- หน้าแรก
- ศิษย์น้องหญิงคืนถิ่น กอบกู้ชะตาสิ้นสำนักมาร
- บทที่ 9: พี่น้องน้ำเต้าช่วยปู่
บทที่ 9: พี่น้องน้ำเต้าช่วยปู่
บทที่ 9: พี่น้องน้ำเต้าช่วยปู่
บทที่ 9: พี่น้องน้ำเต้าช่วยปู่
ในขณะที่กองกำลังปีศาจกำลังส่งเสียงหอนระงมด้วยความวุ่นวาย ศิษย์พี่หญิงผู้ซึ่งโลกทัศน์เพิ่งแหลกสลาย ก็ได้ซวนเซหลบหนีไปอย่างน่าเวทนา
การรอดพ้นจากเงื้อมมือของฝูงปีศาจที่แข็งแกร่งกว่าตนเองน่าจะเป็นเรื่องที่ควรคู่แก่การเฉลิมฉลอง แต่ทำไมเธอถึงรู้สึกแปลกๆ นักล่ะ?
หลังจากการต่อสู้ครั้งนี้ ศิษย์พี่หญิงผู้เคยไร้ชื่อเสียงและไม่มีบทบาทใดๆ ในแนวหน้า ก็กลับกลายเป็นคนดังขึ้นมาอย่างกะทันหัน
ถึงแม้ว่าตัวศิษย์พี่หญิงจะไม่ได้ต้องการชื่อเสียงนั้นเลยก็ตามที
ผู้บ่มเพาะหลายคนที่มีพลังยุทธ์อ่อนด้อย และกำลังดิ้นรนเอาชีวิตรอดในแนวหน้า แอบตามหาศิษย์พี่หญิงเป็นการส่วนตัว โดยหวังจะใช้หินวิญญาณซื้อ 'จานค่ายกลคูถศร' ของเธอ
จี้ชิงโจวซึ่งอยู่ห่างไกลออกไปที่สำนักอู๋เลี่ยง เมื่อได้ยินเรื่องนี้ก็กำหมัดน้อยๆ ของเธอแน่น พลางวิจารณ์ว่า "ลูกศรอาบอุจจาระ ใครโดนแทงก็ตายทั้งนั้นแหละ!"
แม้ศิษย์พี่หญิงจะต่อต้านการสร้างสิ่งที่เรียกว่า 'จานค่ายกลคูถศร' อย่างรุนแรง แต่ภายใต้การกัดกร่อนของหินวิญญาณ เธอก็ยังคงยอมพ่ายแพ้ต่อโชคชะตา
ในช่วงเวลาหนึ่ง จานค่ายกลคูถศรได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่ผู้บ่มเพาะระดับล่างที่แนวหน้า แต่มันก็ถูกระงับการใช้งานอย่างรวดเร็ว
นั่นเป็นเพราะเผ่าปีศาจเองก็เอาคืนเผ่ามนุษย์ด้วยวิธีเดียวกัน มาสิ มาทำร้ายกันให้ตายไปข้างเลย
เพื่อรักษากระทั่งศักดิ์ศรีในฐานะผู้บ่มเพาะของทั้งสองเผ่าพันธุ์ หลังจากต่อสู้และเกลียดชังกันมานับพันปี ในที่สุดพวกเขาก็สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้เป็นครั้งแรก—
นั่นคือการทำให้ไอ้ของพรรค์นี้หายไปจากสนามรบ!
เมื่อนึกถึงควันดำประหลาดที่ลอยฟุ้งมาจากค่ายกลเวทมนตร์ที่ระเบิดออก และกองอ้วกกระจัดกระจายของชายทั้งสามคนหน้าบ้าน สุ่ยตู้เฉินก็หลับตาลง
หลังจากผ่านไปหลายปี ศิษย์น้องก็ยังคงเป็นศิษย์น้องคนเดิม
เพียงแต่ในอดีต ตอนที่ศิษย์น้องเพิ่งก้าวเข้าสู่โลกแห่งการบ่มเพาะ พลังของเธอยังอยู่ในระดับธรรมดา หากเธอต้องการดัดแปลงค่ายกลเวทมนตร์ เธอก็ทำได้เพียงใช้อาหารแสนอร่อยล่อหลอกสัตว์วิญญาณสมองทึบที่ยอดเขาสัตว์วิญญาณให้มาช่วยผลิต 'ศรคูถ' ให้เท่านั้น
บัดนี้ เธอไม่ใช่เด็กน้อยไร้เดียงสาที่มีแต่วิธีกลั่นแกล้งแบบตรงไปตรงมาอีกต่อไปแล้ว—
แต่เป็นผู้ใหญ่เต็มตัวที่รู้จักลูกไม้แพรวพราวมากมาย
"ให้ตายสิ..."
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ สุ่ยตู้เฉินไม่เพียงแต่ไม่คิดว่าศิษย์น้อง 'โหดเหี้ยม' เกินไป แต่เขากลับอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาดังๆ
"ทางนั้น!"
"นั่นลานบ้านของศิษย์พี่สุ่ยนินา!"
"เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?"
จู่ๆ ก็มีเสียงอุทานดังมาจากที่ไกลๆ นอกบ้าน
บรรดาผู้บ่มเพาะจากยอดเขาโอสถวิญญาณที่ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายก็พากันรุดมาถึง และดูเหมือนจะไม่ได้มากันแค่คนเดียวเสียด้วย
เมื่อได้ยินเสียงวุ่นวายด้านนอก หัวใจของสุ่ยตู้เฉินก็เต้นแรง เขาหยิบ 'นกกระเรียนพับสื่อสาร' ออกมาจากช่องลับในชั้นหนังสือ แต่ยังไม่ได้ส่งมันออกไปในทันที เขากลับยืนรออย่างเงียบๆ อยู่ภายในห้อง
เสียงจากด้านนอกดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ—
"ไอ้ตัวดำเมี่ยมสามตัวนั่นใครกันน่ะ?"
"มีศัตรูบุกรุกเหรอ?"
"ไม่ใช่! คนที่โดนระเบิดดูเหมือนจะเป็นซ่งหยาน! ลูกชายของผู้อาวุโสรองแห่งหอคุมกฎ!"
"หอคุมกฎ?!"
"ทำไมซ่งหยานถึงมาที่ยอดเขาโอสถวิญญาณของเรากลางดึกดื่นแบบนี้ล่ะ?"
"ช่างเถอะ ช่วยพวกเขาก่อนเถอะ!"
"พี่ซ่ง อย่าเพิ่งตกใจ ข้าจะช่วยท่าน... แหวะ!"
"กลิ่นอะไรเนี่ย... อึก แหวะ อ้วก!"
"ควันดำนี่มีพิษ! ข้าออกแรงไม่ได้เลย! พลังวิญญาณของข้าก็... แหวะ! อึก อ้วก แหวะ แหวะ แหวะ—"
บรรดาผู้บ่มเพาะที่ต้องการเข้าไปช่วยซ่งหยาน แม้จะไม่ได้เป็นคนไปกระตุ้นค่ายกลเวทมนตร์ระเบิด แต่ก็ได้รับผลกระทบจากอานุภาพ (และกลิ่น) ที่ตกค้างของควันดำ พวกเขาทั้งหมดต่างน้ำลายฟูมปาก ล้มลงไปกองกับพื้น และอาเจียนออกมาอย่างหนัก ทำให้สถานการณ์วุ่นวายขึ้นมาในทันที
บางคนอยากจะช่วยคน จึงโคจรพลังวิญญาณเพื่อปกป้องจมูกของตนและพุ่งเข้าไปในกลุ่มควันดำ
อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ต้องพบกับความสยดสยองเมื่อตระหนักว่า แม้จะไม่ได้กลิ่นผ่านทางจมูก แต่ควันดำที่เกาะติดอยู่ตามผิวหนังกลับทำให้ร่างกายของพวกเขารู้สึกอ่อนแรง ส่งผลให้พลังวิญญาณที่กำลังโคจรหยุดชะงัก จนไม่อาจปกป้องจมูกได้ และต้องสูดดมกลิ่นอันเปรี้ยว เน่าเหม็น และเผ็ดร้อน ซึ่งเป็นกลิ่นประหลาดสุดอลังการและชวนปวดเศียรเวียนเกล้าอย่างแท้จริงเข้าไปเต็มปอด
ด้วยเหตุนี้ คนกลุ่มนี้จึงล้มระเนระนาดไปตามๆ กัน ราวกับพี่น้องน้ำเต้าที่พยายามจะไปช่วยปู่ของพวกเขาไม่มีผิด
เมื่อเห็นภาพอันน่าสลดใจนี้ ผู้บ่มเพาะที่ตอนแรกอยากจะยื่นมือเข้าช่วย ก็ถึงกับถอยกรูดด้วยความหวาดกลัว อย่าว่าแต่ช่วยคนเลย พวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะมองด้วยซ้ำ กลัวว่าแค่มองฝูงชนเพิ่มอีกเพียงเสี้ยววินาที พวกเขาอาจจะติดเชื้อจากควันดำทึบที่ลอยอยู่ไกลๆ ได้
ภายในบ้าน สุ่ยตู้เฉินมองเห็นเหตุการณ์หลังกลุ่มควันหนาทึบผ่านรอยแยกของหน้าต่าง ความคิดเศร้าหมองมากมายผุดขึ้นมาในหัว ทำให้เขาสามารถกลั้นเสียงหัวเราะเอาไว้ได้
ขณะที่ความสนใจของทุกคนพุ่งเป้าไปที่บรรดาผู้บ่มเพาะที่กำลังอาเจียน สุ่ยตู้เฉินก็อาศัยจังหวะชุลมุนส่งนกกระเรียนพับออกไป
ท่ามกลางความมืดมิด นกกระเรียนพับได้กลายสภาพเป็นลำแสงสีดำที่ไม่สะดุดตาและหายลับไปบนท้องฟ้า... ความวุ่นวายยังคงดำเนินต่อไปอีกพักใหญ่ มีใครบางคนไปเชิญผู้อาวุโสแห่งยอดเขาโอสถวิญญาณซึ่งกำลังหลอมโอสถอยู่ให้ออกมาจัดการ ด้วยพลังวิญญาณอันมหาศาลระดับวิญญาณก่อกำเนิด เขาได้สะกดค่ายกลเวทมนตร์เอาไว้ กวาดต้อนบรรดาศิษย์ที่กำลังทนทุกข์ทรมานอยู่ภายในค่ายกลเข้าไปในแขนเสื้อ แล้วโยนพวกเขาไปกองรวมกันไว้ด้านข้าง
บรรดาไทยมุงสูดดมกลิ่นที่ติดตัวพวกเขา ซึ่งดูเหมือนจะซึมลึกเข้าไปถึงกระดูก สีหน้าของพวกเขาก็เปลี่ยนไปในทันที และพร้อมใจกันถอยร่นไปหลายเชียะ
จากนั้น ผู้อาวุโสแห่งยอดเขาโอสถวิญญาณก็ร่ายวิชาเวท กวาดควันดำขึ้นสู่ท้องฟ้า
ผู้บ่มเพาะทุกคนที่อยู่ที่นั่นล้วนมีสายตาที่มองเห็นในความมืด และพวกเขาก็เฝ้ามองกลุ่มเมฆสีดำทะมึนก่อตัวขึ้นเหนือยอดเขาโอสถวิญญาณ
"ปฐมพยาบาลพวกเขาซะ เดี๋ยวข้าจะเข้าไปดูข้างในหน่อย"
ผู้อาวุโสยอดเขาโอสถวิญญาณสั่งให้บรรดาศิษย์ที่กำลังอิดออดไปรักษาผู้บาดเจ็บ จากนั้นก็จำแลงกายเป็นลำแสงพุ่งลงมาหยุดอยู่หน้าประตูบ้านไม้ไผ่ของสุ่ยตู้เฉิน
เขาไม่ได้บุ่มบ่ามเข้าไปข้างใน แต่ใช้สัมผัสวิญญาณตรวจสอบสถานการณ์ภายใน ทว่ากลับถูกปิดกั้นด้วยแสงสีเขียวที่ปกคลุมอยู่ชั้นนอกของบ้านไม้ไผ่ เขาจึงทำได้เพียงส่งเสียงถาม "หลานศิษย์สุ่ย เจ้าอยู่ข้างในนั้นหรือเปล่า?"
หลังจากผ่านไปเนิ่นนาน เมื่อทุกคนเริ่มคิดว่ามีเรื่องไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น และสุ่ยตู้เฉินอาจจะได้รับอันตรายไปด้วย แสงสีเขียวที่ปกคลุมชั้นนอกของบ้านไม้ไผ่ก็สลายไป และประตูก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงจากด้านในพร้อมกับเสียง "ปัง"
ผู้อาวุโสยอดเขาโอสถวิญญาณสะดุ้งตกใจ เกือบจะคิดไปว่าเป็นการลอบโจมตีของศัตรู และเตรียมร่ายวิชาเวทไว้ในมือแล้ว
โชคดีที่เขาจำได้ว่าเป็นใคร จึงรีบรั้งมือกลับและเข้าไปช่วยพยุงอีกฝ่าย
"หลานศิษย์สุ่ย! เกิดอะไรขึ้น?"
คนที่ผลักประตูออกมาไม่ใช่ใครอื่นนอกจากสุ่ยตู้เฉิน เขามาในสภาพใบหน้าซีดเผือด มีเลือดซึมที่มุมปาก ท่าทางราวกับใกล้จะสิ้นลมเต็มที
"ผู้อาวุโสหง... แค่กๆ..."
สุ่ยตู้เฉินไออยู่นานกว่าจะจับจังหวะหายใจได้ "ข้าเพิ่งตื่นครับ ข้าไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น"
ผู้อาวุโสหงมีนามว่าหงเทียนจง เป็นถึงรองเจ้ายอดเขาโอสถวิญญาณ แม้เขาจะเป็นเพียงนักหลอมโอสถระดับสี่ แต่เขาก็มีพลังฝึกตนอยู่ในระดับวิญญาณก่อกำเนิดขั้นกลาง
เขาเป็นคนค่อนข้างเจ้าเล่ห์ สนใจเรื่องการแย่งชิงอำนาจมากกว่าการบ่มเพาะ แต่เนื่องจากในช่วงวัยหนุ่ม เขาเคยได้รับบุญคุณช่วยชีวิตจากเจ้ายอดเขาไป๋เวยเต้าเหริน เขาจึงยอมทนอยู่ที่ยอดเขาโอสถวิญญาณอย่างสงบเสงี่ยมมาตลอดหลายปี
ไป๋เวยเต้าเหรินนั้นมุ่งเน้นแต่การบ่มเพาะเพียงอย่างเดียว เมื่อเธอออกจากการเก็บตัว ก็เพื่อหลอมโอสถและชี้แนะศิษย์เท่านั้น แถมเธอยังมักจะถูกเรียกตัวไปยังแนวหน้าเพื่อช่วยเหลือในการสู้รบกับศัตรูอยู่เสมอ จึงไม่มีเวลามาบริหารจัดการงานต่างๆ
ดังนั้น ผู้อาวุโสหงจึงต้องรับผิดชอบดูแลงานจิปาถะมากมายภายในยอดเขา เขาปฏิบัติต่อบรรดาศิษย์ค่อนข้างดี และบริหารจัดการยอดเขาโอสถวิญญาณได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
หงเทียนจงเห็นความอ่อนแอของสุ่ยตู้เฉิน สายตาอันเฉียบคมของเขากวาดมองผ้าพันแผลจางๆ ที่มองเห็นอยู่ใต้ปกเสื้อ จากนั้นก็หันไปมองร่างสีดำเมี่ยมสามร่างที่กำลังได้รับการปฐมพยาบาล สีหน้าของเขาก็มืดทะมึนลง
"ในเมื่อเจ้าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น งั้นก็กลับเข้าไปพักผ่อนข้างในให้สบายเถอะ"
หงเทียนจงกำลังจะช่วยพยุงสุ่ยตู้เฉินเข้าไปในบ้าน แต่จู่ๆ ก็มีเสียงตวาดอย่างเกรี้ยวกราดดังมาจากกลางอากาศแต่ไกล—
"สุ่ยตู้เฉิน! บังอาจนักนะที่กล้าทำร้ายลูกชายข้า?!"
พ่อซ่งที่ได้รับรายงานจากสายข่าว ได้รีบรุดมาด้วยอาวุธวิเศษประเภทบิน เมื่อเขากวาดสัมผัสวิญญาณดูก็เห็นลูกชายของตนดำเมี่ยมไปทั้งตัว ตามตัวเต็มไปด้วยเศษซากสีแดงและสีขาวที่ไม่รู้ว่าคืออะไร แถมยังอยู่ในสภาพปางตาย เขาจึงโยนความผิดทั้งหมดไปที่สุ่ยตู้เฉินทันที
เขาตะโกนลั่น "เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงได้ลอบทำร้ายเพื่อนร่วมสำนักเดียวกัน? เจ้าเห็นกฎของสำนักเป็นอะไร? ช่างกำเริบเสิบสานนัก!"
กลางอากาศ พ่อซ่งพูดยังไม่ทันจบ ก็เห็นกลุ่มเมฆสีดำทะมึนลอยอยู่เบื้องหน้า
เขาไม่ได้คิดอะไรมาก และบินพุ่งเข้าไปในกลุ่มเมฆนั้นโดยตรง
ในฐานะผู้บ่มเพาะระดับวิญญาณก่อกำเนิดขั้นต้น เขาไม่กลัวเมฆฝนฟ้าคะนองธรรมดาๆ อยู่แล้ว... อ—ะ—แ—ห—ว—ะ!
พ่อซ่งยังคงตะเบ็งเสียงด่าทอสุ่ยตู้เฉินเรื่องการทำร้ายเพื่อนร่วมสำนัก ปากที่อ้ากว้างของเขางับเอาเมฆดำคำโตเข้าไปเต็มๆ และใบหน้าที่เคร่งขรึมของเขาก็เปลี่ยนเป็นสีม่วงอมเขียวในพริบตา ราวกับว่าเขาได้กลืนกินสิ่งของที่ไม่อาจบรรยายได้เข้าไปคำโต พร้อมกับส่งเสียงขย้อนอย่างน่าสยดสยอง
เขาสะบัดมือไปมาอย่างบ้าคลั่ง มือข้างหนึ่งป้องปากและจมูก ส่วนอีกข้างกุมคอเอาไว้ ร่างกายของเขากระตุกอย่างรุนแรง เขาไม่สามารถยืนทรงตัวบนอาวุธวิเศษประเภทบินได้อีกต่อไป และร่วงหล่นลงมา หัวปักคะมำเข้าไปในป่าไผ่โดยตรง!