ่าวเทียน บุตรชายของเขายังเสียสละไปเป็นตัวประกันแทนองค์ชายนานนับสิบปี มิน่าเล่าเขาจึงต้องเสด็จลงมาต้อนรับด้วยพระองค์เอง

"ยามนี้เขาก็บรรลุการหล่อหลอมกายาขั้นที่หกแล้ว คาดว่าอีกไม่นานคงจะเบิกปัญญาและกลายเป็นผู้บำเพ็ญเต๋าได้สำเร็จ!" เวินเหยียนกล่าว "หลงอวี่ พรุ่งนี้เจ้าจะเข้าร่วมการประลองแย่งชิงโอสถเก้าวัฏจักรคืนวิญญาณใช่หรือไม่"

"ย่อมต้องคว้ามาให้จงได้!"

"ข้าหวังว่าพี่ฉางเฟิงคงจะไม่เข้าร่วมหรอกนะ มิเช่นนั้น..." เวินเหยียนมีสีหน้ากังวลใจ

"มิเช่นนั้นก็คงไม่มีผู้ใดเป็นคู่มือของเขาได้งั้นรึ"

เวินเหยียนพยักหน้ารับ "ไม่ว่าจะเป็นเจ้า หรือบรรดาพี่ชายพี่สาวทั้งหลาย พูดกันตามตรงแล้วก็ล้วนเป็นเพียงดอกไม้ในเรือนกระจกทั้งสิ้น ทว่าเขากลับแตกต่างออกไป เขาเคยผ่านสงครามมาแล้ว ซ้ำยังเคยเข่นฆ่าเผ่ามารมาด้วยนะ!"

"อ้อ..." หลงอวี่หันไปมองหลงฉางเฟิง ใบหน้าของเขาดูเย็นชาไร้ความรู้สึก สายตาจดจ่ออยู่เบื้องหน้า ทว่าก็มิใช่ความจองหองอวดดีที่เห็นทุกสิ่งไร้ค่า ทว่าเป็นความเย็นชาดุจน้ำแข็งที่มีมาแต่กำเนิดต่างหาก

เขา คือผู้เดียวที่มีคุณสมบัติพอจะเป็นคู่มือของข้า! หลงอวี่ลอบคิดในใจ

ภายในงานเลี้ยง องค์ชายและองค์หญิงแต่ละพระองค์จะได้รับของประทานจากหลงฮ่าวเทียนและกู้จื่อเยี่ยนตามระดับการบำเพ็ญเพียรที่เพิ่มพูนขึ้น

องค์ชายสี่ หลงเฉิงรุ่ย บรรลุการบำเพ็ญเต๋าขั้นที่สาม หลงฮ่าวเทียนจึงประทานกระบี่เต๋าให้เขากระบี่หนึ่ง

เขาชักกระบี่ออกจากฝัก ตัวกระบี่นั้นราวกับยืนอยู่บนยอดเขาสูงตระหง่านแล้วทอดสายตามองลงไปยังหุบเหวลึก ชวนให้รู้สึกดูลึกลับและยากจะหยั่งถึง

หลงเฉิงรุ่ยถ่ายทอดปราณเต๋าเข้าไปในตัวกระบี่ ทันใดนั้นกระบี่ก็เปล่งแสงสว่างเจิดจ้า แผ่กลิ่นอายอันเฉียบคมจนน่าครั่นคร้ามออกมา!

"กระบี่เล่มนี้ถูกตีขึ้นโดยปรมาจารย์นักหลอมศาสตราผู้เลื่องชื่อที่สุดแห่งแคว้นตงโจว นามว่า 'อิ่นเยวียน'" หลงฮ่าวเทียนกล่าว "เป็นฮองเฮาที่ตั้งใจเลือกสรรมาให้เจ้าโดยเฉพาะ"

กู้จื่อเยี่ยนแย้มยิ้ม "ครั้งแรกที่ข้าเห็นกระบี่อิ่นเยวียนเล่มนี้ ข้าก็รู้สึกว่ามันช่างเหมาะสมกับเฉิงรุ่ยยิ่งนัก นิสัยใจคอของเขาก็เปรียบดั่งกระบี่เล่มนี้ เรียบง่ายไร้การปรุงแต่ง ทว่าซุกซ่อนความเฉียบคมเอาไว้ภายใน"

"ขอบพระทัยเสด็จแม่!" หลงเฉิงรุ่ยเอ่ยด้วยความเคารพนบนอบ

ผู้คนที่อยู่ในงานล้วนถูกกระบี่อิ่นเยวียนดึงดูดใจจนหมดสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาผู้บำเพ็ญเต๋า การมีศาสตราวุธชั้นยอดสักชิ้น ย่อมช่วยให้การต่อสู้กับศัตรูง่ายดายขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ เช่นนี้แล้วมีผู้ใดบ้างเล่าที่จะไม่หวั่นไหวจนตาบอดตาใส

มีเพียงหลงอวี่เท่านั้นที่ยังคงไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ เขาผ่านโลกมามาก สายตาในการประเมินของล้ำค่าย่อมเฉียบขาดที่สุด ในสายตาของเขา กระบี่เล่มนั้นนับว่าเป็นกระบี่ชั้นดีที่หาได้ยากยิ่งเล่มหนึ่ง ทว่าก็ยังไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นของล้ำเลิศไร้ที่ติ

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 29 - ผู้เดียวที่มีคุณสมบัติเป็นคู่ต่อสู้

คัดลอกลิงก์แล้ว