- หน้าแรก
- สัปยุทธ์พิภพเทวะ
- ตอนที่ 122 เช่นนั้นก็สอบการประลองจริงเถิด
ตอนที่ 122 เช่นนั้นก็สอบการประลองจริงเถิด
ตอนที่ 122 เช่นนั้นก็สอบการประลองจริงเถิด
ตอนที่ 122 เช่นนั้นก็สอบการประลองจริงเถิด
หลายคนต่างพากันสงสัย บ้างก็วิพากษ์วิจารณ์กันเป็นการส่วนตัว รวมถึงเหล่าผู้อาวุโสแห่งเผ่าเถาซื่อต่างก็ตกตะลึง ในหมู่พวกเขานั้น ผู้ที่มีความรอบรู้ใช่ว่าจะไม่เคยคิดว่าอี้อวิ๋นอาจจะเหนือกว่าเถาอวิ๋นเซียว ทว่ากลับไม่เคยคาดคิดว่าจะทิ้งห่างกันถึงเพียงนี้
ขั้นลี้ระดับห้า เมื่อเทียบกับขั้นเหลืองระดับแปด นับว่าเป็นความแตกต่างที่ราวฟ้ากับดิน!
"เป็นไปได้อย่างไร ข้าไม่เชื่อ!"
ท่ามกลางฝูงชน มีผู้หนึ่งที่เปรียบเสมือนภูเขาไฟที่กำลังคุกรุ่นและพร้อมจะระเบิดออกมาอย่างรุนแรง
ผู้นั้นคือเหลียนเฉิงอวี้ ในบรรดาคนทั้งหมด ผู้ที่ได้รับความสะเทือนใจมากที่สุดย่อมเป็นเขา "เขาอยู่ขั้นลี้ระดับห้า ส่วนข้าอยู่ขั้นเหลืองระดับห้า เขากลับสูงกว่าข้าถึงหนึ่งขั้นใหญ่ เป็นไปได้อย่างไร!?"
เหลียนเฉิงอวี้รู้สึกราวกับเลือดในกายกำลังสูบฉีดและกู่ร้อง สีแดงก่ำเข้าปกคลุมใบหน้าที่เคยหล่อเหลา บัดนี้ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยว ราวกับภูตผีหน้าแดงที่คลานออกมาจากขุมนรก
เขารู้สึกว่าผู้คนและสุ้มเสียงรอบข้างต่างเลือนหายไปไกล เขาขยำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ จนโลหิตไหลซึมออกมา ทว่าความเจ็บปวดเพียงเท่านี้เหลียนเฉิงอวี้กลับไม่รู้สึกแม้แต่น้อย
เขาแทบจะคลุ้มคลั่ง เขาอยากจะตายเสียให้ได้
เขาเห็นอี้อวิ๋นเติบโตมาจากเด็กยากไร้ที่มีชีวิตต่ำต้อยยิ่งกว่าต้นหญ้า ค่อยๆ สร้างตัวจนทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า อี้อวิ๋นเป็นคนจากเผ่าเหยียนซื่อของเขา เรียกได้ว่าเป็นทาสรับใช้ของเขา
ทว่าบัดนี้ ทาสรับใช้กลับก้าวข้ามผู้เป็นนาย!
สิ่งที่ทำให้เหลียนเฉิงอวี้แค้นเคืองจนเข้ากระดูกดำที่สุด คืออี้อวิ๋นได้ลอบขโมยแก่นสารกระดูกร้างที่ควรจะเป็นของเขาไป!
เดิมที เขาย่อมสามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นโลหิตม่วงได้ เดิมที เกียรติยศเหล่านี้ควรจะเป็นของเขา!
ยามที่คนเราตกอยู่ในกองเพลิงแห่งโทสะ ย่อมสูญเสียซึ่งสติสัมปชัญญะ
เหลียนเฉิงอวี้ในยามนี้ได้สิ้นสติลงแล้ว เขาชิงชังอี้อวิ๋นยิ่งนัก หวังจะฉีกทึ้งเนื้อของอี้อวิ๋นออกมากินเสียทีละชิ้น
"ข้า... ไม่ยอมรับ!"
โทสะมอบความกล้าให้เหลียนเฉิงอวี้ท้าทายทุกสิ่ง ต่อหน้าจางถานและในที่สาธารณะเช่นนี้ เขากลับตะโกนออกมาว่าไม่ยอมรับ ในชั่วพริบตา สายตาของผู้คนต่างก็พุ่งเป้าไปที่เถาอวิ๋นเซียวเป็นตาเดียว
เหลียนเฉิงอวี้กำหมัดแน่น เส้นเลือดที่หน้าผากปูดโปนขึ้นมาเป็นสาย
"ข้าไม่ยอมรับ..."
เหลียนเฉิงอวี้เอ่ยซ้ำ ราวกับกำลังแบกรับความอัปยศอดสูอันยิ่งใหญ่
ท่ามกลางฝูงชน ยังมีอีกผู้หนึ่งที่ใบหน้าเคร่งขรึม ผู้นั้นคือเถาอวิ๋นเซียว—
"ข้าก็ไม่ยอมรับเช่นกัน!"
เถาอวิ๋นเซียวกล่าวทีละคำอย่างหนักแน่น เขาไม่ยอมรับจากใจจริง!
เขาเชื่อว่าตนเองสามารถก้าวถึงขั้นลี้ได้ และเขาไม่เชื่อว่าอี้อวิ๋นจะมีคุณสมบัติคู่ควรกับขั้นลี้ระดับห้า องครักษ์มังกรทองอาศัยสิ่งใดมาสรุปผลอย่างเผด็จการเช่นนี้ พวกเขาไม่ได้ให้เหตุผลที่ชัดเจนเลยแม้แต่น้อย!
"ข้าต้องการทราบว่า ใช้เกณฑ์ใดในการตัดสิน!"
ดวงตาของเถาอวิ๋นเซียวทอประกายแห่งความคลุ้มคลั่ง
"เหอะ!" จางถานแค่นเสียงเย็นชาหนึ่งครั้ง พลังที่ไร้รูปแฝงอยู่ในนั้นตกลงที่ข้างหูของเหลียนเฉิงอวี้และเถาอวิ๋นเซียว ราวกับเสียงอัสนีบาตฟาดลงมา!
ร่างของทั้งสองสั่นสะท้าน ทรวงอกราวกับถูกกระแทกอย่างหนัก แทบจะทรุดเข่าลงกับพื้น
"ข้าไม่มีหน้าที่จะต้องอธิบายให้พวกเจ้าฟัง! หากพวกเจ้าไม่ยอมรับ ก็สามารถถอนตัวจากการสอบคัดเลือกได้! ไม่มีผู้ใดบังคับพวกเจ้า! ทว่าเมื่อพวกเจ้าเลือกที่จะเป็นองครักษ์มังกรทอง ก็จงจำใส่ใจไว้ว่า ในองครักษ์มังกรทองมีเพียงการเชื่อฟัง ไม่มีการตั้งคำถาม! นี่คือครั้งแรกที่พวกเจ้าบังอาจตั้งคำถามต่อข้า และจะเป็นครั้งสุดท้าย!"
น้ำเสียงของจางถานแฝงไปด้วยความกดดันอันน่าหวาดหวั่น อย่าว่าแต่เหลียนเฉิงอวี้และเถาอวิ๋นเซียวเลย แม้แต่ผู้อาวุโสแห่งเผ่าเถาซื่อก็ยังรู้สึกถึงแรงกดดันนั้น
หากไม่ยอมรับ ก็จงไสหัวไป
หากเลือกจะอยู่ต่อ ก็ต้องภักดีและเชื่อฟัง!
องครักษ์มังกรทองคือกองทัพ และเป็นกองทัพที่ทรงอานุภาพที่สุดของแคว้นเทพไท่อา มีฐานะเหนือธรรมดา!
ขุมกำลังอันยิ่งใหญ่เช่นนี้ กฎเกณฑ์ที่พวกเขาตั้งขึ้น ย่อมไม่ยอมให้คนระดับมดปลวกมาตั้งคำถามได้
ไม่ว่าจะเป็นนายน้อยจากเผ่าใดในถิ่นร้างอวิ๋นฮวง ต่อให้เป็นบุตรชายของเจ้าเมือง องครักษ์มังกรทองก็หาได้ใยดีไม่!
ส่วนการอธิบายนั้น ราชสีห์จำเป็นต้องอธิบายให้หนูฟังด้วยหรือ?
"อวิ๋นเซียว ยอมรับผิดเสีย!"
ในตอนนั้นเอง เสียงของบิดาก็ดังก้องขึ้นในหูของเถาอวิ๋นเซียว เถาอวิ๋นเซียวกำหมัดแน่น เส้นเลือดที่แขนบิดเบี้ยวราวกับไส้เดือน แม้จะเป็นเสียงส่งผ่านปราณของบิดา เขาก็ยังไม่อยากจะรับฟัง
"อวิ๋นเซียว ยอมรับผิดเสีย! เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใคร?" เสียงของบิดาเถาอวิ๋นเซียวนดังขึ้นอีกครั้ง
เถาอวิ๋นเซียวสูดลมหายใจลึก เขาแค้นใจ แค้นที่ตนไม่อาจพิสูจน์พลังที่มีอยู่ได้
"ข้า... ทราบแล้ว!"
เถาอวิ๋นเซียวขบฟันแน่น กล้ำกลืนความอัปยศและกล่าวคำเหล่านั้นออกมาอย่างยากลำบาก
จางถานสีหน้าเรียบเฉย เพียงโบกมือครั้งหนึ่ง สมาชิกองครักษ์มังกรทองก็ถอยออกไปชั่วคราว
ลำดับต่อไป ยังมีการคัดเลือกนักรบขั้นโลหิตม่วง ซึ่งแน่นอนว่าไม่เกี่ยวข้องกับอี้อวิ๋น เถาอวิ๋นเซียว และคนอื่นๆ แล้ว
เมื่อเห็นจางถานเดินจากไป เถาอวิ๋นเซียวก็จ้องมองไปที่อี้อวิ๋น สายตาของเขาราวกับคมมีดที่หมายจะทิ่มแทงอี้อวิ๋นให้ทะลุ
ความรู้สึกที่เถาอวิ๋นเซียวมีต่ออี้อวิ๋นนั้น ต่างกับเหลียนเฉิงอวี้ เหลียนเฉิงอวี้นั้นชิงชังอี้อวิ๋น ส่วนเถาอวิ๋นเซียวเพียงแต่ไม่ยอมรับ เขาเชื่อว่าตนเองแข็งแกร่งกว่าอี้อวิ๋น ไม่ว่าจะเป็นด้านใดก็ตาม!
"เหอะ พวกที่เรียกตนว่า 'นายน้อย' แห่งถิ่นร้างอวิ๋นฮวงเหล่านี้ ช่างโอหังเสียจริง พวกเขาคิดว่าผลการประเมินที่ผู้คุมสอบอย่างพวกเราตั้งใจทำขึ้น จำต้องมาฟังความเห็นของพวกเขาด้วยหรือ?"
หลังจากที่จางถานถอยออกมา ยอดฝีมือองครักษ์มังกรทองคนหนึ่งก็กล่าวขึ้นด้วยความดูแคลน คนแดนกลางนั้นดูถูกถิ่นร้างอวิ๋นฮวงว่าเปี่ยมไปด้วยคนเถื่อน และในความเป็นจริงก็เป็นเช่นนั้น
ถิ่นร้างอวิ๋นฮวงกับแดนกลางนั้น ไม่ว่าจะเป็นด้านใดก็ห่างชั้นกันเหลือเกิน
"เจ้าเด็กอี้อวิ๋นนั่น สามารถชักนำปราณม่วงจากบูรพาได้ ปราณม่วงเป็นนิมิตแห่งโอรสสวรรค์และเจ้าเมือง ในภายภาคหน้าอี้อวิ๋นย่อมมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นยอดบุรุษผู้เกรียงไกรได้จริงๆ!" ยอดฝีมือองครักษ์มังกรทองอีกคนกล่าว
"ก็เพียงแค่โอกาสเท่านั้น ปัจจัยที่ไม่อาจรู้ได้ในการเติบโตของยอดบุรุษรุ่นเยาว์นั้นมีมากเกินไป อาจจะดับสิ้นลงกลางคัน หรือพรสวรรค์อาจจะหมดสิ้นไป จนสุดท้ายกลายเป็นเพียงคนธรรมดา... ทว่าก็มียอดบุรุษรุ่นเยาว์ที่ยิ่งเติบโตก็ยิ่งน่าหวาดหวั่น จนสุดท้ายกลายเป็นปราชญ์หรือมหาจักรพรรดิ ทุกสิ่งล้วนเป็นไปได้..."
จางถานกล่าวอย่างเรียบเฉย ยามที่เขาเอ่ยถึงมหาจักรพรรดิ ยอดฝีมือองครักษ์มังกรทองรอบข้างต่างลอบมองหน้ากันและเผลอกลืนน้ำลาย มหาจักรพรรดิสำหรับพวกเขานั้นช่างห่างไกลยิ่งนัก แม้แต่ปฐมจักรพรรดิผู้ก่อตั้งแคว้นเทพไท่อา ผู้ทรงมีพระปรีชาสามารถล้นพ้น ก็ยังได้รับเพียงการขนานนามว่าเป็นปราชญ์เท่านั้น
จางถานกล่าวต่อว่า "แม้จะไม่จำเป็นต้องใยดีต่อการตั้งคำถามของพวกนายน้อยเหล่านี้ ทว่าในเมื่อพวกเขาไม่ยอมรับ... เช่นนั้นในการคัดเลือกรอบสุดท้าย ก็จงทดสอบความสามารถในการประลองจริงของพวกเขาเถิด..."
จางถานกล่าวออกมาอย่างไม่ใส่ใจนัก เขาทราบดีว่าผู้ที่ไม่ยอมรับไม่ได้มีเพียงเถาอวิ๋นเซียวและเถาอวิ๋นเซียว ทว่ารวมไปถึงผู้สมัครคนอื่นๆ และชาวบ้านเผ่าเถาซื่อก็ล้วนมยอมรับเช่นกัน
สำหรับราษฎรแห่งแดนร้าง สิ่งที่ทำให้เลื่อมใสได้มากที่สุดคือพละกำลัง สิ่งอื่นใดในสายตาพวกเขาลูกล้วนเป็นเพียงเรื่องฉาบฉวย จะเก่งกาจจริงหรือไม่ พละกำลังย่อมเป็นตัวตัดสิน
"โอ้? ทดสอบพลังการต่อสู้อย่างนั้นหรือ?"
ยอดฝีมือองครักษ์มังกรทองคนหนึ่งได้ยินดังนั้นก็นัยน์ตาเป็นประกาย
"ถูกต้อง เดิมทีคนเหล่านี้มีอายุและเวลาในการฝึกฝนวรยุทธ์ที่แตกต่างกัน การทดสอบพลังย่อมยากจะตั้งมาตรฐานที่เท่าเทียมได้ ทว่า... ก่อนหน้านี้ข้าเคยสอบถามอี้อวิ๋น ฐานพลังของเขาบรรลุถึงขั้นนำปราณระดับสูงสุดแล้ว ในเมื่อเป็นเช่นนี้ การทดสอบพลังการต่อสู้ที่แท้จริงย่อมไม่อาจกล่าวได้ว่าไม่ยุติธรรม อันที่จริงข้าเองก็ใคร่เห็นว่า พลังในการต่อสู้ของเจ้าเด็กนี่จะร้ายกาจเพียงใด"
จางถานกล่าวเช่นนั้น พลางมีรอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นที่มุมปาก
เจ้าเด็กอายุสิบสองปีผู้นี้ ขีดจำกัดในการต่อสู้ของเขาจะอยู่ที่ใดกัน? จางถานเฝ้ารอด้วยความจดจ่อ!
……..