- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นองค์ชายเก้าสุดกาก แต่มีสกิลขโมยระดับเทพซะอย่าง ใครขวางข้าจะปล้นให้หมดตัว!
- บทที่ 23 - คำเตือนจากความหวังดี
บทที่ 23 - คำเตือนจากความหวังดี
บทที่ 23 - คำเตือนจากความหวังดี
บทที่ 23 - คำเตือนจากความหวังดี
น้ำต้มหญ้าหงจิ่งเทียนมีสีแดงอมน้ำตาล เขาหยิบโสมคนหมื่นปีชิ้นนั้นขึ้นมา บิดชิ้นส่วนเล็กๆ ใส่ลงไปในน้ำที่กำลังร้อนจัด สีแดงอมน้ำตาลนั้นก็พลันเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองอร่ามในชั่วพริบตา! มันใสกระจ่างราวกับสายน้ำทองคำที่กำลังไหลเอื่อย
"ยอดเยี่ยมกระเทียมดองไปเลยโว้ย!" เขารีบถอดเสื้อผ้าออกอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ แล้วก้าวลงไปในถังไม้นั้นทันที
แม้ว่าน้ำที่ต้มเดือดปุดๆ จากหม้อจะถูกเทลงในถังไม้แล้ว และไม่ได้ร้อนจัดจนเดือดพล่านอีกต่อไป แต่มันก็ยังคงร้อนระอุอยู่ดี ผิวหนังทั่วร่างของเขาถูกลวกจนแดงเถือก ราวกับกุ้งที่ถูกต้มจนสุก
หญ้าหงจิ่งเทียนมีสรรพคุณในการทะลวงจุดชีพจร ภายใต้อุณหภูมิที่สูงลิ่ว รูขุมขนของเขาเปิดกว้างอย่างเต็มที่ สรรพคุณยาของหญ้าหงจิ่งเทียนที่ถูกกระตุ้นด้วยพลังของโสมคนหมื่นปีค่อยๆ ซึมซาบเข้าสู่ร่างกายของเขา
เมื่อรู้สึกว่าจุดชีพจรทุกจุดทั่วร่างตื่นตัวเต็มที่แล้ว เขาก็กลืนโอสถเพาะปราณลงไปถึงหกเม็ดรวด!
ความร้อนที่แผ่ซ่านออกมาจากโอสถเพาะปราณหกเม็ดนั้นมากพอที่จะแผดเผาคนสองคนให้กลายเป็นเถ้าถ่านได้ รอบกายของเขาเริ่มมีฟองอากาศผุดขึ้นมาทีละฟอง ในท้ายที่สุด น้ำทั้งถังก็เดือดพล่านปุดๆ ราวกับถูกต้มจนเดือดจัด
หลงอวี่รวบรวมสมาธิเดินลมปราณตามเคล็ดวิชา ชักนำกำลังภายในทั่วร่างให้รวมตัวกันเป็นกระแสความร้อน มุ่งตรงไปยังตำแหน่งของกระดูกสันหลัง
จากจุดฉางเฉียงของเส้นชีพจรตูทะลวงไปยังจุดเยาซู่ จากนั้นก็ค่อยๆ คืบคลานทะลวงจุดเยาหยางกวน จุดมิ่งเหมิน ไปจนถึงจุดเสวียนซู ไต่ระดับสูงขึ้นไปยังจุดต้าจุย และจุดโฮ่วติ่ง...
ขอเพียงทะลวงไปถึงจุดไป่ฮุ่ย การเปิดจุดชีพจรของเขาก็จะถือว่าบรรลุขั้นตอนที่สำคัญที่สุด หลงอวี่ทุ่มเทสมาธิทั้งหมดไปกับการชักนำกำลังภายในสายนั้นให้ไหลเวียนขึ้นไปตามแนวกระดูกสันหลัง จนลืมเลือนสรรพสิ่งรอบกายไปจนสิ้น
สีทองในถังน้ำค่อยๆ จางหายไป ในท้ายที่สุดมันก็กลายเป็นเพียงน้ำอาบธรรมดาๆ ถังหนึ่ง
หลงอวี่สูดลมหายใจเข้าลึก เขาเบิกตากว้างขึ้นฉับพลัน เส้นชีพจรตูถูกทะลวงไปแล้ว... ครึ่งหนึ่ง!
ยามที่เขาอยู่ในห้องศิลา เขาถูกตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง จึงไม่อาจล่วงรู้วันเวลาได้ แต่เมื่อเขาก้าวออกจากข่ายอาคม ถั่วเขียวและถั่วลันเตากลับกำลังเดินวนไปเวียนมาราวกับมดบนกระทะร้อน เมื่อเห็นเขาเดินออกมา ทั้งสองก็พุ่งพรวดเข้ามาหาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความปีติยินดี
"พวกเจ้าเป็นอันใดไป"
ถั่วเขียวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงร้อนรน "องค์ชายเก้า ท่านเข้าไปสามวันสามคืนแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ! พวกเรานึกว่าท่านเกิดเรื่องร้ายอันใดขึ้นเสียแล้ว!"
"หากท่านยังไม่ออกมาอีก พวกเราคงต้องทำลายข่ายอาคมบุกเข้าไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ" ถั่วลันเตากล่าวเสริม "ท่านไม่ได้ดื่มน้ำเลยตลอดสามวันสามคืน ไม่เป็นไรแน่หรือพ่ะย่ะค่ะ"
หลงอวี่ยิ้มบางพร้อมกับส่ายหน้า "พวกเจ้าวางใจเถอะ! หากวันหน้าข้าเข้าไปข้างในอีก ภายในเจ็ดวันพวกเจ้าไม่ต้องเป็นกังวลไป หากเกินเจ็ดวันแล้วข้ายังไม่ออกมา นั่นแสดงว่าเกิดเรื่องร้ายขึ้นแล้ว เมื่อถึงเวลานั้นพวกเจ้าค่อยไปแจ้งให้ลานฝึกยุทธ์หลวงทำลายข่ายอาคมเข้าไปช่วยข้าก็แล้วกัน"
"เจ็ดวันเลยหรือพ่ะย่ะค่ะ มันจะไม่นานเกินไปหน่อยหรือ ถึงตอนนั้นทุกอย่างจะไม่สายเกินแก้แล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ" ถั่วลันเตากล่าวด้วยสีหน้ากังวลใจ
"นั่นสิพ่ะย่ะค่ะๆ ถึงตอนนั้นต่อให้ไม่ได้ธาตุไฟเข้าแทรก ก็คงหิวตายไปเสียก่อนแล้ว!" ถั่วเขียวเป็นห่วงเรื่องปากท้องมากกว่า "เอาเช่นนี้ดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ คราวหน้าท่านพกเสบียงเข้าไปด้วยเลย!"
"ไอ้เจ้าตัวตะกละ! ในหัวของเจ้ามีแต่เรื่องกินๆๆ หรืออย่างไร..."
...
ระหว่างที่ทั้งสามกำลังพูดคุยและเดินออกจากบริเวณห้องศิลา ใครจะคาดคิดว่าทางแคบมักพบศัตรู พวกเขาบังเอิญประจันหน้ากับหลงเฉิงกง หลงเฉิงหลี่ หลงเฉิงโย่ว และชายหนุ่มแปลกหน้าอายุราวๆ ยี่สิบปีอีกผู้หนึ่งที่กำลังเดินสวนออกมาจากอีกฝั่ง
แม้จะเป็นเพียงเด็กหนุ่มรุ่นกระเตาะ ทว่าเมื่อเห็นหลงอวี่เดินออกมาจากเขตแดนของผู้ฝึกยุทธ์ระดับหล่อหลอมกายาขั้นที่ห้า ความอิจฉาริษยาและความเคียดแค้นก็ฉายชัดอยู่บนใบหน้าของพวกเขาทุกคน
"ไง บังเอิญจังเลยนะพวกเจ้า" หลงอวี่ฉีกยิ้มกว้างทักทายอย่างอารมณ์ดี
"ผู้นี้คือ?" ชายหนุ่มแปลกหน้าเอ่ยถามขึ้น
"หึ! ก็แค่ลูกอีตัว!" หลงเฉิงกงเค้นเสียงลอดไรฟันด้วยความโกรธเกรี้ยว
หลงเฉิงหลี่รีบดึงแขนหลงเฉิงกงไว้ ก่อนจะเอ่ยแนะนำว่า "ผู้นี้ก็คือองค์ชายเก้า หลงอวี่ ผู้เลื่องชื่อแห่งเมืองยงจิงอย่างไรเล่า"
"อ้อ!" ชายผู้นั้นเหยียดยิ้มกว้าง ทว่าสายตากลับเต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยามอย่างเห็นได้ชัด "ข้าก็นึกว่าผู้ใด ที่แท้ก็องค์ชายเก้านี่เอง!"
หลงอวี่ปรายตามองอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดเท้า เมื่อเห็นสีหน้าท่าทางอันน่ารังเกียจนั้น เขาก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันที "แล้วเจ้าเป็นใครกัน"
"ข้ามีนามว่าสวินฮว่า เป็นคนของจวนอู่กั๋วกง" สวินฮว่าผู้นั้นไม่รู้ว่ามีเรื่องอันใดให้น่าโอ้อวดนักหนา น้ำเสียงของเขาจึงได้เย่อหยิ่งจองหองถึงเพียงนี้
"ไม่เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามมาก่อน! แถมหน้าตายังดูรังเกียจเสียไม่มี! หลีกไป! อย่ามาขวางทางข้า!"
สีหน้าของสวินฮว่าเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาแผดเสียงแหลมปรี๊ดขึ้นมาทันที "ข้าได้ยินมาว่าเจ้าได้รับคำชี้แนะจากเทพเซียนในความฝัน จนได้ครอบครองเคล็ดวิชาหล่อหลอมกายาชั้นยอด ทว่ารากปราณของเจ้าก็มีเพียงสี่ส่วน ชาตินี้ทั้งชาติเจ้าไม่มีทางเบิกปัญญาได้หรอก!"
หลงอวี่ยกมือกอดอก "แล้วมันกงการอันใดของเจ้า"
สวินฮว่าหัวเราะลั่นอย่างกำเริบเสิบสาน "กงการอันใดของข้าเรอะ ฮ่าๆๆ! ดูความจองหองของเจ้าสิ! เห็นแก่ที่เจ้ายังเด็ก วันนี้ข้าจะสั่งสอนเจ้าให้รู้สำนึกก็แล้วกัน! เจ้ารู้หรือไม่ว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนยังมีคน! ต่อให้เจ้าเก่งกาจสักเพียงใด ชั่วชีวิตนี้ก็เป็นได้แค่สามัญชนไร้ค่าเท่านั้น! เจ้าจะไม่มีวันได้รับบรรดาศักดิ์ ไม่มีวันได้กุมอำนาจ เจ้าไม่มีที่พึ่งพิง ซ้ำยังเป็นที่น่ารังเกียจชิงชังของผู้อื่น ไม่ช้าก็เร็วเจ้าต้องพบจุดจบอย่างอนาถแน่!"
เมื่อหลงอวี่ได้ฟังดังนั้น เขากลับแสยะยิ้มกว้าง "ขอบใจสำหรับคำเตือนจากความหวังดีของเจ้านะ" ว่าแล้วเขาก็พาถั่วเขียวและถั่วลันเตาเดินจากไปในทันที
กว่าสวินฮว่าจะมีปฏิกิริยาตอบสนองและเข้าใจความหมายของคำว่า "คำเตือนจากความหวังดี" รอยยิ้มเย้ยหยันบนใบหน้าของเขาก็มลายหายไปจนสิ้น
"สวินฮว่างั้นหรือ จวนอู่กั๋วกงงั้นหรือ" หลงอวี่รู้สึกคุ้นหูชอบกล เขาจึงหันไปถามถั่วเขียวและถั่วลันเตา "เจ้าสวินฮว่านั่นเป็นใครมาจากไหนกัน"
"เขาคือบุตรชายคนที่เจ็ดของนายท่านรองแห่งจวนอู่กั๋วกงพ่ะย่ะค่ะ ตอนนี้อยู่ในระดับหล่อหลอมกายาขั้นที่หกเบิกปัญญาแล้ว ได้ยินว่าเขามีรากปราณถึงเจ็ดส่วน จึงเป็นที่โปรดปรานของท่านอู่กั๋วกงเป็นอย่างมาก ว่ากันว่าเขาสนิทสนมกับองค์ชายเจ็ด ก็เลยพลอยทำให้องค์ชายแปด องค์ชายห้า และองค์ชายหกสนิทสนมกับเขาไปด้วยพ่ะย่ะค่ะ" ถั่วเขียวเจื้อยแจ้วตอบ
หลงอวี่มองเขาด้วยความประหลาดใจ "ปกติเจ้าเป็นพวกความรู้สึกช้าไม่ใช่หรือ ไฉนคราวนี้ถึงได้รู้เรื่องพวกนี้ละเอียดนักเล่า"
"แฮะๆ ก็ข้าแอบไปสืบดูน่ะสิพ่ะย่ะค่ะ ว่าจวนอู่กั๋วกงมีคุณหนูเก้าอยู่จริงๆ หรือไม่ สรุปว่ามีจริงๆ ด้วยพ่ะย่ะค่ะ" ถั่วเขียวยกมือลูบท้ายทอยแก้เขิน
"คุณหนูเก้า จวนอู่กั๋วกงงั้นหรือ" หลงอวี่ชะงักฝีเท้ากึก "เจ้าหมายความว่า แม่นางสวินฮ่วนที่พวกเราเจอในบ่อนพนันวันนั้นน่ะหรือ"
"ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" ดวงตาเล็กๆ ของถั่วเขียวกะพริบปริบๆ "ที่แท้นางก็เป็นคนของจวนอู่กั๋วกง ซ้ำยังเป็นพี่น้องร่วมอุทรเดียวกับคุณชายเจ็ดสวินฮว่าเมื่อครู่นี้ด้วยนะพ่ะย่ะค่ะ!"
หลงอวี่ขมวดคิ้วมุ่น "อย่างนั้นหรือ ที่แท้ก็เป็นพี่น้องกันนี่เอง! มิน่าเล่าถึงได้มีใบหน้าน่าโดนอัดพอกันเลย!"
"คุณหนูเก้าน่าโดนอัดตรงไหนกันพ่ะย่ะค่ะ ข้าว่านางงดงามดุจเทพธิดา เป็นสตรีที่งดงามที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบเจอมาเลยนะพ่ะย่ะค่ะ..." ถั่วเขียวทำหน้าเพ้อฝัน
หลงอวี่ปรายตามองเขาอย่างระอา "การจะมองสตรีน่ะ มองแค่หน้าตาภายนอกไม่ได้หรอกนะ ต้องมองให้ลึกถึงเนื้อแท้ข้างใน เข้าใจหรือไม่ คบคนพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผล ดูสันดานพี่ชายของนางสิ ก็รู้แล้วว่าตัวนางเองก็คงไม่ได้ดีไปกว่ากันสักเท่าใดนัก! จะต้องเป็นพวกสวยแต่รูปจูบไม่หอมอย่างแน่นอน!"
"องค์ชายเก้า ข้าว่าท่านมีอคติกับนางมากเกินไปแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ นางถูกท่านยายรับไปเลี้ยงดูที่เขาไต้อวี๋ตั้งแต่เพิ่งจะอายุได้เพียงขวบเดียว และเพิ่งจะกลับมายังเมืองยงจิงเมื่อไม่นานมานี้เอง! ต่อให้คุณชายเจ็ดสวินจะเป็นสีดำ แต่นางก็ไม่ได้ไปคลุกคลีแปดเปื้อนสีดำนั้นสักหน่อยนี่พ่ะย่ะค่ะ" ถั่วเขียวเถียงคอเป็นเอ็น
"ถ้าเช่นนั้นข้าก็ขออวยพรให้เจ้าได้แต่งงานกับนางก็แล้วกัน!" หลงอวี่กล่าวอย่างหมั่นไส้
"ข้าจะมีวาสนาถึงเพียงนั้นได้อย่างไรเล่าพ่ะย่ะค่ะ! แต่ข้าก็ชักจะสงสัยเสียแล้วสิ ว่าในภายภาคหน้าท่านจะแต่งกับพระชายาแบบใดกันแน่ หรือว่าท่านอยากจะได้สตรีอัปลักษณ์มาเป็นชายากันพ่ะย่ะค่ะ"
"หุบปากไปเลย! ข้าย่อมต้องแต่งกับยอดหญิง 'มหัศจรรย์' ที่เพียบพร้อมทั้งงานหน้าบ้าน งานเรือนชาน และยังลงมือสังหารพวกสวะได้สิ!" หลงอวี่ฉีกยิ้มเจ้าเล่ห์
ทว่าในห้วงความคิดของหลงอวี่กลับปรากฏภาพใบหน้าของอวิ๋นฮวนซินขึ้นมา ภาพในยามที่เขากำลังสะลึมสะลือ และนางกำลังจ้องมองเขาด้วยใบหน้าแดงซ่านและแววตาหื่นกระหาย...
"วะฮ่าๆๆ~~ องค์ชายเก้า ไฉนท่านถึงได้กลายเป็นคนร้ายกาจเช่นนี้ไปได้พ่ะย่ะค่ะ!"
"ฮ่าๆๆ!" ถั่วลันเตาก็อดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะพรืดออกมาเช่นกัน
...
วันรุ่งขึ้น พวกเขาก็มุ่งหน้าไปยังลานฝึกยุทธ์หลวงตั้งแต่เช้าตรู่ หลงอวี่ยังคงแช่ตัวในน้ำต้มหญ้าหงจิ่งเทียน และเริ่มกระบวนการทะลวงจุดชีพจรต่อจากเมื่อวาน
[จบแล้ว]