- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 168 ความร่วมมือสี่ฝ่าย
บทที่ 168 ความร่วมมือสี่ฝ่าย
บทที่ 168 ความร่วมมือสี่ฝ่าย
รังของสมาคมชิงศีรษะตั้งอยู่บนเกาะสันโดษที่ชื่อว่าเกาะลับกระบี่กลางทะเลกว้าง เกาะแห่งนี้มีขนาดใหญ่มาก รอบด้านเต็มไปด้วยโขดหินที่สลับซับซ้อนราวกับเขี้ยวสุนัข บนเกาะไม่มีสิ่งปลูกสร้างใดๆ มีเพียงยอดเขาสูงตระหง่านอยู่ลูกเดียว
ยอดเขาสันโดษนี้ซ่อนถ้ำแห่งหนึ่งเอาไว้ มีชื่อว่าถ้ำย้อมโลหิต ซึ่งเป็นรังของสมาคมชิงศีรษะ
เวลานี้ฟ้ายังไม่สาง ส่วนลึกสุดของถ้ำย้อมโลหิตบนเกาะลับกระบี่ มีห้องหินแห่งหนึ่งถูกดัดแปลงเป็นห้องที่หรูหราอย่างยิ่ง กลางห้องแขวนโคมหลิวหลีไว้หนึ่งดวง สี่มุมก็มีโคมไฟแขวนอยู่อีกสี่ดวง ภายในห้องดูเหมือนจะไม่ขาดแสงสว่าง ทว่าเมื่อแสงส่องกระทบผนังหินทั้งสี่ด้าน กลับให้ความรู้สึกแปลกประหลาดราวกับตำหนักทองคำเรืองรอง
เห็นได้ชัดว่าที่นี่คือห้องลับแห่งหนึ่ง แต่กลับถูกจัดเตรียมไว้อย่างสุขสบาย มีทั้งโต๊ะและเก้าอี้ ข้าวของเครื่องใช้ทั้งหมดล้วนหรูหรายิ่ง ทิศตะวันออกของห้องลับมีเตียงหยกเหมันต์ขนาดใหญ่เตียงหนึ่ง บนเตียงหยกมีเบาะรองนั่ง บนนั้นมีหลวงจีนร่างสูงผอมสวมจีวรสีแดงนั่งอยู่ หลวงจีนรูปนี้ก็คือนักพรตฉางหลิง
ด้านล่างเบาะรองนั่งที่นักพรตฉางหลิงนั่งอยู่ ก็มีเงาร่างอยู่หลายร่าง ซึ่งล้วนแต่เป็นแขกที่ถูกเชิญมา ทิศเหนือมีชายฉกรรจ์เคราครึ้มรูปร่างกำยำแต่งกายเยี่ยงชาวทะเลนั่งอยู่
ทิศใต้เป็นหญิงชรารูปร่างผอมแห้ง นางน่าจะเป็นชนเผ่าโบราณที่หลงเหลือในโพ้นทะเล การแต่งกายไม่เหมือนชาวต้าโหยว
หญิงชราผู้นี้มีเรือนผมยาวสยายยุ่งเหยิง แฝงไปด้วยกลิ่นอายอันประหลาดลี้ลับ ใบหน้าของนางเหลืองซีด ริ้วรอยบนใบหน้าหย่อนคล้อยราวกับหนังไก่ นางถือไม้เท้าเหล็กหัวนกเขาในมือ สีหน้าไร้ความรู้สึก หูทั้งสองข้างห้อยตุ้มหูเป็นพวง ส่งเสียงดังกังวาน
ส่วนทิศตะวันตกที่อยู่ตรงข้ามกับนักพรตฉางหลิง เป็นชายชราใบหน้าแดงระเรื่อ ผมขาวสยาย และมัดผมขาวที่ยาวเฟื้อยเป็นเปียเล็กๆ เขาสวมชุดผ้าไหมสีฟ้าน้ำแข็ง สีหน้าดูเย็นชาอยู่บ้าง
“นักพรตฉางหลิงพูดมาเถิด ที่เจ้าตามพวกเรามา ตกลงแล้วเพื่อเรื่องอันใดกันแน่?”
ชายชราผมขาวปัดเคราขาวคราหนึ่ง น้ำเสียงเย็นชาเอ่ยว่า “อย่าบอกนะว่าที่เจ้าเชิญพวกเราสามคนมา ตั้งใจจะหาพวกเรามาจิบชาพาทีรำลึกความหลัง เจ้าคงไม่ได้คิดว่าพวกเราสามคนมีเวลาว่างมากขนาดนั้นหรอกนะ…”
ชายฉกรรจ์เคราครึ้มและหญิงชราผู้นั้นก็ทอดสายตามองไปยังนักพรตฉางหลิงที่นั่งอยู่บนเบาะรองนั่ง
“คำพูดนี้ก็มีเหตุผล นักพรตฉางหลิง พวกเราทั้งสามฝ่ายล้วนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอันใดกับสมาคมชิงศีรษะของเจ้า เจ้าจงใจเรียกหาพวกเรามีความนัยอันใด?”
ชายฉกรรจ์เคราครึ้มที่แต่งกายเยี่ยงชาวทะเลเอ่ยปากเรียบๆ น้ำเสียงของเขาแฝงความคมกริบดั่งเหล็กกล้า บนร่างยังมีปราณกระบี่พันเกี่ยวอยู่อีกด้วย เห็นได้ชัดว่าเป็นยอดฝีมือที่ฝึกปรือวิชาประเภทกระบี่บิน
คนผู้นี้มีนามว่าเซี่ยสือตี๋ เป็นยอดฝีมือวิชาเต๋าที่ยึดครองเกาะเย่หมัวในโพ้นทะเล เดิมทีเขาเป็นศิษย์สายเต๋าเร้นลับในอาณาจักรต้าโหยว ต่อมาเพราะเรื่องบางอย่างจึงไม่ลงรอยกับศิษย์ร่วมสำนัก ในความรีบร้อนจึงพลั้งมือใช้กระบี่ฆ่าคนตาย ก่อความผิดพลาดครั้งใหญ่ เขาจึงได้ทรยศออกจากสายเต๋าเร้นลับ หนีมายังโพ้นทะเล ยึดครองเกาะเย่หมัว และกลายเป็นขุมกำลังฝ่ายหนึ่ง
“นักพรตฉางหลิง เมื่อสองปีก่อน ข้าเคยรับศิษย์สืบทอดคนหนึ่งนามว่าฝูเฉินจื่อ เขาออกทะเลไปคุ้มกันเรือให้พ่อค้าทางทะเล แล้วถูกกลุ่มโจรสลัดรุมโจมตีจนตาย คนผู้นี้น่าจะถูกลูกน้องของเจ้าฆ่าตายกระมัง?”
หญิงชราแค่นหัวเราะเย็นชา
“ที่เจ้าตามหาข้าถึงที่ คงตั้งใจจะให้คำอธิบายแก่ข้าใช่หรือไม่?”
“ประมุขเกาะเย่หมัว ยายเฒ่าซางหลิง เฒ่าปีศาจเสวียนปิง” นักพรตฉางหลิงยิ้มบางๆ แล้วกล่าว “แม้กาลก่อนพวกเราจะเคยมีความขุ่นข้องหมองใจกันบ้าง แต่ก็ใช่ว่าจะมีความแค้นลึกล้ำอันใด”
เขามองยายเฒ่าซางหลิงอีกครา แล้วหัวเราะเบาๆ
“ยายเฒ่าซางหลิง เรื่องศิษย์สืบทอดของท่านผู้นั้น ทีแรกข้าก็ไม่รู้เรื่อง แต่เรื่องนี้ก็จัดการได้ง่ายนัก คนที่ฆ่าศิษย์ของท่าน หลังจากนี้ข้าจะมอบชีวิตของพวกเขาให้แก่ท่าน หากยังรู้สึกว่าไม่พอ ช่างบังเอิญนัก ช่วงนี้ข้าเพิ่งรับศิษย์มาไม่กี่คน ท่านจะเลือกกลับไปสักสองสามคนเพื่อเซ่นไหว้ศิษย์ของท่านก็ย่อมได้ ส่วนท่านจะจับคนพวกนี้ไปแล่เนื้อทั้งเป็น หรือจะทรมานด้วยทัณฑ์โหด มันก็สุดแล้วแต่ความต้องการของท่านผู้เฒ่าแล้ว…”
ยายเฒ่าซางหลิงขมวดคิ้ว ในใจคิดว่าตัวเองยังประเมินนักพรตฉางหลิงรวมถึงพวกผู้บำเพ็ญเพียรนอกรีตแห่งสมาคมชิงศีรษะต่ำไป
“เจ้าฉางหลิงคนนี้ละไว้ก่อน พวกผู้บำเพ็ญเพียรนอกรีตที่หลงมัวเมาพวกนั้น แม้แต่ชีวิตตัวเองก็ยังไม่เห็นค่า ของพรรค์นี้ต่อให้ตายไปอีกร้อยคน พันคน มันก็ยังเทียบไม่ได้กับชีวิตศิษย์สายตรงของข้าเพียงชีวิตเดียว! หึหึ คนผู้นี้ช่างคำนวณได้เก่งกาจนัก!”
แน่นอนว่านางย่อมไม่ยอมรับข้อเสนอนี้อย่างง่ายดาย เพียงแต่จดบัญชีแค้นไว้ในใจอย่างเงียบๆ
“อะแฮ่ม!”
นักพรตฉางหลิงแสร้งกระแอมเบาๆ สองทีก่อนกล่าว “เรื่องนี้พักไว้ก่อน พวกเรามาพูดเรื่องสำคัญกันเถอะ ข้าคิดว่าช่วงนี้ทุกท่านคงได้ยินข่าวลือนั้นแล้วกระมัง อย่างไรเสียศิษย์ของเกาะเย่หมัว ตำหนักซางมู่ และแอ่งเสวียนปิงของพวกท่าน ล้วนอยู่ใกล้กับน่านน้ำแถบนั้น เรื่องบนเกาะนั่นคาดว่าคงปิดบังพวกท่านทั้งสามไม่ได้”
กล่าวจบ เขาก็ตวัดนิ้ววาดวงกลมกลางอากาศ ใช้วิชากระจกวงแสง แสงกลมนั้นชัดเจนราวกับกระจกวารี บนนั้นปรากฏภาพเกาะภูเขาไฟแห่งหนึ่ง บนเกาะเดี๋ยวก็มีเมฆดำทมิฬปกคลุม เดี๋ยวก็มีแสงเรืองรองสาดส่อง หมอกเมฆพวยพุ่ง รองรับตำหนักเซียนสวรรค์แห่งหนึ่งไว้กลางเวหา แสงของวิเศษและปราณเทพนานาชนิดพุ่งทะยานเสียดฟ้า
ประมุขเกาะเย่หมัว ยายเฒ่าซางหลิง และเฒ่าปีศาจเสวียนปิงทั้งสามคนหรี่ตาลง จ้องมองทิวทัศน์ที่เกิดจากแสงกลมนั้นตาไม่กะพริบ ภายในใจล้วนเกิดความคิดที่แตกต่างกันไป
‘แย่แล้ว! ดูเหมือนข่าวสารข้อมูลจะรั่วไหลออกไปแล้ว!’
‘ตาเฒ่านี่ ไปรู้เรื่องนี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่?’
‘เรื่องบนเกาะภูเขาไฟล่วงรู้ไปถึงหูของนักพรตฉางหลิงแล้วงั้นรึ?’
ที่มาของคนทั้งสามนี้ล้วนไม่ธรรมดา ล้วนเป็นบุคคลระดับยอดฝีมือในหมู่ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระจำนวนมากในทะเลรอบนอก เกาะที่พวกเขาบำเพ็ญเพียรและที่ตั้งล้วนอยู่ใกล้กับเกาะภูเขาไฟแห่งนั้น ดังนั้นจึงได้รับข่าวนี้แล้ว
ประมุขเกาะเย่หมัว ยายเฒ่าซางหลิง และเฒ่าปีศาจเสวียนปิงล้วนคลุกคลีอยู่ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรมาหลายปี นับว่าเป็นผู้เจนจัดในยุทธภพแล้ว เมื่อพวกเขาเห็นสถานการณ์บนเกาะภูเขาไฟ ก็รู้ได้ทันทีว่าบนเกาะหากไม่ใช่มีของวิเศษถือกำเนิด มันก็ต้องเกิดความเปลี่ยนแปลงอันแปลกประหลาดอะไรสักอย่าง…
“อาจจะเป็นถ้ำพำนักที่ผู้อาวุโสท่านใดทิ้งไว้คลายผนึกออก หรืออาจจะเป็นศาสตราวุธวิเศษที่ยอดฝีมือในยุคโบราณกาลหลอมขึ้นดิ้นหลุดจากผนึกคุมขังหนีออกมา หรืออาจจะเป็นของวิเศษแห่งฟ้าดินกำลังจะถือกำเนิด อย่างไรเสียเรื่องพรรณนี้หากได้พบเจอก็เรียกได้ว่าเป็น ‘โชควาสนา!’”
ยอดฝีมือทั้งสามลงมือเตรียมการทันที อีกทั้งยังออกคำสั่งให้ศิษย์ในสังกัดปิดกั้นข่าวสาร เพื่อป้องกันไม่ให้คนนอกรู้ข่าวและแห่กันมาที่นี่เพิ่ม
ทั้งสามคนคำนวณมาอย่างดี เพื่อหวังจะฮุบผลประโยชน์เหล่านี้ไว้แต่เพียงผู้เดียวให้มากที่สุด ใครจะไปคาดคิดว่านักพรตฉางหลิงแห่งสมาคมชิงศีรษะก็จะสอดมือเข้ามายุ่งด้วย เมื่อเห็นเกาะภูเขาไฟที่ฉายออกมาจากวิชากระจกวงแสง จิตสังหารอันรุนแรงก็พุ่งตรงไปยังนักพรตฉางหลิงในทันที
นักพรตฉางหลิงกุมอำนาจสมาคมชิงศีรษะบนเกาะลับกระบี่มาหลายปี ใช้วิธีการอันร้ายกาจสารพัด ควบคุมเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรนอกรีตใต้บังคับบัญชาที่วันๆ เอาแต่หลงมัวเมา ไร้กฎเกณฑ์ และไม่เกรงกลัวสิ่งใด อย่าพูดถึงความสามารถและชั้นเชิงของเขาเลย ลำพังแค่พลังตบะของคนผู้นี้ก็ล้ำลึกสุดหยั่งคาด เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว ขุมกำลังฝ่ายต่างๆ ในโพ้นทะเลก็ยังไม่รู้ตัวตนและที่มาอันแท้จริงของเขา
ทว่าประมุขเกาะเย่หมัว ยายเฒ่าซางหลิง และเฒ่าปีศาจเสวียนปิงล้วนมีที่มาที่ไปเป็นของตนเอง พวกเขาจึงไม่ได้เกรงกลัวนักพรตฉางหลิงและผู้บำเพ็ญเพียรนอกรีตใต้บังคับบัญชาของเขาเลย
ราวกับมองทะลุจิตใจของทั้งสามคนได้ในปราดเดียว นักพรตฉางหลิงก็ไม่ได้ถือสา กลับยิ้มบางๆ แล้วกล่าวอย่างเรียบเฉยว่า “ทั้งสามท่านอย่าเพิ่งเกรี้ยวกราดไป ข้าขอถามสักประโยค พวกท่านรู้หรือไม่ว่าความเคลื่อนไหวบนเกาะภูเขาไฟแห่งนี้ แท้จริงแล้วมีสาเหตุมาจากสิ่งใด?”
ทันทีที่ประโยคนี้เอ่ยออกไป เฒ่าปีศาจเสวียนปิงก็แค่นเสียงเย็นชา
“ฉางหลิง เจ้าอยากจะพูดอะไรก็พูดมาตรงๆ อย่ามาลีลาอมพะนำอยู่ที่นี่!”
“หึหึ ประมุขเกาะเย่หมัว ยายเฒ่าซางหลิง เฒ่าปีศาจเสวียนปิง ข้ารู้ว่าพวกท่านพลังตบะแข็งแกร่ง ตบะลึกล้ำ และมีเจตนาจะวางแผนแย่งชิงสิ่งของบนเกาะภูเขาไฟแห่งนี้ เพียงแต่น่าเสียดาย ที่พวกท่านไม่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นบนเกาะเลยแม้แต่น้อย”
นักพรตฉางหลิงกล่าวต่อไปว่า “แต่ข้ากลับรู้ ว่าบนเกาะนั้นไม่มีของวิเศษใดๆ ถือกำเนิด และไม่มีถ้ำพำนักที่คนรุ่นก่อนทิ้งไว้ ความเคลื่อนไหวบนเกาะที่ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนั้น จนทำให้เกิดนิมิตประหลาดมากมาย ทั้งหมดเป็นเพราะบนเกาะนั้นมีคนกำลังฝึกปรือวิชาอยู่!!”
“ฝึกปรือวิชา? วิชาอะไร?”
ยายเฒ่าซางหลิงมีสีหน้าสงสัย
“พวกท่านเคยได้ยินชื่อของตำหนักมารสามกำเนิดหรือไม่ ตัวข้ากล้าฟันธงเลยว่า เรื่องที่เกิดขึ้นบนเกาะภูเขาไฟแห่งนี้ เกรงว่าคงมีความเกี่ยวข้องกับการสืบทอดของตำหนักมารสามกำเนิด…”
นักพรตฉางหลิงฉีกยิ้มกว้าง
“ที่ข้ามาหาพวกท่านเพื่อปรึกษาหารือ ก็เป็นเพราะจุดประสงค์เดียวกัน เพียงแต่ สิ่งที่ข้าต้องการคือความร่วมมือ ข้าหวังให้พวกเราทั้งสี่คนร่วมมือกัน พวกท่านคงยังไม่รู้ ว่าคนบนเกาะภูเขาไฟแห่งนี้ น่าจะได้รับการสืบทอดจากตำหนักมารสามกำเนิด และกำลังสร้างแท่นเพื่อฝึกปรือวิชา หากเขาต้องการฝึกวิชาให้สำเร็จบริบูรณ์ มันก็ต้องเก็บตัวฝึกบำเพ็ญเป็นเวลาเจ็ดเจ็ดสี่สิบเก้าวัน จึงจะสามารถฝึกเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคาอันร้ายกาจบางอย่างสำเร็จ ทั้งสามท่าน นี่ก็เป็นโชควาสนาครั้งใหญ่ของพวกเราเช่นกัน ตราบใดที่จัดการได้อย่างเหมาะสม พวกเราก็จะสามารถช่วงชิงเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคามาได้โดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ”
“เคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคา?!”
ประมุขเกาะเย่หมัว ยายเฒ่าซางหลิง และเฒ่าปีศาจเสวียนปิงพอได้ยินถึงตรงนี้ ล้วนชะงักไปเล็กน้อย นัยน์ตาของเซี่ยสือตี๋ประมุขเกาะเย่หมัวเปล่งประกายประหลาดวูบหนึ่ง สายตาของยายเฒ่าซางหลิงก็เผยให้เห็นความเร่าร้อนอยู่หลายส่วน แม้แต่เฒ่าปีศาจเสวียนปิงก็ยังมีลมหายใจที่ถี่กระชั้นขึ้นบ้าง
“นักพรตฉางหลิง เจ้าอย่ามัวมาปิดบังซ่อนเร้น ตกลงแล้วเจ้ารู้อะไรบ้าง รีบพูดออกมาเร็วเข้า!?”
ยายเฒ่าซางหลิงดัดเสียงแหลมปรี๊ดเอ่ยปาก “หากเป็นเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคาหนึ่งเล่มล่ะก็ ระหว่างพวกเราทั้งสี่คน ก็ยังมีช่องทางให้ร่วมมือกันได้จริงๆ!”
เซี่ยสือตี๋กับเฒ่าปีศาจเสวียนปิงก็เลื่อนสายตาไปยังนักพรตฉางหลิง สายตาของนักพรตฉางหลิงก็สบเข้ากับทั้งสองคน ในแววตาของทุกคนล้วนเปล่งประกายแห่งความละโมบ