เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 8 - เจ้าคิดว่าข้าเกิดมาเป็นฆาตกรโรคจิตหรือไง

บทที่ 8 - เจ้าคิดว่าข้าเกิดมาเป็นฆาตกรโรคจิตหรือไง

บทที่ 8 - เจ้าคิดว่าข้าเกิดมาเป็นฆาตกรโรคจิตหรือไง


บทที่ 8 - เจ้าคิดว่าข้าเกิดมาเป็นฆาตกรโรคจิตหรือไง

วันรุ่งขึ้น

จูโหยวเจี่ยนมองดู 'ภูเขา' ลูกนั้นที่ตั้งอยู่ตรงหน้า

เขาเพียงแต่มองดูมัน ราวกับกำลังชื่นชมงานศิลปะที่ทั้งพิลึกพิลั่นและเปี่ยมไปด้วยปรัชญาลึกซึ้ง

เขาสามารถจินตนาการได้เลยว่า เบื้องหลังฎีกาทุกฉบับล้วนมีใบหน้าที่แดงก่ำด้วยความโกรธแค้น มีปลายพู่กันที่สั่นเทาด้วยความเดือดดาล

พวกเขายกเหตุผลสารพัดมาอ้าง พวกเขาปวดร้าวใจ พวกเขายกตัวเองไปอยู่บนจุดสูงสุดของกฎสวรรค์และศีลธรรม ใช้คมดาบแห่งตัวอักษร พุ่งเป้าโจมตีใส่เขา โจมตีใส่ธงรบผืนแรกที่เขาเพิ่งจะชูขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง!

สายตาของจูโหยวเจี่ยนละจากภูเขากระดาษอันเงียบงันลูกนี้ ตกลงบนเอกสารบางๆ ฉบับหนึ่งที่ถูกนิ้วเรียวยาวของเขากดทับไว้เบาๆ

นั่นไม่ใช่ฎีกา

แต่นั่นคือรายงานด่วนม้าเร็วแปดร้อยลี้จากชายแดนทั้งเก้า ทุกตัวอักษรบนนั้นราวกับเขียนขึ้นจากน้ำแข็ง แผ่ซ่านความหนาวเหน็บเสียดกระดูก

เมืองหน้าด่านเซวียนฝู่และต้าถงเข้าสู่ฤดูหนาวมาได้กว่าหนึ่งเดือนแล้ว ทว่าเสื้อผ้ากันหนาวและเสบียงอาหารที่ราชสำนักรับปากไว้กลับยังส่งไปไม่ถึง

ยามค่ำคืนเหล่าทหารชายแดนทำได้เพียงนอนกอดชุดเกราะกันหนาว มีทหารบางนายทนความหิวโหยและหนาวเหน็บไม่ไหว ลอบหลบหนีไปกลางดึก

ขวัญกำลังใจทหารระส่ำระสาย เสียงก่นด่าดังระงม กระทั่ง... เกิดการก่อจลาจลขนาดย่อมขึ้นหลายครั้งแล้ว

ก่อจลาจล

คำๆ นี้เปรียบดั่งเข็มเหล็กเผาไฟ เล่มหนึ่งทิ่มแทงลึกเข้าไปในรูม่านตาของจูโหยวเจี่ยน

ด้านข้างเขา เว่ยจงเสียนยืนสำรวมรับใช้อยู่ราวกับเป็นเพียงเงาสายหนึ่ง แม้แต่ลมหายใจก็ยังแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน

เขาสัมผัสได้ว่าโอรสสวรรค์วัยเยาว์ที่ประทับอยู่บนบัลลังก์ ยามนี้กำลังแผ่กลิ่นอายที่หนาวเหน็บยิ่งกว่าสายลมหนาวนอกตำหนักเสียอีก

"ฝ่าบาท..." ในที่สุดเว่ยจงเสียนก็เอ่ยปาก น้ำเสียงแหบแห้งราวกับถูกกระดาษทรายขัด "บ่าวส่งคนไปสอบถามมาแล้ว ใต้เท้าจากกรมพระคลังและกรมกลาโหม ยังคง... ยังคงปรึกษาหารือกันอยู่พ่ะย่ะค่ะ"

เขาหยุดไปครู่หนึ่ง คล้ายกำลังชั่งน้ำหนักคำพูด สุดท้ายก็ตัดสินใจใช้น้ำเสียงที่แทบจะเลียนแบบต้นฉบับมาทุกกระเบียดนิ้วเพื่อถ่ายทอดคำพูดเหล่านั้น นี่คือการยุแยงตะแคงรั่วอย่างแนบเนียนไร้ร่องรอย

"พวกเขาบอกว่า... บอกว่าเงินตำลึงขาวสามแสนตำลึงนั่น ได้มาจากการริบทรัพย์ ถือว่าได้มาอย่างไม่ถูกต้อง หากนำเงินก้อนนี้ไปใช้เป็นเสบียงกองทัพ เกรงว่า... เกรงว่าจะทำให้เสียเกียรติยศของชาติบ้านเมือง ทำให้กองทัพหลวงต้องมัวหมองพ่ะย่ะค่ะ..."

ภายในตำหนักตกอยู่ในความเงียบงันดุจป่าช้า

เว่ยจงเสียนพูดจบก็ก้มหน้างุดจนคางแทบชิดอก ไม่กล้าลอบมองสีพระพักตร์ของฮ่องเต้อีก

เขารู้ดีว่าคำพูดเหล่านี้ ต่อให้ไม่ได้เป็นการปีนเกลียวโดยตรง แต่มันกระตุ้นโทสะของเจ้านายใหม่ผู้มีอารมณ์ยากจะหยั่งถึงผู้นี้ได้ดียิ่งกว่าสิ่งใด

ทว่า

พายุอารมณ์โกรธเกรี้ยวที่คาดการณ์ไว้กลับไม่ได้ตกลงมา

จูโหยวเจี่ยนเพียงค่อยๆ ดึงรายงานทางทหารฉบับบางๆ นั้นออกมาจากใต้นิ้วมือ แล้วพับมันอย่างเบามือ

ท่วงท่าของเขาช่างสง่างามและใจเย็น

จากนั้นเขาก็ลุกขึ้นยืน เดินไปที่ภูเขาฎีกาลูกนั้น นำรายงานทางทหารที่เปื้อนไปด้วยกลิ่นอายพายุหิมะจากชายแดนฉบับนี้ วางทับลงบนยอดสูงสุดของภูเขากระดาษอย่างมั่นคง

มันดูคล้ายกับป้ายหลุมศพเล็กๆ ป้ายหนึ่ง ที่ตั้งตระหง่านอยู่เหนือสุสานสีขาวโพลน

"เกียรติยศของชาติบ้านเมืองงั้นหรือ กองทัพหลวงงั้นหรือ"

น้ำเสียงของจูโหยวเจี่ยนแผ่วเบา เบาเสียจนราวกับสายลมพัดผ่านก็ปลิวหาย ทว่ากลับดังกังวานชัดเจนอยู่ภายในตำหนักอันกว้างใหญ่แห่งนี้ประดุจเสียงระฆัง

"หน้าตาของพวกมันสำคัญ หรือทหารที่กำลังจะหนาวตายอยู่ตามชายแดนสำคัญกว่ากัน"

เขาหันกลับมามองเว่ยจงเสียน แววตาไร้ซึ่งความโกรธเกรี้ยว มีเพียงความสงบนิ่งที่ลึกล้ำสุดหยั่งคาด

"สหายเว่ย ตอนนี้เจ้าเข้าใจแล้วหรือยัง"

ร่างของเว่ยจงเสียนสั่นสะท้าน แน่นอนว่าเขาย่อมเข้าใจ แต่เขาไม่กล้าพูดออกมา

จูโหยวเจี่ยนจึงพูดแทนเขา "พวกมันไม่ได้พุ่งเป้ามาที่เจ้า กระทั่ง... ไม่ได้พุ่งเป้ามาที่ข้าด้วยซ้ำ"

"พวกมันกำลังปกป้อง 'กฎเกณฑ์' ของพวกมัน ปกป้อง 'หน้าตา' ของพวกมัน ปกป้อง 'เหตุผล' ของพวกมัน"

"ต่อหน้า 'เหตุผล' เหล่านี้ ความเป็นความตายของกองทัพชายแดน ความปลอดภัยของบ้านเมือง หรือแม้แต่ราชโองการของฮ่องเต้อย่างข้า ก็สามารถถูกปัดตกไปไว้ข้างหลังได้อย่างชอบธรรมชั่วคราว"

จูโหยวเจี่ยนเดินกลับไปนั่งลงบนบัลลังก์อีกครั้ง

ชั่ววินาทีนั้น เว่ยจงเสียนสัมผัสได้ถึงความเยือกเย็นและอ้างว้างอันน่าพรั่นพรึงจากตัวเขา ซึ่งช่างขัดกับอายุที่ยังน้อยนิดอย่างสิ้นเชิง

ในที่สุดเขาก็เข้าใจอย่างถ่องแท้

คนพวกนี้ไม่ได้ใช้ดาบใช้หอกมาตั้งตนเป็นศัตรูกับฝ่าบาท

แต่พวกเขากำลังใช้ระบบระเบียบอันใหญ่โตที่ถูกสร้างขึ้นจากศีลธรรม กระบวนการ และข้อถกเถียงอันใสสะอาด ซึ่งเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนราชวงศ์ต้าหมิงมากว่าสองร้อยปีจนฝังรากลึก มาตีกรอบล้อมกรอบพระองค์ มาทำให้พระองค์ขยับเขยื้อนไม่ได้!

พวกมันต้องการให้พระองค์รู้ว่า แม้แต่ฮ่องเต้ ก็ต้องทำตามกฎเกณฑ์ของพวกมัน!

......

ดึกดื่นค่อนคืน

จูโหยวเจี่ยนสั่งให้ขันทีรับใช้ทั้งหมดถอยออกไป เหลือเพียงเขาเดินทอดน่องอยู่เพียงลำพังในตำหนักเหวินหัวอันกว้างใหญ่อ้างว้าง

เปลวเทียนสั่นไหววูบวาบ ทอดเงาของเขาลงบนพื้นกระเบื้องเย็นเฉียบ เดี๋ยวยืดหยด เดี๋ยวหดสั้น คล้ายดวงวิญญาณโดดเดี่ยวที่กำลังสนทนากับเงาของตนเอง

เขากำลังทำการทบทวนกลยุทธ์

เป็นการทบทวนกลยุทธ์ครั้งแรกในฐานะซีอีโอคนใหม่ของ "บริษัท ต้าหมิง กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)"

ภาพงบดุลบัญชีอันชัดเจนปรากฏขึ้นในหัวของเขา

ฝั่งสินทรัพย์:

เงินทุนตั้งต้น: เงินตำลึงขาวสองแสนตำลึง ไม่มากนัก แต่นี่คือกระแสเงินสดก้อนแรกที่เขาสามารถควบคุมได้อย่างเบ็ดเสร็จ

เครื่องมือใช้ความรุนแรง (ดาบ): เว่ยจงเสียนและตงฉั่งของเขา ดาบเปื้อนเลือดจากยุคเก่า คมกริบ แต่ชื่อเสียงเหม็นโฉ่ ผลข้างเคียงมหาศาล

ระบบรักษาความปลอดภัย (โล่): โจวเฉวียนและค่ายหย่งเว่ยของเขา กององครักษ์ที่ค่อนข้างจงรักภักดี เป็นหลักประกันสุดท้ายสำหรับความปลอดภัยในชีวิตของเขา

ฝั่งหนี้สิน:

หนี้สินก้อนโต: ท้องพระคลังว่างเปล่า ยอดขาดดุลการคลังมหาศาลราวกับตัวเลขทางดาราศาสตร์

ทีมงานส่วนเกิน: ระบบขุนนางที่ใหญ่โตจนเทอะทะ ทำงานล่าช้าไร้ประสิทธิภาพ แถมยังแบ่งพรรคแบ่งพวกตีกันเองยุ่งเหยิงไปหมด

ปมปัญหาหลัก: "วัฒนธรรมองค์กร" ที่ฝังรากลึกและขัดแย้งกับตัวเขาอย่างสิ้นเชิง นั่นคือมุมมองทางศีลธรรมและกฎกติกาของชนชั้นปัญญาชน

จูโหยวเจี่ยนหยุดฝีเท้า มองดูภูเขาฎีกาที่ดูขาวซีดลงไปอีกท่ามกลางความมืดมิดยามค่ำคืน

ปัญหา มันอยู่ที่ข้อที่สาม

เขาสามารถฆ่าคนได้ โดยใช้ดาบของโจวเฉวียน สามารถริบทรัพย์ได้ โดยใช้มือของเว่ยจงเสียน

แต่สิ่งเหล่านี้ก็เป็นเพียงการ "กำจัดเฉพาะจุด" เหมือนการผ่าตัดศัลยกรรมเท่านั้น

เขาไม่อาจฆ่าทุกคนที่ต่อต้านเขาได้ นั่นมันไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง และจะทำให้ทั้ง "บริษัท" พังทลายลงอย่างราบคาบ

การเข่นฆ่าและการข่มขวัญเพียงอย่างเดียว เป็นวิธีการบริหารจัดการที่ไร้ประสิทธิภาพที่สุด

สิ่งที่เขาต้องการ ไม่ใช่การทำลายระบบเก่านี้ทิ้ง

สิ่งที่เขาต้องการคือ... การจัดระเบียบมันเสียใหม่

แล้วจะจัดระเบียบใหม่อย่างไรเล่า

เอ่อ ข้อแรกแน่นอนว่ายังไงก็ต้องฆ่าคน หากไม่เด็ดขาดก็ไม่อาจสร้างบารมีได้! อาวุธแห่งการวิพากษ์วิจารณ์ ย่อมไม่อาจทดแทนการวิพากษ์วิจารณ์ด้วยอาวุธได้!

จูโหยวเจี่ยนคิดว่าตัวเองไม่ใช่ฆาตกรโรคจิตโดยสันดาน

เขาสามารถลองพูดคุยกับคนที่ต่อต้านเขาดูก่อนได้ คุยจนกว่าเขาจะพอใจ หากคุยกันไม่รู้เรื่องจริงๆ ค่อยให้เว่ยจงเสียนเรียกคนไปข่มขู่สักหน่อย

หากยังคุยไม่รู้เรื่องอีก ค่อยจัดการเก็บมันซะ

......

จูโหยวเจี่ยนหลับตาลง คำศัพท์ยุคก่อนที่เคยฟังจนหูชาในห้องประชุม คล้ายดั่งก้อนหินที่จมอยู่ก้นน้ำถูกกระแสน้ำแห่งความทรงจำพัดพาตีรวน ลอยผุดขึ้นมาบนผิวน้ำทีละก้อนๆ

ดัชนีชี้วัดความสำเร็จ (KPI)...

ผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI)...

มาตรฐานการปฏิบัติงาน (SOP)...

การทำงานแบบครบวงจร...

การเสริมพลัง...

การออกแบบโครงสร้างระดับบน...

เครื่องมือขับเคลื่อน...

คำศัพท์เหล่านี้ ในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด อาจดูน่าขันไปบ้างเพราะถูกนำมาใช้จนเกร่อ

แต่ในวินาทีนี้ ภายในพระราชวังสีแดงชาดแห่งศตวรรษที่สิบเจ็ดนี้ สำหรับบรรดาท่านชายที่เอาแต่พร่ำท่อง "ขงจื๊อกล่าวไว้ บทกวีเอ่ยไว้" หรือ "คุณธรรมความดี" แล้ว คำศัพท์พวกนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากเสียงมารจากนอกโลก

สงคราม ไม่ได้มีแค่การฟาดฟันด้วยดาบและหอกเท่านั้น

สงครามที่เหนือชั้นที่สุด คือสงครามแย่งชิงสิทธิ์ในการผูกขาดคำพูด

เขาไม่อาจเข้าไปร่วมเล่นเกม "โต้วาทีทางศีลธรรม" ภายใต้กฎเกณฑ์ที่พวกนั้นตั้งขึ้นมาได้

เพราะในเกมนี้ พวกนั้นคือผู้ตัดสิน คือผู้ตีความกฎเกณฑ์ เขาไม่มีวันชนะ

สิ่งที่เขาต้องทำ คือการสร้างกฎเกณฑ์ของเกมขึ้นมาใหม่

เป็น "ภาษาใหม่" ที่พวกนั้นไม่อาจทำความเข้าใจ ไม่อาจเลียนแบบ และยิ่งไม่อาจโต้แย้งได้

เขาจะใช้ภาษาใหม่ชุดนี้ มานิยามความหมายของคำว่า "ดี" และ "เลว" คำว่า "ความดีความชอบ" และ "ความผิด" เสียใหม่

เขาจะดึงเอา "ข้อถกเถียงอันใสสะอาด" ที่พวกนั้นภาคภูมิใจหนักหนา ซึ่งเป็นเรื่องเลื่อนลอยจับต้องไม่ได้ ให้จมลงสู่ปลักโคลนแห่ง "การวัดผลเชิงปริมาณ" ที่มุ่งเน้นผลลัพธ์การปฏิบัติงานอย่างที่เขากำหนดขึ้น

เขาจะใช้หอกของพวกมัน มาแทงทะลุโล่ของพวกมันเอง

เขาจะใช้ "คำพูด" ที่พวกมันถนัดที่สุด มาทำให้พวกมัน... ไร้คำพูดจะเอ่ย!

มุมปากของจูโหยวเจี่ยน ปรากฏรอยยิ้มเย็นเยียบ

เขาค้นพบอาวุธชิ้นใหม่ของเขาแล้ว

ตอนนี้ เขาจำเป็นต้องหาหินลับมีดก้อนแรกให้กับอาวุธชิ้นนี้

......

ยามจื่อ (23.00-00.59 น.) สรรพสิ่งเงียบสงัด

เว่ยจงเสียนและโจวเฉวียน ถูกเรียกตัวเข้าเฝ้าอย่างลับๆ ในตำหนักเหวินหัวตามลำดับ

พวกเขาเห็นฮ่องเต้กำลังประทับอยู่หน้าแผนที่ขนาดมหึมาแผ่นหนึ่ง บนแผนที่นั้นมีการใช้น้ำหมึกสีแดงวงตำแหน่งที่ทำการของหน่วยงานต่างๆ และจวนของขุนนางสำคัญในเมืองหลวงเอาไว้

"มากันครบแล้วสินะ"

จูโหยวเจี่ยนไม่ได้หันกลับมา น้ำเสียงดังก้องชัดเจนในตำหนักอันกว้างใหญ่

"ข้ามีเรื่องสองเรื่อง จะมอบหมายให้พวกเจ้าไปจัดการ"

เว่ยจงเสียนและโจวเฉวียนค้อมตัวลงพร้อมกัน "ขอฝ่าบาทโปรดรับสั่งพ่ะย่ะค่ะ"

จูโหยวเจี่ยนลุกขึ้นยืน เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าพวกเขา สายตาของเขาตกลงบนร่างของเว่ยจงเสียนเป็นคนแรก

"สหายเว่ย เจ้าคือผู้บัญชาการตงฉั่ง เป็นหูเป็นตาของข้า" เขาเอ่ยช้าๆ "แต่ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าต้องการให้เจ้าไม่เพียงแต่ดูเป็น ฟังเป็น แต่ยังต้อง... คำนวณเป็นด้วย"

"คำนวณหรือพ่ะย่ะค่ะ" เว่ยจงเสียนชะงัก สีหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง

"ใช่ คิดบัญชี" สายตาของจูโหยวเจี่ยนคมกริบดุจใบมีด "ไป ไปรื้อแฟ้มประวัติทั้งหมดในตงฉั่งที่เกี่ยวกับสภาผู้ตรวจการออกมาให้ข้า ข้าต้องการข้อมูลของคนๆ หนึ่ง... ก็คือผู้ตรวจการฝ่ายซ้าย หลิวจงโจว ที่เป็นแกนนำกระโดดโลดเต้นยื่นฎีกาถอดถอนเจ้าเมื่อหลายวันก่อนนั่นแหละ"

หลิวจงโจว เสาหลักแห่งพรรคตงหลิน ผู้เลื่องชื่อลือนามด้านความเด็ดเดี่ยวและกล้าพูดกล้าวิจารณ์

"ข้าไม่ได้ต้องการหลักฐานการฉ้อราษฎร์บังหลวงของเขา และไม่ได้ต้องการประวัติเสื่อมเสียเรื่องการแบ่งพรรคแบ่งพวกของเขาด้วย" น้ำเสียงของจูโหยวเจี่ยนแฝงไว้ด้วยคำสั่งอันเด็ดขาด "ข้าต้องการให้เจ้ารวบรวมฎีกาถอดถอนทั้งหมดที่เขาเคยยื่นในช่วงสามเดือน หรือแม้กระทั่งครึ่งปีที่ผ่านมา ออกมาให้ข้าทั้งหมด"

เขาชูนิ้วขึ้นมาหนึ่งนิ้ว

"หนึ่ง เขาถอดถอนใครบ้าง ให้ทำเป็นรายชื่อมา"

จากนั้นก็ชูนิ้วที่สอง

"สอง ข้อหาที่ใช้ถอดถอนคืออะไร ให้แยกแยะเป็นหมวดหมู่ให้ชัดเจน"

สุดท้ายก็ชูนิ้วที่สาม น้ำเสียงหนักแน่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

"สาม และเป็นข้อที่สำคัญที่สุด การถอดถอนเหล่านี้ สุดท้ายแล้วมีผลลัพธ์เป็นเช่นไร มีกี่คนที่ถูกสืบสวนจนพบความผิดจริง มีกี่คนที่ถูกปลดจากตำแหน่ง และมีอีกกี่คนที่เรื่องเงียบหายไปเพราะหาหลักฐานไม่ได้"

"เอาข้อมูลพวกนี้ มาทำเป็นตารางให้ข้า ข้าต้องการผลลัพธ์ที่สามารถ... 'วัดผลเป็นตัวเลข' ได้ เข้าใจหรือไม่"

บนหน้าผากของเว่ยจงเสียน มีเหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดซึมออกมาแล้ว

เขาไม่เข้าใจ

เขาไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อยว่าฮ่องเต้ต้องการของพวกนี้ไปทำไม

เรื่องการถอดถอนขุนนาง มันวัดกันที่กระแสสังคม วัดกันที่ความถูกต้องชอบธรรม วัดกันที่การชิงไหวชิงพริบทางการเมืองในราชสำนัก ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน... ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่สามารถเอาลูกคิดมาดีดคำนวณได้แล้ว

วัดผลเป็นตัวเลขงั้นหรือ นี่มันคำศัพท์อะไรกัน

แต่เว่ยจงเสียนคลุกคลีอยู่ในวังมาหลายสิบปี ย่อมฝึกปรือวิทยายุทธ์ขั้นที่ว่าต่อให้ฟ้าจะถล่มลงมาก็ต้องรับคำสั่งไปจัดการให้เสร็จสิ้นเสียก่อนมานานแล้ว

สัญชาตญาณทางการเมืองอันเฉียบแหลมเหนือคนทั่วไปบอกเขาว่า เบื้องหลังคำสั่งประหลาดๆ ของฮ่องเต้เหล่านี้ จะต้องซุกซ่อนวิธีการอันเด็ดขาดและน่าสะพรึงกลัวที่เขาไม่อาจทำความเข้าใจได้อย่างแน่นอน

"บ่าว... บ่าวรับพระราชโองการ! ต่อให้บ่าวต้องรื้อคานบ้านของตงฉั่งลงมา บ่าวก็จะทำตารางแผ่นนี้มาถวายฝ่าบาทให้จงได้พ่ะย่ะค่ะ!"

จูโหยวเจี่ยนพยักหน้ารับอย่างพึงพอใจ ก่อนจะหันไปมองโจวเฉวียนที่เอาแต่นิ่งเงียบไม่พูดไม่จามาตลอด

สำหรับโจวเฉวียนแล้ว น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนลงมาก

"โจวเฉวียน เจ้าคือโล่ของข้า คอยปกป้องคุ้มครองข้าให้ปลอดภัย"

"พ่ะย่ะค่ะ" คำตอบของโจวเฉวียน มีเพียงคำเดียวสั้นๆ เสมอมา

"ข้าก็จะมอบหมายงานให้เจ้าหนึ่งงานเช่นกัน นั่นคือสืบเรื่องของใต้เท้าหลิวผู้นี้เหมือนกัน" จูโหยวเจี่ยนเอ่ย "แต่ข้าไม่ได้ต้องการให้เจ้าใช้กำลังทหารของค่ายหย่งเว่ย ข้าต้องการให้เจ้าใช้สายตาและสมองของเจ้า"

เขาจ้องมองใบหน้าอันเด็ดเดี่ยวของโจวเฉวียน เอ่ยเน้นย้ำทีละคำ

"เจ้าจงไปสืบดู 'การทำงาน' ของผู้ตรวจการหลิวผู้นี้ให้กระจ่าง ก่อนที่เขาจะยื่นถอดถอนใครแต่ละครั้ง เขาเคยส่งคนไปลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือไม่ สิ่งที่เขาเรียกว่า 'หลักฐาน' ในมือนั้น เคยนำไปตรวจสอบข้ามสายงานกับบุคคลอื่นเพื่อยืนยันความถูกต้องหรือไม่ เขายึดถือคำบอกเล่าปากต่อปาก หรือมีหลักฐานพยานที่แน่ชัดจริงๆ"

จูโหยวเจี่ยนชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะโยนคำศัพท์ใหม่เอี่ยมอ่องออกมาอีกคำ

"สิ่งนี้ ข้าเรียกมันว่า... 'การตรวจสอบวิเคราะห์สถานะ'"

"ข้าต้องการรู้ว่า 'ขั้นตอนการปฏิบัติงาน' ของเขา รัดกุมหรือไม่ เข้าใจไหม"

คิ้วของโจวเฉวียนขมวดเข้าหากันเล็กน้อย

การตรวจสอบวิเคราะห์สถานะงั้นหรือ ขั้นตอนการปฏิบัติงานงั้นหรือ

คำศัพท์เหล่านี้สำหรับเขาแล้ว ช่างแปลกหูเสียยิ่งกว่าบทสวดภาษาสันสกฤตจากดินแดนตะวันตกเสียอีก

แต่เขาฟังคำสั่งหลักของฮ่องเต้เข้าใจ

สืบหาต้นตอความจริงของการถอดถอนแต่ละครั้งของหลิวจงโจว

เรื่องนี้ เขาเข้าใจ

"กระหม่อม รับพระราชโองการ" เขาประสานมือรับคำสั่งโดยปราศจากความลังเลใดๆ

มองดูเครื่องมือชิ้นสำคัญที่สุดสองชิ้นของตนเองในเวลานี้ คนหนึ่งมีสีหน้างุนงงทว่ายำเกรงถึงขีดสุด ส่วนอีกคนไม่เข้าใจอะไรเลยทว่าเชื่อฟังคำสั่งอย่างเด็ดขาด จูโหยวเจี่ยนก็รู้ดีว่า แผนการของเขา... ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

เว่ยจงเสียนคือ "ฝ่ายข้อมูลการตลาด" ของเขา รับผิดชอบรวบรวมข้อมูลเชิงลบของ "สินค้าคู่แข่ง"

โจวเฉวียนคือ "ฝ่ายควบคุมความเสี่ยงและกำกับการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์" ของเขา รับผิดชอบตรวจสอบ "ช่องโหว่ในขั้นตอนการปฏิบัติงาน" ของ "สินค้าคู่แข่ง"

ส่วนตัวเขาเอง ผู้เป็นซีอีโอคนใหม่แห่งต้าหมิงกรุ๊ป ก็ได้ลับมีดเล่มใหม่ของเขาจนคมกริบแล้ว

มีดเล่มนี้ไม่ได้ตีขึ้นจากเหล็กกล้า

แต่มันถูกหล่อหลอมขึ้นจากคำศัพท์อันเย็นชาอย่าง "ข้อมูล" "กระบวนการ" "ผลการปฏิบัติงาน" และ "ผลลัพธ์"

เขาแทบจะอดใจรอไม่ไหว ที่จะให้บรรดาท่านชายผู้รอบรู้ตำรับตำราเหล่านั้น ได้ลิ้มรสความคมกริบของมีดเล่มใหม่นี้ในการประชุมขุนนางครั้งแรกเสียแล้ว!

เขาต้องการให้ทุกคนได้รับรู้ว่า นับจากนี้เป็นต้นไป ภายในพระราชวังต้องห้ามแห่งนี้ ภายใต้การปกครองของจูโหยวเจี่ยนผู้นี้ ดีแต่พ่นน้ำลายท่องสโลแกนไปวันๆ มันไร้ประโยชน์!

สิ่งที่เขาต้องการคือผลลัพธ์

คือผลลัพธ์ที่จับต้องได้ และสามารถนำไปเขียนลงในงบการเงินได้เท่านั้น!

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 8 - เจ้าคิดว่าข้าเกิดมาเป็นฆาตกรโรคจิตหรือไง

คัดลอกลิงก์แล้ว