- หน้าแรก
- ผู้เล่นของข้างดุร้ายมาก
- บทที่ 67: รายงานครับท่าน! พวกเราจับกลุ่มแวมไพร์ขอทานได้กลุ่มหนึ่ง!
บทที่ 67: รายงานครับท่าน! พวกเราจับกลุ่มแวมไพร์ขอทานได้กลุ่มหนึ่ง!
บทที่ 67: รายงานครับท่าน! พวกเราจับกลุ่มแวมไพร์ขอทานได้กลุ่มหนึ่ง!
บทที่ 67: รายงานครับท่าน! พวกเราจับกลุ่มแวมไพร์ขอทานได้กลุ่มหนึ่ง!
วันที่เจ็ดของกิจกรรมพิเศษในเมืองแคดแมน เมื่อผู้เล่นออนไลน์เข้ามา พวกเขาพบว่าซากปรักหักพังของเมืองที่พวกเขาสำรวจมาตลอดหลายวันได้เปลี่ยนสภาพไปอย่างสิ้นเชิง
ในระยะไกลมีเปลวเพลิงโหมกระหน่ำปกคลุมซากเมืองอย่างรุนแรง ราวกับพาดสายใยแห่งไฟอันร้อนแรงไว้เหนือเมืองที่มืดมิด ความร้อนที่พวยพุ่งขึ้นมาทำให้แสงหักเหจนมองภาพเบื้องหน้าไม่ชัดเจน ส่วนในระยะใกล้คือสามย่านที่ถูกเผาไปเมื่อคืนนี้
เถ้าถ่านสีดำปกคลุมเต็มพื้นดิน สะท้อนภาพความอ้างว้างไปทั่วบริเวณ
“เผาจริง เผาจังแฮะ”
พี่อู๋เหมียว พร้อมด้วยจตุรเทพของเขาและลูกพี่ลูกน้องอย่าง จวงปี้ปู้ย้งโส่ว ยืนอยู่ท่ามกลางเถ้าถ่านพลางอุทานออกมา
ข้างหลังพวกเขามีรถลากคันใหญ่สองคัน บรรจุน้ำมันเพลิงสูตรลับของคุณนายทรีซไว้เต็มเปี่ยม ภารกิจของพวกเขาคือการนำสิ่งเหล่านี้ไปส่งให้พวก NPC กองกำลังกู้ภัยแคดแมนที่แนวหน้า เพื่อให้พวกเขาวางเพลิงในเขตเมืองถัดไป
ปฏิบัติการวางเพลิงครั้งนี้ดำเนินไปตามแผนที่วางไว้ จากการคำนวณของเมอร์ฟีและทรีซ เมื่อถึงเที่ยงคืนของวันนี้ พื้นที่เมืองชั้นนอกทั้งหมดจะได้รับการชำระล้างด้วยเปลวไฟครบทุกส่วน
“เฮ้ย นายดูดิ พื้นที่ที่เผาแล้วไม่มีไอ้เงาประหลาดๆ นั่นจริงๆ ด้วยว่ะ แม้แต่หิมะดำที่ชวนให้รู้สึกอึดอัดก็หายไปหมดเลย”
จวงปี้ปู้ย้งโส่ว ใช้หอกของเขาเขี่ยกองเถ้าถ่านข้างทางจนหม้อดินเผาใบหนึ่งแตกออก มีเหรียญทองแดงสองสามเหรียญร่วงออกมา เจ้ามือใหม่คนนี้จึงรีบเก็บเข้ากระเป๋าอย่างว่องไว
เขาเงยหน้าขึ้นพูดกับลูกพี่ลูกน้องที่กำลังฮึกเหิมว่า:
“พี่ แล้วเรื่องเปลี่ยนอาชีพนั่น...”
“พรุ่งนี้เปลี่ยนแน่!”
พี่อู๋เหมียวโบกมืออย่างใจกว้าง:
“พี่ไหว้วานพี่หนีโถวเชอให้ช่วยหาวัตถุดิบในค่ายให้แล้ว พรุ่งนี้พอจบกิจกรรมและสรุปรางวัลเสร็จ พอถึงเวลาดาวขึ้นพี่จะไปลองในป่าดู
พอภารกิจลับนี้เสร็จ พวกเราก็จะมีอาชีพใหม่ให้เปลี่ยนกันแล้ว!”
“ไม่ใช่พี่ ผมหมายถึง พี่แน่ใจนะว่าจะเปลี่ยนเป็นอาชีพประหลาดๆ นั่นจริงๆ?”
จวงปี้ปู้ย้งโส่วถามด้วยความกังวล
“ถ้าปั้นตัวละครเสียจะทำยังไง?
ตอนนี้ข้อมูลเกี่ยวกับอาชีพใหม่เป็นศูนย์เลยนะ พี่ไม่กลัวว่ามันจะเป็นอาชีพขยะ เหรอ?”
“นี่มันภารกิจจาก NPC ภารกิจหลักเชียวนะ จะเป็นอาชีพขยะได้ยังไง?
มันต้องเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อเรื่องรองที่ยอดเยี่ยมสิ การที่ผู้เล่นเป็นคนค้นพบระบบอาชีพใหม่ด้วยตัวเองเนี่ยแหละที่เรียกว่าความสมจริงของเกม”
พี่อู๋เหมียวไม่ได้กังวลเลยสักนิด เขาฉีกยิ้มกล่าวว่า
“ในเกมอื่นเราก็แค่พวกตัวประกอบเดินถนน แต่ที่นี่ไม่เหมือนกัน พวกเราคือนักรบผู้เปิดหน้าประวัติศาสตร์! ไปๆๆ เลิกคุย รีบทำภารกิจนี้ให้เสร็จก่อน”
ทั้งหกคนช่วยกันลากรถผ่านถนนที่เต็มไปด้วยเถ้าถ่าน ยังพอเห็นพวกหน่วยรวบรวมของค่ายผู้รอดชีวิตกำลังค้นหาสิ่งของที่ยังใช้ได้ตามซากปรักหักพังสองข้างทาง
เมื่อเหล่านักรบผู้กล้าเดินผ่าน พวกคนหนุ่มสาวหรือคนที่เคยได้รับความช่วยเหลือจะเข้ามาทักทายหรือค้อมคำนับให้พี่อู๋เหมียวและพวกจากระยะไกล การต้อนรับเช่นนี้ทำให้ผู้เล่นตัวน้อยรู้สึกปลื้มใจมาก
อย่างน้อยพวก NPC ท้องถิ่นก็ไม่ใช่พวกเนรคุณ คนที่รู้จักกตัญญูมักจะทำให้คนรอบข้างรู้สึกดีเสมอ
เมื่อพวกเขานำน้ำมันเพลิงมาส่งที่แนวหน้า ก็ประจวบเหมาะกับที่ท่านเมอร์ฟีกำลังตรวจตราแนวไฟพร้อมกับ "ฮาเร็ม" ของเขาพอดี กลุ่มของพี่อู๋เหมียวจึงรีบเข้าไปเสนอหน้าเพื่อเพิ่มค่าความชอบทันที เมอร์ฟีจึงส่งเควสต์ "สนับสนุนการลุกลามของไฟ" ให้พวกเขาไปช่วยจุดไฟเพิ่ม
หลังจากไล่พวกผู้เล่นที่กระตือรือร้นเกินเหตุไปได้แล้ว เมอร์ฟีก็หันกลับไปพูดกับทรีซที่อยู่ข้างหลังว่า:
“ข้าสัมผัสได้ว่าพลังมิติดวงดาวกำลังถดถอยเร็วขึ้น แม้แต่ควันดำที่ปกคลุมท้องฟ้าก็เริ่มจางลงแล้ว คืนนี้เราน่าจะได้เห็นดวงจันทร์และดวงดาว”
“ไม่ใช่แค่เพราะเปลวไฟหรอกนะ”
ทรีซถือไม้เท้าพลางส่ายหน้าอธิบาย:
“มันเป็นเพราะพลังงานมิติดวงดาวโดยรวมกำลังลดระดับลง รอยแยกนั่นกำลังจะปิดตัวลงแล้ว พรุ่งนี้! อย่างช้าที่สุดคือพลบค่ำวันพรุ่งนี้ เมืองชั้นในที่ถูกขังไว้หนึ่งสัปดาห์จะปรากฏขึ้นในโลกวัตถุอีกครั้ง”
“ที่นั่นจะไม่เหลืออะไรเลย”
คุณหนูฟีมิสกล่าวแทรกด้วยน้ำเสียงแหบพร่า:
“เมื่อเจ็ดวันก่อนตอนที่ข้าเสี่ยงชีวิตเข้าไป ข้าเห็นอาคารจำนวนมากถูกลากเข้าไปในมิติดวงดาวแล้ว การกัดกินและดูดกลืนตลอดทั้งสัปดาห์เพียงพอที่จะทำให้เมืองชั้นในกลายเป็นที่ราบว่างเปล่า
แต่นี่อาจจะเป็นข่าวดีสำหรับพวกเจ้า มันหมายความว่าร่องรอยในอดีตของเมืองแคดแมนได้ถูกลบเลือนไปหมดสิ้น เปรียบเสมือนผ้าขาวที่รอให้พวกเจ้าแต่งแต้มสีสันของตัวเองลงไป”
“มองโลกในแง่ดีหน่อยสิ ยัยหนู”
คุณนายทรีซเอ่ยจิกกัด
“จงเชื่อมั่นในเผ่าพันธุ์ที่ชั่วร้ายและเจ้าเล่ห์ของพวกเราให้มากกว่านี้หน่อย พลังจิตน่ะกัดกินสิ่งมีชีวิตได้ช้ากว่าสิ่งของ ถ้าพวกนั้นซ่อนตัวอยู่ใต้ดินตอนเกิดภัยพิบัติ พรุ่งนี้พวกเราอาจจะได้เห็นฝูงแวมไพร์ที่เสียสติเพราะถูกพลังมิติดวงดาวกัดกร่อนจนกลายเป็นสัตว์ประหลาดก็ได้
ถึงตอนนั้น ไม่ว่าเจ้าจะเต็มใจหรือไม่ เจ้าก็ต้องเป็นคนลงมือกำจัดพวกเขาทิ้งด้วยตัวเอง
เพราะฉะนั้น เก็บความเศร้าสร้อยทั้งหมดไว้ใช้ตอนนั้นก็ยังไม่สาย”
“พอได้แล้ว ทรีซ”
เมอร์ฟีรู้สึกว่าคำพูดของทรีซนั้นแดกดันเกินไป
เขาเอื้อมมือไปดึงข้อมือของทรีซเบาๆ เพื่อให้เธอหยุดพูด แต่ใบหน้าของคุณหนูที่แย่อยู่แล้วกลับซีดลงไปอีกระดับ
เห็นได้ชัดว่าทรีซมองทะลุถึงความกลัวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในใจของเธอ
เมอร์ฟีปวดหัวกับความบาดหมางที่ไม่มีเหตุผลระหว่างทรีซและคุณหนูมาก เขาเดาว่ามันน่าจะเกี่ยวข้องกับความลับของคุณหนู ปกติทรีซไม่ใช่คนใจดำ
แต่เธอมักจะทนเห็นการกระทำของคุณหนูไม่ได้ ทั้งทีความจริงสัปดาห์นี้ฟีมิสก็ให้ความร่วมมือดีมาก
หรือจะเรียกว่า "ว่านอนสอนง่าย" เลยก็ว่าได้
“ท้องฟ้า! ดูนั่น! ไอ้สิ่งนั้นกำลังหดตัวลงแล้ว”
เสียงตะโกนจากฝูงชนที่กำลังทำงานอยู่ดึงดูดความสนใจของทุกคน
พวกเขาเงยหน้ามองท้องฟ้าเหนือเมืองชั้นใน เส้นสายพลังงานสีม่วงที่ปกคลุมมาหลายวัน บัดนี้ม่านหมอกควันดำเริ่มจางหายไป
ราวกับถูกเปลวไฟจากเมืองชั้นนอกรบกวน จนในที่สุดมันก็เผยให้เห็นสภาพภายในที่แท้จริง
ฝูงชนเริ่มกระซิบกระซาบกัน ผู้คนที่เคียดแค้นต่อภัยพิบัติครั้งนี้ต่างพากันเรียกชื่อวงเวียนพลังจิตที่กำลังหมุนวนบนท้องฟ้าด้วยชื่อแย่ๆ ต่างๆ นานา
บางคนเรียกมันว่า "รูตูดปีศาจ" ซึ่งเป็นชื่อที่หยาบคายแต่เห็นภาพจนคนอื่นพยักหน้าเห็นด้วย
แต่สิ่งที่เมอร์ฟีเห็นนั้นมีมากกว่า
แม้ตอนนี้เขาจะเป็นเพียงนักพลังจิตฝึกหัดเลเวล 9 แต่การฝึกฝนทักษะพลังจิตอย่างหนักตลอดหลายวันที่ผ่านมาทำให้เขามองเห็นลึกซึ้งกว่าเปลือกนอก
เขาจ้องมองวงเวียนพลังจิตที่หมุนวนเหนือเมืองชั้นใน ผ่านไปครู่หนึ่งเขาก็พูดกับทรีซว่า
“ข้าสัมผัสได้ถึงความอ่อนแอของมัน เหมือนเปลือกนอกที่พลังงานหมดสิ้น แม้ภายนอกจะดูเสถียร แต่ขอเพียงการรบกวนเพียงเล็กน้อยมันก็จะถล่มลงจากภายใน ถึงตอนนั้นรอยแยกมิติดวงดาวก็จะปิดตัวลงอย่างสมบูรณ์ ใช่ไหม?”
“อืม ดูท่าช่วงนี้เจ้าจะไม่ขี้เกียจนะ ตั้งใจเรียนรู้ตำราพื้นฐานที่ข้ามอบให้จริงๆ ด้วย”
ทรีซพยักหน้าอย่างพอใจ พลางอธิบายให้ทายาทพ่วงตำแหน่งลูกศิษย์ฟัง
“โครงสร้างพลังจิตที่ก่อตัวเป็นรอยแยกมิติดวงดาวดำเนินมาถึงช่วงสุดท้ายแล้ว แต่มันยังคงมีอำนาจทำลายล้างมหาศาล ในสถานการณ์เช่นนี้การปล่อยให้มันสลายไปเองตามธรรมชาติคือทางเลือกที่ดีที่สุด หากไปกระตุ้นให้มันแตกออกก่อนเวลาจะเกิดการระเบิดของพลังจิต สร้างคลื่นกระแทกที่กวาดล้างทุกสิ่งรอบข้างเข้าไป
นี่คือช่วงอันตรายสุดท้ายที่มันจะคงอยู่ได้
ประมาณเที่ยงคืนของวันนี้ พลังงานของมันจะลดลงถึงขีดต่ำสุด จากนั้นม่านพลังที่เคยมั่นคงจะถล่มลงสู่มิติดวงดาว พร้อมกับสูบเอาทุกสิ่งที่มันจะพาไปได้ไปด้วย”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ทรีซก็ชำเลืองมองคุณหนูที่นิ่งเงียบด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ พลางลากเสียงว่า
“เพราะฉะนั้น ถ้าในเมืองชั้นในยังมีแวมไพร์ที่รอดชีวิตอยู่ คืนนี้คือโอกาสเดียวที่พวกมันจะหนีออกมาได้ มารอดูกันเถอะ”
“ทรีซ!”
เมอร์ฟีขมวดคิ้วพลางกดเสียงต่ำ
ทรีซเบ้ปาก แต่เมื่อสัมผัสได้ถึงอารมณ์ของเมอร์ฟีเธอก็ไม่ได้พูดเยาะเย้ยต่อ
ช่วงกลางวันผ่านไปท่ามกลางความวุ่นวายของการเผาทำลายเมืองโดยเหล่าผู้เล่นและผู้รอดชีวิต ไม่มีความประหลาดใจอะไรเกิดขึ้นมากนัก แต่เพราะชาวเมืองเริ่มเห็นผลลัพธ์ที่แท้จริงของการชำระล้างด้วยไฟ ความกระตือรือร้นจึงพุ่งสูงถึงขีดสุด
ความต้องการกู้คืนบ้านเกิดทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของพวกเขาสูงกว่าที่เมอร์ฟีคาดการณ์ไว้มาก
ในช่วงพลบค่ำ ขณะที่ผู้เล่นเริ่มทยอยออฟไลน์ ผู้รอดชีวิตยังคงร่วมมือกันจุดไฟเดินหน้าต่อไป และเมื่อย่านสุดท้ายถูกน้ำมันเพลิงจุดติด ผู้รอดชีวิตที่ทำงานหนักมาทั้งวันจนหน้าตามอมแมมด้วยเขม่าควันก็ได้รุกคืบมาถึงขอบของเขตเมืองชั้นนอกในที่สุด
เมื่อไม่มีเงาแห่งมิติดวงดาวและพวกตัวตนแห่งความสิ้นหวังขวางกั้น พวกเขาจึงได้เห็นภาพที่แท้จริงของเมืองหลังภัยพิบัติด้วยตาตัวเอง
รอยแยกขนาดใหญ่กว้างกว่าร้อยเมตรที่เกิดจากอุกกาบาตข้ามมิติพุ่งชน และอีกฟากหนึ่งคือเขตเมืองที่ยังคงถูกพายุพลังจิตมิติดวงดาวปกคลุมด้วยแสงสีม่วงโสโครก สิ่งเหล่านี้สื่อว่าเมืองแคดแมนในอดีตได้อันตรธานหายไปหมดสิ้นแล้ว และได้ทำลายความหวังลมๆ แล้งๆ สุดท้ายในใจของผู้รอดชีวิตหลายคน
ความจริงอันหนักอึ้งเบื้องหน้าบอกพวกเขาอย่างชัดเจนว่า อดีตที่แสนคุ้นเคยไม่มีอยู่อีกต่อไป
หลายคนถึงกับคุกเข่าลงต่อหน้ารอยแยกขนาดใหญ่และร่ำไห้ออกมาอย่างไม่อาจกลั้นได้
พวกเขาสะอื้นไห้ไม่ใช่เพียงเพื่อตัวเองที่ไร้ที่พึ่งและต้องก้าวเดินไปสู่วันพรุ่งนี้ที่สับสน แต่ยังร่ำไห้ให้กับดวงวิญญาณนับไม่ถ้วนที่ถูกฝังอยู่ใต้เมืองแห่งนี้
เมืองแคดแมนเคยมีประชากรเกือบหนึ่งแสนห้าหมื่นคน บัดนี้เหลือเพียงพวกเขาไม่กี่พันคน นี่หมายความว่าประวัติศาสตร์อันมืดมนที่จารึกบนแผ่นดินทรานเซียมากว่า 400 ปีได้พังทลายลงพร้อมกับภัยพิบัติครั้งนี้ทั้งที่พวกชาวบ้านไม่ได้ไปก่อเรื่องกับใครเลย…
ความแค้นระหว่างแวมไพร์แร้งโลหิตและอาณาจักรแพลนทาเจเนต พวกเขาไม่รู้อะไรด้วยเลย ผลประโยชน์จากสงครามที่ชนชั้นสูงแย่งชิงกันก็ไม่มีความเกี่ยวข้องกับพวกเขาแม้แต่เหรียญเดียว ตลอดสิบปีของสงครามไม่ใช่แค่ชาวบ้านในเขตสู้รบที่ทนทุกข์ พวกเขาก็อยู่กันอย่างยากลำบากเช่นกัน
แต่พวกเขากลับต้องมารับผลกรรมจากความผิดพลาดของผู้อื่น
“นี่คือบทเรียน”
จากด้านหลังของผู้รอดชีวิตที่กำลังร่ำไห้ เมอร์ฟียืนอยู่อย่างเงียบงันท่ามกลางซากขี้เถ้าที่ไฟมอดลงแล้ว เขาพูดกับทรีซเบาๆ ว่า
“ซาล็อกดาร์และตระกูลแร้งโลหิตได้ใช้การล่มสลายของตัวเองสอนบทเรียนอันล้ำค่าให้ข้า นี่คือจุดจบของการสร้างศัตรูมากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นความมืดหรืออาคมพลังจิตที่สร้างมานานกว่า 400 ปี ก็ไม่อาจต้านทานพลังแห่งความเกลียดชังได้”
“แล้วยังไงต่อล่ะ เมอร์ฟีน้อย?”
ทรีซไม่ได้ใส่ใจนัก
เธอมีชีวิตมาห้าร้อยปี เห็นเรื่องแบบนี้มาจนชินตา
เธอรู้ว่าเรื่องทั้งหมดไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่เมอร์ฟีสรุป แต่ตอนนี้เธอแค่อยากฟังแผนการในอนาคตของทายาทผู้น่ารักของเธอ เธอจึงเปิดขวดเหล้าอันประณีตแล้วจิบเล็กน้อย
ขวดเหล้าสไตล์เอลฟ์ใบนี้คือของที่ผู้เล่นตัวน้อยคนหนึ่งเก็บได้จากซากเมืองแล้วนำมามอบให้เธอ
เธอหมุนขวดเหล้าสุดรักเล่นพลางมองเมอร์ฟีแล้วถามว่า
“เจ้าเตรียมจะสถาปนาการปกครองของเจ้าเหนือซากปรักหักพังแห่งนี้อย่างไรล่ะ?
จะทำตัวใจดีมีเมตตารึ?
หรือจะเปลี่ยนความดิบเถื่อนของทรานเซียให้กลายเป็นลูกแกะที่แสนเชื่อง?”
“ข้าคิดว่า ข้าจะพยายามลบล้างความแค้นระหว่างแวมไพร์และคนทรานเซียลง เพราะในสายตาข้า แวมไพร์ไม่ได้ชั่วร้ายมาแต่กำเนิด และมนุษย์ก็ไม่ใช่ดอกบัวขาวที่ไร้มลทิน
ทุกคนต่างก็มีส่วนที่สกปรกโสมมด้วยกันทั้งนั้น ก็แค่ทนๆ อยู่ด้วยกันต่อไปเถอะ
แน่นอนว่าต้องเปลี่ยนเป็นวิธีที่เท่าเทียมและสามารถสามัคคีทุกคนได้มากกว่าเดิม
ไม่ใช่แค่แวมไพร์และมนุษย์เท่านั้น!
เมืองในอนาคตแห่งนี้จะต้อนรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนที่ถูกรักหรือถูกเกลียด คนที่ถูกสรรเสริญหรือถูกทอดทิ้ง ทุกคนจะพบที่ทางของตัวเองที่นี่
พวกเขาจะปฏิบัติตามกฎของข้า และข้าจะใช้พลังของพวกเขาอย่างเหมาะสม
รวบรวมทุกสรรพกำลัง เพื่อต่อต้านความมุ่งร้ายเหล่านั้น”
เมอร์ฟีไม่เคยปิดบังความคิดของตัวเองต่อทรีซ เขาเอ่ยอย่างตรงไปตรงมาว่า
“ข้าจะไม่เป็นฝ่ายสร้างศัตรูก่อน แต่ถ้าคนอื่นคิดว่าข้าซึ่งเป็นบุตรแห่งแร้งโลหิตคนนี้รังแกได้ง่ายๆ ข้าก็ไม่รังเกียจที่จะขย้ำพวกเขาให้จมเขี้ยว”
“แค่คนกลุ่มนี้ทำไม่ได้หรอกนะ”
ทรีซไอเบาๆ แล้วกล่าวว่า
“เหล่านักรบผู้กล้าของเจ้าต่างหากที่เป็นที่พึ่งพาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เจ้าต้องหาทางติดอาวุธให้พวกเขาโดยเร็วที่สุด ตอนนี้พวกเขามีเพียงความกล้า แต่นั่นยังไม่พอ ยังไม่พอเลยสักนิด”
เมอร์ฟีพยักหน้าเห็นด้วย
การจะเพิ่มจำนวนผู้เล่นเป็นเรื่องที่ชวนปวดหัวจริงๆ เขาเดาว่าการเพิ่มขึ้นของจำนวนแรงงานผู้เล่นไม่น่าจะมาจากแค่การไปทำ "ภารกิจ" เพียงอย่างเดียว
แบบนั้นมันช้าเกินไป
ไม่แน่ว่าหลังจากภารกิจแนะนำบทที่หกสิ้นสุดลง ระบบผู้ดูแลอาจจะมอบเซอร์ไพรส์ให้เขา ทว่าตอนนี้มีดินแดนแล้ว มีประชากรแล้ว แต่หนึ่งในสองเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับการจบภารกิจอย่างการทดสอบเหล็กดำกลับกลายเป็นปัญหาที่น่าปวดหัวที่สุด
เขาจะไปหาเป้าหมายที่เหมาะสมในเมืองแคดแมนที่รอการฟื้นฟูแห่งนี้ได้จากที่ไหนกันนะ?
ในขณะที่เมอร์ฟีกำลังปวดหัวอยู่นั้น ณ เขตเมืองที่กำลังลุกไหม้ในระยะไกล ลูมิน่า ที่เพิ่งออนไลน์เข้ามา กำลังช่วย เจ๊ทับทิม ขนส่งน้ำมันเพลิงถังสุดท้าย
เพราะเวลาที่ต่างกันเธอจึงออนได้แค่ช่วงนี้ ส่วนเจ๊ทับทิมน่ะอุตส่าห์ปรับเวลาชีวิตของตัวเองเพื่อมาเล่นกับลูมิน่าโดยเฉพาะ
“ให้โอกาสพี่อีกสักครั้งเถอะน่า อย่าเข้มงวดนักเลยลูมิน่าตัวน้อย”
เจ๊ทับทิมอ้อนวอนลูมิน่า
“ข้อสอบเมื่อวานพี่ทำพลาดไปนิดเดียวเองนะ แต่เธอต้องเชื่อมั่นในไอคิวของพี่นะว่ามันไม่ได้มีแค่นั้นจริงๆ”
“ฉันก็ช่วยไม่ได้จริงๆ ค่ะเจ๊ทับทิม”
ลูมิน่าถอนหายใจ
“ฉันรู้ว่าพี่เก่ง แต่กฎนี้ฉันไม่ได้เป็นคนตั้ง พี่ก็อย่าเพิ่งรีบสิ รอให้แจกโค้ดรอบหน้าแล้วกลุ่มเพื่อนฉันเข้ามาในเกมก่อน พี่ค่อยไปคุยกับพวกเธอเอาเองนะ
ส่วนตัวฉันน่ะเห็นด้วยอยู่แล้ว แต่แค่ฉันคนเดียวมันไม่มีผล... เอ๊ะ?
นั่นมันอะไรน่ะ?
ดูนั่นสิพี่!
ตรงรอยแยกใหญ่นั่น มีอะไรบางอย่างกำลังคลานออกมาแล้ว!
ดูเหมือนจะเป็นคน?
ทำไมสภาพดูแย่ขนาดนั้นล่ะ?
ตัวสกปรกมอมแมมเหมือนขอทานเลย แถมเสื้อผ้าก็ขาดรุ่งริ่ง”
“เธอใช้สายตาแบบไหนมองเนี่ย นั่นคนเดียวที่ไหนล่ะ?
นั่นมันมาเป็นฝูงเลยนะเว้ย! ตาพวกเขายังเรืองแสงด้วย นั้นมันแวมไฟร์! มันพุ่งมาทางนี้แล้ว หนีเร็ว!
นี่มันไม่ปกติแล้ว!
ลูมิน่า!
เป่านกหวีดเร็วเข้า!
เรียก NPC มา!
พวกเราสู้กับกลุ่มแวมไพร์ขอทานที่คลั่งขนาดนี้ไม่ไหวหรอก!
ไอ้เจ้าพวกที่ดูเหมือนคนบ้าพวกนี้มันโผล่มาจากไหนกันเนี่ย?”