เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 68: คุณหนู ท่านเจดบ้าไปแล้ว! เขาจะสร้างตระกูลแร้งโลหิตใหม่ครับ!

บทที่ 68: คุณหนู ท่านเจดบ้าไปแล้ว! เขาจะสร้างตระกูลแร้งโลหิตใหม่ครับ!

บทที่ 68: คุณหนู ท่านเจดบ้าไปแล้ว! เขาจะสร้างตระกูลแร้งโลหิตใหม่ครับ!


บทที่ 68: คุณหนู ท่านเจดบ้าไปแล้ว! เขาจะสร้างตระกูลแร้งโลหิตใหม่ครับ!  

เมอร์ฟีทำได้เพียงทอดถอนใจว่าเหล่าผู้เล่นตัวน้อยของเขามักจะสรรหาวิธีสร้างเรื่องประหลาดใจใหม่ๆ มาให้เขาได้เสมอ

เมื่อครู่เขาได้รับรายงานจากทหารใต้บังคับบัญชาของแม็กซิมว่า กลุ่มแวมไพร์ "ขอทาน" ที่คลานออกมาจากรอยแยกใหญ่ถูกลูมิน่าและเจ๊ทับทิมค้นพบเข้า และตอนนี้พวกมันถูกควบคุมตัวไว้เรียบร้อยแล้ว

เมื่อทราบข่าว เมอร์ฟีและทรีซจึงรีบรุดไปยังสถานที่กักตัวแวมไพร์เหล่านั้นทันที

ระหว่างทาง ทรีซเอาแต่ "สำนึกผิด" กับตัวเองไม่หยุด

“ข้าก็แค่พูดไปเรื่อยเพื่อยั่วโมโหฟีมิสเท่านั้น ไม่นึกเลยว่าจะกลายเป็นเรื่องจริงขึ้นมา... แต่มันไม่ถูกต้องนะ

ด้วยความเข้มข้นของพลังจิตมิติดวงดาวในเมืองชั้นใน ต่อให้พวกเขาไม่ถูกสูบเข้าไปในมิติดวงดาว ก็ไม่มีทางทนอยู่ได้นานถึงเจ็ดวันหรอก! มันไม่สมเหตุสมผลเลย เมอร์ฟี”

เมอร์ฟีเองก็แสดงสีหน้าจนปัญญา

แม้จะรู้ดีว่าการปรากฏตัวอย่างกะทันหันของแวมไพร์ขอทานที่ดูซูบโซเหล่านั้นคงไม่ใช่เพราะปากกาของทรีซแน่ๆ แต่เขาก็ถือโอกาสนี้เหน็บแนมทรีซไปว่า

“ในเมื่อเจ้ารู้ตัวว่ามีคุณสมบัติปากอีกา (ปากอัปมงคล) ก็อย่าเที่ยวไปพูดจาพล่อยๆ ในเรื่องแบบนี้สิ บางทีอาจเป็นเพราะคำพูดของเจ้ามันร้ายกาจเกินไปจนเทพเจ้าที่บังเอิญผ่านมาทนไม่ได้ เลยจัดเซอร์ไพรส์ชุดใหญ่แบบนี้มาให้เราไงล่ะ”

“เหอะ เทพองค์ไหนจะมาสนใจแวมไพร์กัน?

คิดว่าสถานะทายาทบาปนิรันดร์ของเราเป็นเรื่องเล่นๆ รึไง?

ทวยเทพแห่งมิติดวงดาวน่ะเห็นพวกเราเป็นตัวซวยจนต้องหนีห่างกันทั้งนั้นแหละ”

ทรีซกลอกตา เมื่อเห็นแม็กซิมในสวมหน้ากากยืนรออยู่ด้านหน้า นางจึงหยุดพูดและเดินตามหลังเมอร์ฟีไป ส่วนข้ารับใช้ผู้ซื่อสัตย์ตรงหน้ามีสีหน้าที่ดูแปลกประหลาดมาก

เมื่อเห็นเมอร์ฟีเดินเข้ามา เขารีบก้าวขึ้นไปกระซิบว่า:

“พวกที่หนีออกมาได้คือองครักษ์ของท่านประมุขไม่กี่คนพร้อมกับข้ารับใช้ครับ ผู้นำกลุ่มคือท่านเจด”

“อ้าว?

บังเอิญขนาดนั้นเลยรึ?”

เมอร์ฟีเองก็ชะงักไปครู่หนึ่ง

เท่าที่เขาทราบ องครักษ์ของประมุขซาล็อกดาร์มีประมาณ 1,500 คน ซึ่งล้วนเป็นยอดฝีมือระดับชั้นยอดของเผ่าพันธุ์ เจดเป็นเพียงหนึ่งใน 30 หัวหน้าหน่วยเท่านั้น ทว่าในสถานการณ์เช่นนี้ เขากลับสามารถหนีรอดออกมาได้

ความน่าจะเป็นมันต่ำเกินไปจริงๆ

เขาสังเกตเห็นสีหน้ากังวลของแม็กซิม จึงพอจะเดาออกว่าข้ารับใช้ของเขากำลังกังวลเรื่องอะไร เขาจึงเอื้อมมือไปตบไหล่แม็กซิมเบาๆ แล้วกระซิบว่า

“ข้าจะคุยกับเขาให้รู้เรื่องเอง ไม่ต้องห่วง”

“ครับ”

แม็กซิมพยักหน้า และมองส่งเมอร์ฟีที่เดินเข้าไปในบ้าน ส่วนทรีซที่ยืนมองเหตุการณ์อย่างเย็นชาก็จิบเหล้าอึกหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยกับแม็กซิมขึ้นมาลอยๆ ว่า

“เจ้าเตรียมตัวพร้อมหรือยัง?”

คำถามนี้ทำให้แม็กซิมหันกลับมามองด้วยความฉงน ก่อนจะได้ยินทรีซพูดต่อว่า

“ถ้าเจดคนนั้นไม่ยอมให้เจ้าจากไปล่ะ?

ถ้าเขาไม่ยอมไว้หน้าเมอร์ฟีน้อยของข้าล่ะ?”

“ข้า...”

ข้ารับใช้ผู้ซื่อสัตย์กำหมัดแน่นทันที

ในใจของเขาเต็มไปด้วยความขัดแย้ง จากนั้นเขาก็เห็นทรีซเผยรอยยิ้มที่มีเลศนัยแล้วเอ่ยกับเขาว่า

“เจ้าต้องเข้าใจนะว่า ในสถานการณ์ตอนนี้ตระกูลแร้งโลหิตน่ะเหลือเพียงแค่ชื่อเท่านั้นแหละ มันกำลังจะจมลงสู่สุสานไปพร้อมกับกฎระเบียบที่ส่งกลิ่นเหม็นเน่าเหล่านั้นครึ่งตัวแล้ว

เมอร์ฟีน้อยของข้ากำลังจะสร้างอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ ในฐานะข้ารับใช้ของเขา เจ้าต้องมีหัวคิดที่ยืดหยุ่นกว่านี้หน่อย สิ่งที่เจ้าต้องการน่ะจะมัวแต่ร้องขอจากคนอื่นเสมอไปไม่ได้หรอก จริงไหม?

เจ้าเป็นคนท้องถิ่นทรานเซียนะ เจ้าย่อมรู้ดีว่าในเวลาแบบนี้ควรจะทำอย่างไร”

คำพูดของทรีซนั้นแฝงนัยยะไว้เพียงแค่นั้น

แต่แม็กซิมเข้าใจความหมายของคุณนายทรีซเป็นอย่างดี เขาพยักหน้าและถอยออกไปด้านข้างพลางดึงฮู้ดขึ้นคลุมศีรษะ เพื่อซ่อนสีหน้าและความคิดไว้ภายใต้หน้ากากเหล็ก ไม่ยอมให้ใครเห็นอีกต่อไป

ในเวลาเดียวกัน ภายในตัวบ้าน คุณหนูฟีมิสที่ได้รับแจ้งข่าวและรีบรุดมาถึง ได้ทำการตรวจร่างกายองครักษ์ประมุขทั้งเจ็ดคนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทั้งเจ็ดคนมีทั้งชายและหญิง แต่ละคนมีสภาพที่น่าเวทนาอย่างยิ่ง

ชุดเกราะของพวกเขาขาดรุ่งริ่งและมีการกัดกร่อนจากพลังงานอย่างรุนแรง ร่างกายซูบผอมจนแทบจะเห็นแต่กระดูก ซึ่งดูแล้วไม่ใช่ผลจากการอดอาหารตามปกติ แต่เหมือนถูกบางสิ่งสูบฉีดเอาพลังชีวิตออกไปอย่างรุนแรง

ใบหน้าแต่ละคนดูทรุดโทรม ผมแห้งกรัง ตาโหลลึก ทั่วทั้งตัวสกปรกมอมแมมและส่งกลิ่นเหม็นเปรี้ยว

รายงานของลูมิน่าและเจ๊ทับทิมไม่มีผิดเพี้ยนเลย นี่คือกลุ่มแวมไพร์ขอทานที่ต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในเมืองชั้นนึงถึงเจ็ดวันก่อนจะหนีรอดออกมาได้

เหล่าข้ารับใช้สิบกว่าคนของพวกเขาก็มีสภาพพรรค์เดียวกัน แต่ที่น่าสังเกตคือในหมู่ข้ารับใช้เหล่านี้ไม่มีมนุษย์ที่เป็นเลือดทาสอยู่เลย ทุกคนล้วนได้รับการมอบโอบกอดแรกจนกลายเป็นแวมไพร์หมดแล้ว

เห็นได้ชัดว่า มนุษย์ธรรมดาไม่มีทางทนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายของเมืองชั้นในได้จนถึงป่านนี้

“สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง?”

เมอร์ฟีเอ่ยถาม

คุณหนูส่ายหน้า พลางใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดคราบสกปรกออกจากนิ้วมือ แล้วกระซิบเสียงเบาว่า

“แย่มากทุกคน พวกเขาผ่านการถูกดูดเลือดมาอย่างยาวนานจนสภาพร่างกายอ่อนเพลียถึงขีดสุด แม้แต่แก่นแท้โลหิตของตัวเองก็เหือดแห้งจนเกือบหมด

ยังมีอีกหลายคนที่จิตใจถูกความโสมมของมิติดวงดาวกัดกร่อนอย่างรุนแรง จนเริ่มมีอาการสติเลอะเลือนและคลุ้มคลั่ง นี่คือความเสียหายทางจิตที่ไม่อาจย้อนคืนได้!

ต่อให้หลังจากนี้ร่างกายจะฟื้นตัว พวกเขาก็ต้องอยู่ในสภาพกึ่งบ้าแบบนี้ไปจนกว่าความมืดมิดนิรันดร์จะมาเยือน คำพูดร้ายๆ ของทรีซก่อนหน้านี้น่ะถูกแล้ว

เมื่อคืนนี้ตอนที่วงเวียนพลังจิตของรอยแยกมิติดวงดาวเกิดการเปลี่ยนแปลง คือโอกาสเดียวที่พวกเขาจะหนีรอดออกมาได้ และพวกเขาก็คว้าโอกาสนั้นไว้จริงๆ หนีออกมาจากเมืองชั้นในได้สำเร็จ”

“หนีออกมาจากเมืองชั้นในจริงๆ รึ?

ข้ารู้สึกว่าเรื่องมันคงไม่ง่ายขนาดนั้นมั้ง”

เมอร์ฟีแสดงความสงสัย

เขาหรี่ตาลง มองดูองครักษ์ประมุขที่น่าเวทนาทั้งเจ็ดคน แล้วกระซิบว่า

“ความรู้เฉพาะทางของเจ้ากับทรีซต่างก็ยืนยันว่า ต่อให้เป็นแวมไพร์ระดับสูงก็ไม่น่าจะมีชีวิตรอดในเมืองชั้นในได้ ดังนั้นข้าจึงสงสัยว่า พวกเขาต้องไปหลบซ่อนอยู่ในพื้นที่บางแห่งที่สามารถต้านทานการปนเปื้อนของพลังจิตมิติดวงดาวได้เป็นการชั่วคราวแน่ๆ

ถึงข้าจะไม่เคยไปที่นั่น แต่ข้าก็รู้ว่าโถงแร้งโลหิตตั้งอยู่ใจกลางเมืองชั้นใน และภายใต้สิ่งก่อสร้างรูปปราสาทบนดิน ยังมีพื้นที่ใต้ดินที่กว้างขวางอีกมาก สระโลหิตศักดิ์สิทธิ์ของตระกูลก็อยู่ในส่วนลึกของโถงใช่ไหม?

คุณหนู สิ่งที่เจ้ากังวลมาตลอดดูเหมือนจะได้คำตอบแล้วนะ... ตระกูลแร้งโลหิตอาจจะยังไม่พินาศ อย่างน้อยก็ไม่ได้พินาศย่อยยับอย่างที่เจ้าคิด ในโถงอาจจะยังมีสมาชิกคนอื่นที่มีชีวิตอยู่ รวมถึงพ่อของเจ้าด้วย”

“ไม่ ตระกูลน่ะจบสิ้นแล้ว! ข้ามั่นใจในเรื่องนี้”

ฟีมิสทอดถอนใจ

ดูเหมือนนางไม่อยากจะถกเถียงเรื่องนี้กับเมอร์ฟีในตอนนี้ นางจึงทิ้งยาปรุงยาเล่นแร่แปรธาตุไว้สองสามขวดแล้วหมุนตัวเดินออกจากบ้านไป แต่อาเดลไม่ได้ตามคุณหนูออกไปในครั้งนี้ แต่นางกลับยืนเฝ้าอยู่ที่ประตูแทน

เห็นได้ชัดว่า ทายาทของเมอร์ฟีกำลังกังวลเรื่องความปลอดภัยของเจ้านายตนเอง

องครักษ์ประมุขทั้งเจ็ดที่นี่ แม้จะอ่อนแอจนแทบจะยืนไม่ไหว แต่พลังของพวกเขาล้วนอยู่ในระดับเงิน ต่อให้อ่อนแรงแค่ไหนก็ยังเป็นยอดฝีมือของตระกูล และการที่จิตใจถูกกัดกร่อนจากพลังจิตมิติดวงดาวก็ยิ่งทำให้พวกเขามีความอันตรายมากขึ้นไปอีก

เมอร์ฟีเดินเข้าไปหาท่านเจด

เขามองดูเจดที่นอนอยู่บนแผ่นไม้ องครักษ์ประมุขผู้นี้ไม่มีร่องรอยของความแข็งแกร่งและสง่างามเหมือนตอนที่มาประกาศคำสั่งต่อหน้าเมอร์ฟีก่อนหน้านี้เลยแม้แต่น้อย

ไม่ต้องพูดถึงชุดเกราะที่ขาดรุ่งริ่งและเปรอะเปื้อนด้วยคราบเลือด เพียงแค่รูปลักษณ์ของเขาก็ดูไม่ปกติอีกต่อไป ตอนนี้เขาดูเหมือนแก่ชราลงไปหลายร้อยปีในพริบตาเดียว

หน้าผากที่เคยหมดจดงดงามปรากฏรอยเหี่ยวย่นที่รุนแรง แม้แต่เส้นผมสีดำก็กลายเป็นสีเทาขาว

ดูแล้วน่าอเนจอนาถใจยิ่งนัก

เมอร์ฟีเอื้อมมือไปเปิดขวดยาของคุณหนูทิ่งไว้ และกรอกยาลงในปากของเจด ทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะลุกขึ้น จู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงกระซิบที่แผ่วเบาดังขึ้นข้างหู:

“ให้ทายาทของเจ้าออกไปก่อน ข้ามีเรื่องจะพูดกับเจ้า เมอร์ฟี”

“หืม?”

เมอร์ฟีกะพริบตา

นี่คือเสียงของเจด เจ้านี่ฟื้นแล้วรึ?

หรือว่าเขาแกล้งหลับมาตลอด?

แต่ทำไมล่ะ?

“อาเดล เจ้าไปดูสถานการณ์ทางด้านทรีซหน่อยสิ”

เมอร์ฟีหันไปกำชับทายาทของตน

“ถือโอกาสเดินสำรวจรอบๆ รอยแยกใหญ่สักสองสามรอบ ดูว่ายังมีพี่น้องที่ฝ่าวงล้อมออกมาได้อีกหรือไม่ ไม่ต้องเป็นห่วงข้า ข้าอยู่ท่ามกลางคนในตระกูล ข้าย่อมปลอดภัยดี”

“ค่ะ ท่านเมอร์ฟี”

คุณนายอาเดลหมุนตัวเดินจากไป ประตูที่ปกคลุมด้วยเขม่าเถ้าถ่านก็ปิดลงในวินาทีนั้น

เมื่อภายในบ้านตกอยู่ในความมืด เงาร่างที่อ่อนแรงบนแผ่นไม้ต่อหน้าเมอร์ฟีก็ลุกขึ้นนั่งทันที

ดวงตาของเจดลืมขึ้น เผยให้เห็นความเหนื่อยล้าและความโล่งใจ เขาขยับนิ้วอย่างสั่นเทาเพื่อร่ายเวทมนตร์พลังจิต เมอร์ฟีสัมผัสได้ถึงม่านพลังที่ไร้รูปลักษณ์กวาดผ่านห้องไป ปกคลุมเสียงทั้งหมดภายในไว้

“ไม่มีใครเหลือแล้ว...”

เจดหอบหายใจพลางเอ่ยกับเมอร์ฟีท่ามกลางความมืด:

“พวกเรานี่แหละคือสมาชิกแร้งโลหิตกลุ่มสุดท้ายที่หนีออกมาได้!

ข้าต้องบอกเจ้าว่า มีเรื่องที่น่าสะพรึงกลัวเกิดขึ้นในโถง มันเกิดขึ้นก่อนที่รอยแยกมิติดวงดาวจะเปิดออกเสียอีก และข้าไม่กล้าแม้แต่จะพูดมันออกมาดังๆ

สิ่งที่เกิดขึ้นในยามค่ำคืนของเมืองแคดแมนไม่ได้มีเพียงแค่ภัยพิบัติจากมิติดวงดาวเท่านั้น มันมีมากกว่าแค่ภัยธรรมชาติ แต่มันคือภัยที่เกิดจากน้ำมือของคน

แต่มารดาแห่งรัตติกาลยังคงเมตตาข้า!

พรแห่งเที่ยงคืนทำให้ข้าได้พบกับคนรู้จักเก่า เมอร์ฟีน้อย”

เขามองสำรวจเมอร์ฟีตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาที่แสดงออกถึงความประหลาดใจกึ่งชื่นชม แล้วกล่าวว่า

“ข้าไม่ได้หมดสติไปหรอก ก่อนที่ข้ารับใช้ของข้า แม็กซิม จะพาข้ามาที่นี่ ข้าใช้พิธีกรรมของข้าสังเกตการณ์รอบๆ มาโดยตลอด ข้าเห็นพวกผู้รอดชีวิตที่ยอมสยบต่อเจ้า มนุษย์ที่ดูน่าอร่อยเหล่านั้น!

เจ้าไม่เพียงแต่รอดชีวิตกลับมาได้ แต่เจ้ายังสามารถรวบรวมขุมกำลังที่ดูเข้าท่าขึ้นมาได้ท่ามกลางซากปรักหักพังนี้

ดูเหมือนทุกคนจะดูแคลนเจ้าเกินไปนะ เมอร์ฟี

และทุกคนก็ดูแคลนทรีซเกินไปด้วยเช่นกัน

บอกข้ามาสิ การที่เจ้าทำตัวต่ำต้อยก่อนหน้านี้ เป็นการพรางตัวตามคำสั่งของนางใช่หรือไม่?”

“ดูเหมือนการพรางตัวของข้าจะยังดีไม่พอ จึงถูกท่านจับได้เสียแล้ว ท่านเจด”

เมอร์ฟีตอบไปตามน้ำ

“ข้าจำบุญคุณของท่านได้เสมอ หากไม่มีความช่วยเหลือจากท่านในช่วงเริ่มต้น ข้าคงไม่มีทางทำภารกิจที่เหมือนส่งไปตายนั้นได้สำเร็จ และข้าก็รู้สึกซาบซึ้งต่อมารดาแห่งรัตติกาลที่ทำให้ข้าได้พบกับท่านอีกครั้งหลังภัยพิบัตินี้

ท่านต้องการเลือดหรือไม่?

ข้าจะรีบนำมาให้เดี๋ยวนี้”

“แน่นอน ข้าและเพื่อนพ้องต้องการเลือดเพื่อฟื้นฟูร่างกายอย่างเร่งด่วน แต่ห้ามให้เจ้าพวกมนุษย์สัตว์ที่โง่เง่าและขี้ขลาดเหล่านั้นเข้ามาที่นี่ สภาพของพวกเราในตอนนี้ดูไม่สู้ดีนัก

มันจะทำลายภาพลักษณ์อันสูงส่งของเผ่าพันธุ์เลือดผู้ยิ่งใหญ่ในใจอันเขลาของพวกมัน

จงรวบรวมเลือดของพวกมันมา แล้วแอบส่งเข้ามาให้ข้า ให้แม็กซิมเป็นคนนำมาส่ง เขาเป็นคนที่พวกเราทั้งคู่ไว้ใจได้

แต่จงระวัง!

ห้ามให้ยัยเด็กเหลือขอฟีมิสนั่นรู้เรื่องนี้เป็นอันขาด”

ลำคอของเจดขยับขึ้นลง เห็นได้ชัดว่าเขาโหยหาเลือดอย่างมาก แต่เขากลับกำชับเมอร์ฟีเป็นพิเศษ ทำให้เมอร์ฟีสัมผัสได้ถึงความไม่ปกติ

เขาขมวดคิ้วถามว่า

“เหตุใดจึงต้องปิดบังคุณหนูด้วยล่ะครับ?”

“เพราะพ่อของนางเป็นคนก่อเรื่องทั้งหมดนี้ขึ้นมา ซาล็อกดาร์ที่เคยปรีชาและแข็งแกร่งได้ตกต่ำลงกลายเป็นคนวิปลาสไปแล้ว เขาคือคนบาปของตระกูลและเป็นสัตว์ประหลาดของเผ่าพันธุ์!”

เจดเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือที่แฝงไปด้วยความรังเกียจอย่างรุนแรงและความกลัวที่ซ่อนไม่มิด

“เขานั่นแหละที่เป็นคนก่อเรื่องที่น่าสยดสยองขึ้นในโถง ไอ้คนบ้าที่ฝังตระกูลด้วยมือตัวเองคนนั้นไม่คู่ควรที่จะเป็นประมุขของเราอีกต่อไป ส่วนฟีมิสน่ะรึ หึหึ เจ้ายังไม่รู้ล่ะสิ?

ตอนที่เมืองถูกมิติดวงดาวกลืนกิน นางโง่เขลาพอที่จะพุ่งเข้าไปในโถงแร้งโลหิตที่กำลังปิดตัวลง แต่นางก็หนีออกมาได้ด้วยฐานะผู้สืบทอดของตระกูล

พวกเราอ้อนวอนให้นางพาพวกเราไปด้วย

แต่นางกลับทิ้งพวกเราไว้อย่างไร้ความปรานี ปล่อยให้พวกเราเป็นเครื่องสังเวยให้แก่การกระทำที่อัปลักษณ์ของพ่อของนาง!

ข้าเดาว่า นางคงไม่ได้บอกเรื่องนี้กับเจ้าแน่ๆ

เห็นได้ชัดว่านางปิดบังเจ้าไว้หลายเรื่อง และนั่นพิสูจน์ได้ว่านางแค่หลอกใช้เจ้าเท่านั้น

เมอร์ฟี ฟังข้าให้ดี!

ตอนนี้ข้ามีแผนการที่ต้องการให้เจ้าช่วยเหลือ ดูเหมือนเจ้าจะได้รับความไว้วางใจจากยัยเด็กสารเลวฟีมิสนั่นแล้วสินะ ซึ่งนั่นเป็นเรื่องดีมาก! นี่แสดงว่ามารดาแห่งรัตติกาลยังเข้าข้างเจ้าและข้า”

เขาหยิบขวดคริสตัลขนาดเล็กออกมาจากกระเป๋าพลังจิตแล้วส่งให้เมอร์ฟี พลางเอ่ยเสียงแหบพร่าท่ามกลางความมืดว่า

“เอายานี้ให้ยัยนั่นกินซะ เพียงแค่ไม่กี่หยดเท่านั้น... ข้าสัมผัสได้ว่าเจ้าเดินมาถึงจุดเปลี่ยนผ่านของระดับเหล็กดำแล้ว เจ้าต้องการเหยื่อสักคนเพื่อใช้ในการเลื่อนระดับพลัง

ข้าจะช่วยเจ้าเอง เมอร์ฟี

ฟีมิสนี่แหละคือเหยื่อที่สมบูรณ์แบบที่สุด

หลังจากที่เจ้ากำจัดนางด้วยมือตัวเอง สายเลือดของซาล็อกดาร์จะขาดสะบั้น และเจ้ากับข้า... พวกเราจะมีอำนาจที่แท้จริง”

“อำนาจที่แท้จริงรึ?”

เมอร์ฟีรับขวดคริสตัลนั้นมาโดยไม่ลังเล แต่เห็นได้ชัดว่าเขาปรารถนาจะได้ยินมากกว่านั้น เจดซึ่งในตอนนี้ต้องการให้เมอร์ฟีรับใช้จึงแสดงความใจกว้างอย่างยิ่ง เขาเอ่ยด้วยอาการตื่นเต้นอย่างประหลาดว่า:

“ใช่แล้ว อำนาจที่แท้จริง!”

ขณะที่นิ้วของเจดขยับไปมาท่ามกลางความมืด ของบางอย่างก็ปรากฏขึ้นที่ปลายนิ้วของเขา

สิ่งนั้นดูเหมือนแผ่นหินที่รูปทรงไม่สม่ำเสมอ แผ่รัศมีสีแดงจางๆ ออกมาในความมืด เมอร์ฟีถูกดึงดูดความสนใจไปที่สิ่งนั้นทันที ราวกับมีเสียงบางอย่างในจิตสำนึกเรียกร้องให้เขาสัมผัสมัน

เขายื่นมือออกไปโดยสัญชาตญาณ แต่ก็รีบชักกลับทันที ราวกับถูกลวกด้วยเปลวไฟที่มองไม่เห็น

“หึหึ ไม่ต้องกลัว ลองสัมผัสมันดูสิ สัมผัสสมบัติที่พวกเราต้องแลกมาด้วยชีวิตเพื่อนำกลับมา... หนึ่งในสามส่วนของตราแห่งดยุค!”

เจดหัวเราะเสียงต่ำ

“ด้วยฐานะของเจ้าในตระกูล ในยุคที่ซาล็อกดาร์ครองอำนาจ เจ้าไม่มีทางได้เห็นมันด้วยตาตัวเองไปตลอดชีวิตหรอก แต่ตอนนี้ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว เมอร์ฟี

ฟังข้าให้ดี ใครก็ตามที่ครอบครองสิ่งนี้ คนผู้นั้นคือดยุคแห่งแร้งโลหิตคนต่อไป! แม้แต่อัศวินพันธสัญญาโลหิตที่เข้มงวดที่สุดก็ไม่อาจปฏิเสธการส่งต่อนำนาจนี้ได้

ทว่าทุกอย่างมีเงื่อนไขเดียว ฟีมิสต้องตาย!

สายเลือดของซาล็อกดาร์ต้องถูกกำจัดให้สิ้นซาก พวกสามัญชนภายใต้บังคับบัญชาของเจ้าจะกลายเป็นสมาชิกกลุ่มแรกของตระกูลแร้งโลหิตใหม่ที่มีข้าเป็นผู้นำ!

ใช่แล้ว แม้สระโลหิตศักดิ์สิทธิ์จะถูกปนเปื้อน แต่พวกเรายังสามารถอาศัยการมอบโอบกอดแรกจำนวนมหาศาลเพื่อกอบกู้ตระกูลขึ้นมาใหม่ได้

เจ้าดูสิ ข้าช่างเปิดเผยกับเจ้าขนาดนี้ แต่ฟีมิสไม่เคยบอกแผนการและความตั้งใจที่แท้จริงของนางแก่เจ้าเลยสักครั้ง

อย่างที่ข้าบอก ยัยเด็กนั่นแค่หลอกใช้เจ้าเท่านั้นนางก็เหมือนกับพ่อของนาง ทั้งเจ้าเล่ห์และเย็นชา

แต่ข้านั้นต่างออกไป ข้าจะแบ่งปันทุกอย่างให้แก่เจ้าอย่างใจกว้าง พวกเราต่างก็ไต่เต้ามาจากจุดต่ำสุดเหมือนกันนะ เมอร์ฟี พวกเราย่อมเข้าใจดีว่าความทะเยอทะยานที่อยากจะยิ่งใหญ่นั้นมันหอมหวานเพียงใดพวกเราเกิดมาเพื่อยืนอยู่ข้างเดียวกัน”

เมอร์ฟีไม่ได้ตอบคำถาม และไม่ได้สนใจคำชวนเชื่อที่ดูจะเสียสติเล็กน้อยของเจด

เขาเริ่มสงสัยอย่างหนักว่าเจ้านี่อาจจะถูกพลังจิตมิติดวงดาวกัดกร่อนจิตใจไปแล้ว หรือว่าเขาจนตรอกจริงๆ จนต้องมาขอให้เมอร์ฟีช่วยยืนอยู่ข้างเขาในตอนนี้?

ไม่ว่าความจริงจะเป็นแบบไหน มันหมายความว่าเมอร์ฟีสามารถใช้ประโยชน์จากเจดที่กำลังต้องการความช่วยเหลือจากเขาได้

ในเวลานี้ ความสนใจของเขาทั้งหมดจดจ่ออยู่ที่แผ่นหินสีแดงในมือของเจด ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัส หน้าต่างข้อมูลก็เด้งขึ้นมา:


[ชื่อ]: แผ่นหินอารยธรรม·แวมไพร์ [1/7] · เศษเสี้ยวแห่ง [ปรารถนา]

[คุณภาพ]: สิ่งประดิษฐ์ระดับปาฏิหาริย์

[คุณสมบัติ]:

[สถานะ]: ผู้ผูกมัดในปัจจุบันคือ ซาล็อกดาร์·คอลลินส์แมน·เลสเซมบรา, ลำดับการสืบทอดที่หนึ่งคือ ฟีมิส·เซซิเลีย·เลสเซมบรา

[ผู้สร้าง]: [ข้อมูลถูกลบ]

[คำอธิบายไอเทม]:

【บาปกำเนิดของทั้งเจ็ดตระกูลแวมไพร์ไม่ใช่แค่การประกาศตนที่ดูเพ้อฝัน แต่มันมาจากพลังพิเศษทางจิตวิญญาณเจ็ดประการที่เผ่าพันธุ์ของพวกเขาได้รับเมื่อครั้งกำเนิด เศษเสี้ยวแผ่นหินตรงหน้าเจ้าไม่ใช่แค่สัญลักษณ์แห่งอำนาจ แต่มันยังเป็นตัวแทนของต้นกำเนิดอันเร้นลับที่ไม่มีใครล่วงรู้ของเผ่าพันธุ์แวมไพร์!

เนื่องจากกระบวนการสร้างได้สูญหายไปและไม่สามารถเลียนแบบได้ จึงถูกขนานนามว่าเป็น "สิ่งประดิษฐ์ระดับปาฏิหาริย์" และทุกสิ่งที่ดำรงอยู่ในโลกนี้ในฐานะสิ่งประดิษฐ์ระดับปาฏิหาริย์ล้วนมีพลังอันน่าอัศจรรย์ที่ปุถุชนไม่อาจเทียบได้

จงชิงมันมา! อัลฟ่า! จงชิงมันมา แล้วเจ้าจะได้รับตั๋วสำหรับเข้าร่วมในการเปลี่ยนแปลงที่ลึกซึ้งที่สุดของโลกใบนี้】


“ช่างเป็นสิ่งที่งดงามและยิ่งใหญ่จริงๆ!

ข้าไม่อาจจินตนาการได้เลยว่า ท่านและเพื่อนพ้องต้องเสียสละไปมากเพียงใดเพื่อให้ได้มันมา...”

เมอร์ฟีถอนนิ้วกลับพลางสูดลมหายใจลึก

เขาก้มตัวลงเล็กน้อยท่ามกลางความมืด และเอ่ยกับท่านเจดด้วยน้ำเสียงที่นอบน้อมเบาๆ ว่า

“เช่นนั้น โปรดให้ข้าเสนอตัวเป็นคมดาบในความมืดให้แก่ท่านเถิด ท่านเจด... ท่านดยุคของข้า”

จบบทที่ บทที่ 68: คุณหนู ท่านเจดบ้าไปแล้ว! เขาจะสร้างตระกูลแร้งโลหิตใหม่ครับ!

คัดลอกลิงก์แล้ว