- หน้าแรก
- วิถีเซียนฉบับคุณนักเขียนออนไลน์
- บทที่ 9 ปริศนาชายแดน
บทที่ 9 ปริศนาชายแดน
บทที่ 9 ปริศนาชายแดน
บริเวณชายแดนทางตะวันตกเฉียงใต้ ฝนกลางคืนเพิ่งจะหยุดตก
หมอกหนาทึบลอยฟุ้งขึ้นมาจากก้นหุบเขา พันเกี่ยวอยู่ตามกิ่งก้านของต้นไม้โบราณสูงเสียดฟ้า
ภายในป่าฝนอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวของดินผสมกับซากพืชที่เน่าเปื่อย เจือปนด้วยกลิ่นหอมเลี่ยนจางๆ ที่ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ
ศพสามศพนอนเกลื่อนกลาดอยู่บนทางเดินดินโคลนในป่า ตามลำตัวมีรูกระสุนพรุนไปหมด แต่กลับไม่มีเลือดไหลออกมาเลยแม้แต่หยดเดียว
ผิวหนังของพวกเขาเป็นสีเทาอมเขียวที่ดูผิดธรรมชาติ เมื่อถูกสาดส่องด้วยแสงสีขาวนวลจากไฟฉายยุทธวิธี ก็สะท้อนความมันวาวราวกับขี้ผึ้งที่ดูน่าสยดสยอง
สิ่งที่น่าขนลุกที่สุดคือดวงตาของพวกเขา เบิกกว้าง ม่านตาเบิกโพลง แต่กลับเหมือนยังมีแววตาดุร้ายที่ดูไม่ใช่คนหลงเหลืออยู่
"หัวหน้าซู..." มือที่ถือปืนของหวังหยวนหยวนสั่นระริก เสื้อเกราะยุทธวิธีเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็น
เธอกลืนน้ำลาย น้ำเสียงแหบแห้ง
"นะ... นี่มันเรื่องอะไรกันคะ คนพวกนี้ตายไปตั้งนานแล้วนี่นา ทำไมถึงยัง..."
เธอพูดต่อไม่ออกแล้ว
เมื่อสิบนาทีก่อน ทีมปฏิบัติการร่วมระหว่างหน่วยข่าวกรองแห่งชาติและตำรวจท้องที่ ได้สกัดกั้นกลุ่มลักลอบขนยาเสพติดที่พยายามจะข้ามพรมแดน ณ สถานที่แห่งนี้
การปะทะด้วยอาวุธปืนกินเวลาไม่ถึงสามนาที คนร้ายสองในห้าคนถูกวิสามัญคาที่ ส่วนอีกสามคนได้รับบาดเจ็บและหนีเตลิดเข้าไปในป่า
ระหว่างการไล่ล่า ก็เกิดความเปลี่ยนแปลงกะทันหัน
พ่อค้ายาเสพติดสามคนที่ถูกยิงไปหลายนัดและสมควรจะตายไปแล้ว จู่ๆ ก็ลุกพรวดขึ้นมาตอบโต้จากพุ่มไม้
การเคลื่อนไหวของพวกเขาแข็งทื่อแต่ดุดันรวดเร็ว ทำราวกับไม่สนใจบาดแผลจากกระสุนปืนบนร่างกายเลยสักนิด ถึงขั้นที่ว่ามีคนหนึ่งถูกยิงที่ต้นขา แต่ก็ยังลากขาที่พิการพุ่งเข้าใส่ตำรวจที่อยู่ใกล้ที่สุด
ท้ายที่สุดแล้ว หลังจากต้องแลกมาด้วยการที่ตำรวจสองนายได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยสัตว์ประหลาดทั้งสามตัวนี้ถึงถูกสาดกระสุนใส่อย่างหนักหน่วงจนล้มลงไปกองกับพื้นอย่างราบคาบ
ซูชิงฉือนั่งยองๆ ลง มือที่สวมถุงมือยุทธวิธีสีดำค่อยๆ ถ่างเปลือกตาของศพร่างหนึ่งขึ้น
ม่านตาไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อแสง
เธอตรวจดูเส้นเลือดใหญ่ที่คออีกครั้ง ไม่มีชีพจรเต้น
อุณหภูมิร่างกายของศพต่ำกว่าอุณหภูมิแวดล้อม เห็นได้ชัดว่าเสียชีวิตมานานกว่าสองชั่วโมงแล้ว
แต่เมื่อสิบห้านาทีที่แล้วคนตายคนนี้ยังใช้ปืนกลมือยิงใส่พวกเธออยู่เลย
"หัวหน้าซู"
ผู้กองจางจากหน่วยสืบสวนคดีอาญาท้องที่เดินเข้ามา สีหน้าดูแย่ไม่ต่างกัน "นี่... นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย"
เหล่าตำรวจที่อยู่รอบๆ เดินเข้ามามุงดู แววตาของพวกเขาผสมปนเปไปด้วยความตกตะลึง หวาดกลัว และสับสน
บางคนซุบซิบกันเสียงเบา บางคนก็มองซ้ายมองขวาอย่างหวาดระแวง
ซูชิงฉือลุกขึ้นยืน ถอดถุงมือออก
ความชื้นในป่าฝนทำให้ปอยผมหน้าม้าแนบติดไปกับผิวหนัง แต่สีหน้าของเธอกลับสงบนิ่งจนเกือบจะดูเย็นชา
"ไม่มีอะไรแปลกหรอกค่ะ"
น้ำเสียงของเธอชัดเจนและเยือกเย็น โดดเด่นขึ้นมาท่ามกลางป่าฝนที่เงียบสงัด
สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่เธอ
"น่าจะถูกฉีดยาตัวใหม่เข้าไปน่ะค่ะ"
ซูชิงฉือกวาดสายตามองทุกคน น้ำเสียงหนักแน่น
"เป็นสารกระตุ้นความเข้มข้นสูงผสมกับสารหลอนประสาท สามารถเพิ่มความทนทานต่อความเจ็บปวดและสมรรถภาพของร่างกายได้อย่างมหาศาล ทำให้เกิดภาพลวงตาว่าฆ่าไม่ตาย"
"หนึ่งในเป้าหมายของภารกิจเราในครั้งนี้ ก็คือการตรวจสอบการแพร่กระจายของยาเสพติดชนิดใหม่ตามแนวชายแดนไม่ใช่เหรอคะ"
เธอหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดเสริมว่า "รอผลการชันสูตรเบื้องต้นจากนิติเวชออกมาก่อน เดี๋ยวทุกอย่างก็กระจ่างเองค่ะ"
สถานที่เกิดเหตุเงียบไปหลายวินาที
ผู้กองจางเป็นคนแรกที่ได้สติ เขาตบต้นขาฉาด
"ใช่! ต้องเป็นแบบนั้นแน่ๆ!"
"ปีที่แล้วทางเหนือของเมียนมาก็เคยยึดของคล้ายๆ แบบนี้ได้ เรียกว่าผงซอมบี้อะไรสักอย่าง ได้ยินมาว่าพอสูดเข้าไปแล้วจะมีแรงมหาศาล โดนยิงก็ยังไม่รู้ตัวว่าเจ็บ!"
"ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง..."
ตำรวจหนุ่มคนหนึ่งถอนหายใจอย่างโล่งอก
"ตกใจแทบแย่ นึกว่าเจอซอมบี้เข้าจริงๆ ซะแล้ว"
"สังคมวิทยาศาสตร์ จะมีซอมบี้ที่ไหนกันเล่า!"
ตำรวจรุ่นพี่อีกคนหัวเราะร่วนพลางสบถ
"ก็เพราะยาเสพติดพวกนี้นี่แหละ! ไอ้พวกค้ายาพวกนี้ มันเลวชาติจริงๆ!"
บรรยากาศผ่อนคลายลง เหล่าตำรวจเริ่มลงมือทำความสะอาดพื้นที่เกิดเหตุ รวบรวมหลักฐาน และถ่ายภาพบันทึกไว้อย่างคล่องแคล่ว
มีบางคนถึงกับพูดติดตลกว่า "ตอนที่ไอ้หมอนั่นพุ่งเข้ามาเมื่อกี้ ฉันเกือบฉี่ราดกางเกงเลยนะเนี่ย!"
"ใครล่ะจะไม่เป็นแบบนั้นบ้าง!"
หวังหยวนหยวนอ้าปากจะพูดอะไรบางอย่าง เธอมองไปที่ซูชิงฉือ แววตาเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจและสงสัย
ซูชิงฉือส่งสายตาดุๆ ไปให้เธอ แล้วส่ายหน้าเบาๆ
หวังหยวนหยวนจึงกลืนคำพูดลงคอไป หันไปช่วยรวบรวมหลักฐานต่อ แต่ท่าทางดูใจลอยอย่างเห็นได้ชัด
ซูชิงฉือเดินเลี่ยงไปตรงลานโล่งที่ค่อนข้างสะอาด
สูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามข่มความตื่นตระหนกที่ปะทุขึ้นในใจให้สงบลง
มือของเธอสั่นเทาเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะความตกตะลึงหลังจากที่ความเชื่อเดิมถูกทำลายลงอย่างย่อยยับ
ยาตัวใหม่เหรอ คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์งั้นเหรอ
ไม่!
ตอนที่ตรวจดูเมื่อครู่นี้เธอเห็นชัดเจน
บริเวณขอบแผลของศพทั้งสามร่างไม่มีปฏิกิริยาการหดตัวของเนื้อเยื่อเลย สภาพผิวหนังและกล้ามเนื้อรอบๆ รูกระสุน เป็นลักษณะที่จะปรากฏขึ้นหลังจากเสียชีวิตไปแล้วอย่างน้อยหกชั่วโมงขึ้นไปเท่านั้น
แต่ครั้งสุดท้ายที่มีคนเห็นพวกเขาตอนยังมีชีวิตอยู่ คือในภาพจากกล้องวงจรปิดเมื่อสามชั่วโมงก่อน
ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ กระดูกสันหลังส่วนคอของหนึ่งในศพหักอย่างเห็นได้ชัด
นั่นเป็นผลมาจากการที่ตำรวจใช้กระบองฟาดอย่างแรงตอนที่ไล่ล่า
ถ้าเป็นคนเป็นๆ ก็ควรจะเป็นอัมพาตไปตรงนั้นแล้ว แต่ไอ้สิ่งนั้นมันแค่เซไปนิดเดียว แล้วก็พุ่งเข้ามาหาต่อ
นี่ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่ยาชนิดไหนจะทำได้เลย
ความคิดของซูชิงฉือล่องลอยกลับไปที่ร้านกาแฟที่แสงแดดสาดส่องในวันนั้น
"หน่วยข่าวกรองแห่งชาติของคุณ เคยเจอคนประเภท... มีพลังพิเศษบ้างไหม หรือพวก... ที่บำเพ็ญเพียร ฝึกวิชาเซียนอะไรทำนองนั้นน่ะ"
ตอนที่จ้าวลี่ถามคำถามนั้น ดวงตาของเขาเป็นประกาย เหมือนเด็กที่รอฟังนิทาน
แต่เธอ กลับบอกเขาด้วยน้ำเสียงกึ่งตำหนิว่า "ยุคนี้มันสังคมวิทยาศาสตร์แล้วนะ เราต้องเชื่อมั่นในวิทยาศาสตร์สิ"
ในใจเธอถึงกับติดป้ายให้เขาไปแล้วด้วยซ้ำ ว่าเป็นผู้ชายที่เขียนนิยายจนเพ้อเจ้อและไม่ตั้งอยู่บนโลกแห่งความเป็นจริง
แต่ตอนนี้...
"หัวหน้าซู"
หวังหยวนหยวนเดินเข้ามา กดเสียงต่ำ "ทางทีมเก็บหลักฐานเจออะไรบางอย่างค่ะ"
"เจอสิ่งนี้บนตัวคนตายพวกนั้นค่ะ"
เธอยื่นถุงใส่หลักฐานมาให้
ในถุงมีแผ่นบางๆ สีดำขนาดเท่าเล็บมืออยู่หลายแผ่น
วัสดุไม่ทราบแน่ชัด บนพื้นผิวมีลวดลายวงจรไฟฟ้าเล็กๆ
บริเวณขอบมีคราบของเหลวจากเนื้อเยื่อแห้งกรังติดอยู่ เห็นได้ชัดว่าถูกดึงออกมาจากใต้ผิวหนังของศพ
"เบื้องต้นคาดว่าน่าจะเป็นชิปฝังอะไรสักอย่างค่ะ"
น้ำเสียงของหวังหยวนหยวนสั่นเล็กน้อย
"แต่พี่ๆ แผนกเทคนิคบอกว่า หลักการออกแบบของไอ้เจ้านี่... พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อนเลยค่ะ"
"ไม่เหมือนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีอยู่ในปัจจุบันเลย"
ซูชิงฉือรับถุงหลักฐานมา ส่องดูกับแสงจากไฟฉายยุทธวิธีอย่างละเอียด
ชิปสะท้อนแสงโลหะมืดทึบ ลวดลายวงจรพวกนั้นซับซ้อนจนน่าเวียนหัว
การจัดเรียงขัดกับกฎการออกแบบแผงวงจรในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง
ที่แปลกประหลาดยิ่งกว่าก็คือ เธอสัมผัสได้ถึงความผันผวนของพลังงานที่แผ่วเบามากๆ จากภายในชิป
ไม่ใช่สัญญาณแม่เหล็กไฟฟ้า แต่เป็นสิ่งที่อยู่ลึกซึ้งกว่านั้นและยากจะอธิบาย
"เก็บไว้ ประทับตราความลับขั้นสูงสุด แล้วส่งตรงกลับไปที่ห้องแล็บศูนย์ใหญ่เลย"
ซูชิงฉือส่งถุงหลักฐานคืนให้หวังหยวนหยวน
"เธอเป็นคนคุ้มกันไปส่งเอง ห้ามให้ใครแตะต้องเด็ดขาด นอกจากคนที่ผู้บัญชาการใหญ่ระบุให้เป็นผู้รับ"
"รับทราบค่ะ!"
หวังหยวนหยวนยืนตรง แต่ก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
"หัวหน้าซูคะคนตายพวกนั้นเมื่อกี้... เป็นแค่ผลจากยาจริงๆ เหรอคะ"
ซูชิงฉือมองใบหน้าที่ยังดูอ่อนเยาว์และสับสนของเธอ แล้วนิ่งเงียบไปหลายวินาที
"ในรายงานของทางการ มันคือความจริง"
ในที่สุดเธอก็พูดขึ้น "ส่วนความจริงที่ซ่อนอยู่... รอให้เธออยู่ในตำแหน่งนี้นานพอ เธอก็จะเข้าใจเอง ว่าบางเรื่อง... ไม่รู้ยังจะดีกว่ารู้"
หวังหยวนหยวนพยักหน้ารับแบบงงๆ แล้วหันหลังเดินจากไป
ฝนเริ่มตกลงมาอีกครั้ง ละอองฝนเม็ดเล็กๆ ลอดผ่านยอดไม้ลงมากระทบใบหน้าของซูชิงฉือ
เธอเงยหน้ามองไปทางทิศเหนือ สายตาราวกับจะทะลุผ่านภูเขาและหมู่เมฆที่ซ้อนทับกันหลายชั้น ไปหยุดอยู่ที่เมืองที่อยู่ห่างออกไปหลายพันลี้
กุญแจบ้านยังอยู่ใต้พรมเช็ดเท้า
สามีข้าวใหม่ปลามันคนนั้น ตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่นะ เขียนนิยายแป้กๆ ของเขา หรือว่า...
ซูชิงฉือล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋าลับของเสื้อเกราะยุทธวิธี
หน้าจอสว่างขึ้น ภาพพื้นหลังคือรูปถ่ายในทะเบียนสมรส
จ้าวลี่ทำหน้าแข็งทื่อ ส่วนเธอก็ยิ้มแบบเป็นทางการ
โทรศัพท์ไม่มีสัญญาณ
ลึกเข้ามาในป่าฝนแบบนี้ สัญญาณโทรศัพท์เข้าไม่ถึงหรอก
ซูชิงฉือเก็บโทรศัพท์มือถือ แล้วสวมถุงมือยุทธวิธีกลับเข้าไปใหม่
"ถอนกำลัง!"
เธอส่งเสียงสั่งการ น้ำเสียงกลับมาเด็ดขาดเหมือนเคย "มอบหมายพื้นที่ให้ตำรวจท้องที่จัดการต่อ"
"ทีมหนึ่งคุ้มกันหลักฐานกลับศูนย์ใหญ่ ทีมสองตามฉันไปตามรอยเบาะแสของผู้ต้องหาหลักต่อ!"
"รับทราบ!" เสียงตอบรับดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียง
เหล่าตำรวจเริ่มถอนกำลังอย่างเป็นระเบียบ
ผู้กองจางเดินเข้ามา "หัวหน้าซู ครั้งนี้ต้องขอบคุณพวกคุณมากนะครับ"
"ถ้าไม่ได้หน่วยข่าวกรองแห่งชาติคอยเตือนล่วงหน้า พวกเราคงไม่รู้เลยว่าของล็อตนี้มันจะน่ากลัวขนาดนี้"
"เป็นหน้าที่อยู่แล้วค่ะ"
ซูชิงฉือจับมือกับเขา "การสอบสวนและสืบสวนหลังจากนี้ รบกวนผู้กองจางด้วยนะคะ ถ้ามีอะไรผิดปกติ ติดต่อฉันได้เลยโดยตรงค่ะ"
"แน่นอนครับ!"
เสียงเครื่องยนต์ของรถออฟโรดดังกระหึ่มขึ้นท่ามกลางป่าฝน
ซูชิงฉือขึ้นไปนั่งที่เบาะข้างคนขับ แล้วมองดูสมรภูมิที่เฉอะแฉะไปด้วยโคลนเป็นครั้งสุดท้าย
ศพทั้งสามร่างถูกยัดใส่ถุงเก็บศพ วางเรียงกันอย่างเป็นระเบียบอยู่บนพื้น รอให้นิติเวชและการตรวจสอบที่เชี่ยวชาญกว่านี้มาจัดการ
แต่ซูชิงฉือรู้ดีอยู่แก่ใจ ว่าการชันสูตรแบบปกติคงหาข้อสรุปแบบปกติให้ไม่ได้หรอก
รถแล่นออกจากป่าฝน ถนนบนภูเขาที่ขรุขระทำเอาคนนั่งง่วงหงาวหาวนอน แต่ซูชิงฉือกลับไม่ง่วงเลยสักนิด
โทรศัพท์มือถือสั่นขึ้นมากะทันหัน
ซูชิงฉือเหลือบมอง เป็นข้อความวีแชตจากแม่ชิงฉือ ไปทำงานต่างถิ่นเป็นไงบ้าง ดูแลตัวเองด้วยนะลูก
เธอจ้องมองหน้าจอ นิ้วมือลอยค้างอยู่เหนือแป้นพิมพ์ เนิ่นนานกว่าจะพิมพ์ตอบกลับไปไม่เป็นไรค่ะ ใกล้จะกลับแล้ว
กดส่ง
จากนั้นเธอก็เปิดหน้าต่างแชตของจ้าวลี่ขึ้นมา บทสนทนาล่าสุดหยุดอยู่เมื่อสามวันก่อน เขาถามว่าทางนั้นอากาศเป็นไงบ้างเธอตอบว่าก็โอเค
เรียบง่ายซะจนเหมือนเพื่อนร่วมบ้านเช่า
ซูชิงฉือพิมพ์ข้อความภารกิจทางนี้ใกล้จะเสร็จแล้ว น่าจะกลับมะรืนนี้
คิดไปคิดมา ก็พิมพ์เพิ่มไปอีกประโยคที่บ้านมีเรื่องอะไรหรือเปล่า
กดส่ง
เธอวางโทรศัพท์ลง แล้วหันไปมองท้องฟ้าที่เริ่มจะสว่างขึ้นด้านนอกหน้าต่าง
ฝนหยุดแล้ว แสงตะวันยามเช้าสาดส่องทะลุหมู่เมฆลงมาอาบไล้ป่าฝนที่เปียกชุ่ม ทุกสิ่งทุกอย่างดูเหมือนจะกลับมาสงบสุขตามปกติ
แต่ซูชิงฉือรู้ดี ว่ามีบางสิ่งบางอย่างไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว
รอให้เธอกลับไปก่อนเถอะ เธอต้องพิจารณาผู้ชายคนนั้นใหม่ให้ดีๆ
สามีของเธอ
จ้าวลี่