- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 167 วิกฤต
บทที่ 167 วิกฤต
บทที่ 167 วิกฤต
“วิชาสะกดวิญญาณพันลี้? นี่ไม่ใช่วิชาที่มีเพียงยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาเท่านั้นถึงจะใช้ออกมาได้รึ?”
เหอผิงกับชือซินจื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนกันมาหลายครั้ง เขาจึงเคยได้ยินวิชาสะกดรอยนี้มาก่อน ‘สะกดวิญญาณพันลี้’ เป็นวิชาที่ค่อนข้างซับซ้อน วิชาชนิดนี้จำเป็นต้องสร้างแท่นบูชาขึ้นมา และใช้วิชาลับเรียกวิญญาณเพื่อรวบรวมเศษเสี้ยววิญญาณของผู้ตายเข้าด้วยกัน
ไม่ว่าจะเป็นผู้บำเพ็ญเพียรหรือคนธรรมดา หากแม้แต่วิญญาณยังถูกทำลายจนแตกซ่าน นั่นก็เท่ากับแหลกสลายกลายเป็นเถ้าถ่าน ต่อให้เทพเซียนต้าหลัวจุติลงมาก็ไม่อาจช่วยกลับคืนมาได้
“ว่ากันว่าวิชาเรียกวิญญาณชนิดนี้สืบทอดมาจากยุคโบราณ เพียงสร้างแท่นบูชาขึ้นมา และอาศัยตบะของยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคา ร่ายวิชาเงียบๆ หน้าแท่นบูชาเป็นเวลาสามวัน หลังจากผ่านไปสามวันสามคืน ก็จะสามารถดูดซับเศษเสี้ยววิญญาณและความคิดคำนึงที่หลงเหลืออยู่ ดึงเอาความอาฆาตแค้นที่ผู้ตายมีต่อคนที่ฆ่าตนก่อนตายออกมา แล้วใช้ความอาฆาตแค้นระหว่างความเป็นและความตายนี้ทำการสาปแช่ง ก็จะสามารถระบุร่องรอยของคนที่ฆ่าพวกเขาได้”
เหอผิงนึกขึ้นมาได้ และเริ่มวิเคราะห์อย่างใจเย็น
“‘วิชาสะกดวิญญาณพันลี้’ ฟังดูดี แต่แท้จริงแล้วก็เป็นเพียงวิชาคุณไสยชนิดหนึ่ง อาศัยความอาฆาตแค้นเพียงเล็กน้อยระหว่างผู้ตายกับศัตรูมาใช้ร่าย อาศัยสัมผัสวิญญาณเพื่อรับรู้ถึงเป้าหมาย วิชานี้ไม่สามารถมองเห็นใบหน้าที่แท้จริงของศัตรูได้ และไม่สามารถย้อนดูอดีตได้ พูดง่ายๆ ก็คือวิชาตามรอยแบบพิเศษเท่านั้น”
“เรื่องนั้นย่อมแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นการใช้พลังตบะอันแข็งแกร่งลอบส่องลิขิตสวรรค์ มองทะลุทุกสรรพสิ่ง ล่วงรู้ถึงวิชาโหราศาสตร์ทำนายโชคเคราะห์ หรือการย้อนคืนสู่ต้นกำเนิด ตระหนักรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงแห่งเหตุและผลในโลกพันธจักรวาลด้วยตบะฌานสมาธิ... อย่างน้อยสิ่งเหล่านี้ล้วนต้องใช้พลังตบะที่ล้ำลึกอย่างยิ่ง!”
ชือซินจื่อกล่าวเรียบๆ “คนที่ตามล่าข้าก็ไม่ใช่ยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคา นี่เป็นไปตามที่เราคาดเดาไว้ก่อนหน้านี้ เจ้าเด็กตระกูลน่าหนูคนนั้นลักลอบรวบรวมคนกลุ่มหนึ่งไปสืบหาร่องรอยของตำหนักเซวียนเซวียนบนเกาะจิ่วถู เรื่องพรรค์นี้หากแพร่งพรายออกไป ย่อมหนีไม่พ้นการถูกวิพากษ์วิจารณ์ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ข่าวสารรั่วไหล น่าหนูเจิ้นอวี่ผู้นั้นอาจจะไม่ใช้ขุมกำลังของชาวซูถัว แต่จะส่งคนของตัวเองออกไปสืบสวนเท่านั้น นอกจากตัวน่าหนูเจิ้นอวี่เองแล้ว ลูกน้องของเขาก็ไม่มียอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาเลย”
แต่แรกเริ่ม เหอผิงกับชือซินจื่อก็ไม่ได้ใส่ใจกับวิชาอย่าง ‘วิชาสะกดวิญญาณพันลี้’ มากนัก นั่นเป็นเพราะในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร มันมีวิชาที่คล้ายคลึงกันอยู่หลายวิชา ซึ่งวิชาเหล่านี้ล้วนมีข้อบกพร่องที่ใหญ่หลวง
ประการแรก มาตรฐานขั้นต่ำในการใช้วิชานี้ก็คือขอบเขตบรรลุมรรคา หากไม่มีตบะขอบเขตบรรลุมรรคา โดยปกติแล้วก็ไม่อาจใช้ออกมาได้... เหอผิงไม่เชื่อว่าน่าหนูเจิ้นอวี่จะออกมาตามล่าตนด้วยตัวเอง ยิ่งไปกว่านั้น ตอนที่เขาอยู่บนเกาะเฟยเหยา เขาไม่ได้แสดงพลังต่อสู้ในระดับขอบเขตบรรลุมรรคาต่อหน้าน่าหนูฮูถูเลย มันจึงไม่มากพอที่จะดึงดูดความสนใจของน่าหนูเจิ้นอวี่ได้
ประการที่สอง ‘วิชาสะกดวิญญาณพันลี้’ ทำได้เพียงแค่ตามรอย อีกทั้งเมื่อผู้ถูกตามรอยรู้ตัว มันก็ยังมีวิธีหลอกล่อและตอบโต้ได้สารพัดวิธี และทุกๆ สิบสองชั่วยาม จำเป็นต้องรวบรวมเศษเสี้ยววิญญาณและความคิดคำนึงใหม่ วิธีการนี้มีความไม่สะดวกอยู่หลายประการ เว้นเสียแต่ว่าจะมีความอดทนมากพอ มิฉะนั้นในยามคับขัน อย่าได้หวังว่าจะใช้วิชานี้ตามจับศัตรูได้เลย
เหอผิงกับชือซินจื่อคิดทบทวนมาอย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว ไม่ว่าจะอย่างไรหากสู้ไม่ได้ก็แค่หนี! สมาคมการค้าเจิ้นตานและเผ่าซูถัวต่อให้จะยิ่งใหญ่คับฟ้า เป็นเจ้าแห่งทะเลรอบนอกแค่ไหน พวกมันจะกล้าตามล่าเขาไปจนถึงเขตแดนของราชวงศ์ต้าโหยวจริงๆ หรือ?
“หากกล่าวเช่นนี้ ตระกูลน่าหนูก็น่าจะมีวิชาที่ทำให้ ‘วิชาสะกดวิญญาณพันลี้’ ง่ายขึ้นบางอย่าง แต่คงต้องจ่ายค่าตอบแทนอะไรบางอย่างกระมัง?”
เหอผิงคิดใคร่ครวญ
“จะว่าไม่มีวิธีเลยก็คงไม่ได้ หลังจากสร้างแท่นบูชาเสร็จแล้ว ให้นำวิญญาณคนเป็นที่มีคุณภาพเยี่ยมมาสังเวย ให้คนสักหลายร้อยคนเอาชีวิตมาถม แค่นั้นก็จะสามารถเร่งความเร็วในการรวบรวมเศษเสี้ยววิญญาณความคิดคำนึงเหล่านั้นได้ คนสองคนที่ตามล่าข้า ดูเหมือนจะใช้เวลาถึงสิบวันกว่าจะรวบรวมเศษเสี้ยววิญญาณจากแท่นบูชาได้ และใช้เวลาอีกห้าวันกว่าจะสำเร็จวิชานี้และตามรอยจนพบเบาะแส... หึหึ พอเป็นแบบนี้ คนของตระกูลซุนบนเกาะเฟยเหยาคราวนี้คงตายตกไปจนหมดสิ้นแล้ว!”
น้ำเสียงของชือซินจื่อแฝงความรู้สึกสะใจบนความทุกข์ของผู้อื่น
เหอผิงนิ่งเงียบไม่เอ่ยคำ แต่ก็รู้ว่าคนไม่กี่คนที่ตามรอยตนมา จะต้องไปเข่นฆ่าสังหารหมู่บนเกาะเฟยเหยาอย่างแน่นอน โดยใช้วิญญาณคนเป็นนับไม่ถ้วนมาสังเวยเพื่อแลกกับเบาะแสเพียงเล็กน้อยนั่น หากไม่มีอะไรผิดพลาด กองกำลังตระกูลซุนที่เหลือบนเกาะ คงกลายเป็นเครื่องสังเวยไปแล้วแน่นอน
“ผู้เยาว์สองคนที่ตามล่าข้า ฝีมือถือว่าไม่เลว แต่น่าเสียดายที่ประสบการณ์และความรอบรู้ยังไม่เพียงพอจริงๆ ข้ากำลังพากันวิ่งวนเล่นซ่อนหากับพวกเขาอยู่ในทะเลรอบนอก ถือว่าถ่วงเวลาสองคนนี้ไว้ชั่วคราว นอกจากนี้ น่าจะมียอดฝีมือมรรคาวิถีอีกสองคน เมื่อสามวันก่อนพวกมันนั่งเรือเดินสมุทร และกำลังตามรอยเส้นทางการเคลื่อนไหวของเจ้ามาตลอดทาง...”
“นั่งเรือหรือ? นี่กะจะออมแรงรอเหนื่อยสินะ แต่พวกเขาไม่กลัวว่าข้าจะหนีขึ้นฝั่งเลยรึไง?”
“หึหึหึ... ชื่อเสียงของ ‘จางจิ่วเป่า’ ผู้นั้นยังพอได้ผลอยู่บ้าง คนกลุ่มนี้หลงเข้าใจผิดว่าพวกเรารู้เบาะแสของตำหนักเซวียนเซวียนบนเกาะจิ่วถู ถึงกับเกลี้ยกล่อมให้ข้ายอมจำนน โดยให้ข้าส่งมอบความลับของตำหนักเซวียนเซวียน เพื่อแลกกับโอกาสในการละเว้นชีวิต”
เมื่อได้ยินชือซินจื่อกล่าวเช่นนี้ เหอผิงก็ค่อยๆ ลำดับความคิดให้กระจ่างชัด
“หากกล่าวเช่นนี้ วิธีแก้ไขสถานการณ์ก็มีไม่น้อย ข้าจะรีบหลอมหุ่นเชิดศพเขียว ซึ่งเป็นหนึ่งในหุ่นเชิดมารลี้ลับสามซากให้สำเร็จโดยเร็วที่สุด หลังจากหลอมสร้างสำเร็จแล้ว มันจะมีประโยชน์อย่างยิ่ง ส่วนเรื่องอานุภาพย่อมไม่ต้องพูดถึง... ไม่สิ ต่อให้มองในมุมของคนสำนักหุ่นเชิดเซียนอย่างข้า ของสิ่งนี้ก็เป็นหุ่นเชิดที่ทั้งชั่วร้ายและพิลึกพิลั่น กระทั่งในบันทึกของสำนักหุ่นเชิดเซียน ยังมองว่าของสิ่งนี้เป็นที่ริษยาของสวรรค์ ตัวมันเองถือเป็นข้อห้ามอย่างใหญ่หลวงต่อฟ้าดิน เมื่อหลอมสร้างสำเร็จแล้วยังนำมาซึ่งความอัปมงคลนานัปการ...”
น่าเสียดาย ที่เขาไม่ได้ใส่ใจข้อห้ามหรือความอัปมงคลใดๆ เลย ภายในใจได้ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแล้ว ว่าจะต้องหลอมหุ่นเชิดมารลี้ลับสามซากขึ้นมาให้ได้
“เวลาไม่คอยท่า ลงมือให้เร็วยิ่งดียิ่งกว่า!”
หลังจากตัดการติดต่อกับชือซินจื่อแล้ว เหอผิงก็นั่งลงบนบัลลังก์เพลิงอย่างมั่นคง สายตาทั้งสองข้างทอดมองไปยังแท่นพิธีเบื้องล่าง บนแท่นพิธีอันสูงตระหง่าน หุ่นเชิดศพเขียวหนึ่งในหุ่นเชิดมารลี้ลับสามซาก ยังคงอยู่ในระหว่างการเซ่นสรวงหลอมรวม
หุ่นเชิดร่างนี้ถูกหลอมขึ้นจากกระดูกขาวของผู้บำเพ็ญเพียรหลายสิบคน ผ่านการเซ่นสรวงหลอมรวมมาเจ็ดแปดวัน จนเริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว รูปลักษณ์ของมันแปลกประหลาด ทั่วทั้งร่างถูกเคลือบด้วยสีครามเขียว รอบกายมีหัวกะโหลกสีเขียวหลายหัววนเวียนอยู่ ทั้งยังมีขายาวราวกับแมงมุมยื่นออกมา ดูคล้ายหุ่นเชิดประหลาดที่เป็นการรวมร่างกันระหว่างแมงมุมกับแมงป่อง
ดวงตาของเขากลอกกลิ้ง ก่อนจะจ้องมองหุ่นเชิดร่างนี้อย่างละเอียด จากนั้นคิ้วก็เลิกขึ้นเล็กน้อย เขายื่นมือออกไปชี้ อาศัยมนตร์มารย้ายร่างนำดาบทองที่หักสะบั้นของหมาป่าสมุทรเฮ่อโม่เหิง ไม้เท้าอัญมณีของอูเก๋อซ่า และธงสีดำที่ขาดเป็นสองส่วนของต๋าปาเอ่อร์ ออกมาจากเงาของตนเอง
ต่อจากนั้น สัมผัสวิญญาณก็ม้วนกวาดอย่างแรง โยนพวกมันทั้งหมดลงไปในเพลิงมารปฐพีหยินเร้นลับทั้งห้า แล้วปล่อยให้แสงเพลิงแผดเผาหลอมละลาย
ผ่านไปชั่วครู่ ศาสตราวุธวิเศษเหล่านี้ก็หลอมละลายกลายเป็นของเหลวโลหะในทันที เหอผิงทำการหลอมสกัด กำจัดสิ่งเจือปนภายในออกไป และเปลี่ยนของเหลวโลหะให้กลายเป็นวัสดุบริสุทธิ์ดั้งเดิมที่สุดของศาสตราวุธวิเศษ จากนั้นก็นำวัสดุเหล่านี้ผสานเข้ากับหุ่นเชิดกระดูกขาวร่างนี้
“ต้องใช้เวลาหนึ่งวัน ไม่สิ ด้วยความช่วยเหลือจากเพลิงมารที่ร้ายกาจอย่างเพลิงมารปฐพีหยินเร้นลับทั้งห้า ข้าใช้เวลาอย่างมากเพียงสี่ถึงห้าชั่วยามก็สามารถหลอมตัวอ่อนของหุ่นเชิดศพเขียวได้สำเร็จแล้ว อย่างไรเสียตอนนี้ก็ยังไม่รีบร้อนที่จะหลอมหุ่นเชิดมารลี้ลับที่แท้จริงให้สำเร็จ ในยามคับขันเช่นนี้ก็น่าจะพอหยิบยืมมาใช้ได้!”
ภายในใจของเขาตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว จึงเดินพลังเงียบๆ โดยไม่ปริปากพูด หน้าผากก็มีเหงื่อเย็นผุดพรายหยดลงมา
...
เพื่อที่จะฝึกปรือวิชา เหอผิงจงใจเลือกน่านน้ำทะเลที่ห่างไกลผู้คน ทว่าเรื่องราวบนโลกมักจะเป็นดั่งคำที่ว่า ‘ต้นไม้ปรารถนาความสงบแต่สายลมไม่หยุดพัด…’ ความเคลื่อนไหวในยามที่เขาฝึกปรือวิชาลับมารฝันร้ายแปดเป็นแปดตาย ในทุกๆ วันนั้นช่างเอิกเกริกจนเกินไป ต่อให้ตั้งใจจะปกปิด มันก็ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะไม่สังเกตเห็น
สภาพแวดล้อมของโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรในทะเลรอบนอกก็ค่อนข้างพิเศษ ไม่ได้มีแวดวงในความหมายกว้างๆ แต่เป็นขุมกำลังฝ่ายต่างๆ ที่รวมกลุ่มกันมากกว่า มีผู้บำเพ็ญเพียรผู้ยิ่งใหญ่ ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระที่ครอบครองเกาะต่างๆ รวมไปถึงสำนักเร้นกายขนาดเล็กและใหญ่อยู่ไม่น้อยเลย
ในความเป็นจริง โลกแห่งการบำเพ็ญเพียรในทะเลตะวันออกทั้งหมดสามารถแบ่งออกเป็นสามขุมกำลัง หนึ่งคือยอดฝีมือผู้บำเพ็ญเพียรแห่งอาณาจักรเสินเฟิง อาณาจักรเยี่ยนหลง และอาณาจักรฝูอวี่ ทั้งสามอาณาจักรในทะเลรอบใน ตลอดจนค่ายผู้บำเพ็ญเพียรที่ยิ่งใหญ่อย่างสามสมาคมการค้าใหญ่และเจ็ดชนเผ่าโบราณ
สองคือขุมกำลังผู้บำเพ็ญเพียรอิสระที่ครอบครองเกาะน้อยใหญ่ ดั่งเช่นตระกูลซุนที่ตั้งตนเป็นใหญ่บนเกาะ คนของตระกูลผู้บำเพ็ญเพียรอิสระประเภทนี้ ไม่มีเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคา เมื่อรู้ว่าหมดหวังในความเป็นอมตะและไร้หนทางก้าวเดินไปข้างหน้า พวกเขาจึงเลิกบำเพ็ญเพียรไปเสียดื้อๆ แล้วหันมาทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับการบริหารจัดการอาณาเขตของตนเองเพื่อสั่งสมความมั่งคั่งและแสวงหาความสุขสบายทางวัตถุสารพัดรูปแบบ
ตระกูลซุนก็คือตัวอย่างต้นแบบของคนประเภทนี้ ในหมู่ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระก็ยังมีคนส่วนน้อยที่มีเจตจำนงแน่วแน่ แอบศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง บ้างก็เรียนรู้วิชามารนอกรีตบางอย่างด้วยตัวเอง บ้างก็ฝึกปรือจนถึงท้ายที่สุดแล้วธาตุไฟเข้าแทรก กลายเป็นตัวประหลาดที่ไม่ใช่คนไม่ใช่ผี ไม่ใช่สัตว์ปีศาจไม่ใช่ปีศาจ...
นอกจากสองข้อที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังมีประเภทที่สาม คนประเภทนี้มีภูมิหลังที่แตกต่างกัน บ้างก็เป็นศิษย์ทรยศของสำนักใหญ่ บ้างก็มาจากผู้บำเพ็ญเพียรอิสระ พวกเขารู้ตัวดีว่าหากไม่สามารถบรรลุมรรคา ชีวิตหนึ่งร้อยปีก็ย่อมกลายเป็นความว่างเปล่า ดังนั้นจึงยอมละทิ้งตัวตน มุ่งทำแต่เรื่องที่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่นโดยไม่ได้ประโยชน์อันใดต่อตนเอง
คนเหล่านี้รวมกลุ่มกันสามห้าคน คอยเกาะกลุ่มกัน ร่อนเร่ไปทั่วทุกหนแห่งในน่านน้ำทะเล มองโลกใบนี้ราวกับเป็นสนามเด็กเล่น บ้างก็ใช้ชีวิตอย่างเมามายไร้จุดหมาย ทำเรื่องเลวทรามต่ำช้า บ้างก็ชอบการต่อสู้เข่นฆ่า ก่อกรรมทำเข็ญจนชั่วช้าสาหัส ชื่อเสียงของพวกมันเลวร้ายยิ่งกว่าพวกสำนักมารนอกรีตอย่างเก้ามารอมตะเสียอีก คนประเภทนี้ถูกเรียกว่า ‘เหลือบไรผู้บำเพ็ญเพียรแห่งทะเลรอบนอก’
ขุมกำลังเหลือบไรผู้บำเพ็ญเพียรบนทะเลตะวันออกก็มีอยู่ไม่น้อย ขุมกำลังที่มีชื่อเสียงพอสมควรมีอยู่สามกลุ่มด้วยกัน ได้แก่ ‘หอเฟิงเปียว’ ‘ทำนบเงิน’ และ ‘สมาคมชิงศีรษะ’
สมาคมชิงศีรษะผงาดขึ้นในทะเลตะวันออกเป็นเวลาอย่างน้อยหกสิบปี พวกเขามักจะเคลื่อนไหวอยู่ในทะเลรอบนอก เชี่ยวชาญในการไล่ล่าสังหารสำนักผู้บำเพ็ญเพียรอิสระ และปล้นสะดมเกาะแก่ง พวกเขามีจำนวนคนมากมาย สร้างความเดือดร้อนแสนสาหัส
สัญลักษณ์ของสมาคมชิงศีรษะ คือกงจักรบินที่เรียกว่า ‘กงจักรโลหิต’ ชนิดหนึ่ง หลังจากใช้ออกด้วยกงจักรบินชนิดนี้แล้ว จะสามารถทำลายการป้องกันของแสงวิญญาณต่างๆ วิธีการธรรมดาทั่วไปไม่อาจต้านทานได้ อันที่จริง ในช่วงเวลาหกสิบปีนี้ ศีรษะมนุษย์ที่ถูกตัดโดยกลุ่มคนร้ายของสมาคมชิงศีรษะ เกรงว่าคงสามารถนำมาซ้อนกันจนกลายเป็นภูเขาขนาดย่อมได้เลยทีเดียว
ทุกคนบนทะเลตะวันออกล้วนรู้ดีว่าผู้บำเพ็ญเพียรของสมาคมชิงศีรษะ เป็นเหลือบไรผู้บำเพ็ญเพียรขนานแท้ ชื่นชอบการต่อสู้เข่นฆ่า กระทั่งไม่เสียดายชีวิตของตนเอง สาเหตุที่คนกลุ่มนี้โหดเหี้ยมอำมหิตถึงเพียงนี้ เกรงว่าเป็นเพราะนักพรตฉางหลิง หัวหน้าของสมาคมชิงศีรษะ สามารถปรุงยาผงชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า ‘ผงสำราญ’ ขึ้นมาได้
หลังจากผู้บำเพ็ญเพียรของสมาคมชิงศีรษะกลืนกินลงไป ร่างกายและจิตใจก็จะบังเกิดความสุขสำราญต่างๆ นานา ยิ่งกินนานเข้าก็ยิ่งยากที่จะเลิกรา หากวันใดไม่ได้กินก็จะรู้สึกราวกับมีร้อยกรงเล็บกรีดแทงหัวใจ คันคะเยอไปทั้งร่าง จนแทบอยากจะเกาหนังและเนื้อให้ขาดกระจุย
ทันทีที่ผู้บำเพ็ญเพียรสูดดมและกลืนกินมากเกินไป นิสัยก็จะกลายเป็นเกรี้ยวกราด บ้าคลั่ง อีกทั้งไม่เกรงกลัวความตาย แม้กระทั่งความรู้สึกเจ็บปวดยังหายไป ยิ่งใช้ยานานเท่าใด ก็ยิ่งกระหายเลือดและโหดเหี้ยมอำมหิตมากขึ้นเท่านั้น
สมาคมชิงศีรษะอาศัย ‘ผงสำราญ’ ควบคุมผู้บำเพ็ญเพียรอิสระจำนวนมากเหล่านี้ สั่งให้พวกมันไปปล้นสะดมไปทั่วในน่านน้ำทะเล หลายปีมานี้ก็ก่อคดีใหญ่โตไว้ไม่น้อย เช่น การสังหารหมู่บนเกาะหวงถู่ที่เป็นแหล่งรวมตัวของพ่อค้าทางเรือ การโจมตีเกาะท่าเรือต่างๆ ฆ่าคนไปนับไม่ถ้วน สร้างความเดือดร้อนอย่างหนักหน่วง
เหอผิงไม่รู้เลยว่า ในช่วงหลายวันมานี้เขาบังเอิญไปฆ่าผู้บำเพ็ญเพียรไปสองสามคน และหนึ่งในนั้นก็คือเหลือบไรผู้บำเพ็ญเพียรของสมาคมชิงศีรษะ
แม้เหลือบไรผู้บำเพ็ญเพียรผู้นี้จะตกตายคาที่ แต่ก่อนตายได้สรุปเรื่องราวที่เกิดขึ้นบนน่านน้ำทะเลแถบนี้ว่าเป็น ‘สมบัติวิเศษ’ ถือกำเนิด และได้ลอบส่ง ‘ข่าวกรอง’ สำคัญนี้ออกไปอย่างลับๆ
ข่าวสารนี้ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์นัก ด้วยความรอบคอบ สมาคมชิงศีรษะจึงส่งคนกลุ่มหนึ่งมาก่อน ทว่ายังไม่ทันได้เข้าใกล้ พวกเขาก็ถูกกายทิพย์เทพสิงโตเขียวสังหารสิ้น
หลังจากนั้นก็ยังมีกลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรอีกหลายกลุ่มมุ่งหน้ามายังเกาะแห่งนี้ ตอนที่ใกล้จะถึงเกาะภูเขาไฟ ก็ถูกเพลิงมารปฐพีหยินเร้นลับทั้งห้าแผดเผาจนตายตกไปทั้งหมด ไปๆ มาๆ มีคนตายต่อเนื่องกันมากมายถึงเพียงนี้ ทางฝั่งสมาคมชิงศีรษะก็ยิ่งรู้สึกว่าเกาะแห่งนี้มีปัญหา
ท้ายที่สุด ข่าวสารเหล่านี้ก็ไปถึงหูของนักพรตฉางหลิงแห่งสมาคมชิงศีรษะในที่สุด...