เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 22 : ศึกบึงเน่า

บทที่ 22 : ศึกบึงเน่า

บทที่ 22 : ศึกบึงเน่า


บทที่ 22: ศึกบึงเน่า

คืนวันที่ 21 สิงหาคม ปีศักราช 1111 ณ บริเวณชายแดนทางใต้ของเขตทรานเซีย ปากทางเข้าบึงเน่า

เหล่านักล่าราตรีหกสิบตนภายใต้การนำของคุณหนูฟีมิส พร้อมด้วยทาสเลือดติดอาวุธครบมืออีกยี่สิบคน ได้เคลื่อนพลออกจากค่ายพัก มุ่งหน้าไปยังชายขอบบึงเพื่อซุ่มโจมตีตามแผน

ในเวลาเดียวกัน เมอร์ฟีพร้อมด้วยข้ารับใช้ทั้งสองและนักรบต่างมิติทั้งสิบหกคน ก็ซุ่มรออยู่ในตำแหน่งที่กำหนดไว้ในป่าค้าของเถื่อนริมบึงเน่า พวกเขาหลบซ่อนตัวอยู่ในสนามเพลาะช่วงสั้น ๆ ที่ขุดเตรียมไว้ พลางชะโงกหน้ามองฝ่าความมืดเข้าไปในพงไพรที่ชวนให้รู้สึกไม่สบายใจผืนนี้

ในวินาทีนี้ แม้แต่เหล่าผู้เล่นตัวน้อยที่ขี้เล่นที่สุดก็ยังหยุดหยอกล้อกัน

กลุ่มหกพี่น้องหอพักและหนิวหนิวเด็กพละถูกจัดวางกำลังไว้ในหลุมบุคคลด้านหน้า พวกเขากระชับหน้าไม้และหน้าไม้นักล่าที่ยึดมาได้จากพวกนักล่าแม่มดไว้แน่น ข้างกายมีอาวุธระยะประชิดที่ถนัดมือวางเตรียมไว้พร้อมสรรพ

พวกเขาคือกลุ่มที่จะต้องพุ่งตัวออกไปเป็นระลอกแรก

กลุ่มหกพี่น้องหอพักแอบมีเคืองอยู่บ้าง ทว่าการจัดวางยุทธวิธีนี้เป็นผลมาจากการจับสลาก ต่อให้ไม่พอใจแค่ไหนก็ทำได้เพียงโทษดวงที่กุดของตัวเองเท่านั้น

บนกิ่งไม้สูง ลูมิน่าที่ถูกเลือกให้เป็นพลซุ่มยิง เลียนแบบฉากในหนังสงครามที่เธอเคยดูด้วยการเอาพวงหญ้ามาสวมหัวเป็นมงกุฎพรางตา เธอกำลังนอนหมอบอยู่บนแผ่นไม้ที่พาดไว้ระหว่างง่ามไม้เพื่อกวาดสายตาหาเป้าหมาย

ลึก ๆ ในใจเธอเองก็ยังหวั่นใจว่าจะยิงถูกใครท่ามกลางความมืดมิดขนาดนี้ได้กี่คนกันเชียว

แต่เธอรู้ดีว่านี่คือความมีน้ำใจสุภาพบุรุษและการให้สิทธิพิเศษของพวกผู้ชาย เพราะพิกัดที่เธอยู่นั้นนับว่าเป็นตำแหน่งที่ปลอดภัยที่สุดในแผนการรบครั้งนี้แล้ว

"ไม่มีหมากฝรั่งให้เคี้ยวสักหน่อยรึไงนะ..."

ในสนามเพลาะที่ขุดแบบเบี้ยวไปเบี้ยวมา อู๋เมียวหวังบ่นเสียงเบา ทันใดนั้นหนีโถวเชอก็ส่งก้านหญ้ามาให้หนึ่งก้าน ส่งสัญญาณให้เขาเอาไปคาบไว้เผื่อจะช่วยคลายความเครียดได้บ้าง

แต่เพราะอุบัติเหตุกินของมั่วซั่วเมื่อวานจนเกือบจะกลายเป็นคนแรกที่ "ปล่อยหนัก" กลางป่าในเกมนี้ ทำให้อู๋เมียวหวังเกิดฝังใจกลัวพวกของป่าทุกชนิดขึ้นมาทันที

"วางใจเถอะ ถาม NPC มาแล้วว่าไม่มีพิษ ข้าถามหน่อยสิ เมื่อวานตอนออฟไลน์ไปแกวิ่งเข้าห้องน้ำไม่คิดชีวิตเลยใช่ไหม?

ข้าละอยากรู้จริง ๆ ว่าความทรมานทางจิตมันส่งต่อไปถึงร่างกายจริง ๆ รึเปล่า?"

หนีโถวเชอที่คาบหญ้าอยู่หัวเราะหึ ๆ แต่อู๋เมียวหวังที่หน้าบึ้งตึงก็สวนหมัดใส่เข้าให้ หนีโถวเชอจึงยอมหุบปาก ขยับหมวกเกราะหนังผู้ติดตามบนหัวให้เข้าที่พลางเอ่ยด้วยแววตาเพ้อฝัน:

"ได้ยิน NPC บอกว่า ในทวีปนี้มีสมาคมนักสำรวจที่พวกฮาล์ฟลิงรวมตัวกันออกผจญภัยไปทั่ว ในกลุ่มพวกเขามียอดฝีมือการเอาตัวรอดเพียบ แต่ละคนนี่ระดับ 'แบร์ กริลส์' เลยล่ะ วันหน้าถ้ามีโอกาสต้องไปลองทำความรู้จักดูสักหน่อย"

"แล้วมันต้องรอไปถึงเมื่อไหร่กัน?"

ป่านจ๋ายไคว่เล่อปั้ง (กระบองหรรษา) ในฐานะผู้บัญชาการปฏิบัติการ ถือปืนไรเฟิลคนแคระคลานมาจากด้านหลังเพื่อบ่นให้อู๋เมียวหวังฟัง:

"พวกเราไม่มีแม้แต่เครื่องมือสอดแนม ได้แต่มานั่งรอเป็นฝ่ายรับแบบนี้มันน่าหงุดหงิดชะมัด เฮ้อ ถ้าตอนนี้ในมือฉันมีพลุส่องแสงสักลูกก็ดีสิ"

"แกจะเอาของพรรค์นั้นไปทำไม?"

ชานเชอเหรินที่อยู่ข้างหนีโถวเชอถามด้วยความสงสัย

"เอาไว้ส่งสัญญาณเหรอ?"

"ถุย!"

ไคว่เล่อปั้งทำท่าชูมือขึ้นฟ้ายิงพลุ พลางเอ่ยด้วยสีหน้าเหี้ยมเกรียม:

"ก็ยิงไอ้พลุนั่นขึ้นไปเหนือแนวรบของ 'พันธมิตร' เราสิ จะได้ไม่ต้องมานั่งรอให้เมื่อยตุ้มแบบนี้ เตรียมการครั้งนี้มันฉุกละหุกเกินไป วันหลังเราต้องชิงความได้เปรียบมาไว้ในมือให้ได้!

จริง ๆ นะ การทำสงครามจะมาเป็นฝ่ายรับตลอดไม่ได้หรอก

ดูสิ เทคโนโลยี VR ตัวนี้มันสุดยอดขนาดไหน ฉากหลังสงครามก็เซ็ตมาดีเยี่ยม ถ้าไม่สร้างผลงานที่ยิ่งใหญ่ไว้ที่นี่ ก็เสียของแย่"

จากนั้นเขาก็พล่ามเรื่องที่ฟังยากออกมาอีกชุดใหญ่ ทั้งเรื่อง "ปืนต่อสู้อากาศยานยิงแนวราบ" หรือ "ระเบิดนิวตรอนล้างโลก" ทำเอาผู้เล่นคนอื่น ๆ ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ มองหน้ากันเลิ่กลั่กจนรู้สึกเสียวสันหลังวาบ

หลังจากไคว่เล่อปั้งบ่นพึมพำเดินจากไป หนึ่งใน "สี่จตุรเทพ" ลูกน้องของอู๋เมียวหวังที่ใช้ไอดีว่า "โตวเต้าเลอซานอู่โต่ว" (ว่าวไปสามถึงห้าถัง) ก็สะกิดไหล่บอสของตนพลางกระซิบถาม:

"พี่อู่เมียวเพื่อนพี่ในโลกจริงเขาทำงานอะไรเหรอครับ? ทำไมฟังดูน่ากลัวแปลก ๆ"

"ก็พวกวางแผนสงครามน่ะสิ วัน ๆ ชอบเล่นแต่เกมค่าย Paradox"

อู๋เมียวหวังเองก็เริ่มนึกเสียใจนิด ๆ ที่ดึงไอ้คนบ้าสงครามคนนี้เข้ามา นี่มันเรื่องดีหรือเรื่องร้ายกันแน่เนี่ย?

"อ๋อ ที่แท้ก็พวก 'อาชญากรสงครามค่าย P' นี่เอง! งั้นก็ไม่แปลกละ"

คนอื่น ๆ ถึงกับร้องอ๋อทันที

ดูเหมือนพฤติกรรมผิดปกติของไคว่เล่อปั้งจะมีคำอธิบายที่สมเหตุสมผลขึ้นมาทันตาเห็น

ทว่าแม้ต่อหน้าคนอื่นไคว่เล่อปั้งจะดูมั่นใจ แต่เมื่อตรวจตราการจัดแนวรบเสร็จและกลับมานั่งอยู่คนเดียวด้านหลัง เขาก็ถึงกับหอบหายใจแรงด้วยความตื่นเต้นเขามองดูสมุดโน้ตที่เต็มไปด้วยรายละเอียดแผนการ พลางสูดหายใจลึก ๆ เพื่อให้กำลังใจตัวเอง

ทุกอย่างในคืนนี้เขาเป็นคนจัดวางเองทั้งหมด แต่ความจริงแล้วเขาคือคนที่ตื่นเต้นที่สุดในกลุ่ม สรุปแล้วเขาคือตัวจริงที่มีฝีมือ หรือเป็นแค่พวกเก่งแต่ทฤษฎีในกระดาษ คำตอบคงจะปรากฏในไม่ช้านี้แล้ว

วูบ

เงาสายหนึ่งร่อนลงมาข้างหลังเขาอย่างเงียบเชียบ มือหนึ่งยื่นมาตบไหล่ไคว่เล่อปั้งเบา ๆ ทำเอาเขาหันขวับไปมองทันที และพบเมอร์ฟีกำลังจ้องมองเขาอยู่ในความมืด

"ท่านเมอร์ฟี..."

ไคว่เล่อปั้งพยายามจะพูดรายงานตามคนอื่น ๆ แต่เมอร์ฟีส่ายหัวห้ามไว้

เขาเอ่ยกับไคว่เล่อปั้งว่า:

"เจ้าคือผู้บัญชาการ เจ้าควรอยู่กับเหล่านักรบของเจ้า!

ไม่ต้องตื่นเต้นไป ท่านนักรบ ข้ามองเห็นผลงานที่ยอดเยี่ยมที่สุดที่พวกเจ้าทำมาตลอด และข้าจะจดจำมันไว้ พวกเราทำดีที่สุดแล้ว ที่เหลือก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของโชคชะตา

ข้าคิดว่า แม้โชคชะตาจะเป็นดั่งสตรีจอมแพศยา ทว่าในค่ำคืนนี้ นางย่อมจะโปรยยิ้มให้แก่ผู้กล้าเสมอ"

"ครับ! ท่านเมอร์ฟี!"

เมื่อได้รับคำปลุกใจจากเมอร์ฟี ไคว่เล่อปั้งก็เผลอยืดตัวตรงทำความเคารพแบบทหารทันที จากนั้นเมอร์ฟีก็โบกมือให้เขาและหายลับไปในความมืด

ตัวแวมไพร์หนุ่มเองก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน

ทว่าเมื่อเขาเหลือบมองการ์ดตัวละครที่ระบุว่า วิชาดาบแร้งโลหิต ถึงระดับ "เชี่ยวชาญ" และเลเวลอาชีพที่ขึ้นมาถึง เลเวล 8 เขาก็เริ่มมีความมั่นใจเพิ่มขึ้น

ตลอดสองวันสองคืนมานี้ นอกจากการนอนและติดต่อกับผู้เล่นแล้ว เวลาที่เหลือทั้งหมดเขาใช้ไปกับการยกระดับวิชาดาบของตนเอง จนในที่สุดก็ก้าวข้ามขีดจำกัดได้สำเร็จ สิ่งนี้พิสูจน์ว่าศักยภาพในตัวเขากำลังถูกขุดออกมาใช้งานได้จริง

ตราบใดที่ข้ายังมีชีวิตรอดในคืนนี้...เมอร์ฟีหรี่ตามองพงไพรภายใต้เงาราตรี เขากำหมัดแน่นแล้วทุบอกตัวเองแรง ๆ หนึ่งครั้ง

ไม่สิ ข้าต้องรอดให้ได้!

ข้าต้องนำชัยชนะกลับบ้าน ทรีซยังรอข้าอยู่

"แม็กซิม เตรียมตัวให้พร้อม!" เมอร์ฟีสั่งข้ารับใช้ผู้ซื่อสัตย์ที่เฝ้าอยู่ด้านหน้า

"หากผ่านด่านนี้ไปได้ ก็จะไม่มีใครขวางทางรุ่งโรจน์ของพวกเราได้อีก"

ข้ารับใช้ร่างยักษ์เอ่ยเสียงทุ้มต่ำ:

"ครับท่าน ข้าไม่เคยสงสัยในเรื่องนั้นเลย"


ในขณะเดียวกัน ณ ค่ายพักปากทางเข้าบึงเน่า แวมไพร์นักทรมานสองตนจากตระกูลแร้งโลหิตก็ได้เตรียมตัวเริ่ม "ความบันเทิง" ของค่ำคืนนี้

แวมไพร์ร่างผอมแห้งหยิบมีดปลายแหลมสำหรับเลาะกระดูกขึ้นมา เขาจ้องมองนาตาลี นักล่าสาวที่ก้มหน้าหอบหายใจอยู่ตรงหน้า เขาจ่อคมมีดลงบนเอวที่เปรอะเปื้อนคราบสกปรกของเธอ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงมืดมน:

"กระดูกของพวกสุนัขนักล่าแม่มดนี่มันแข็งจริง ๆ ผ่านไปสามวันแล้วยังไม่ยอมปริปาก แต่เจ้ารู้อะไรไหม?

ความจริงข้าไม่ได้หวังให้พวกเจ้ามายอมศิโรราบหรอกนะ ยิ่งเจ้าดื้อรั้น ข้าก็ยิ่งชอบ

เพราะความจริงและคำตอบไม่ใช่สิ่งที่ข้าถวิลหา สิ่งเดียวที่ข้าพึงพอใจ คือความเจ็บปวดของพวกเจ้าต่างหาก"

ฉึก

มีดแหลมทิ่มแทงลงในเนื้อ กรีดผ่านแผลตกสะเก็ดอย่างแม่นยำ ร่างของนาตาลีกระตุกสั่น กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งทำให้นักทรมานแลบลิ้นเลียริมฝีปากสีแดงฉาน

เขาขยับใบหน้าเข้าไปใกล้พรรณนาด้วยเสียงแหบพร่า:

"อดทนไว้ล่ะแม่หนูน้อย คืนนี้ยังอีกยาวไกล และข้ายังโหยหาความสนุกมากกว่านี้"

"กองทัพ... กองทัพอยู่ที่..."

นาตาลีพึมพำออกมาสองสามคำ ราวกับทนไม่ไหวและต้องการจะคายความลับ

ท่าทางอ่อนแอนั้นทำให้นักทรมานแสดงสีหน้าเหยียดหยาม ทว่าคุณหนูฟีมิสกำลังรอข่าวอยู่ เขาจึงโน้มตัวเข้าไปใกล้ปากของนาตาลีเพื่อฟังให้ชัดขึ้น

แกริ๊ก

มือซ้ายที่โชกเลือดหลุดออกจากพันธนาการที่ถูกคลายไว้ก่อนหน้า เครื่องฉีดพ่นยาสลบฮาล์ฟลิงที่กำไว้ในอุ้งมือถูกกดสวิตช์ เข็มเรียวเล็กพุ่งออกมาและทิ่มเข้าที่ลำคอของแวมไพร์ตนนั้นในพริบตาถัดมานาตาลีรวบรวมแรงทั้งหมดแทงเข็มเข้าไปในเส้นเลือดของนักทรมาน

ทำเอาเขาร้องโหยหวนและเซถลาถอยหลัง ทว่ายาสลบสูตรพิเศษของพวกฮาล์ฟลิงนั้นออกฤทธิ์เร็วมาก แม้แต่สิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติก็ไม่มีข้อยกเว้น กล้ามเนื้อของนักทรมานแวมไพร์คลายตัวลงทันทีจนล้มทรุดลงกับพื้น

เสียงความวุ่นวายเรียกความสนใจจากแวมไพร์อีกตนที่อยู่หน้าประตู

เขาพุ่งเข้ามาเห็นภาพตรงหน้าและกะจะเข้าไปบีบคอนาตาลีที่กำลังดิ้นรนให้หลุด ทว่ากลับถูกนอร์แมนทหารผ่านศึกเฒ่าลอบโจมตีจากด้านหลัง เขาใช้แรงเฮือกสุดท้ายปักเครื่องฉีดพ่นยาสลบเข็มที่สองเข้าที่แนวกระดูกสันหลังของมันพอดี

แวมไพร์แม้จะเป็นสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติ แต่โครงสร้างร่างกายกลับคล้ายคลึงกับมนุษย์มาก กระดูกสันหลังคือจุดตายสำคัญ ยาสลบจึงออกฤทธิ์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ทำเอาเจ้าแวมไพร์ตนนั้นล้มคว่ำหน้ากระแทกพื้นทันที

นาตาลีปลดพันธนาการที่มือขวาออกสำเร็จ

เธอทรุดลงไปกับพื้นครู่หนึ่งก่อนจะกัดฟันชักมีดเลาะกระดูกที่วางอยู่ข้างตัว พุ่งเข้าใส่แวมไพร์ทั้งสองตนแล้วกระหน่ำแทงลงไปอย่างไร้เสียง

เลือดสาดกระเซ็นจนอาบไปทั่วร่างของเธอ ทำให้เธอดูเหมือนปิศาจที่คลานออกมาจากขุมนรก

ไม่กี่นาทีต่อมา เชลยทั้งสี่ต่างพยุงกันคลานออกมาจากรถม้าที่เหม็นคาวเลือด นาตาลีพบถังน้ำมันไฟสองถังที่จดใจวางทิ้งไว้ข้างรถม้า

เธอมองกลับไปที่ตู้รถด้านหลัง

ในยามที่ไม่มีอุปกรณ์ปราบมาร ลำพังอาวุธมีคมไม่สามารถฆ่าแวมไพร์ให้ตายสนิทได้ เจ้าวายร้ายสองตนนั้นจะฟื้นตัวในไม่ช้า และด้วยสภาพของพวกเธอตอนนี้ ย่อมไม่มีทางหนีพ้น

"ใช้ไฟ! เผามันให้วอด!"

พอตเตอร์ทหารผ่านศึกเฒ่าที่เสียขาและแขนไปข้างหนึ่งเคี้ยวฟันเอ่ยเสียงดัง:

"ข้าจะรั้งอยู่ที่นี่ พวกเจ้าไปซะ!

นอร์แมน แอมเบอร์ พานาตาลีหนีไป!"

"หุบปาก!"

นักล่าสาวตวาดกร้าว เธอออกแรงบิดฝาถังน้ำมันแล้วเทราดลงบนรถม้าเบื้องหลัง ก่อนจะกะเผลกเดินนำหน้าพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนแรงแต่เด็ดเดี่ยว:

"ต้องไปให้ครบทุกคน!

ไม่ว่าจะรอดหรือตายก็ต้องไปด้วยกัน! เร็ว!

จุดไฟซะ ให้มันลุกโชนที่สุด ขบวนเสบียงของอาณาจักรแพลนทาเจเนตกำลังจะผ่านป่าค้าของเถื่อน พวกแวมไพร์กำลังซุ่มโจมตีพวกมันอยู่!

ส่งสัญญาณเตือนพวกมัน!

ไฟต้องสว่างพอที่พวกมันจะมองเห็นได้! ลงมือเลย!"

อีกสามคนไม่พูดพล่ามทำเพลง พวกเขากลั้นใจจากความเจ็บปวดช่วยกันหาเชื้อเพลิง ด้วยสมรรถภาพทางกายของนักล่าแม่มดที่เหนือกว่าคนทั่วไป บวกกับมีพลังจิตธรรมชาติที่ช่วยเร่งการสมานแผล หากเป็นคนธรรมดาเจอแผลระดับนี้คงตายไปนานแล้ว

ในไม่ช้า เปลวเพลิงกลุ่มใหญ่ก็ลุกโชนขึ้นกลางค่ายพักปากทางเข้าบึง

ประกายไฟลามไปตามผ้าคลุมรถที่ชุ่มน้ำมัน เพียงชั่วอึดใจเปลวเพลิงก็พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าส่องสว่างไปทั่วทั้งค่าย แวมไพร์สองตนในรถม้าร้องโหยหวนพยายามคลานออกจากกองเพลิง ทว่ากลับถูกนอร์แมนที่ดักรออยู่ข้างนอกถีบส่งกลับเข้าไปอย่างรุนแรง

นอร์แมนเฒ่ามองดูสิ่งชั่วร้ายดิ้นรนท่ามกลางกองไฟด้วยความสะใจ แสงไฟสะท้อนให้เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยบาดแผลของเขา

เบื้องหลังเขา นักล่าแม่มดอีกสามคนยืนนิ่งราวกับกำลังไว้อาลัยให้เพื่อนร่วมทางที่จากไป

แสงไฟครั้งนี้มันสว่างจ้าเกินไปท่ามกลางราตรีมืดมิด

ในวินาทีที่ไฟเริ่มลุกโชน คุณหนูฟีมิสที่ซุ่มอยู่ริมบึงก็หันขวับกลับไปมองทันที ใบหน้าที่จิ้มลิ้มราวกับตุ๊กตาฉายแววงุนงงอยู่ครู่หนึ่ง เธอไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นที่นั่น ทว่าในวินาทีถัดมาเธอก็รู้ทันทีว่าเรื่องใหญ่ถล่มใส่เข้าให้แล้ว

"เตรียมจู่โจมสายฟ้าแลบ!"

คุณหนูสั่งการด้วยสีหน้าเหี้ยมเกรียม เหล่านักล่าราตรีพากันผุดลุกขึ้นจากจุดซ่อนตัว

ขบวนรถในป่าค้าของเถื่อนเพิ่งพ้นจากบึงมาได้ไม่นาน และยังห่างไกลจากกับดักที่เมอร์ฟีวางไว้ด้านหน้ามาก ทว่านอกจากฝ่ายตรงข้ามจะเป็นคนตาบอด พวกมันย่อมไม่มีทางมองไม่เห็นเปลวไฟขนาดใหญ่ทางด้านหลังแน่นอน

แผนการซุ่มโจมตีเดิมพังพินาศสิ้น

ทำได้เพียงต้องเข้าบุกจู่โจมตรง ๆ เท่านั้น

"อเดล!"

คุณหนูหันไปตะโกนสั่งแม่บ้านทาสเลือดที่ถือดาบเรเปียร์หนามอยู่ข้างหลัง:

"พาทาสเลือดทั้งหมดไปหาเมอร์ฟี!

บอกให้เขาเข้าสู่สนามรบจากทางด้านหลังเพื่อสนับสนุนพวกเรา!  เร็วเข้า!"

"ไม่คะ!.....  เรื่องนี้มันเกี่ยวกับเมอร์ฟี…..นี่มันฝีมือ... อย่าไปเลยคุณหนู!  มันอันตราย!"

อเดลเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดทันทีเมื่อเห็นเปลวเพลิงที่ค่ายพัก ทว่าเธอห้ามคุณหนูและเหล่านักล่าที่พุ่งเข้าสู่สมรภูมิไม่ทันเสียแล้ว เธอจึงทำได้เพียงกระทืบเท้าด้วยความโกรธแค้น ก่อนจะนำทาสเลือดสองสามคนพุ่งตรงไปยังด้านหลังขบวน

ที่ชายขอบป่าค้าของเถื่อน ณ ขบวนรถม้าของแพลนทาเจเนตที่มีทหารคุ้มกันนับร้อยนายซึ่งเพิ่งออกมาจากบึงเน่า ได้หยุดการเคลื่อนที่ลงทันที

บนรถม้าคันกลาง นักพลังจิตจากหอคอยแห่งวงแหวนได้ร่ายมนตร์เพื่อตรวจสอบภาพเหตุการณ์ตรงจุดที่มีไฟไหม้ ทว่าในวินาทีถัดมาเขาก็ต้องสะดุ้งเมื่อเห็นปีกค้างคาวสีเลือดจำนวนมากทะยานขึ้นมาจากชายขอบบึงท่ามกลางความมืด

"หน่วยซุ่มโจมตีของแร้งโลหิต! อย่างน้อยหกสิบตน!"

นักพลังจิตหยิบไม้เท้าศึกของตนขึ้นมาตะโกนเตือนเสียงดัง:

"มีศัตรูซุ่มโจมตี!

หน่วยหนึ่ง สอง และสาม! เตรียมพร้อมรบ!

หน่วยสี่คุ้มกันเสบียงถอนตัวออกจากพื้นที่ปะทะทันที"

นักพลังจิตอีกหลายคนรุดลุกขึ้นร่ายอาคม พลังจิตแสงอาทิตย์ที่เจิดจ้าถูกอัญเชิญออกมาประดุจแสงแดดยามเที่ยงสาดส่องลงมากลางคืน เพื่อสกัดกั้นการจู่โจมของแวมไพร์

รถม้าคันหน้าและคันหลังถูกปลดบังเหียนม้าออกจอดนิ่ง ถังเชื้อเพลิงก๊าซขนาดใหญ่ถูกเชื่อมเข้ากับจักรกล

เมื่อคันโยกทำงาน ฟันเฟืองหมุนวน ปืนกลไอน้ำยิง ที่ติดตั้งอยู่บนรถก็ถูกหันไปยังทิศทางที่ถูกโจมตี เสียงกระหึ่มของเตาไอน้ำและการทำงานของกลไกทำให้บรรยากาศโดยรอบอบอวลไปด้วยรังสีสังหารทหารที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีรีบจัดทัพเป็นขบวนศึก ปืนนักล่าถูกขึ้นลำกล้อง นักล่าแม่มดในขบวนชักดาบออกจากฝักเตรียมสวนกลับ

ส่วนรถม้าสีดำคันใหญ่ที่ขนเสบียงสำคัญได้แยกตัวออกจากแนวรบ มุ่งหน้าหนีไปข้างหน้าภายใต้การคุ้มกันของทหารม้าเกราะไฟยี่สิบนาย

"เจ้าต้องปกป้องของพวกนี้ให้ดี!"

นักพลังจิตที่พบการซุ่มโจมตีเป็นคนแรกเคาะหน้าต่างรถม้าพลางบอกคนข้างใน:

"เจ้ารู้นี่ว่านี่คือทรัพย์สินส่วนตัวของนายพลลอเรน หากสูญหายไป แม้แต่เจ้าตระกูลของเจ้าก็ต้องเดือดร้อน"

"หึหึ ขู่ใครกันน่ะ?"

เสียงที่ไม่แยแสสิ่งใดดังออกมาจากในรถม้า ตอบกลับมาว่า:

"ดูแลตัวเองให้รอดเถอะ ขนาดอยู่ไกลขนาดนี้ข้ายังได้กลิ่นเหม็นสาบเน่า ๆ จากพวกนกแร้งพวกนั้นเลย หวังว่าพวกเจ้าคงไม่ถูกพวกมันกินเป็นซากศพเน่าหรอกนะ

ขอให้สนุกกับการล่าล่ะ ท่านผู้ทรงเกียรติ

ส่วนข้า ไม่ต้องมาห่วงให้เสียเวลาหรอก…

'หมาป่ารัตติกาล' ที่กระหายเลือดอย่างข้า ย่อมดูแลตัวเองได้ดีอยู่แล้ว"

จบบทที่ บทที่ 22 : ศึกบึงเน่า

คัดลอกลิงก์แล้ว