- หน้าแรก
- รีสตาร์ท รีเทิร์น รีบอร์น หนึ่งเก้าเก้าเอ็ด
- บทที่ 2 หลอกล่อพ่อให้ไปกู้เงิน
บทที่ 2 หลอกล่อพ่อให้ไปกู้เงิน
บทที่ 2 หลอกล่อพ่อให้ไปกู้เงิน
ในชาติที่แล้ว การหายตัวไปของน้องสาวมีส่วนเกี่ยวข้องกับหลิวฉางไห่อยู่ไม่น้อย
เขาจำได้อย่างแม่นยำว่าวันนั้นคือวันอังคารที่ 16 กรกฎาคม ซึ่งก็คือวันพรุ่งนี้ของชาตินี้นั่นเอง
ช่วงเช้า พ่อกับแม่ไปทำงานที่บ่อเลี้ยงตะพาบน้ำ หลิวฉางเหอออกไปเล่นกับเพื่อน ส่วนหลิวฉางไห่อยู่บ้านเพื่อทบทวนตำราเรียน และรับหน้าที่ดูแลน้องสาว
อาจเป็นเพราะตั้งใจอ่านหนังสือมากเกินไป หลิวฉางไห่จึงไม่รู้เลยว่าน้องสาวแอบย่องออกจากบ้านไปตั้งแต่เมื่อไหร่
จนกระทั่งตอนเที่ยงที่แม่กลับมาเตรียมทำกับข้าว แล้วพบว่าหลิวเสี่ยวเม่ยไม่อยู่บ้าน จึงได้รีบถามหลิวฉางไห่ว่าน้องหายไปไหน หลิวฉางไห่ถึงเพิ่งรู้ตัวว่าน้องสาวไม่อยู่บ้าน และเขาก็ไม่รู้ว่าน้องสาวหายไปไหนด้วย!
ทั้งสองคนเริ่มออกตามหาหลิวเสี่ยวเม่ยไปทั่ว แต่ก็ไม่พบแม้แต่เงา
เมื่อเวลาผ่านไป คนทั้งหมู่บ้านต่างก็พากันมาร่วมช่วยค้นหา แต่ไม่ว่าทุกคนจะพยายามอย่างสุดความสามารถเพียงใด ก็ยังคงหาตัวหลิวเสี่ยวเม่ยไม่พบ
เรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อหลิวฉางไห่อย่างใหญ่หลวง เขารู้สึกโทษตัวเองและละอายใจอย่างสุดซึ้ง ความทรมานในจิตใจนี้ส่งผลให้เขาสอบเกาเข่าได้คะแนนไม่ดีอย่างที่ตั้งใจไว้
และนี่ก็กลายเป็นต้นเหตุที่ทำให้แม่ล้มป่วย ตั้งแต่น้องสาวหายตัวไป สุขภาพของแม่ก็แย่ลงเรื่อยๆ สามวันดีสี่วันไข้
วันเวลาล่วงเลยไปจนถึงปี 2018 เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ข้อมูลการตามหาญาติแพร่กระจายไปทั่วโลกออนไลน์
เหล่าอาสาสมัครได้แกะรอยจากเบาะแสบางอย่าง จนในที่สุดก็สามารถตามหาน้องสาวจนพบ ทว่าสิ่งที่น่าปวดใจก็คือ ในตอนนี้น้องสาวมีอาการป่วยทางจิตอย่างรุนแรง เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ซ้ำยังแต่งงานกับชายปัญญาอ่อนในภูเขา และมีลูกที่โตถึง 12 ขวบแล้ว
ในตอนนั้น หลิวฉางไห่ทำอะไรไม่ถูกเลย เพราะเขาเป็นแค่ลูกเขยแต่งเข้าบ้าน ไม่มีสิทธิ์มีเสียงอะไรในครอบครัวมากนัก
ส่วนหลิวฉางเหอก็เป็นผู้ชายในบ้านที่กลัวเมียมาก จึงไม่สามารถตัดสินใจอะไรได้เช่นกัน
บวกกับน้องสาวเองก็ผูกพันกับลูกมาก เธอไม่อาจทนให้ตัวเองต้องพรากจากลูกได้ และยืนกรานที่จะรับลูกมาอยู่ด้วย ทว่าทางครอบครัวสามีของน้องสาวกลับคัดค้านอย่างหัวชนฝา
สุดท้ายจึงทำได้เพียงมอบเงินก้อนหนึ่งให้น้องสาวไปอย่างจนใจ และเรื่องนี้ก็จบลงอย่างไม่มีบทสรุป
ในเวลาต่อมา ตำรวจได้เข้ามาแทรกแซงและเปิดการสืบสวนเรื่องนี้อย่างละเอียด หลังจากพยายามอยู่พักใหญ่ ในที่สุดตำรวจก็สามารถจับกุมแก๊งลักพาตัวมาดำเนินคดีได้สำเร็จ
ความจริงค่อยๆ เปิดเผยออกมาระหว่างการสืบสวน
ที่แท้แก๊งลักพาตัวในตอนนั้นได้ปลอมตัวเป็นพ่อค้าขายไอศกรีม ปั่นจักรยานสองล้อคันใหญ่ โดยมีกล่องไม้ใบเขื่องห้อยอยู่ด้านข้างของเบาะหลัง
เขาใช้การขายไอศกรีมเป็นข้ออ้าง ตระเวนไปตามหมู่บ้านต่างๆ ภายนอกดูเหมือนพ่อค้าเร่ธรรมดาคนหนึ่ง แต่เบื้องหลังกลับคอยมองหาเด็กที่อยู่ตามลำพังเพื่อลงมือ
ในวันนั้น เป้าหมายเดิมของแก๊งลักพาตัวคือหลิวฉางเซิ่ง ลูกชายของอาสี่ เด็กผู้ชายขายง่ายกว่าและได้ราคาดีกว่า
ตอนนั้น หลิวฉางเซิ่งกำลังเล่นอยู่ริมถนนกับหลิวเสี่ยวเม่ย แก๊งลักพาตัวก็เข้ามาถามพวกเขาสองคนว่าอยากกินไอศกรีมไหม
จังหวะนั้นเอง อาหญิงสี่ก็เดินเข้ามาพอดี เธอรู้สึกว่าพ่อค้าขายไอศกรีมคนนี้ดูมีพิรุธ ไม่น่าจะใช่คนดี จึงพาหลิวฉางเซิ่งกลับบ้าน โดยไม่สนใจหลิวเสี่ยวเม่ยผู้เป็นหลานสาวที่อยู่ข้างๆ เลยแม้แต่น้อย
เมื่อแก๊งลักพาตัวเห็นว่าแผนการของตัวเองล้มเหลว ก็ไม่อยากกลับไปมือเปล่า
พอเห็นว่าไม่มีใครอยู่แถวนั้น จึงรีบโปะยาสลบหลิวเสี่ยวเม่ย จับเธอยัดใส่กล่องไม้ใบนั้น แล้วปั่นจักรยานหนีไป
ต่อมาน้องสาวก็ถูกขายเข้าไปในภูเขา ครอบครัวนั้นมีลูกชายปัญญาอ่อนอยู่คนหนึ่ง จึงซื้อเธอไปเป็นลูกสะใภ้เลี้ยงต้อย พอน้องสาวอายุครบ 20 ปี ก็แต่งงานกับคนปัญญาอ่อนคนนั้นและมีลูกด้วยกัน
แก๊งลักพาตัวช่างน่ารังเกียจ แต่อาหญิงสี่กลับน่ารังเกียจยิ่งกว่า ผู้หญิงคนนี้จิตใจอำมหิตนัก เวลาคุยกับใครก็ยิ้มแย้มแจ่มใส แต่ลับหลังกลับสามารถแทงข้างหลังคนอื่นจนตายได้ ก็เห็นอยู่ว่าคนคนนั้นมีพิรุธ จะพาน้องสาวเขากลับมาด้วยก็แค่พูดมาคำเดียวไม่ใช่หรือไง
แถมหลังจากที่น้องสาวหายตัวไป แม่ไปถามอาหญิงสี่ที่บ้าน ตอนนั้นถ้าอาหญิงสี่ยอมพูดความจริง ก็อาจจะตามหาน้องสาวพบแล้วก็ได้ แต่อาหญิงสี่กลับบอกว่าไม่เห็น แล้วยังแกล้งทำเป็นช่วยออกตามหาจนดึกดื่นค่อนคืน
หลิวฉางไห่แอบสาบานในใจ ชาตินี้จะต้องเอาคืนแก๊งลักพาตัวให้ได้ และต้องทำให้อาหญิงสี่ชดใช้ในสิ่งที่ทำลงไปด้วยเช่นกัน
พรุ่งนี้ เขาจะทำตัวเป็นชาวนาเฝ้ารอรอจับกระต่ายที่ตอไม้ จะต้องจับแก๊งลักพาตัวคนนี้ให้ได้
หลิวฉางไห่ดึงสติกลับมาแล้วถามน้องสาวว่า "พ่อกับแม่ล่ะ แล้วพี่รองของเธอไปไหน"
หลิวเสี่ยวเม่ยตอบว่า "ก็ไปบ่อเลี้ยงตะพาบน้ำไม่ใช่เหรอ พี่รองออกไปเล่นแล้ว ไม่ยอมพาฉันไปด้วยเลย!"
พอพูดถึงบ่อเลี้ยงตะพาบน้ำนี้ ก็ต้องพูดถึงหลิวต้าซาน
หลิวต้าซาน มีชื่อจริงว่า หลิวเจี้ยนกั๋ว ชื่อเล่นว่า ต้าซาน เรียนไม่จบชั้นประถม ก็เลยไม่ค่อยได้ใช้ชื่อจริง ทุกคนมักจะเรียกเขาว่า หลิวต้าซาน เขาเป็นพ่อของหลิวฉางไห่ และเป็นลูกคนโตของครอบครัว
เขายังมีน้องสาวอีกสองคน และน้องชายอีกสามคน เรียงตามลำดับคือ น้องสาวคนรอง หลิวเยว่เหมย น้องสาวคนที่สาม หลิวเยว่หรู น้องชายคนที่สี่ หลิวเจี้ยนจวิน น้องชายคนที่ห้า หลิวเจี้ยนซิน และน้องชายคนสุดท้อง หลิวเจี้ยนเย่
นอกจากหลิวเจี้ยนเย่ น้องชายคนสุดท้องที่ยังไม่ได้แต่งงาน พี่น้องคนอื่นๆ ต่างก็แต่งงานมีครอบครัวกันหมดแล้ว พ่อแม่ของพวกเขาจึงอาศัยอยู่กับลูกชายคนเล็ก
นับตั้งแต่มีการปฏิรูปเปิดประเทศและแบ่งสรรที่ดิน พ่อของเขาก็ไม่เคยหยุดนิ่งเลย พยายามเริ่มต้นธุรกิจครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็จบลงด้วยความล้มเหลวทุกครั้ง จนกระทั่งหลิวฉางไห่เข้าเรียนชั้นมัธยมปลาย ชีวิตครอบครัวถึงค่อยๆ มั่นคงขึ้น และสุดท้ายพ่อก็ตัดสินใจทุ่มเทให้กับการทำเกษตรกรรมที่เหน็ดเหนื่อยที่สุด
ในช่วงแรก หลิวต้าซานทำธุรกิจเล็กๆ น้อยๆ เช่น ขายลูกโป่ง ขายถังหูลู่ เป็นต้น แต่เขาก็พบว่ามันไม่ค่อยได้กำไรเท่าไหร่
ต่อมา เขาเห็นชาวบ้านรับซื้อเศษทองแดงเศษอะลูมิเนียม ก็เลยทำตามบ้าง ทว่าคนที่รับซื้อของเก่าพร้อมกับเขากลับรวยเอาๆ มีเพียงเขาคนเดียวที่ขาดทุนย่อยยับ ด้วยความโมโห เขาจึงตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพอีกครั้ง...
ไม่รู้ว่าไปได้ยินมาจากไหนว่าการเลี้ยงตะพาบน้ำสามารถทำให้รวยได้ หลิวต้าซานก็เลยลงใต้ไปเรียนรู้วิธีการเลี้ยงตะพาบน้ำ
พอกลับมา เขาก็รีบเช่าบ่อดิน ซื้อลูกตะพาบน้ำมาเริ่มลงมือเลี้ยงทันที
ถ้าทุกอย่างราบรื่น นี่ก็เป็นธุรกิจที่ทำกำไรได้งามเลยทีเดียว
เพราะถึงปี 1992 ราคาของตะพาบน้ำก็พุ่งสูงถึงจินละ 80 หยวน ยิ่งในช่วงที่ราคาพีคสุดๆ ก็เคยถูกปั่นขึ้นไปถึงจินละ 150 หยวนเลยทีเดียว! และราคานี้ก็ลากยาวไปจนถึงปี 94
แต่สุดท้ายก็เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นจนได้!
ในช่วงฤดูหนาวปีนั้น หลิวต้าซานกลัวว่าลูกตะพาบน้ำจะหนาวตาย ก็เลยซื้อโอ่งมังกรมาหลายใบ เอามาตั้งไว้ในบ้าน ใส่น้ำลงไป แล้วเอาลูกตะพาบน้ำใส่ลงไปในโอ่ง
ผลปรากฏว่าหน้าหนาวปีนั้นหนาวจัดมาก น้ำในบ้านก็จับตัวเป็นน้ำแข็ง ตอนนั้นยังไม่มีเครื่องทำความร้อน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะแออัดเกินไป หรือหนาวจนแข็งตายกันแน่ เอาเป็นว่าตายเรียบเลย นี่มันขาดทุนย่อยยับ หมดเนื้อหมดตัวของแท้!
เนื่องจากแม่เคยเจอเรื่องสะเทือนใจมาแล้วครั้งหนึ่ง ประกอบกับสุขภาพที่ไม่ค่อยดีอยู่แล้ว พอเจอเรื่องนี้เข้าไปก็เลยล้มป่วยหนัก หมดค่ารักษาไปไม่น้อย
พ่อก็จนปัญญา ทำได้เพียงหันมาปลูกผักทั่วไป ถึงจะได้เงินไม่มาก แต่อย่างน้อยก็ไม่ได้ขาดทุนแบบแต่ก่อนแล้ว
หลิวฉางไห่คิดถึงแม่ใจแทบขาด อยากจะบินไปหาแม่เสียเดี๋ยวนี้
หลิวฉางไห่จูงมือหลิวเสี่ยวเม่ยแล้วพูดว่า "ป่ะ ไปหาแม่ที่บ่อเลี้ยงตะพาบน้ำกัน!"
เขาไม่กล้าปล่อยน้องสาวไว้ที่บ้านคนเดียวหรอก
ระหว่างทางไปบ่อเลี้ยงตะพาบน้ำ สมองของหลิวฉางไห่ก็ทำงานอย่างรวดเร็ว ความจริงเขามีวิธีหาเงินตั้งมากมายอยู่ในหัว แต่ทุกวิธีล้วนต้องใช้เงินทุนทั้งนั้น ในเมื่อมีโอกาสแล้ว สู้ฉวยวิกฤตนี้หลอกล่อให้พ่อไปกู้เงินเลยดีกว่า
สมัยนี้การกู้เงินมันง่ายจะตายไป พนักงานสินเชื่อบางคนถึงกับเดินมาเชียร์ให้กู้เงินถึงหน้าบ้าน จำได้ว่าในชาติที่แล้ว พ่อของเขาก็เคยถูกคนมาเชียร์ให้กู้เงินเหมือนกัน แต่แม่เป็นคนขี้ขลาด ก็เลยไม่กล้ากู้
"พักผ่อนอยู่เหรอครับคุณป้า! จะไปไหนครับคุณอา... กำลังยุ่งอยู่เหรอครับคุณลุง..."
หลิวฉางไห่ทักทายคนตลอดทาง ปากไม่ยอมหยุด เจอใครก็ทักทายไปทั่ว ทำเอาคนในหมู่บ้านงงกันไปเป็นแถบ
ผู้หญิงคนหนึ่งพูดกับอีกคนว่า "นี่เธอ ลูกฉางไห่บ้านพี่ต้าซานโตเป็นหนุ่มแล้วนะเนี่ย เมื่อก่อนเห็นเงียบๆ เหมือนคนอมน้ำยาบ้วนปาก เจอหน้าใครก็ไม่ยอมปริปากพูด ตอนนี้ดีแฮะ เจอใครก็ทักทายไปหมด"
"นั่นสิๆ รู้จักความขึ้นเยอะเลย!"
หลิวฉางไห่ในชาติที่แล้วเป็นคนเก็บตัว ไม่ชอบสุงสิงกับใคร พอได้เกิดใหม่ เขาจึงตั้งใจว่าจะเป็นคนร่าเริงแจ่มใส
บ่อเลี้ยงตะพาบน้ำอยู่ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน เมื่อก่อนเคยเป็นบ่อดินของกองพลการผลิต
มีพื้นที่กว้างขวางพอสมควร ด้านข้างเป็นเตาเผาอิฐร้างที่ถูกถมที่ไปแล้ว มีพื้นที่ประมาณสิบหมู่เศษๆ ข้างใต้เต็มไปด้วยเศษอิฐเศษกระเบื้อง ถ้าคิดจะปลูกพืชผลทางการเกษตร ก็ต้องเคลียร์หน้าดิน เอาเศษอิฐเศษกระเบื้องออกให้หมด แล้วบำรุงดินด้วยปุ๋ยคอกดีๆ สักสองสามปี ถึงจะเริ่มปลูกพืชได้ ดังนั้นตอนนี้จึงยังไม่มีใครมาขอเช่า ก็เลยตกเป็นของพ่อในราคาถูก พ่อเช่าเหมารวมเตาเผาอิฐร้างนั่นมาด้วยเลย
ยังไม่ทันจะถึงตัว หลิวฉางไห่ก็ตะโกนมาแต่ไกล "แม่~~ แม่~~"
หวังชุนฮวาเงยหน้าขึ้นมอง เห็นลูกชายลูกสาวสุดที่รักของตัวเอง ก็เอ่ยถามว่า "ฉางไห่ ทำไมมาที่นี่ล่ะ ทำไมไม่อยู่บ้านอ่านหนังสือ"
ระหว่างที่พูด หลิวฉางไห่ก็จูงมือหลิวเสี่ยวเม่ยเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าหวังชุนฮวา มองหน้าแม่แล้วตอบกลับด้วยรอยยิ้มว่า "ออกมาสูดอากาศหน่อยครับ ขืนเอาแต่เรียนเดี๋ยวสมองก็ทื่อกันพอดี"
ในชนบท โดยเฉพาะยุคแปดศูนย์เก้าศูนย์ น้อยคนนักที่จะเข้าไปสวมกอดแม่ของตัวเอง
หลิวต้าซานที่อยู่ข้างๆ ขมวดคิ้วแล้วพูดขึ้นว่า "วันๆ เอาแต่หาแม่ เข้าบ้านมาก็ถามหาแม่ ออกมาข้างนอกก็มาหาแม่ นี่พ่อแกยืนหัวโด่อยู่นี่ มองไม่เห็นหรือไง คิดว่าฉันไม่มีตัวตนรึไงวะ"
หลิวฉางไห่หัวเราะแฮะๆ แล้วเรียก "พ่อจ๋า!"
หลิวต้าซาน "..."
หลิวฉางไห่รับจอบมาจากแม่ ให้แม่ไปนั่งพักอยู่ข้างๆ ส่วนตัวเองก็จัดการเกลี่ยดินริมตลิ่งให้ลาดลงไปพลาง ชวนแม่คุยสัพเพเหระไปพลาง
หลิวฉางไห่มองน้องสาวแล้วพูดกับแม่ว่า "แม่ครับ ผมได้ยินมาว่าหมู่บ้านแถวๆ นี้มีแก๊งลักพาตัวเด็กด้วย น้องเล็กห้ามออกไปไหนมาไหนคนเดียวนะ"
หวังชุนฮวาพูดว่า "อ้อ ถ้างั้นต้องจับตาดูน้องเล็กของพวกเราให้ดีซะแล้ว!" พูดจบก็ดึงตัวน้องสาวเข้ามากอดไว้
คุยกันได้สักพัก เขาก็หันไปพูดกับหลิวต้าซานว่า "จริงสิพ่อ ช่วงนี้ผมอ่านหนังสือเกี่ยวกับการเลี้ยงตะพาบน้ำมาบ้าง ได้ความรู้เรื่องการเลี้ยงตะพาบน้ำมาเยอะเลยนะ"
หลิวต้าซานหันขวับ มองลูกชายคนโตแล้วถามว่า "ไปเรียนอะไรมาบ้างล่ะ ไหนลองเล่าให้พ่อฟังซิ"
"พ่อเคยคิดบ้างไหม ว่าตะพาบน้ำต้องการอุณหภูมิน้ำอยู่ที่ 20 ถึง 30 องศาเซลเซียส ทางเหนือบ้านเราตอนหน้าร้อนก็ไม่เท่าไหร่หรอก แต่ตอนหน้าหนาวจะทำยังไงล่ะ"
"หืม" หลิวต้าซานชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วตอบว่า "หน้าหนาวตะพาบน้ำก็จำศีลไง!"
หลิวฉางไห่ "ภาคเหนือไม่เหมือนภาคใต้นะ ภาคเหนือหน้าหนาวผิวน้ำกลายเป็นน้ำแข็ง ออกซิเจนใต้น้ำก็น้อย ดินริมตลิ่งก็แข็งโป๊ก ขุดรูก็ยาก ลูกตะพาบน้ำจะรอดหรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลย"
เมื่อหลิวต้าซานได้ยินดังนั้น สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที เขาทิ้งจอบในมือลงพื้น แล้วพูดด้วยความร้อนรนว่า "โอย! ทำไมฉันถึงคิดไม่ถึงเรื่องนี้เลยวะเนี่ย แล้วไอ้ลูกหมาอย่างแกมีวิธีแก้ปัญหาไหมล่ะ"
"วิธีน่ะมีอยู่แล้ว อืม~ ก็คือ~~" หลิวฉางไห่พูดลากเสียงยาว
"ก็รีบๆ พูดมาสิวะ ไอ้ลูกเวรเอ๊ย!"
หวังชุนฮวาที่อยู่ข้างๆ เริ่มจะไม่สบอารมณ์แล้ว
"พูดจาดีๆ ไม่เป็นหรือไง วันๆ เอาแต่ด่าลูก ไอ้ลูกเวรนู่นไอ้ลูกเวรนี่ วันๆ นึงฉันโดนด่าไปกี่รอบแล้วเนี่ย!"
หลิวต้าซาน "..."
หลิวฉางไห่พูดปนหัวเราะว่า "ผมกำลังจะบอกอยู่นี่ไง พ่อรู้จักโรงเรือนเพาะชำไหมล่ะ"
"ก็พอเคยได้ยินมาบ้าง ก็คือทำโครงหลังคาขึ้นมาแล้วคลุมด้วยพลาสติก ข้างในก็ก่อเตาผิงกับผนังกันความร้อนไว้ให้ความอบอุ่น ข้างในนั้นสามารถปลูกผักนอกฤดูกาลได้"
หลิวต้าซานพูดจบก็เงยหน้าขึ้นมาทันที แล้วพูดต่อว่า "แกหมายความว่าจะให้เลี้ยงตะพาบน้ำในโรงเรือนเพาะชำตอนหน้าหนาวงั้นเหรอ"
"ใช่แล้ว! เราทำบ่อเลี้ยงในโรงเรือนได้เลย! แบบนี้ไม่เพียงแต่จะแก้ปัญหาเรื่องตะพาบน้ำอยู่รอดในหน้าหนาวไม่ได้เท่านั้น แต่ยังประหยัดเวลาที่พวกมันต้องจำศีลด้วย! หน้าหนาวก็ให้อาหารและเลี้ยงให้มันโตต่อไปได้"
หลังจากที่หลิวฉางไห่พูดด้วยความตื่นเต้นจบ เขาก็หันไปมองพ่อกับแม่
เห็นเพียงหลิวต้าซานกับหวังชุนฮวากำลังจ้องมองหลิวฉางไห่เขม็ง ราวกับกำลังมองคนแปลกหน้า
หลิวฉางไห่ถามด้วยความสงสัย "มีอะไรเหรอครับ"
หลิวต้าซานมองลูกชายที่สูงถึง 173 เซนติเมตรแล้ว พลางถอนหายใจแล้วพูดว่า "ไม่มีอะไรหรอก แค่เผลอแป๊บเดียว แกก็แอบโตเป็นหนุ่มซะแล้ว..."
หลิวฉางไห่ "..."
หลังจากนั้น สองพ่อลูกก็ถกเถียงเรื่องรายละเอียดของการทำบ่อเลี้ยงในโรงเรือนกันอย่างออกรส ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสร้างโรงเรือน จะสร้างตรงไหน บ่อในโรงเรือนจะต้องสร้างยังไง หลิวฉางไห่ก็ตอบคำถามได้หมดทุกข้อ
แล้วก็คุยกันถึงเรื่องการเลือกสถานที่
หลิวฉางไห่บอกว่า "เตาเผาอิฐร้างนี่ก็ไม่เลวไม่ใช่เหรอ ปรับหน้าดินให้เรียบสักหน่อย เคลียร์พวกเศษอิฐเศษกระเบื้องออก พื้นที่ก็กว้างพอสมควร พ่อเช่าที่ตรงนี้มากี่ปีล่ะ"
หลิวต้าซานตอบว่า "เช่ามา 3 ปี จ่ายแค่ค่าเช่าบ่อดิน เตาเผาอิฐร้างนี่เขาแถมให้ฟรี"
หลิวฉางไห่คิดในใจว่า ในอนาคตจะมีถนนตัดผ่านตรงนี้ ห่างจากทางหลวงแห่งชาติแค่ไม่กี่ร้อยเมตร แล้วก็จะมีคนมาซื้อไปสร้างโรงงาน ตอนนี้ที่ดินยังราคาถูกแสนถูก สู้ซื้อเก็บไว้เลยดีกว่า วันข้างหน้าถ้าจะทำธุรกิจอะไรอาจจะได้ใช้ประโยชน์
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลิวฉางไห่ก็หันไปมองแม่ ต้องหาวิธีกันแม่ให้ออกไปก่อน เรื่องบางเรื่องให้แม่รู้ไม่ได้ เดี๋ยวแม่จะกังวลใจเปล่าๆ
เขาจึงหันไปพูดกับแม่ว่า "แม่ครับ แม่กลับไปทำกับข้าวมื้อเที่ยงก่อนเถอะ เดี๋ยวผมจะช่วยพ่อทำงานต่ออีกหน่อย! แม่ต้องจับตาดูล้องเล็กให้ดีๆ นะครับ อย่าปล่อยให้ออกไปไหนมาไหนคนเดียว"
หวังชุนฮวาลุกขึ้นปัดฝุ่นที่ก้นแล้วพูดว่า "จ้ะ แม่รู้แล้ว พ่อลูกก็ทำกันพอหอมปากหอมคอแล้วก็กลับบ้านล่ะ" พูดจบเธอก็เดินกลับบ้านไป
เมื่อหลิวฉางไห่เห็นแม่เดินลับสายตาไปแล้ว เขาก็หันไปพูดกับหลิวต้าซานว่า "พ่อครับ สู้เราซื้อที่ตรงนี้ไปเลยไม่ดีกว่าเหรอ จะได้ไม่ต้องมานั่งกังวลว่าพอเราหาเงินได้ แล้วคนอื่นจะมาอิจฉาตาร้อน แล้วมายึดที่ดินคืนไป ถึงตอนนั้นโรงเรือนของเราก็ตกเป็นของคนอื่นฟรีๆ สิ"
หลิวต้าซานคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า "จะซื้อก็ซื้อได้อยู่หรอก แต่ไม่มีเงินเยอะขนาดนั้นน่ะสิ ทั้งค่าทำโรงเรือน ทั้งค่าก่อบ่อปูนข้างในอีก ลงทุนเยอะเกินไป เช่าให้นานขึ้นอีกหน่อยก็ได้มั้ง"
"เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหาเลย สิ่งที่เราไม่ขาดที่สุดก็คือเงิน ซื้อเลยครับ!" หลิวฉางไห่พูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ
หลิวต้าซานเหล่มองลูกชายหัวแก้วหัวแหวนแล้วพูดว่า "อะไรนะ แกมีเงินงั้นเหรอ ไหนลองบอกพ่อมาซิว่าแกมีเงินเท่าไหร่"
หลิวฉางไห่กางมือออกทั้งสองข้างแล้วพูดว่า "ผมไม่มีเงินหรอก แต่ลุงจงสามารถเอาเงินมาให้เราได้นี่นา ไม่กี่วันก่อนลุงแกเพิ่งจะมาเชียร์ให้พ่อกู้เงินไม่ใช่เหรอ"
หลี่เหวินจง เพื่อนสนิทวัยเด็กของหลิวต้าซาน เป็นพนักงานสหกรณ์เครดิต
เนื่องจากเบื้องบนมีเป้าหมายให้ปล่อยสินเชื่อ พวกเขาจึงยุ่งวุ่นวายกันยกใหญ่ ต้องเดินสายไปตามบ้านเรือนเพื่อชักชวนให้คนมากู้เงินจากสหกรณ์เครดิต
แต่ทัศนคติของผู้คนในยุคนั้นยังไม่ค่อยเปิดกว้างเท่าไหร่นัก การยืมเงินรัฐไปลงทุนทำธุรกิจ ถ้าขาดทุนขึ้นมาจะไม่โดนจับติดคุกหรอกหรือ! จนถึงป่านนี้พวกเขาก็ยังทำยอดไม่ทะลุเป้าเลย
หลิวต้าซานพูดว่า "หลี่เหวินจงก็มาบ้านเราตั้งหลายรอบ อ้อนวอนให้ฉันกู้เงิน แต่แม่แกไม่ยอมให้กู้ไง"
หลิวฉางไห่บอกว่า "ถ้างั้นก็ต้องเกลี้ยกล่อมแม่ให้เยอะๆ หน่อยสิครับ ตอนนี้รัฐบาลมีนโยบายให้คนที่กล้า คนที่เก่ง คนที่กล้าทำรวยนำไปก่อน อยากได้เงินก็ให้เงิน อยากได้นโยบายก็ให้นโยบาย ดอกเบี้ยก็ต่ำ แถมยังไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันอีก ขอแค่มีโครงการเขาก็อนุมัติเงินให้แล้ว นี่มันโอกาสทองพันปีมีหนเลยนะ ทำไมพ่อถึงมองไม่ออกกันล่ะเนี่ย"
หลิวต้าซานคิดอยู่ครู่หนึ่ง "ตกลง งั้นก็กู้เงิน เดี๋ยวพ่อจะไปหาเหวินจง ไปคุยเรื่องกู้เงิน เราจะกู้เท่าไหร่ดีล่ะ"
สมกับเป็นหลิวต้าซานจริงๆ ถึงแม้จะทำอะไรก็ไม่เคยประสบความสำเร็จ แต่ก็ยังมีความมุทะลุบ้าบิ่นอยู่ พอคิดตกก็รีบถามลูกชายทันทีว่าจะกู้เงินเท่าไหร่ดี