- หน้าแรก
- ผู้เล่นของข้างดุร้ายมาก
- บทที่ 14: คุณหนูโลลิผู้ร่ำรวยกับเหล่าเบี้ยของเธอ
บทที่ 14: คุณหนูโลลิผู้ร่ำรวยกับเหล่าเบี้ยของเธอ
บทที่ 14: คุณหนูโลลิผู้ร่ำรวยกับเหล่าเบี้ยของเธอ
บทที่ 14: คุณหนูโลลิผู้ร่ำรวยกับเหล่าเบี้ยของเธอ
เมอร์ฟีในตอนนี้มีความคิดเพียงอย่างเดียวคืออยากจะแจวกลับเมืองแคดแมนใจจะขาด เพื่อไปปรึกษาเรื่องแผนการชิ่งหนีกับทรีซ
ทว่าน่าเสียดายที่เขาถูก ฟีมิส เซซิเลีย เลเซนเบิร์ก ประกาศเกณฑ์ตัวเข้ากองกำลังไปเสียแล้ว หากไม่มีคำสั่งอนุญาตจากผู้บัญชาการหน่วยนักล่าราตรีผู้นี้ เขาที่เป็นเพียงผู้ส่งสารนิรนามก็จำต้องรั้งอยู่ที่นี่ต่อไปอย่างไม่มีทางเลือก
เขารู้ดีแก่ใจว่าการที่อีกฝ่ายเกณฑ์ตัวเขาและข้ารับใช้ทั้งสองคนเข้าร่วมนั้น ไม่ใช่เพราะมองเห็นพรสวรรค์หรือความโดดเด่นอะไรในตัวเขาเลย แต่มันคือภารกิจที่ส่ง "เบี้ย" ไปตายชัด ๆ แต่เมอร์ฟีก็ไม่อาจปฏิเสธได้ ใครจะไปขัดขืนได้ล่ะในเมื่อคุณหนูตรงหน้ามีบิดาเป็นถึงเจ้าตระกูล?
ซาล็อกดาร์ คอลลินส์แมน เลเซนเบิร์ก เจ้าตระกูลแร้งโลหิต หนึ่งในแกรนด์ดยุกแวมไพร์ที่เก่าแก่ที่สุดของเผ่าพันธุ์เลือด
เล่ากันว่าเขาเป็นตัวตนที่ดำรงอยู่มาตั้งแต่ยุคโบราณ "การจาริกโลหิตศักดิ์สิทธิ์" ซึ่งเป็นยุคที่เหล่าตระกูลแวมไพร์เริ่มปรากฏตัวขึ้นครั้งแรกและกระจายตัวไปตามส่วนต่าง ๆ ของทวีป เหตุการณ์นั้นมันผ่านมานานถึงหนึ่งพันปีแล้ว หรือก็คือจุดเริ่มต้นของยุคศักราชนี้นั่นเอง!
ตลอดระยะเวลาหนึ่งพันปีที่ผ่านมา ตระกูลแร้งโลหิตผ่านร้อนผ่านหนาวจากความอ่อนแอพัฒนาไปสู่จุดสูงสุดจนกระทั่งเริ่มเสื่อมถอยลงในปัจจุบัน แต่อำนาจเบ็ดเสร็จของตระกูลไม่เคยหลุดมือไปจากเขาเลย มันยังคงถูกกำรอบไว้อย่างแน่นหนาในมือของซาล็อกดาร์ ชายผู้นั้นคือ "ราชาแห่งรัตติกาล" ผู้ไร้เทียมทานของเขตทรานเซียทั้งหมด แม้แต่ในระบบอำนาจของพันธมิตรพอร์เทียหรือทั่วทั้งทวีป เจ้าตระกูลแร้งโลหิตก็ถือเป็นกลุ่มบุคคลเพียงหยิบมือที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของพีระมิดอำนาจ
เมอร์ฟีย่อมไม่มีทางต่อกรกับบุคคลระดับนั้นได้ แม้คนที่อยู่ตรงหน้าเขาจะเป็นเพียงบุตรสาวของซาล็อกดาร์ก็ตาม แต่แวมไพร์นั้นไม่สามารถให้กำเนิดบุตรตามธรรมชาติได้ ดังนั้นฟีมิสเองก็เหมือนกับเมอร์ฟี คือถูกเปลี่ยนจากมนุษย์ผ่านการ "โอบกอดแรก" มาก่อน แม้ภายนอกจะดูเหมือนคุณหนูโลลิผู้สูงศักดิ์และร่ำรวย แต่ใครจะไปรู้ว่าภายใต้รูปลักษณ์จิ้มลิ้มนั้นจะเป็นปีศาจเฒ่าอายุหลายร้อยปีอีกตนหนึ่งหรือเปล่า?
เวลาล่วงเลยจนใกล้เที่ยงคืน
ข้างกองไฟนอกหมู่บ้าน แม็กซิมที่สวมฮู้ดปิดบังใบหน้ากำลังคนหม้อโจ๊กบาร์เลย์เพื่อทำเป็นมื้อดึก มิเรียมเองก็กำลังช่วยปิ้งเนื้อม้าเพื่อเติมเต็มท้องที่หิวโหย แม้ทั้งคู่จะทำงานร่วมกัน แต่ความสัมพันธ์ของพวกเขาก็เรียกได้ว่าห่างไกลจากคำว่าราบรื่นนัก
ไม่มีเรื่องให้ต้องเสวนากันมากนักระหว่าง "ผู้บูชาแวมไพร์" ที่ถูกล้างสมองด้วยความงมงาย กับ "ว่าที่บัณฑิต" ผู้เคร่งครัดในเหตุผล ประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมาของทั้งคู่ต่างกันราวกับอยู่คนละโลก
เหล่านักรบต่างมิติจากไปได้หลายชั่วโมงแล้ว ป่านนี้พวกเขาคงกำลังนั่งกินอาหารร้อน ๆ ที่รสเลิศในโลกของพวกเขาไปแล้วล่ะมั้ง สิ่งนี้ทำให้เมอร์ฟีที่นั่งเคี้ยวโจ๊กบาร์เลย์จืดชืดอยู่ห่างจากกองไฟรู้สึกอิจฉาตาร้อนขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
หลังผ่านการต่อสู้อันดุเดือด ข้าก็อยากจะซด "น้ำโคล่า" เย็น ๆ ให้ชื่นใจบ้างจังเลยแฮะ
เขาคิดฟุ้งซ่านในใจ แต่ใบหน้าภายนอกยังคงนิ่งเฉยราวกับไร้ความรู้สึก เขาขยับดึงฮู้ดลงมาปิดบังใบหน้าเพิ่มอีกนิด ก่อนจะวางชามข้าวไว้ข้างตัว เปลวไฟจากกองไฟพัดสะบัดส่งประกายไฟปลิวว่อน แม้ความร้อนจากเปลวเพลิงจะทำให้ร่างกายแวมไพร์รู้สึกไม่สบายตัว ทว่าส่วนลึกในดวงวิญญาณมนุษย์ของเขากลับโหยหาแสงสว่างและการปกป้องจากกองไฟยามค่ำคืนความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างร่างกายและจิตใจนี้ ทำให้เมอร์ฟีดูมีความแปลกแยกและขัดแย้ง ในสายตาของแวมไพร์ตนอื่น ๆ
ภายใต้แสงไฟสลัวจากกองไฟ เมอร์ฟีหยิบดาบศึกที่ยึดมาได้จากพวกนักล่าแม่มดขึ้นมาพิจารณา เขาตั้งใจจะใช้พวกมันทดสอบทักษะ 【ตรวจสอบไอเทม】 ที่เพิ่งได้รับมาสด ๆ ร้อน ๆ
ทันทีที่เขาเพ่งมอง แถบข้อมูลกึ่งโปร่งใสก็ปรากฏขึ้นข้างตัวดาบ
【ชื่อ: ดาบกองกำลังพิทักษ์ศาสนา】
【คุณภาพ: มาตรฐาน · ทหารผ่านศึก】
【คุณลักษณะ: คมกริบมาตรฐาน · แปดเปื้อนพลังจิต】
【คำอธิบาย: [นี่คืออาวุธป้องกันตัวที่ศาสนจักรอาวาลอนสร้างขึ้นให้กับเหล่าผู้ศรัทธาในอาณาจักรเอซา ระหว่างสงครามรวมชาติบนเกาะกรีนนีในปีศักราช 675 ใบดาบที่โค้งมนทำให้มันมีความสมดุลอย่างยอดเยี่ยมในการกวัดแกว่ง ขณะที่โกร่งดาบไม้โอ๊คศักดิ์สิทธิ์ที่อาบด้วยพลังจิตธรรมชาติช่วยสร้างความเสียหายเพิ่มเติมแก่สิ่งมีชีวิตฝ่ายมืด】
【หลังจากเหล่านักล่าแม่มดถือกำเนิดขึ้น ดาบศึกชิ้นนี้ก็กลายเป็นอุปกรณ์มาตรฐานของพวกเขา ทว่าด้วยการก่อกบฏอันน่าอัปยศที่ศาสนจักรอาวาลอนกระทำต่ออาณาจักรแพลนทาเจเนต ปัจจุบันดีไซน์คลาสสิกนี้จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของคนทรยศไปเสียแล้ว】
เมอร์ฟีลูบคางพลางพิจารณาข้อมูลนั้น เขาหยิบดาบของนาตาลีที่ดูประณีตกว่าอย่างเห็นได้ชัดขึ้นมาดูแทน และคราวนี้ข้อมูลต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
【ชื่อ: ดาบศักดิ์สิทธิ์อาวาลอน (จำลอง)】
【คุณภาพ: ประณีต · แม่ทัพ】
【คุณลักษณะ: คมกริบขั้นสูง · ทำลายเวทขั้นสูง · เสริมพลังจิต · เพลิงชำระล้าง】
【แท็กพิเศษ: ดาบแห่งศรัทธา · เฉพาะผู้ศรัทธาใน 【อาวาลอน】 เท่านั้นที่ใช้ได้ หากพวกนอกรีตนำไปใช้จะถูกพลังจิตสะท้อนกลับโจมตี】
【คำอธิบาย: [ดาบศักดิ์สิทธิ์ที่สร้างเลียนแบบปาฏิหาริย์ธรรมชาติ 3 เล่มในตำนาน แม้เทคนิคดั้งเดิมจะสาบสูญไปแล้ว แต่สภาแกลมมอร์ก็ได้สร้างรุ่นเลียนแบบขึ้นมา 150 เล่มเพื่อมอบให้เหล่าอริยบุคคล】
【หมายเหตุ: ดาบเล่มนี้ไม่ได้เป็นของ นาตาลี ฟีน็อก ลอว์สัน โดยตรง เธอเพียงรับสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ จึงไม่สามารถแสดงอานุภาพที่แท้จริงได้ทั้งหมด บางทีเจ้าควรจะดีใจในเรื่องนี้ที่เธอใช้มันไม่เป็น】
"นาตาลี ฟีน็อก ลอว์สัน รึ?"
เมอร์ฟีพิจารณาดาบในมือ พลางเหลือบมองนักล่าหญิงที่ถูกยึดอาวุธและชุดเกราะจนเหลือเพียงชุดติดตัว เธอถูกมัดและยังคงสลบไสลอยู่ การที่เธอพกพาอาวุธระดับนี้ได้ แสดงว่าภูมิหลังของยัยผู้หญิงผมเทาจอมดื้อรั้นคนนี้คงไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ
จากการเปรียบเทียบอาวุธทั้งสองเล่ม เมอร์ฟีเริ่มเข้าใจกฎเกณฑ์การแบ่งระดับสิ่งของในโลกนี้ชัดเจนขึ้น "ประณีต" ย่อมสูงกว่า "มาตรฐาน" และ "แม่ทัพ" ย่อมสูงกว่า "ทหารผ่านศึก" ช่างเป็นระบบที่ดูสมเหตุสมผลและเข้ากับแนวทางฮาร์ดคอร์ของเกมนี้มากกว่าการใช้สีระยิบระยับ
เมื่อเข้าใจพื้นฐานแล้ว เขาจึงเริ่มทำการคัดแยกของที่ยึดมาได้เป็นหมวดหมู่
เขาเลือกชิ้นที่ "ประณีต" เก็บไว้ให้ตัวเองและแม็กซิมใช้งาน ส่วนอาวุธระดับมาตรฐานที่เหลือก็เก็บไว้เพื่อเตรียมติดอาวุธให้เหล่านักรบต่างมิติในอนาคต ผู้เล่นตัวน้อยที่น่ารักและขยันขันแข็งเหล่านี้คือฐานกำลังที่แท้จริงของเขา ในยามที่ฝีมือเฉพาะตัวยังห่างชั้น ความได้เปรียบทางด้านอุปกรณ์จึงเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้
นอกจากนี้ เขายังต้องเตรียม "รางวัลสำหรับผู้ร่วมทดสอบช่วงเบต้า" ไว้มอบให้พวกเขาด้วย
แม้พฤติกรรมของผู้เล่นจะดูตลกและคาดเดายากไปบ้าง แต่การจะรักษาสัมพันธ์อันดีไว้ "ของรางวัล" ที่สวยงามและโดดเด่นคือปัจจัยสำคัญ มันต้องหายาก มีเอกลักษณ์ และมีคุณค่าทางใจ ชนิดที่ว่าหยิบมาสวมใส่เดินอวดโฉมแล้วผู้คนต้องเหลียวมองจนคอแทบเคล็ด
ของพรรค์นี้หาไม่ง่ายเลย แต่เมอร์ฟีผู้ฉลาดหลักแหลมได้เจรจาตกลงหัวข้อนี้กับคุณหนูฟีมิสไว้ล่วงหน้าแล้ว แม้มันจะเป็นการแลกเปลี่ยนที่ดูจะไม่ค่อยเท่าเทียมนัก แต่มันก็น่าจะเป็น "เซอร์ไพรส์" ชั้นยอดตอนที่เหล่านักรบต่างมิติล็อกอินเข้ามาครั้งหน้า
"เมอร์ฟี มาหาข้าหน่อย!"
เสียงเรียกของคุณหนูฟีมิสขัดจังหวะห้วงความคิด เมอร์ฟีวางดาบศักดิ์สิทธิ์ลงแล้วเดินเข้าไปหาคุณหนูที่ยืนเร้นกายอยู่ในเงามืดเบื้องหลัง ฝ่ายหลังยังคงรักษามาด "ตัวเล็กแต่ดุ" และไม่ยอมเสียเวลาอ้อมค้อมแม้แต่วินาทีเดียว
"อีกสามวันจะมีขบวนขนส่งของอาณาจักรแพลนทาเจเนตเดินทางผ่านเขตทรานเซีย พิกัดอยู่ที่บริเวณป่าผู้ลักลอบใกล้กับบึงเน่าทางทิศใต้"
คุณหนูหยิบแผนที่ทหารที่ลงรายละเอียดอย่างแม่นยำออกมา วาดเส้นกำกับตรงจุดรอยต่อทางใต้ติดกับเทือกเขาทมิฬ แล้วเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"จดหมายลับระบุว่า นั่นคือเสบียงทางทหารพิเศษที่นายพลลอเรนสั่งซื้อจากพวกฮาล์ฟลิงชาร์ลโดมาโดยเฉพาะ เพื่อมอบให้กองพลบุกเบิกที่อยู่ภายใต้การบัญชาการของเขา หากพวกมันได้ของเหล่านี้ไป พลังอำนาจที่จ้องจะกัดกินพวกเราจะยิ่งยากแก่การยับยั้ง ดังนั้นเราต้องชิงสินค้าลอตนี้มาให้ได้ไม่ว่าจะอย่างไร!
ทว่า เมื่อพิจารณาจากความล้มเหลวในการส่งสารของเจ้า ที่นอกจากจะเผยตัวจนแผนแตกแล้วยังล่อนักล่าแม่มดให้ตามล่ามาถึงที่ ข้าคาดว่าศัตรูคงเตรียมการป้องกันไว้อย่างรัดกุมแล้ว เป้าหมายจึงเปลี่ยนเป็น 'การทำลายมันทิ้ง' เสียแทน
เราต้องเดินทางไปถึงป่าผู้ลักลอบและปฏิบัติการซุ่มโจมตีที่แสนยากลำบากนี้ให้เสร็จสิ้นภายในสามวัน ข้าต้องการกำลังพลนักล่าราตรีทั้งหมดเท่าที่จะหาได้ ดังนั้นเจ้าและทาสเลือดของเจ้าจะถูกนับรวมเป็นกำลังหลักด้วย ข้าอธิบายชัดเจนพอหรือยัง?"
"ข้าเข้าใจแจ่มแจ้งแล้วครับ"
เมอร์ฟีพยักหน้า เขากวาดสายตามองแผนที่ พยายามวิเคราะห์คำสำคัญจากคำพูดของคุณหนู เพียงไม่กี่วินาที เขาก็เอ่ยถามขึ้นมา
"เท่าที่ข้าทราบ สงครามระหว่างอาณาจักรแพลนทาเจเนตกับพันธมิตรพอร์เทียรบพุ่งกันมาสิบปีจนต่างฝ่ายต่างเหนื่อยล้าจนถึงขีดสุด ข้าจึงสงสัยเหลือเกินว่า เสบียงทางทหารแบบไหนกันที่จะส่งผลให้กองทัพที่ติดหล่มสงครามเช่นนั้นกลับมาแข็งแกร่งจนน่ากลัวได้ทันตาเห็น?"
"เจ้าถามมากความเกินไปแล้ว และตัวข้าเองก็ไม่รู้เช่นกัน"
คุณหนูฟีมิสทำหน้าเย็นชา สะบัดมือพูดด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดที่ขัดกับใบหน้าจิ้มลิ้มราวกับเด็กน้อย
"เราไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องนั้น นักล่าราตรีมีเพียงเป้าหมายก็ลงมือได้ทันที!
เจ้าต้องพาคนของเจ้าไปทำหน้าที่เป็นหน่วยก่อกวนเพื่อถ่วงเวลาขบวนขนส่งนั่น การที่พวกเจ้าจัดการหน่วยล่าแม่มดได้ถึงสองหน่วยพิสูจน์แล้วว่าพวกเจ้าพอจะมีดีอยู่บ้าง
ข้าไม่ต้องการให้พวกเจ้าเข้าปะทะตรง ๆ!
แค่ถ่วงเวลา ดึงความสนใจ และกระจายกำลังพวกมันออกมา สร้างโอกาสให้ข้าและเหล่านักล่าของข้าเข้าลอบสังหารก็พอ เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจนี้ เจ้าก็รับใบประกาศเกียรติคุณกลับเมืองแคดแมนได้ทันที ท่านหญิงทรีซจะภูมิใจในตัวเจ้า และตระกูลจะมีรางวัลให้อย่างงาม"
รูปร่างหน้าตาอย่างกับเด็กมัธยมต้น แต่พูดจาหลอกเด็กตาไม่กะพริบเลยนะ ยัยเด็กผีนี่!
เมอร์ฟีค่อนแคะในใจ เขาที่เป็นพนักงานบริษัทจอมเก๋าผู้ผ่านโลกมาเกือบสิบปี มีหรือจะโดนคำพูดล่อลวงของเด็กน้อยเช่นนี้หลอกเอาได้ง่าย ๆ เขาจึงตัดสินใจถามกลับไปตรง ๆ
"สรุปคือ ในแผนการปฏิบัติงานของท่าน ข้าและคนของข้าก็คือ 'เหยื่อล่อ' และ 'หน่วยพลีชีพ' ใช่ไหมครับ?"
คุณหนูฟีมิสไม่ตอบคำถาม เธอเพียงจ้องมองเขาด้วยดวงตาสีแดงฉานที่นิ่งสงบจนชวนให้ขนหัวลุก เมอร์ฟีแค่นเสียงหัวเราะพลางส่ายหน้าช้า ๆ
"สมกับเป็นพ่อลูกกันจริง ๆ ความเย็นชาไร้เยื่อใยนั่นถอดแบบกันมาไม่มีผิดเพี้ยน ดูเหมือนท่านจะรู้ดีว่าสมาชิกชายขอบอย่างข้าไม่มีสิทธิ์จะต่อรองอะไรได้เลย
ตกลงครับ ข้าจะยอมรับงานที่เหมือนกับการไปฆ่าตัวตายนี้ แต่ข้าต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมหน่อย"
"ข้าได้มอบผ้าคลุมทำพิธีของตระกูลที่ข้ามีสำรองไว้ให้เจ้าไปหมดแล้ว
และยังสัญญาว่าจะจัดหาชุดทางการเกรดพรีเมียมให้เจ้าอีก 30 ชุดตอนกลับถึงแคดแมน!
นั่นคือสิ่งที่เราตกลงกันไว้ไม่ใช่หรือ?" คุณหนูฟีมิสเอ่ยด้วยน้ำเสียงแปลกใจ
"แม้ข้าจะไม่รู้ว่าเจ้าจะสะสมของไร้ประโยชน์พวกนั้นไปทำไม แต่ข้าก็ให้เจ้าไปแล้ว อย่าได้คืบจะเอาศอกนะเมอร์ฟี"
"การสะสมวัตถุหรูหรามันเป็นรสนิยมส่วนตัวของข้าครับท่าน และนั่นไม่ใช่อาวุธด้วยซ้ำ!
ข้าจะเอาของพวกนั้นไปทำให้ศัตรูตายเพราะความหล่อของข้าหรืออย่างไรกัน?"
เมอร์ฟีแบมือออกทั้งสองข้าง ตอบด้วยน้ำเสียงติดตลก
"ดูสิครับ สมาชิกชายขอบที่ต่ำต้อยอย่างข้ากำลังจะสละชีพเพื่อเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ของท่านแล้ว
แค่ความเมตตาเล็กน้อยในช่วงวาระสุดท้ายท่านยังไม่คิดจะหยิบยื่นให้เลยรึ?
ท่านพ่อของท่านสั่งสอนเรื่องความสง่างามของขุนนางรัตติกาลมาแบบนี้เองหรือครับ?
อีกอย่างสิ่งที่ข้าขอก็ไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรงเลยสักนิด!"
เขาชูสองนิ้วขึ้นต่อหน้าคุณหนู แล้วยื่นข้อเสนอ
"เกราะหนังสำหรับผู้ติดตามตระกูล 20 ชุดพร้อมอาวุธครบชุด ทั้งสำหรับระยะประชิดและระยะไกล ไม่จำเป็นต้องเป็นของเกรดเลิศเลออะไรก็ได้ ข้าต้องติดอาวุธให้คนของข้าก่อน พวกเขาจะได้ยันกับศัตรูได้นานขึ้นอีกสักหน่อย และอย่าคิดว่าข้าขูดรีดท่านนักเลย เพราะหากข้ากับพวกพ้องตายไป ท่านก็ยังสามารถเก็บกู้ของพวกนี้กลับไปวนใช้ใหม่ได้อยู่ดี"
"ถอนคำพูดพล่อย ๆ นั่นคืนไปซะ! เจ้าเห็นข้าเป็นขอทานข้างถนนหรืออย่างไร?
ข้าจะยอมให้ลูกน้องของข้าใช้ของมือสองที่พวกเจ้าเคยสวมใส่ได้อย่างไรกัน?
แถมยังต้องไปเอามาจากศพงั้นรึ? ช่างไม่สง่างามเอาเสียเลย!"
คุณหนูผู้เคร่งครัดในจารีตทำหน้าหยีพลางเอ่ยเสียงเย็น
"อีกอย่าง เจ้ามีคนรับใช้แค่สองคนกับเชลยอีกสามคนเท่านั้น เจ้าจะเอาชุดเกราะตั้ง 20 ชุดไปทำซากอะไรกัน?"
"ระหว่างทางข้าได้เกณฑ์ทาสเลือดที่ถูกพวกนักล่าแม่มดทำร้ายมาได้ไม่น้อยครับ ขอเพียงข้าส่งสัญญาณเรียก เหล่าทาสที่จงรักภักดีและเปี่ยมด้วยเพลิงแค้นเหล่านั้นก็จะปรากฏตัวข้างกายข้าทันที"
เมอร์ฟีขยิบตาอย่างมีเล่ห์นัย แล้วชี้ไปยังกลุ่มยอดฝีมือแวมไพร์ที่กำลังยืนจับกลุ่มสนทนาอยู่ในเงามืด
"และตัวข้าเองก็ต้องการชุดระดับผู้บัญชาการที่ดูภูมิฐานสักหน่อยเพื่อแสดงฐานะต่อหน้าลูกน้อง บางทีอาจจะขอหยิบยืมจากพวกเขาสักชุด
นอกจากนี้ ข้ากำลังสนใจศึกษาวิชาอัญเชิญสิ่งมีชีวิตต่างโลก หากมีบันทึกพลังจิตหรือตำราดาบประจำตระกูลเล่มไหนพอจะให้ข้าขอยืมอ่านได้บ้าง ก็จะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ"
คำพูดนี้ทำให้คุณหนูฟีมิสมองเมอร์ฟีด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย หลังจากเงียบงันไปครู่หนึ่ง เธอก็เอ่ยปาก
"มันจะมีประโยชน์จริง ๆ งั้นรึ?
เจ้ามีเวลาเตรียมตัวเพียงแค่สามวันเท่านั้นนะเมอร์ฟี เจ้าไม่ใช่คนที่มีพรสวรรค์สูงส่ง ไม่อย่างนั้นคงไม่ล้มเหลวไม่เป็นท่ามาจนถึงทุกวันนี้หรอก แต่ก็นะ อย่างน้อยการลอบโจมตีที่เจ้าทำในหมู่บ้านมอร์แลนด์ก็นับว่าน่าประทับใจพอใช้ได้"
คุณหนูพูดจาจิกกัดได้เจ็บแสบเช่นเคย แต่เธอก็มีความยุติธรรมพอที่จะไม่มองข้ามความสำเร็จของผู้อื่น เธอจึงพยักหน้าตอบตกลงในที่สุด
"ตกลง ข้าจะจัดหาทุกอย่างที่เจ้าต้องการให้ตามที่ขอ แต่เชลยนักล่าแม่มดของเจ้าต้องส่งมอบมาให้ข้า ข้าต้องการรีดเอาข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับกองพันไวท์โอ๊คออกมาจากสมองของพวกมัน ถือว่าเป็นข้อแลกเปลี่ยนที่ยุติธรรมนะเมอร์ฟี... ตกลงตามนี้ไหม?"
เมอร์ฟีพยักหน้าตอบรับโดยไม่ลังเลแม้แต่นิดเดียว
"ตกลงตามนั้นครับ!
ขอบพระคุณในความเมตตาของคุณหนู ท่านหญิงที่ทั้งสิริโฉมและใจกว้างเช่นท่านย่อมต้องได้รับผลตอบแทนที่คู่ควร ขอพระแม่แห่งรัตติกาลสถิตอยู่กับท่านครับ"