- หน้าแรก
- รีสตาร์ท รีเทิร์น รีบอร์น หนึ่งเก้าเก้าเอ็ด
- บทที่ 3 หลิวต้าซานตกใจกลัว
บทที่ 3 หลิวต้าซานตกใจกลัว
บทที่ 3 หลิวต้าซานตกใจกลัว
หลิวฉางไห่ก้มหน้าครุ่นคิด ผ่านไปราวๆ สองสามนาที เขาก็เงยหน้าขึ้นมาแล้วพูดว่า "งั้นเราลองกู้มาสักสองแสนก่อนดีไหมครับ!"
เมื่อหลิวต้าซานได้ยินดังนั้น ก็เบิกตากว้างมองหลิวฉางไห่ด้วยความตกตะลึง ปากคอสั่นถามตะกุกตะกักว่า "ท... ท... เท่าไหร่นะ สองแสนหยวน แกจะกู้เงินเยอะแยะขนาดนั้นไปทำไม เราไม่น่าจะต้องใช้เงินเยอะขนาดนั้นหรอกมั้ง"
อันที่จริง หลิวฉางไห่ก็มีแผนการของตัวเองอยู่ในใจ
หลังจากที่เขาได้เกิดใหม่ เขาก็พบว่าตัวเองมีความจำดีเลิศอย่างน่าประหลาดใจ ไม่เพียงแค่นั้น เขายังสามารถจดจำเรื่องราวที่เคยประสบพบเจอและเคยได้ยินมาในชาติที่แล้วได้อย่างแม่นยำและชัดเจน
เขารู้ดีว่า หากอยากจะอาศัยความทรงจำจากชาติที่แล้วมาสร้างความร่ำรวย ในมือก็ต้องมีเงินทุนมากพอ เขาจำได้ว่า อีกไม่กี่เดือนข้างหน้า จะมีโอกาสครั้งใหญ่ที่สามารถทำให้คนรวยข้ามคืนได้
ถ้าไม่มีเงินทุน ก็ยากที่จะสะสมความมั่งคั่งได้อย่างรวดเร็ว นอกเสียจากจะทำเรื่องที่ผิดกฎหมาย ในชาติที่แล้วเขาก็เคยอ่านนิยายแนวเกิดใหม่มาบ้าง อย่างพวกที่ทำเนื้อตุ๋นขาย จับปลาขายปลาอะไรทำนองนั้น สำหรับเขาแล้วมันยากที่จะเลียนแบบให้ประสบความสำเร็จตามได้ ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงเลย
คิดไปคิดมา เขาก็รู้สึกว่า ในเมื่อตอนนี้มีโอกาสกู้เงินได้ ก็ควรกู้ให้เยอะๆ ไว้ก่อน คว้าโอกาสพลิกชีวิตในครั้งนี้ไว้ให้ได้ พอพลิกชีวิตกลับมามีเงินทุนแล้ว ถึงจะสามารถสร้างความมั่งคั่งให้เพิ่มพูนมากยิ่งขึ้นได้
การที่เขาเลือกเส้นทางกู้เงินก็มีเหตุผลอยู่ ในชาติที่แล้ว จางวั่งที่อยู่หมู่บ้านข้างๆ สามารถกู้เงินได้ถึงห้าแสนหยวนเต็มๆ ในอีกสองเดือนข้างหน้า
สิ่งที่เขาใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน ก็เป็นแค่ที่ดินเช่าผืนหนึ่ง ล้อมรั้วรอบขอบชิด แล้วก็แขวนป้าย "ฟาร์มหมู" ไว้ที่หน้าประตูเท่านั้นเอง
ที่น่าแปลกใจยิ่งกว่านั้นคือ จนกระทั่งหลิวฉางไห่ตาย จางวั่งก็ยังไม่ได้ชดใช้เงินกู้ก้อนนี้เลย แต่เขากลับยังคงใช้ชีวิตอย่างสุขสบายไร้กังวล
(เพื่อนๆ ผู้อ่าน อย่าคิดว่าผู้เขียนแต่งเรื่องขึ้นมาเองมั่วๆ นะ นี่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านข้างเคียงในยุคนั้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ รัฐบาลท้องถิ่นระดับตำบลได้สั่งการให้สหกรณ์เครดิตการเกษตรปล่อยสินเชื่ออย่างผิดกฎหมาย สหกรณ์เครดิตก็เลยไปกำหนดเป้าหมายให้พนักงาน พนักงานเพื่อจะทำยอดให้ได้ตามเป้า พอเห็นโครงการไหนที่ดูมีแววจะเติบโตได้ ก็ปล่อยเงินกู้ให้เลย การค้ำประกันหรือคนค้ำก็เป็นแค่เรื่องพิธีการ ทำให้เกิดหนี้สูญเยอะมาก มีหลายคนที่ไม่ยอมใช้หนี้ จนถึงปี 2000 สหกรณ์เครดิตการเกษตรมีหนี้เสียสะสมที่ถูกตัดจำหน่ายรวมแล้วกว่าหนึ่งล้านล้านหยวนเลยทีเดียว)
ขนาดจางวั่งที่มีฟาร์มหมูเปล่าๆ ไม่มีหมูสักตัวยังกู้ได้ตั้งห้าแสน โรงงานอิฐร้างที่กว้างขวางขนาดนี้ แถมในบ่อก็มีตะพาบน้ำจริงๆ และราคาตะพาบน้ำก็กำลังพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ถ้าหลิวฉางไห่ไม่กลัวว่าพ่อจะตกใจจนช็อกตายไปซะก่อน เขาก็อยากจะกู้สักห้าแสนเหมือนกัน
หลิวฉางไห่ "พ่อครับ พ่อรู้ราคาตลาดของตะพาบน้ำตอนนี้ไหมครับ จินละ 70 กว่าหยวนเชียวนะ!"
"แพงกว่าปีที่แล้วตั้งเยอะ ปีที่แล้วยังแค่ 50 กว่าหยวนเอง แถมราคาตะพาบน้ำเนี่ย ก็ยังพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ไม่หยุดเลยด้วย!"
"เราใช้โรงเรือนเพาะชำมาเลี้ยงตะพาบน้ำ ใช้เวลาไม่นานหรอก ตอนนี้เราซื้อลูกตะพาบน้ำไซส์ 50 กรัมขึ้นไปมาตุนไว้เยอะๆ สักหมื่นตัว เลี้ยงไปจนถึงช่วงตรุษจีนปีหน้าก็จับขายได้แล้ว ถึงตอนนั้นราคาอาจจะพุ่งทะลุจินละร้อยกว่าหยวนไปแล้วก็ได้นะ! ถ้าคิดซะว่าตัวละจิน ตะพาบน้ำหมื่นตัวก็เป็นเงินตั้งหนึ่งล้านหยวนเชียวนะ พ่อยังจะกลัวว่าไม่มีปัญญาใช้หนี้สองแสนนี่อีกเหรอ"
"ช่วงแรก ลูกตะพาบน้ำยังมีขนาดเล็กและเลี้ยงได้หนาแน่น ต้นทุนก็เลยไม่ได้สูงอะไรนักหรอก"
"แต่พอตะพาบน้ำโตขึ้น ก็ต้องขยายพื้นที่เลี้ยงให้กว้างขึ้น พอถึงปีหน้า อย่างน้อยเราก็ต้องสร้างโรงเรือนเพิ่มอีกสักสองหลัง"
"อีกอย่าง ในโรงเรือนก็ต้องก่อบ่อปูน ติดตั้งระบบทำความร้อน แล้วก็ต้องเตรียมอาหารให้พร้อม ตะพาบน้ำตั้งเยอะตั้งแยะ แค่พ่อกับแม่สองคนดูแลไม่ไหวหรอก ยังไงก็ต้องจ้างคนงานเพิ่มอยู่ดี ลองคำนวณดูสิ พ่อยังคิดว่าเงินสองแสนนี่มันเยอะไปอีกไหมล่ะ"
แน่นอนว่าปีนี้คงใช้เงินไม่ถึงสองแสนหรอก แต่นี่ก็เพื่อเตรียมการสำหรับปีหน้าไม่ใช่หรือไง ภายในช่วงสองปีนี้ เรายังไม่เห็นกำไรหรอกนะ ระหว่างนี้ถ้าพ่อเกิดอยากจะขยายบ่อเลี้ยงในโรงเรือนเพาะชำขึ้นมา แล้วเขาไม่ยอมให้พ่อกู้เงินแล้ว พ่อจะทำยังไงล่ะ เพราะงั้นเราก็ต้องกู้เงินมาให้พอทีเดียวเลยสิ!"
หลิวฉางไห่มองหลิวต้าซานที่กำลังตกอยู่ในห้วงความคิด แล้วพูดต่อว่า "ฉวยโอกาสช่วงปีสองปีนี้ที่ตลาดยังไปได้สวยสิพ่อ อีกไม่กี่ปี พอคนเริ่มเห็นว่าเลี้ยงตะพาบน้ำแล้วรวย ก็ต้องมีคนแห่มาเลี้ยงตามกันเป็นพรวนแน่ๆ ถึงตอนนั้นราคาตะพาบน้ำก็ต้องร่วงลงมาอย่างไม่ต้องสงสัย โอกาสกอบโกยมันก็แค่สามสองปีนี้แหละ ถ้าผมไม่กลัวว่าพ่อจะเครียดจนรับไม่ไหว ผมกะจะให้กู้สักสี่แสนมาเลี้ยงตะพาบน้ำสักสองหมื่นตัวด้วยซ้ำ!"
หลิวต้าซานมองหน้าหลิวฉางไห่แล้วพูดขึ้นว่า "ฉางไห่เอ๊ย โบราณเขาว่าไว้ มังกรออกลูกเป็นมังกร หงส์ออกลูกเป็นหงส์ ลูกหนูก็ต้องขุดรูเป็น คำพูดนี้มันจริงซะยิ่งกว่าจริงเลยว่ะ! พ่อว่าดูทรงแล้ว โตขึ้นแกคงจะบ้าบิ่นยิ่งกว่าพ่อซะอีกนะเนี่ย แล้วแกเคยคิดบ้างไหม ว่าถ้าเกิดขาดทุนขึ้นมาจะทำยังไง"
"โธ่ พ่อครับ พ่อสบายใจหายห่วงได้เลย! นโยบายของรัฐบาลตอนนี้คือสนับสนุนให้ประชาชนกู้เงินไปลงทุน จุดประสงค์ก็เพื่ออยากให้ชาวบ้านที่ใจกล้า กล้าคิดกล้าทำ และมีวิสัยทัศน์ได้รวยนำไปก่อน แล้วค่อยดึงให้ชาวบ้านรอบข้างรวยตามไปด้วยไงล่ะครับ!"
"อีกอย่าง เราก็แค่ล้อมรั้วบ่อดินกับโรงงานอิฐร้างนั่นไว้ ก่อกำแพงเสร็จก็เอาป้ายใหญ่ๆ ไปแขวนหน้าประตูว่า ศูนย์เพาะเลี้ยงตะพาบน้ำจื๋อลี่ นี่แหละคือหลักทรัพย์ค้ำประกันของเรา"
"เดี๋ยวถ้าผมพอมีเวลาว่าง จะเขียนแผนธุรกิจให้พ่อเอาไปใช้ยื่นกู้ รับรองว่ากู้ผ่านฉลุยแน่นอน ส่วนที่พ่อกังวลว่าถ้าอนาคตไม่มีเงินใช้หนี้จะทำยังไง ก็แค่ยกหลักทรัพย์ค้ำประกันให้ธนาคารไปสิ บ่อก็เป็นของกองพลการผลิต เราก็แค่เสียค่าอิฐกับค่าแรงงานไปนิดหน่อยเท่านั้นเอง"
"ฉางไห่เอ๊ย นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เลยนะ! พ่อต้องกลับไปปรึกษากับแม่แกให้ดีๆ ซะก่อน มา กลับบ้านกันเถอะ พอกลับไปถึงค่อยให้เจ้ารองมาเฝ้าบ่อแทน"
เจ้ารอง มีชื่อจริงว่า หลิวฉางเหอ เขาคือน้องชายแท้ๆ คลานตามกันมาของหลิวฉางไห่
เขาเป็นลูกคนรองของบ้าน ปีนี้อายุเพิ่งจะ 14 ขวบ เปิดเทอมนี้ก็ขึ้นมัธยมต้นปีสองแล้ว
ครอบครัวของหลิวฉางไห่มีพี่น้องทั้งหมดสามคน ยังมีหลิวเสี่ยวเม่ย น้องสาวคนเล็กสุด มีชื่อจริงว่า หลิวอิง แต่ปกติคนที่บ้านมักจะชอบเรียกเธอว่าเสี่ยวเม่ย ปีนี้เธออายุสิบขวบ เพิ่งขึ้นประถมปีที่สี่ ส่วนหลิวฉางไห่ปีนี้อายุสิบเจ็ดปี เปิดเทอมนี้ก็ขึ้นมัธยมปลายปีสามแล้ว
หลิวฉางไห่คิดในใจว่า ที่พ่อพูดมาก็มีเหตุผล
เรื่องคอขาดบาดตายแบบนี้ จะปิดบังแม่ไปตลอดก็คงเป็นไปไม่ได้ ในเมื่อเป็นแบบนี้ ตัวเขาเองก็ควรช่วยพ่อเกลี้ยกล่อมแม่ เพื่อให้เธอเข้าใจและยอมสนับสนุน
สองพ่อลูกช่วยกันเก็บอุปกรณ์ใส่ไว้ในกระท่อม คล้องกุญแจประตูเสร็จก็เดินตามหลิวต้าซานกลับบ้าน
บ่อเลี้ยงตะพาบน้ำจะปล่อยทิ้งไว้โดยไม่มีคนดูแลไม่ได้เด็ดขาด เพราะต้องคอยเฝ้าระวังไม่ให้พวกเด็กเหลือขอในหมู่บ้านมาสร้างความวุ่นวาย ก็เลยสร้างกระท่อมไว้สองหลัง
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าประตูบ้าน หลิวต้าซานก็แทบจะรอไม่ไหว รีบตะโกนเรียกเสียงดังลั่น "เจ้ารอง! เจ้ารอง!"
เพียงชั่วครู่ หลิวฉางเหอก็รีบวิ่งออกมาจากในบ้าน แล้วขานรับว่า "มีอะไรเหรอพ่อ พี่!"
หลิวต้าซานกำชับด้วยสีหน้าจริงจังว่า "แกรีบไปเฝ้าบ่อปลาเดี๋ยวนี้เลยนะ เดี๋ยวพอกับข้าวเสร็จแล้วจะให้น้องเล็กเอาไปส่งให้ จำไว้นะ ห้ามลงไปจับตะพาบน้ำเด็ดขาด ไอ้นั่นน่ะพอมันกัดคนแล้วมันไม่ปล่อยง่ายๆ หรอกนะ"
"รู้แล้วน่า!" หลิวฉางเหอรับปากส่งๆ แล้วหันไปแลบลิ้นปลิ้นตาใส่หลิวฉางไห่ ก่อนจะรีบวิ่งปรู๊ดไปที่บ่อตะพาบน้ำ
หลิวฉางไห่เดินไปที่บ่อน้ำกลางลานบ้าน ตักน้ำขึ้นมาถังหนึ่ง เทใส่กะละมัง แล้วเริ่มล้างมืออย่างพิถีพิถัน
เมื่อล้างมือเสร็จ เขาก็สาดน้ำในกะละมังทิ้งไปที่ลานบ้าน แล้วตักน้ำใส่กะละมังใบใหม่ให้หลิวต้าซาน ก่อนจะเดินเข้าบ้านไป
พอเดินเข้าบ้าน หลิวฉางไห่ก็เห็นแม่กำลังง่วนอยู่กับการเก็บกวาดโต๊ะอาหาร
แม้ครอบครัวของพวกเขาจะไม่ได้ร่ำรวยอะไร แต่แม่ก็จัดการดูแลบ้านช่องให้เป็นระเบียบเรียบร้อยอยู่เสมอ บ้านของพวกเขามีทั้งหมดสามห้อง ห้องทางทิศตะวันออกเป็นห้องหลัก ซึ่งเป็นห้องนอนของพ่อแม่และน้องสาวคนเล็ก
แต่ตอนนี้เพราะหลิวต้าซานต้องไปนอนเฝ้าบ่อปลาตอนกลางคืน ก็เลยเหลือแค่แม่กับน้องสาวที่นอนห้องนั้น ห้องนี้ยังถูกใช้เป็นห้องรับแขกไปในตัวด้วย
ส่วนห้องโถงตรงกลางเป็นทั้งห้องรับแขกและห้องกินข้าว และห้องทางทิศตะวันตกนั้น เป็นห้องนอนของสองพี่น้องหลิวฉางไห่และหลิวฉางเหอ
หลิวฉางไห่ช่วยแม่เก็บกวาดโต๊ะอาหารไปพลาง ก็ตะโกนเรียกอย่างร่าเริงไปพลางว่า "น้องเล็ก กินข้าวได้แล้ว!"
หลิวเสี่ยวเม่ยขานรับเสียงใสแจ๋ว "มาแล้วค่า!"
หวังชุนฮวาพูดกลั้วหัวเราะว่า "ไปล้างมือไป๊!"
หลิวเสี่ยวเม่ยทำหน้าทะเล้นใส่ แล้วเดินคอตกไปล้างมือ หลิวต้าซานเองก็ล้างมือเสร็จแล้วเดินเข้าบ้านมา พอหย่อนก้นนั่งลงปุ๊บก็เริ่มลงมือกินข้าว โดยไม่มีใครปริปากพูดอะไรกันเลย
เมื่อกินอิ่มหนำสำราญแล้ว หวังชุนฮวาก็หยิบปิ่นโตอะลูมิเนียมออกมาจากในครัว ข้างในมีกับข้าวและแผ่นแป้งใส่ไว้จนเต็ม เธอส่งปิ่นโตให้หลิวฉางไห่ แล้วกำชับให้เขาเอาไปส่งให้หลิวฉางเหอ
ส่วนหลิวต้าซานก็กำลังชงชาแก่ๆ ให้ตัวเองอย่างสบายอารมณ์ เขามองดูลูกชายเดินออกจากบ้านไป พลางพูดกับหวังชุนฮวาว่า "แม่ของฉางไห่ มานี่หน่อยสิ ฉันมีเรื่องอยากจะปรึกษาด้วยหน่อย"
เมื่อหวังชุนฮวาได้ยินดังนั้น เธอก็เดินไปนั่งลงข้างๆ หลิวต้าซาน แล้วถามด้วยความสงสัยว่า "เรื่องอะไรเหรอ ถึงขนาดต้องมาปรึกษากับฉันเชียว"
หลิวต้าซานสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วค่อยๆ เอ่ยขึ้นว่า "คืออย่างนี้นะ ก่อนหน้านี้ฉางไห่มันออกไอเดียให้เราทำโรงเรือนเพาะชำน่ะ ฉันลองคำนวณดูคร่าวๆ แล้ว ถ้าจะสร้างโรงเรือนที่ว่านี่ อาจจะต้องใช้เงินลงทุนประมาณสองแสนหยวนได้"
พูดจบ เขาก็เอียงหน้าเล็กน้อย แล้วใช้หางตาเหลือบมองหวังชุนฮวา เพื่อสังเกตปฏิกิริยาของเธอ