- หน้าแรก
- รีสตาร์ท รีเทิร์น รีบอร์น หนึ่งเก้าเก้าเอ็ด
- บทที่ 1 เกิดใหม่
บทที่ 1 เกิดใหม่
บทที่ 1 เกิดใหม่
ยามบ่าย สายลมฤดูร้อนพัดผ่านใบไม้เขียวขจี กระทบลงบนผืนน้ำในทะเลสาบที่อยู่ด้านข้าง ริมทะเลสาบมีต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงา ทว่าภาพอันเงียบสงบนี้กลับขัดแย้งกับคลื่นอารมณ์ที่ปั่นป่วนในใจของหลิวฉางไห่อย่างสิ้นเชิง
เขายืนอยู่ริมทะเลสาบ นัยน์ตาว่างเปล่าเหม่อมองไปสุดขอบฟ้า ราวกับว่าโลกทั้งใบไม่มีความเกี่ยวข้องใดกับเขาอีกต่อไป
ในมือของเขากำรายงานผลการตรวจดีเอ็นเอไว้แน่น รายงานฉบับนั้นเปรียบเสมือนดาบแหลมคมที่ทิ่มแทงทะลุหัวใจของเขา
เขาคิดไม่ถึงเลยว่า ลูกชายที่เขาฟูมฟักเลี้ยงดูมานานกว่า 20 ปี จะไม่ใช่สายเลือดแท้ๆ ของตัวเอง
ความจริงข้อนี้ทำให้ความโกรธเกรี้ยวของเขาปะทุออกมาดั่งภูเขาไฟระเบิด แต่ในขณะเดียวกัน เขากลับรู้สึกสิ้นหวังและอับจนหนทางอย่างลึกซึ้ง
ชีวิตของหลิวฉางไห่นั้นเต็มไปด้วยความยากลำบากและอุปสรรค
สมัยหนุ่ม ครอบครัวของเขาต้องประสบกับมรสุมชีวิต เริ่มตั้งแต่น้องสาวคนเล็กถูกลักพาตัวไป จากนั้นมารดาก็ล้มป่วยหนัก ต้องการค่ารักษาพยาบาลจำนวนมหาศาล เพื่อหาเงินมารักษามารดา เขาหาเงินอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ไม่ว่าจะพยายามมากแค่ไหน เงินก็ยังคงไม่พอใช้อยู่ดี
ญาติพี่น้องคนไหนที่พอจะหยิบยืมได้ เขาก็ยืมมาจนหมด น้องชายเองก็ต้องออกจากโรงเรียนไปรับจ้างทำงาน ในตอนที่เขากำลังหมดหนทางอยู่นั้น มีแม่สื่อมาทาบทาม บอกว่าครอบครัวของจางต้าฟู่ที่หมู่บ้านข้างๆ กำลังรับสมัครลูกเขยแต่งเข้าบ้าน และพวกเขาก็ถูกใจเขา หากเขาตกลง อีกฝ่ายยินดีจะมอบเงินค่าสินสอดให้เขาสูงถึงหนึ่งหมื่นหยวน
หลิวฉางไห่รู้ดีถึงวิกฤตของครอบครัวตัวเอง เมื่อเผชิญกับเงื่อนไขเช่นนี้ เขาจึงไม่ลังเลใจเลยแม้แต่น้อย ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดที่จะแต่งตัวเองออกไป
หลังจากกลายเป็นลูกเขยแต่งเข้าบ้าน เขาได้ทิ้งเงินสินสอดทั้งหมดไว้ให้ที่บ้าน ด้วยหวังว่าจะช่วยบรรเทาภาระทางการเงินของครอบครัวลงได้บ้าง
เจ็ดเดือนต่อมา ลูกชายจางเหวินเทาก็ถือกำเนิดขึ้น
เนื่องจากเป็นเด็กคลอดก่อนกำหนด หลิวฉางไห่จึงทะนุถนอมดูแลเด็กคนนี้เป็นพิเศษ
เมื่อมีลูก เขาก็เริ่มคิดหาหนทางที่จะหาเงินให้ได้มากขึ้น เพื่อมอบอนาคตที่ดีกว่าให้กับลูก เขาจึงหยิบยืมเงินก้อนหนึ่งจากพ่อตามาเริ่มต้นสร้างธุรกิจ และเปิดโรงงานเล็กๆ ขึ้นมาแห่งหนึ่ง
แน่นอนว่าเรื่องนี้ย่อมมีเงื่อนไข ภรรยาของเขาจางเหม่ยฉีไม่ได้เป็นเพียงคนดูแลบัญชีของโรงงานเท่านั้น แต่เธอยังเป็นคนกุมอำนาจทางการเงินทั้งหมดในบ้านด้วย หลิวฉางไห่แทบจะไม่ได้แตะต้องเงินเลย เพราะฝ่ายหญิงกลัวว่าถ้าเขามีเงินแล้วจะเอาไปจุนเจือครอบครัวเดิม หรือไม่ก็กลัวว่าพอมีเงินแล้วจะไปแอบมีบ้านเล็กบ้านน้อยข้างนอก แต่เพื่อลูกชาย หลิวฉางไห่ก็ยอมอดทนกล้ำกลืนฝืนทนมาโดยตลอด
ในเมื่อพวกเขาเคยมอบเงินสินสอดให้ครอบครัวเขาถึงหนึ่งหมื่นหยวน ตัวเขาเองก็เป็นแค่ลูกเขยแต่งเข้าบ้าน แถมภรรยายังอุตส่าห์เบ่งลูกชายจ้ำม่ำออกมาให้เขาคนหนึ่ง ถึงแม้เด็กจะไม่ได้ใช้นามสกุลของเขา แต่ยังไงนั่นก็คือลูกชายของเขานี่นา
ในตอนนั้นลึกๆ แล้วหลิวฉางไห่รู้สึกขอบคุณภรรยาอยู่ไม่น้อย ดังนั้นในการใช้ชีวิตคู่ เขาจึงยึดมั่นในคติที่ว่า อะไรทนได้ก็ทน อะไรยอมได้ก็ยอม และพยายามหลีกเลี่ยงการมีปากเสียงกับภรรยามาตลอด
ทว่าเมื่อไม่กี่วันก่อน การทะเลาะเบาะแว้งที่ดูเหมือนจะเป็นแค่เรื่องเล็กน้อย กลับกลายเป็นชนวนเหตุที่จุดประกายความคับแค้นใจที่สะสมมานานในใจของหลิวฉางไห่ให้ปะทุขึ้นในชั่วพริบตา
วันนั้น หลิวฉางไห่กับจางเหม่ยฉีผู้เป็นภรรยาเกิดมีปากเสียงกันด้วยเรื่องหยุมหยิม เดิมทีก็เป็นแค่การโต้เถียงกันไม่กี่ประโยค แต่คิดไม่ถึงว่าทั้งสองจะยิ่งทะเลาะกันรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีใครยอมใคร จางเหม่ยฉีเองก็คงจะโกรธจนขาดสติ ถึงได้โพล่งประโยคหนึ่งออกมาว่า "สมควรแล้วที่แกต้องเป็นไอ้หน้าโง่โดนสวมเขาไปตลอดชีวิต!"
ประโยคนี้ราวกับค้อนเหล็กหนักอึ้งที่ทุบลงกลางใจของหลิวฉางไห่อย่างจัง เขาชะงักงันไปในทันที เบิกตากว้างมองจางเหม่ยฉีราวกับว่าไม่เคยรู้จักผู้หญิงคนนี้มาก่อน
ในหัวของหลิวฉางไห่เริ่มมีภาพเหตุการณ์ต่างๆ แล่นผ่านเข้ามาอย่างรวดเร็ว เด็กคนนั้นคลอดก่อนกำหนดตอนเจ็ดเดือน แถมหน้าตาก็ไม่มีส่วนไหนที่เหมือนเขาเลยแม้แต่นิดเดียว
แม้ว่าเขาจะค่อนข้างมั่นใจในหน้าตาของตัวเอง ถึงจะไม่ได้หล่อเหลาปานพานอัน แต่ก็จัดว่าเป็นชายหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่ง จางเหม่ยฉีเองก็สะสวยไม่เบา ทว่าเด็กคนนี้กลับหน้าตาขี้เหร่เป็นพิเศษ ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ว่าจะเลี้ยงดูมายังไงเด็กก็ไม่เคยสนิทสนมกับเขาเลย ต่อให้เขาดีด้วยแค่ไหนก็ไม่เคยสัมผัสได้ถึงความผูกพันเลยสักนิด
ความคิดเหล่านี้วนเวียนอยู่ในหัวของหลิวฉางไห่ไม่หยุดหย่อน ทำให้จิตใจของเขายิ่งหนักอึ้ง คืนนั้นเอง เขาจึงหาโอกาสแอบเก็บก้นบุหรี่ เล็บ และเส้นผมของลูกชายมา เช้าวันรุ่งขึ้นก็รีบร้อนมุ่งหน้าไปที่โรงพยาบาลเพื่อตรวจดีเอ็นเอทันที
และเมื่อช่วงเช้าของวันนี้ ในที่สุดหลิวฉางไห่ก็ได้รับผลการตรวจ เมื่อเขาเห็นตัวอักษรคำว่า 'ไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด' เขาก็รู้สึกหน้ามืดทะมึน แทบจะล้มทั้งยืนลงไปกองกับพื้น
เขารับความจริงเรื่องนี้ไม่ได้ ร่างกายสั่นสะท้านราวกับคนถูกสูบวิญญาณออกจากร่าง ได้แต่ยืนเหม่อลอยอยู่ตรงนั้น ทำอะไรไม่ถูก
หลิวฉางไห่ไม่ได้กลับบ้าน และไม่ได้กลับไปที่โรงงาน แต่เดินเตร็ดเตร่อย่างไร้จุดหมายราวกับคนไร้วิญญาณมาจนถึงริมทะเลสาบ แล้วก็นั่งบื้อใบ้ไม่ไหวติงอยู่อย่างนั้น
"ใครก็ได้ช่วยที มีคนตกน้ำ!!!" เสียงร้องตะโกนที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันนี้ ดุจดั่งเสียงฟ้าผ่าที่แหวกทะลุบรรยากาศอันเงียบสงบของริมทะเลสาบ หลิวฉางไห่สะดุ้งตื่นจากภวังค์ในทันที
เขารีบเงยหน้าขึ้น มองตามต้นเสียงไป ก็เห็นว่าบนผิวน้ำในทะเลสาบที่ไม่ไกลออกไปนัก มีเด็กคนหนึ่งกำลังตะเกียกตะกายเอาชีวิตรอดอย่างสุดกำลัง เดี๋ยวจมลงไปในน้ำ เดี๋ยวผลุบโผล่ขึ้นมา ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย! ส่วนที่ริมทะเลสาบ มีหญิงสาวคนหนึ่งกำลังตะโกนร้องขอความช่วยเหลือด้วยความร้อนรน น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสิ้นหวัง
สิ้นเสียงร้องของหญิงสาว ฝูงชนรอบๆ ก็ราวกับถูกแม่เหล็กดึงดูด พากันแห่กรูกันเข้ามาหาเธอจากทุกสารทิศ
มีคนวิ่งไปพลางตะโกนเสียงหลงไปพลางว่า "รีบลงไปช่วยสิ!" แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีบางคนที่วิ่งไปพลางหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาถ่ายคลิปวิดีโอไปพลาง พร้อมกับร้องว่า "ฉันว่ายน้ำไม่เป็น ใครว่ายน้ำเป็นบ้าง รีบลงไปช่วยที!"
ชั่วขณะนั้น ผู้คนต่างส่งเสียงเซ็งแซ่วิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา ทุกคนดูร้อนใจกันมาก แต่กลับไม่มีใครยอมกระโดดลงไปในทะเลสาบเพื่อช่วยเหลือเด็กที่กำลังจมน้ำคนนั้นเลยสักคน
เมื่อหลิวฉางไห่เห็นสถานการณ์เช่นนั้น เขาก็ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหนอีก เขารู้ดีว่าเวลาเหลือน้อยเต็มที หากมัวแต่ชักช้าต่อไป เด็กคนนั้นคงไม่รอดแน่
ดังนั้น เขาจึงลุกขึ้นยืนโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย ถอดเสื้อออกอย่างรวดเร็ว เตรียมตัวจะกระโดดลงไปในทะเลสาบเพื่อช่วยชีวิตคน
ทว่าในจังหวะนั้นเอง ชายชราคนหนึ่งที่อยู่ข้างๆ ก็คว้าตัวเขาไว้ พร้อมกับเอ่ยด้วยความเป็นห่วงว่า "น้องชาย ดูทรงอายุนายก็ไม่ใช่น้อยๆ แล้ว ต้องระวังตัวให้ดีนะ น้ำในทะเลสาบนี้ลึกมาก อย่าเอาชีวิตไปเสี่ยงเลย!"
หลิวฉางไห่มองชายชราด้วยความซาบซึ้งใจแล้วตอบกลับไปว่า "พี่ชาย ขอบคุณมากที่เป็นห่วง แต่ผมทนดูเด็กคนนั้นตายไปต่อหน้าต่อตาไม่ได้หรอก!" พูดจบเขาก็กระโจนพุ่งตัวลงไป ตู้ม! ร่างของเขาตกลงไปในน้ำ น้ำสาดกระเซ็นแตกซ่านดั่งดอกไม้ที่เบ่งบาน
พร้อมกับเสียงที่ตกลงน้ำ อากาศรอบๆ ราวกับถูกกวนให้หมุนวน เกิดเป็นระลอกคลื่นแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง
ด้วยความที่มีประสบการณ์ในการช่วยชีวิตคนมาอย่างโชกโชน เขาจึงว่ายน้ำได้พริ้วไหวดั่งปลาที่ปราดเปรียว มุ่งหน้าตรงไปยังเด็กคนนั้นอย่างรวดเร็ว และไปถึงด้านหลังของเด็กในเวลาเพียงไม่นาน เขาใช้แขนข้างหนึ่งโอบรัดรอบหน้าอกของเด็กไว้แน่น จากนั้นก็เริ่มออกแรงว่ายกลับเข้าฝั่งอย่างสุดกำลัง
ในระหว่างนั้น เขายังคงรักษาสติและความเยือกเย็นเอาไว้ได้ตลอดเวลา คอยปรับเปลี่ยนท่าทางและพละกำลังของตัวเองอยู่เสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าเด็กจะถูกช่วยขึ้นฝั่งได้อย่างปลอดภัย
แต่หากไม่มีอะไรผิดพลาด ความผิดพลาดก็มักจะเกิดขึ้นเสมอ ในตอนที่เหลือระยะทางอีกเพียงสิบกว่าเมตรก็จะถึงฝั่ง เนื่องจากการดิ้นรนอย่างไม่หยุดหย่อนของเด็กที่กำลังจะจมน้ำ หลิวฉางไห่ก็เริ่มรู้สึกได้ถึงอาการเหนื่อยล้าของกล้ามเนื้อ
ยังไงเสียเขาก็เป็นคนอายุเกือบจะห้าสิบปีแล้ว ในเวลานี้การควบคุมกล้ามเนื้อจึงถดถอยลง น่องของหลิวฉางไห่เกิดเป็นตะคริวขึ้นมา ท่ามกลางความร้อนรนใจอย่างแสนสาหัส เขาอาศัยความมุ่งมั่นและแรงส่งตีน้ำว่ายต่อไปได้อีกไม่กี่เมตร ก็หมดแรงที่จะเดินหน้าต่อ เขาแหงนหน้ามองฝูงชนบนฝั่ง ในใจคิดว่าจบสิ้นแล้ว คงไม่บังเอิญขนาดนั้นมั้ง ที่จะไม่มีใครว่ายน้ำเป็นเลยสักคน... ช่างเถอะ เป็นคนดีแล้วก็ต้องเป็นให้ถึงที่สุด เขาใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายผลักเด็กส่งไปทางฝั่ง แล้วตะโกนสุดเสียง "รับเด็กไว้ที!"
ผู้คนที่อยู่บนฝั่งเองก็สังเกตเห็นความผิดปกติของหลิวฉางไห่แล้วเช่นกัน พวกเขาเห็นเขาผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ในน้ำ ดูเหมือนว่าจะสติหลุดลอยไปแล้ว
มีชายวัยกลางคนคนหนึ่งที่แต่งตัวดูดีมีภูมิฐานยืนอยู่หน้าสุดของฝูงชน เขามีสีหน้าร้อนรนและเริ่มออกคำสั่ง "คนช่วยหมดแรงแล้ว! ทุกคนรีบจับมือกันไว้ พวกหนุ่มๆ นำทัพลงน้ำไปก่อน คนข้างหลังต้องดึงไว้ให้แน่นๆ นะ! ลองดูซิว่าจะดึงพวกเขาขึ้นมาได้ไหม!"
ทันทีที่เสียงตะโกนของชายวัยกลางคนดังขึ้น ชายหนุ่มหลายคนก็รีบจับมือกันต่อกันเป็นสายยาว คนที่อยู่หัวแถวค่อยๆ ก้าวเดินหยั่งเชิงลงไปในทะเลสาบที่ลึกขึ้นเรื่อยๆ
บนใบหน้าของทุกคนล้วนเต็มไปด้วยความตึงเครียดและกังวลใจ กลัวว่าหากตัวเองเคลื่อนไหวช้าเกินไปจะทำให้เสียเวลาในการช่วยเหลือ
และในจังหวะที่หลิวฉางไห่ออกแรงผลักนั้นเอง เด็กที่ตกน้ำก็ลอยไปตามแรงส่ง ลอยล่องเข้าหาฝั่งอย่างช้าๆ
เมื่อผู้คนเห็นดังนั้น ก็รีบยื่นมือออกไปคว้าเสื้อผ้าของเด็กเอาไว้ แล้วร่วมแรงร่วมใจกันดึงตัวเด็กขึ้นฝั่ง ในที่สุดเด็กที่จมน้ำก็ได้รับการช่วยเหลืออย่างปลอดภัย!
ทว่าในเวลาเดียวกัน หลิวฉางไห่กลับถูกแรงสะท้อนกลับ ทำให้ตัวเขาลอยออกไปในทิศทางตรงกันข้ามกับฝั่ง และถูกพัดพาไปสู่ใจกลางทะเลสาบ
ร่างกายของหลิวฉางไห่ค่อยๆ จมดิ่งลง น้ำในทะเลสาบทะลักเข้าสู่ปากและจมูกของเขาไม่หยุด
สติของเขาเริ่มเลือนลางลงทุกที จะตายก็ตายไปเถอะ ชีวิตชาตินี้มันช่างล้มเหลวสิ้นดี อุตส่าห์ขยันขันแข็งทำงาน แต่กลับใช้ชีวิตมาค่อนคนอย่างขี้ขลาดตาขาว เขามีชีวิตอยู่มามากพอแล้ว เพียงแต่รู้สึกผิดต่อพ่อที่แก่ชราเท่านั้น ด้วยความที่เป็นลูกเขยแต่งเข้าบ้าน เขาจึงไม่ได้กลับไปเยี่ยมพ่อมานานแสนนานแล้ว แล้วจู่ๆ เขาก็นึกถึงน้องสาวที่ถูกลักพาตัวไปตั้งแต่เด็ก...
ขณะเดียวกัน ในใจของหลิวฉางไห่ก็เต็มไปด้วยความไม่ยินยอม เขายังไม่อยากจากโลกนี้ไปทั้งอย่างนี้ ไม่ยอมให้สมบัติที่เขาสร้างมาด้วยน้ำพักน้ำแรงต้องตกไปเป็นของผู้หญิงที่สวมเขาให้เขา กับไอ้ลูกชายสารเลวคนนั้น
เขาอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป อยากจะแก้แค้นพวกมัน จะยอมให้พวกมันเสวยสุขไม่ได้ แต่ในตอนนี้ เขากลับรู้สึกอ่อนแอและไร้ที่พึ่งอย่างหาที่สุดไม่ได้ ไม่ว่าจะพยายามดิ้นรนเพียงใด ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงชะตากรรมที่กำลังจมดิ่งลงไปนี้ได้เลย...
เมื่อเวลาผ่านไป การหายใจของหลิวฉางไห่ก็ยิ่งยากลำบากมากขึ้น ภาพทุกอย่างตรงหน้าค่อยๆ กลายเป็นภาพเบลอพร่ามัว ในท้ายที่สุด เขาก็ค่อยๆ จมดิ่งลงสู่ก้นทะเลสาบพร้อมกับความคิดถึงครอบครัวอย่างสุดหัวใจ แล้วหลับตาลง
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด สติสัมปชัญญะของเขาถึงได้ค่อยๆ กลับมาแจ่มชัดอีกครั้ง เรื่องราวในอดีตที่ถูกปิดผนึกมาเนิ่นนาน ในยามนี้กลับแล่นผ่านเข้ามาในหัวของหลิวฉางไห่อย่างรวดเร็ว ราวกับภาพยนตร์ที่ถูกกดปุ่มกรอไปข้างหน้า
เขานึกถึงตัวเองในวัยสี่ขวบ หลังจากพยายามมานับครั้งไม่ถ้วน ในที่สุดเขาก็หัดพูดคำว่าพ่อกับแม่ได้สำเร็จ ในวินาทีนั้น พ่อหลิวยิ้มจนแก้มปริ ดีใจจนหุบปากไม่ลง เจอใครเป็นต้องโอ้อวดว่า "ไอ้หนูบ้านฉันเนี่ย โตขึ้นจะต้องได้ดิบได้ดีแน่นอน! โบราณเขาว่าคนมีบุญมักพูดช้าไงล่ะ ฮ่าๆๆ!"
กาลเวลาล่วงเลยผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับกระสวยทอผ้า ฉากภาพตัดสลับไปมาอย่างรวดเร็วดั่งมนตร์วิเศษ หลิวฉางไห่เติบโตจากเด็กน้อยไร้เดียงสากลายเป็นเด็กนักเรียนประถม เขาสะพายกระเป๋านักเรียนที่หนักอึ้ง ก้าวเท้าเข้าสู่ประตูโรงเรียน เริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่ของชีวิต
ในช่วงชีวิตวัยประถม เขาเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นและพลังอันล้นเหลือในการแหวกว่ายสำรวจมหาสมุทรแห่งความรู้ ทว่าเวลาช่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว เผลอแป๊บเดียวเขาก็ก้าวเข้าสู่ช่วงมัธยม เมื่อต้องเผชิญกับความกดดันจากการเรียนที่เพิ่มสูงขึ้น เขาพยายามตั้งใจเรียนอย่างหนัก แต่สุดท้ายก็สอบเกาเข่าพลาด ไม่สามารถเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่ใฝ่ฝันได้ตามที่หวังไว้
ในขณะเดียวกัน ครอบครัวก็ต้องเผชิญกับมรสุมชีวิตกะทันหัน น้องสาวคนเล็กถูกแก๊งลักพาตัวเด็กจับตัวไป พ่อเองในช่วงหลายปีนั้นก็ทำอะไรไม่ขึ้น หยิบจับอะไรก็ล้มเหลว หาเงินไม่ได้เลย ที่ซ้ำร้ายไปกว่านั้นคือแม่ที่เหนื่อยล้าและร้อนใจจนล้มหมอนนอนเสื่อไปอีกคน เขาจึงจำต้องล้มเลิกความตั้งใจที่จะซิ่วอ่านหนังสือสอบใหม่เพื่อเรียนต่อ และหลังจากนั้นก็ไปเป็นกรรมกรที่ไซต์ก่อสร้าง คอยเดินตามเรียนรู้วิชาก่ออิฐถือปูนจากอาหก
หลังจากนั้นก็มีแม่สื่อมาชักชวน เขาได้กลายเป็นลูกเขยแต่งเข้าบ้าน มีภรรยาสาวสวย มีลูกชาย มีโรงงานเป็นของตัวเอง ดูเหมือนจะเป็นชีวิตที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข แต่แล้วจู่ๆ หัวใจก็เจ็บแปลบขึ้นมา! ภรรยาแสนสวยคบชู้ ลูกชายก็ไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของตัวเอง เงินที่หามาได้จากโรงงานเขาก็ไม่มีสิทธิ์แตะต้อง...
ทุกรายละเอียด ทุกคำพูด ล้วนสลักลึกลงในใจของหลิวฉางไห่ ความทรงจำเหล่านี้ที่เคยถูกกาลเวลาลบเลือนไป บัดนี้กลับปรากฏขึ้นตรงหน้าอย่างชัดเจนราวกับมีชีวิต ทำให้เขาตื้นตันและสะเทือนใจอย่างบอกไม่ถูก
"พี่ รีบตื่นสิ พี่..."
หลิวฉางไห่ค่อยๆ ลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือหลังคาบ้านที่อยู่เหนือหัว เขาจ้องมองเพดานที่ดูเหมือนจะสร้างขึ้นจากโครงไม้ด้วยความสงสัย พลางนึกแปลกใจในใจว่า "ที่นี่มันที่ไหนกันแน่ ทำไมถึงมีโครงสร้างบ้านที่ดูเก่าคร่ำคร่าขนาดนี้"
หลิวฉางไห่เต็มไปด้วยความสงสัยเต็มหัว เขาหันหน้าไปมา กวาดสายตามองไปรอบๆ ทันใดนั้น สายตาของเขาก็สะดุดเข้ากับเด็กหญิงตัวน้อยคนหนึ่งที่กำลังนอนคว่ำหน้าอยู่บนขอบเตียงเตา เห็นเพียงเด็กน้อยคนนั้นกำลังอมยิ้มจนตาหยี จ้องมองมาที่เขาเงียบๆ
หลิวฉางไห่เพ่งมองเด็กหญิงตัวน้อย ความรู้สึกคุ้นเคยสายหนึ่งก็แล่นวาบเข้ามาในหัวใจ
เขาพึมพำในใจว่า "นี่มันน้องสามของฉันไม่ใช่เหรอ แต่... เดี๋ยวก่อน น้องสามของฉันถูกแก๊งลักพาตัวจับไปตั้งแต่เด็กแล้วไม่ใช่รึไง" เขาเบิกตากว้างมองไปรอบๆ พยายามค้นหาคำตอบจากสถานที่แปลกประหลาดแห่งนี้ นี่มันบ้านเก่าของครอบครัวเขาไม่ใช่หรือไง เป็นห้องฝั่งตะวันออกที่เขากับน้องชายเคยอาศัยอยู่ด้วยกัน บ้านหลังนี้ถูกน้องชายรื้อทิ้งไปสร้างบ้านใหม่แล้วไม่ใช่เหรอ ในที่สุดสายตาของเขาก็ไปหยุดอยู่ที่ปฏิทินบนกำแพง วันจันทร์ที่ 15 กรกฎาคม ปี 1991
"นี่ฉันยังไม่ตายงั้นเหรอ หรือว่า... ฉันได้เกิดใหม่ แถมยังย้อนเวลากลับมาในช่วงปิดเทอมฤดูร้อนตอนอายุ 17 ปีงั้นเหรอ
น้องสาวยังไม่ถูกแก๊งลักพาตัวจับไป แม่ก็ยังไม่ล้มป่วย ตัวเขาเองก็ยังไม่ได้เป็นลูกเขยแต่งเข้าบ้าน ยอดเยี่ยมไปเลย! ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ ละก็ แบบนี้ฉันก็สามารถใช้ความทรงจำจากชาติที่แล้วไปหาเงินได้น่ะสิ หึหึ ต่อให้ไม่ได้เป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของประเทศ แต่การได้เป็นเศรษฐีอันดับหนึ่งของเมือง พาครอบครัวใช้ชีวิตอย่างสุขสบายก็คงเป็นเรื่องง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือเลยล่ะสิ!"
หลิวฉางไห่ครุ่นคิดในใจเงียบๆ บนใบหน้าของเขาเผยให้เห็นถึงความรู้สึกอันหลากหลายที่ซับซ้อน เดี๋ยวก็ตื่นเต้นดีใจ เดี๋ยวก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความคาดหวังและความมั่นใจ ราวกับว่าเขาได้มองเห็นภาพของตัวเองที่กลายเป็นมหาเศรษฐีไปแล้ว
"พี่ ทำไมถึงทำหน้าเซ่อซ่าแบบนั้นล่ะ" หลิวเสี่ยวเม่ยกะพริบตาปริบๆ มองหลิวฉางไห่ด้วยความสงสัย
หลิวฉางไห่ถึงได้สติกลับคืนมา เขายันตัวลุกขึ้นจากเตียงเตา ดึงตัวหลิวเสี่ยวเม่ยเข้ามากอดไว้ในอ้อมแขน แล้วเอ่ยขึ้นว่า "น้องเล็ก ชาตินี้พี่จะไม่มีทางยอมให้เธอต้องทนทุกข์ทรมานอีกแล้ว"
พูดจบก็หอมแก้มหลิวเสี่ยวเม่ยฟอดใหญ่ไปสองที
หลิวเสี่ยวเม่ยร้องโวยวาย "พี่ใหญ่ ตอนนี้พี่กำลังทำให้ฉันทรมานอยู่นี่ไง น่ารำคาญจริงๆ ทำเอาหน้าฉันเปื้อนน้ำลายไปหมดแล้ว!"
ดีจริงๆ! ได้เกิดใหม่ก่อนหน้าที่น้องสาวจะถูกลักพาตัวไปแค่วันเดียวพอดี ชาติที่แล้วเขาติดค้างน้องสาวไว้มากเหลือเกิน ชาตินี้เขาจะต้องชดเชยให้น้องสาวอย่างดีให้จงได้