- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นองค์ชายเก้าสุดกาก แต่มีสกิลขโมยระดับเทพซะอย่าง ใครขวางข้าจะปล้นให้หมดตัว!
- บทที่ 5 - แทบจะร้องไห้ออกมา
บทที่ 5 - แทบจะร้องไห้ออกมา
บทที่ 5 - แทบจะร้องไห้ออกมา
บทที่ 5 - แทบจะร้องไห้ออกมา
การส่งคนเช่นนี้มาเป็นอาจารย์ของหลงอวี่ เห็นได้ชัดว่าเป็นการดูหมิ่นหยามเกียรติกันชัดๆ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อดูจากเครื่องแต่งกายแล้ว ความเป็นอยู่ของเขาคงจะขัดสนยากจนน่าดู เห็นได้ชัดว่าแม้เขาจะสังกัดลานฝึกยุทธ์หลวง ทว่ากลับไม่มีตำหนักใดเรียกใช้บริการเขาเลย
"ถวายบังคมองค์ชายเก้า ข้าน้อยได้ยินมาว่าองค์ชายเก้าทรงเปี่ยมด้วยพรสวรรค์แต่กำเนิด ปราดเปรื่องห้าวหาญ วันนี้ได้ประจักษ์แก่สายตา พระองค์ทรงเป็นดั่งมังกรในหมู่มนุษย์ โดดเด่นเหนือผู้คน เป็นวีรบุรุษรุ่นเยาว์ที่หาตัวจับยากจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ!" สวีทงฉีกยิ้มประจบประแจง
กระเพาะของหลงอวี่กระตุกไปสองสามที เขาแย้มยิ้มพลางกล่าว "ปรมาจารย์สวีเกรงใจไปแล้ว การได้เป็นศิษย์ของท่าน นับเป็นเกียรติของข้าอย่างยิ่ง เชิญด้านในเพื่อพูดคุยกันเถิด!"
ขันทีผู้นั้นและสวีทงต่างชะงักงัน พวกเขาทั้งคู่ต่างคิดว่าหลงอวี่จะต้องบันดาลโทสะเป็นแน่ ไม่นึกเลยว่าเขาจะยอมรับด้วยความยินดีปรีดาเช่นนี้
"ปรมาจารย์สวี ได้ยินมาว่าท่านเชี่ยวชาญเคล็ดวิชาหล่อหลอมกายาของทวีปไป่ชวนอย่างแตกฉาน เป็นความจริงหรือ" หลังจากเชิญให้นั่งลง หลงอวี่ก็เอ่ยถาม
สวีทงกลอกตาไปมาพลางตอบ "คำว่าเชี่ยวชาญนั้นมิกล้ารับ แต่ข้าน้อยได้ศึกษาเคล็ดวิชาหล่อหลอมกายาทุกแขนงที่ลานฝึกยุทธ์หลวงเก็บรักษาไว้จนขึ้นใจจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ"
"เช่นนั้นภายภาคหน้า คงต้องรบกวนปรมาจารย์สวีแล้ว" หลงอวี่กล่าว "ทว่าข้ามีคำขอร้องที่ไม่สมควรอยู่ประการหนึ่ง ไม่ทราบว่าท่านจะตกลงหรือไม่"
"เรื่องอันใดหรือพ่ะย่ะค่ะ"
"ข้าได้ฝันเห็นเซียนผมขาวผู้หนึ่ง ท่านได้ถ่ายทอดเคล็ดวิชาหล่อหลอมกายาให้ข้าชุดหนึ่ง ดังนั้น ข้าจึงไม่คิดจะเรียนเคล็ดวิชาอื่นอีกแล้ว" หลงอวี่เอ่ย
"เอ๊ะ นี่..." สีหน้าของสวีทงแปรเปลี่ยนเป็นดูไม่ได้ขึ้นมาทันที
"ทว่าข้าอยากจะขอให้ท่านช่วยสอนพวกเขาทั้งสี่คน ส่วนค่าจ้างของท่าน ข้าจะจ่ายให้เป็นสี่เท่า!" หลงอวี่ชี้ไปทางหลี่ชุ่ยฮวา อวี้กุ้ย ถั่วเขียว และถั่วลันเตา
"สะ... สี่เท่าหรือ" ดวงตาของสวีทงทอประกายวาววับ
"ถูกต้อง! สี่เท่า ท่านตกลงหรือไม่"
"ตกลงๆๆ ย่อมตกลงอยู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" สวีทงรีบละล่ำละลักตอบ ดวงตาสุกใสเป็นประกายเจิดจ้า
หลงอวี่คิดว่า ในเมื่อหลงฮ่าวเทียนเป็นถึงยอดฝีมือระดับราชันเต๋า หากแม้แต่พระองค์ยังทรงยกย่องสวีทงให้เป็นปรมาจารย์ เช่นนั้นเขาย่อมต้องมีความสามารถที่โดดเด่นเหนือผู้อื่นเป็นแน่ ส่วนข้อจำกัดในเรื่องระดับพลังของเขา บางทีอาจมีโรคภัยไข้เจ็บที่ซ่อนเร้นและไม่สามารถบอกกล่าวแก่ผู้ใดได้กระมัง
สิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดในตอนนี้คือการรีบหาทางกลับสู่แดนสวรรค์ให้เร็วที่สุด เขาไม่อาจอยู่เคียงข้างหลี่ชุ่ยฮวาไปได้ตลอดชีวิต ทางที่ดีที่สุดคือนางควรจะมีความสามารถในการปกป้องตนเอง ไม่ว่าสวีทงผู้นี้จะสั่งสอนไปได้ถึงระดับใด อย่างน้อยก็คงจะดีกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้อย่างแน่นอน
หลังจากจัดเตรียมที่พักให้สวีทงเรียบร้อย หลงอวี่ก็เดินไปยังอุทยานด้านหลัง ผ่านการชุบเกลียวร่างกายมาสามวัน ร่างกายของเขาก็เริ่มคุ้นชินกับความร้อนของโอสถเพาะปราณแล้ว และมันจะไม่แผดเผาอวัยวะภายในให้บาดเจ็บอีกต่อไป ดังนั้นคราวนี้เขาจึงกลืนโอสถเพาะปราณรวดเดียวสองเม็ด!
ทันใดนั้น ภายในช่องท้องก็ราวกับมีคนโยนคบเพลิงลงในบ่อต้มน้ำมัน พลังงานร้อนระอุ "ตู้ม!" ลุกโชนขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง เขาเร่งโคจรลมปราณตามเคล็ดวิชา ชักนำพลังความร้อนอันบ้าคลั่งนั้นให้แทรกซึมเข้าสู่ชั้นกล้ามเนื้อ พลังความร้อนจากโอสถเพาะปราณสองเม็ดนั้นรุนแรงเหลือคณา ประดุจมวลน้ำป่าที่ไหลทะลักออกจากทำนบ พุ่งเข้ากระแทกผิวหนังอย่างดุดัน เสียงอื้ออึงดังระเบิดขึ้นในหู เขารู้สึกหน้ามืดตาลาย แทบจะหมดสติไปในพริบตา
หากสูญเสียสติสัมปชัญญะ การโคจรลมปราณย่อมต้องหยุดชะงัก และเมื่อถึงเวลานั้น เขาก็คงต้องตายหยั่งเขียดจริงๆ หลงอวี่ใจหายวาบ เขากัดลิ้นตัวเองเต็มแรงเพื่อบังคับให้ร่างกายตื่นตัว จากนั้นก็เร่งโคจรลมปราณเพื่อขับพลังยาบางส่วนให้ระเหยออกทางรูขุมขน ภาพที่ปรากฏคือทั่วทั้งร่างของเขามีไอน้ำสีขาวพวยพุ่งออกมา ราวกับว่าภายในร่างกายกำลังเดือดพล่านอยู่ก็มิปาน
โชคดีที่เมื่อปลดปล่อยความร้อนบางส่วนออกไป อาการวิงเวียนก็ทุเลาลง เขาตั้งหน้าตั้งตาฝึกฝนกระบวนท่าขั้นที่หนึ่งของเพลงหมัดอย่างต่อเนื่อง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทีละน้อย... เพลงหมัดก็ค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่างขึ้นในมือของเขา แข็งแกร่งแฝงความอ่อนโยน อ่อนโยนแฝงความหนักแน่น ทุกท่วงท่าล้วนแฝงไปด้วยเจตจำนงอันลึกล้ำสุดจะพรรณนา...
นับแต่นั้นมา เขาไม่กล้ากินโอสถเพาะปราณเกินขนาดอีกเลย เขาจำกัดไว้เพียงวันละสองเม็ด และมุมานะฝึกฝนอย่างหนักทั้งกลางวันและกลางคืน ไม่กี่วันต่อมา เขาพลันยกมือขวาขึ้นซัดฝ่ามือเข้าใส่ภูเขาจำลองที่อยู่ด้านข้าง
เสียงทึบหนักตื้อดังก้อง ปรากฏรอยฝ่ามือเลือนรางประทับอยู่บนแผ่นหิน ใช้เวลาเพียงสั้นๆ แต่กลับบรรลุถึงขั้นนี้ได้ เขารู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง
การฝึกฝนเคล็ดหนึ่งจิตสองผสานให้สำเร็จนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ทว่าเขาเคยฝึกจนบรรลุมาแล้ว ย่อมล่วงรู้ถึงเคล็ดลับสำคัญทั้งหมด การฝึกในตอนนี้ก็เป็นเพียงการทบทวนความจำเท่านั้น ระยะเวลาสามเดือนที่ให้หลงเฉิงกงไว้ ถือเป็นการประเมินอย่างถ่อมตนแล้ว เขาคิดว่าในเมื่อมีโอสถเพียงพอ ภายในสามเดือนอย่างน้อยเขาก็น่าจะบรรลุถึงขั้นหล่อหลอมกายาระดับสี่หรือห้า องครักษ์ในนครหลางหยาพวกนั้น อย่างมากก็แค่พวกเศษสวะระดับสามหรือระดับสี่เท่านั้นแหละ พวกที่อยู่ระดับห้าหรือหกระดับนั้น ในยุทธภพสามารถตั้งตนเป็นเจ้าสำนักเล็กๆ ได้สบายๆ ใครจะยอมลดตัวมาเป็นขี้ข้ารับใช้คนอื่นกันเล่า ด้วยอานุภาพอันแข็งแกร่งของเคล็ดวิชานี้ การจัดการพวกมันก็เป็นแค่เรื่องปอกกล้วยเข้าปาก!
ยามนี้ท้องของเขาเริ่มส่งเสียงร้องโครกคราก ความหิวโหยสุดขีดจู่โจมเข้ามาทันที เขาจึงผุดลุกขึ้นเพื่อจะเข้าไปกินข้าวในเรือน ความอยากอาหารของเขาเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ แต่ละมื้อเขาต้องกินอาหารในปริมาณเท่ากับผู้ใหญ่สามคนกินรวมกัน และต้องกินวันละหลายมื้อ จึงจะเพียงพอต่อการเผาผลาญของร่างกาย ในทางกลับกัน ร่างกายของเขาก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เมื่อเทียบกับตอนที่เพิ่งข้ามมิติมาใหม่ๆ ร่างกายของเขากำยำล่ำสันและแข็งแรงขึ้นเป็นกอง
ทันใดนั้น อาการวิงเวียนก็โจมตีเขาอย่างกะทันหัน เขาต้องใช้มือยันภูเขาจำลองไว้เพื่อพยุงร่างไม่ให้ล้มลง ในขณะเดียวกันก็รู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งตัว ทว่าความรู้สึกอึดอัดนั้นเป็นเพียงชั่วครู่ชั่วยาม และจางหายไปอย่างรวดเร็ว
หลายวันมานี้ เขามักจะมีอาการเช่นนี้อยู่บ่อยครั้ง ทว่าเขากลับไม่ได้ใส่ใจ คิดเพียงว่าคงเป็นเพราะตนเองหักโหมฝึกฝนมากเกินไปจนร่างกายอ่อนล้า เมื่อการหล่อหลอมกายาก้าวหน้าขึ้น อาการเหล่านั้นก็น่าจะหายไปเอง ยิ่งมุมานะฝึกฝนหามรุ่งหามค่ำ พละกำลังที่สะสมอยู่ในชั้นกล้ามเนื้อก็ยิ่งทวีความแข็งแกร่งขึ้น ทว่าในทางกลับกัน เมื่อเขาหยุดพักจากการฝึก ความรู้สึกปวดเมื่อยและร้าวระบมนั้นก็ยิ่งทวีความรุนแรงและชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
ล่วงเข้าสู่วันที่สิบห้า ในที่สุดเขาก็สามารถร่ายรำเพลงหมัดขั้นที่หนึ่งได้อย่างหมดจดงดงามไร้ที่ติ ยามรวดเร็วก็พลิ้วไหวประดุจพายุฝนฟ้าคะนอง ยามเชื่องช้าก็ลื่นไหลประหนึ่งเมฆาลอยล่องประสานสายน้ำ รวดเร็วสลับเชื่องช้า แข็งแกร่งสอดประสานอ่อนโยน พลิ้วไหวราวสายฟ้า ฟาดฟันดั่งอสนีบาต ทุกท่วงท่าทุกกระบวนท่าล้วนดึงเอาศักยภาพสูงสุดในการชุบเกลียวร่างกายออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ฉับพลันนั้น ความเจ็บปวดแสนสาหัสก็แผ่ซ่านออกมาจากกล้ามเนื้อ ผิวหนังทั่วร่างปวดร้าวราวกับถูกคมมีดกรีดเฉือน กล้ามเนื้อทุกมัดเริ่มบิดเกร็งอย่างรุนแรง ความเจ็บปวดที่จู่โจมเข้ามาอย่างกะทันหันทำให้หลงอวี่ตื่นตระหนกสุดขีด นี่มันเกิดเรื่องบ้าอันใดขึ้น หรือว่าร่างกายนี้จะไม่อาจทนรับเคล็ดวิชาหล่อหลอมกายาจากแดนสวรรค์ได้
ความเจ็บปวดทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ลุกลามจากกล้ามเนื้อทะลวงลึกเข้าไปถึงอวัยวะภายใน ซึมลึกเข้าสู่กระดูกและไขกระดูก!
"อ๊าก! อ๊าก!"
เขาล้มกลิ้งลงไปกองกับพื้น ร่างกายดิ้นทุรนทุรายไม่หยุด แม้แต่ลำคอก็บิดเกร็งจนเปล่งออกมาได้เพียงเสียงแหบพร่า เสื้อผ้าบนร่างเปียกชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อในพริบตา ซ้ำยังมีเลือดสดๆ ซึมทะลุออกมา!
เวลานี้เอง หลงอวี่จึงเพิ่งตระหนักได้ว่า อาการปวดเมื่อยที่เกิดขึ้นภายในร่างกายมาตลอด รวมถึงอาการวิงเวียนศีรษะหลังจากการฝึกทุกครั้งนั้น ล้วนเป็นสัญญาณเตือนที่ไม่ปกติ! เกิดเรื่องใหญ่เข้าแล้ว! เขานอนขดตัวคุดคู้แน่นอยู่บนพื้นราวกับกุ้งที่ถูกโยนลงไปทอดในกระทะน้ำมันเดือด เลือดสดๆ ไหลเจิ่งนองเป็นหย่อมๆ อยู่ใต้ร่าง... อุตส่าห์รอดตายจากการถูกโยนลงถ้ำเก้าปรโลกมาได้อย่างยากลำบาก เหตุใดจึงต้องมาตายอนาถด้วยสภาพเลือดเนื้อฉีกขาดเช่นนี้ ไม่! เขาไม่ยอมแพ้หรอก!
เขากัดฟันกรอด รวบรวมสติที่เริ่มจะแตกซ่าน ฝืนทนโคจรลมปราณเพื่อปรับสมดุล ทันใดนั้น ที่บั้นเอวฝั่งที่แนบติดกับพื้นก็พลันบังเกิดความเย็นสายหนึ่งแผ่ซ่านออกมา ความเย็นนั้นพัดผ่านไปหนใด บั้นเอวที่เจ็บปวดจนชาหนึบก็คล้ายจะกลับมามีความรู้สึกอีกครั้ง
เขาพลันนึกขึ้นได้ นั่นคือความเย็นเยือกอันเป็นเอกลักษณ์ของน้ำเต้าสมปรารถนานั่นเอง! ตอนนี้เขานอนทับอยู่บนน้ำเต้า ไอเย็นที่แผ่ทะลุผ่านเสื้อผ้ามาได้มอบความหวังในการรอดชีวิตให้แก่เขา มือของเขาแข็งทื่อไปหมด ต้องรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี คลำหาสะเปะสะปะอยู่ที่บั้นเอวด้วยความสั่นเทาอยู่พักใหญ่ กว่าจะควานหาน้ำเต้าออกมาได้
ปราศจากสิ่งกีดขวาง ไอเย็นระลอกแล้วระลอกเล่าก็แผ่ซ่านเข้าสู่ฝ่ามือ ความเจ็บปวดที่แขนทุเลาลงอย่างรวดเร็ว! ราวกับคว้าฟางเส้นสุดท้ายไว้ได้ หลงอวี่ฝืนทนต่อความเจ็บปวดแสนสาหัสที่คนทั่วไปมิอาจทนทานได้ โคจรเคล็ดวิชาเพื่อชักนำไอเย็นนั้นให้ไหลเวียนเข้าสู่ชั้นกล้ามเนื้อ ไอเย็นนั้นไม่ได้รุนแรง ทว่ากลับหลั่งไหลมาอย่างไม่ขาดสาย มันพัดผ่านไปหนใด เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อที่เคยเจ็บปวดเจียนตายก็ค่อยๆ ทุเลาลง...
เวลาล่วงเลยไปเนิ่นนานเท่าใดก็สุดจะรู้ เขาตื่นขึ้นจากการเข้าฌาน ซึ่งเป็นเวลาฟ้าสางพอดี บนผิวหนังปรากฏสะเก็ดเลือดเกาะกรังเป็นชั้นหนา เพียงแค่ขยับตัว สะเก็ดเหล่านั้นก็ปริแตกและร่วงหล่นลงสู่พื้น บริเวณที่สะเก็ดเลือดร่วงหล่น เผยให้เห็นผิวพรรณที่ขาวผ่องดุจหยก ขึงตึงและยืดหยุ่น ยิ่งไปกว่านั้น เขายังรู้สึกถึงสมองที่ปลอดโปร่ง ประสาทสัมผัสทั้งห้าเปิดโล่ง พลังแห่งความแข็งแกร่งที่แผ่ซ่านออกมาจากภายใน ทำให้เขารู้สึกราวกับได้เกิดใหม่อีกครั้ง
เขาลุกขึ้นยืน ก่อนจะฟาดฝ่ามือเข้าใส่ภูเขาจำลองที่อยู่ด้านข้างอีกครั้ง
"ตู้ม!"
ก้อนหินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ปรากฏรอยประทับฝ่ามือที่ชัดเจนฝังลึก ทว่ามือของเขากลับไร้ซึ่งรอยขีดข่วน
"ข้าหลอมผิวหนังสำเร็จแล้ว! บรรลุถึงขั้นหล่อหลอมกายาระดับสองแล้ว!" หลงอวี่สลัดสะเก็ดเลือดตามร่างกายออกจนหมด แทบจะร้องไห้ออกมาด้วยความปีติยินดี
เมื่อคืนนี้ช่างอันตรายสุดแสน เกือบจะได้ไปรายงานตัวที่ยมโลกเสียแล้ว ภายหลังเขาจึงได้ล่วงรู้ว่า เป็นเพราะความเร็วในการดูดซับโอสถเพาะปราณของเคล็ดหนึ่งจิตสองผสานนั้นรวดเร็วจนเกินไป เขาจึงยึดตามความรู้สึกของตัวเองด้วยการกินโอสถเพาะปราณวันละสองเม็ด โอสถเพาะปราณแต่ละเม็ดล้วนหลอมรวมขึ้นจากสมุนไพรหายากล้ำค่าหลากชนิด อัดแน่นไปด้วยแก่นแท้แห่งการหล่อหลอมกายา ทว่าโอสถทุกชนิดย่อมมีพิษเจือปน ต่อให้หอโอสถของนครหลางหยาจะยอดเยี่ยมที่สุดในแคว้นตงโจว แต่ในความบริสุทธิ์ของตัวยาส่วนใหญ่ ก็ยังคงมีพิษร้อนเจือปนอยู่อีกส่วนหนึ่ง เขาดูดซับพลังยาเร็วเกินไป ร่างกายที่ยังคงอ่อนแอจึงสะสมพิษร้อนไว้มากเกินพิกัด จนเกือบจะมอดม้วยมรณังไปเสียแล้ว
"โชคดีที่มีน้ำเต้าสมปรารถนา มิเช่นนั้นคงต้องเอาหน้าไปมุดดินหนีแล้ว! เทพชราเสวียนเทียน คราวนี้น้ำเต้าของเจ้าช่วยชีวิตข้าไว้ หนี้แค้นที่เจ้าติดค้างข้า ข้าจะยอมหักลบให้หนึ่งในร้อยส่วนก็แล้วกัน!" พูดไปพูดมาเขาก็สะบัดหัวแรงๆ "ไม่ถูกสิ! ตอนนี้น้ำเต้าใบนี้เป็นของข้าแล้ว ดังนั้นก็ต้องเป็นน้ำเต้าของข้าที่ช่วยชีวิตข้าสิ จะไปเกี่ยวอันใดกับมัน..."
หลี่ชุ่ยฮวาและคนอื่นๆ ก็เริ่มฝึกการหล่อหลอมกายาภายใต้การชี้แนะของสวีทง บางครั้งหลงอวี่ก็ไปยืนดูอยู่ห่างๆ เขาประหลาดใจเป็นอย่างยิ่งเมื่อพบว่าความเข้าใจในสรีระร่างกายมนุษย์ของสวีทงนั้นลึกซึ้งเหนือความคาดหมาย เขาสามารถเลือกสรรเคล็ดวิชาที่เหมาะสมที่สุดให้เข้ากับลักษณะเฉพาะของแต่ละบุคคลได้ แม้แต่หญิงวัยกลางคนที่กระดูกแข็งกระด้างและเลยวัยที่เหมาะสมที่สุดในการหล่อหลอมกายามาเนิ่นนานอย่างหลี่ชุ่ยฮวา ภายใต้การเคี่ยวเข็ญของเขา นางก็เริ่มจับจุดและก้าวเข้าสู่วิถีแห่งการฝึกฝนได้ทีละน้อย
ทว่าการหล่อหลอมกายาจำเป็นต้องใช้โอสถ สำหรับพวกเขาทั้งสี่คน ปัญหาเรื่องโอสถจะจัดการอย่างไรดี โอสถเพาะปราณนั้นเขามีมากมายก่ายกอง แต่ปัญหาคือ หากจู่ๆ เขาหยิบโอสถออกมามากมายปานนั้น จะทำอย่างไรไม่ให้เป็นที่สงสัย เขาไม่กล้ารับประกันหรอกนะว่าคนเหล่านี้จะรูดซิปปากเงียบกันทุกคน ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้ทุกคนปิดปากเงียบสนิท ทว่าหากจู่ๆ ระดับพลังของทุกคนในตำหนักอวี้หมิงฝั่งตะวันตกพุ่งพรวดพราดขึ้นมา เกิดองค์จักรพรรดิตรัสถามถึงที่มาของโอสถ จะให้โยนความดีความชอบให้เซียนผมขาวอีกก็คงฟังไม่ขึ้นกระมัง!
ในนครหลางหยานี้ไม่เหมือนกับโลกภายนอก ทุกคนต่างรู้ไส้รู้พุงกันดี เรื่องที่หลี่ชุ่ยฮวายากจนข้นแค้นนั้นเป็นที่รู้กันไปทั่ว หากอธิบายที่มาที่ไปไม่ได้ ย่อมต้องถูกตั้งข้อสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีขโมยโอสถอย่างแน่นอน ถึงเวลานั้นคงต้องเดือดร้อนเป็นแน่
หลงอวี่กลอกตาไปมา เหลือบไปเห็นหลี่ชุ่ยฮวาและอวี้กุ้ยกำลังจัดเตรียมอาหารอยู่บนโต๊ะ จึงเอ่ยถามขึ้น "ท่านแม่ ข้าจำได้ว่าท่านเคยเล่าให้ฟังว่า ข้ามีท่านลุงชื่อหลี่เถี่ยจู้ เขาเป็นคนเช่นไรหรือ"
[จบแล้ว]