เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 4 มุ่งหน้าสู่ทิศเหนือ

บทที่ 4 มุ่งหน้าสู่ทิศเหนือ

บทที่ 4 มุ่งหน้าสู่ทิศเหนือ


บทที่ 4 มุ่งหน้าสู่ทิศเหนือ

หลังจากที่ส่งวิญญาณมาเข้าร่างอย่างหาสาเหตุไม่ได้ คาร์ลก็สืบทอดทุกอย่างของเจ้าของร่างเดิมมาโดยปริยาย

ในชาติปางก่อน คาร์ลหลงใหลในมหากาพย์ 'มหาศึกชิงบัลลังก์' อย่างมาก เขาอ่านหนังสือฉบับดั้งเดิม ดูซีรีส์ทางช่องเอชบีโอ (โดยเฉพาะเวอร์ชันที่ไม่ตัดฉากใดๆ ออก) และติดตามเหล่ายูทูบเบอร์มากมายที่วิเคราะห์เจาะลึกเนื้อเรื่อง ดังนั้นแม้เขาจะไม่บังอาจกล่าวว่าตนเองเข้าใจโลกอันกว้างใหญ่ที่จอร์จ อาร์. อาร์. มาร์ติน สร้างขึ้นอย่างถ่องแท้ แต่อย่างน้อยเขาก็มีความทรงจำเลือนลางเกี่ยวกับเนื้อเรื่องหลักอยู่บ้าง

ทว่าชื่อของ 'คาร์ล สโตน' กลับให้ความรู้สึกไม่คุ้นเคยสำหรับเขา

ไม่ใช่ว่าทุกคนที่นามสกุล 'สโตน' จะต้องเป็นบุคคลที่ถูกกล่าวถึงในหนังสือเสมอไป นั่นย่อมเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เพราะในโลกที่พระเจ้าทอดทิ้งแห่งนี้ การเป็น 'ลูกนอกสมรส' สำหรับเหล่าขุนนางผู้สูงส่งนั้น หากพูดกันตามตรงแล้วไม่ใช่เรื่องน่าอับอายเสียทีเดียว ในบางครั้งมันกลับเป็นเรื่องที่น่าเอามาโอ้อวดด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาที่เขามาถึงโลกใบนี้และสภาพแวดล้อมที่เขาอยู่ นามสกุล 'สโตน' นั้นทำให้เขารู้สึกแปลกใจ นามสกุลสโตนเป็นนามสกุลที่จะมอบให้แก่ลูกนอกสมรสที่เกิดในดินแดนแห่งหุบเขาอาร์รินเท่านั้น ส่วนความหมายของคำว่าสโตนนั้นก็เรียบง่าย นั่นคือหมายถึง 'หิน'

ตอนที่คาร์ลมาถึงโลกนี้ครั้งแรก เขาอายุเพียงสิบสองปี เป็นเด็กหนุ่มที่รับใช้ตระกูลอาร์รินอยู่ที่ประตูดวงจันทร์ในหุบเขาอาร์ริน งานหลักของเขาคือการเลี้ยงลา ลาเหล่านี้มีไว้สำหรับขนส่งอาหารสดไปยังปราสาทดิอีรี เช่น ไข่และเบคอน เนย ผลไม้ และผักสด นอกจากนี้เขายังทำหน้าที่เป็นคนนำทาง คอยจูงลาพาลูกขุนนางหรืออัศวินที่มาเยี่ยมเยือนเดินทางผ่านเส้นทางภูเขาอันสูงชันเข้าสู่หุบเขาอาร์ริน แม้เหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นบ่อยนักก็ตาม

แต่ในวัยสิบสองปีของเขาที่เพิ่งข้ามภพมาใหม่ๆ เขาได้เรียนรู้ที่จะมีชีวิตอยู่ในโลกใบนี้ด้วยวิธีการนั้นอย่างยากลำบาก และค่อยๆ เคยชินกับวิถีชีวิตแบบยุคกลาง

อย่างไรก็ตาม ในฐานะผู้ที่มีความทรงจำจากชาติปางก่อน มุมมองของคาร์ลย่อมไม่ถูกจำกัดอยู่เพียงที่ดินผืนเล็กๆ ตรงหน้า เมื่อชีวิตเริ่มมั่นคงและคุ้นชิน สายตาของเขาจึงเริ่มอยากจะมองออกไปเห็นโลกภายนอกโดยสัญชาตญาณ

ดังนั้น ขั้นแรกเขาจึงเริ่มพยายามสืบหาที่มาของตนเอง ในเมื่อข้ามภพมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เขาย่อมอยากรู้ว่าบิดาของตนคือใคร เช่นเดียวกับที่นามสกุล 'สโนว์' คือลูกนอกสมรสของทางเหนือ 'วอเตอร์ส' คือลูกนอกสมรสของคราวน์แลนด์ส และ 'สตอร์ม' คือลูกนอกสมรสของสตอร์มแลนด์ส การที่เขาถูกเรียกว่าสโตน ย่อมแสดงว่าเขามีบิดาเป็นขุนนางที่มีฐานะสูงกว่าสามัญชน

ในกระบวนการสืบหาข้อมูลนั้นเอง เขาได้พบว่าเด็กสาวที่ชื่อ 'ไมอา สโตน' ซึ่งควรจะมีที่มาแบบเดียวกับเขากลับหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย หลังจากลองหยั่งเชิงถามผู้อื่นอย่างแนบเนียน เขาก็พบว่าไม่ใช่ว่าไมอา สโตน ไม่มีตัวตน แต่ดูเหมือนว่า 'เขา' นี่แหละคือลูกนอกสมรสที่โรเบิร์ต บาราเธียน ได้ไปไข่ทิ้งไว้ในหุบเขาอาร์รินขณะที่ยังเป็นเด็กในความปกครองของจอน อาร์ริน ก่อนที่เขาจะได้ขึ้นเป็นราชา แทนที่จะเป็นลูกสาวคนโตตามเนื้อเรื่องดั้งเดิม

ในระหว่างการค้นหาอดีต ผู้คนรอบข้างดูเหมือนจะรู้ดีว่าเขาเป็นใคร และคาร์ลก็ได้พบภาพร่างของชายคนหนึ่งในความทรงจำของตนเอง เขาเป็นชายร่างสูงผมดำที่ชอบโยนคาร์ลวัยเด็กขึ้นไปในอากาศเพื่อเล่นสนุก และเมื่อถึงจุดนี้ คาร์ลก็ตระหนักได้ว่าเขาไม่เพียงแต่กลายเป็นลูกคนแรกของโรเบิร์ต บาราเธียน ที่ควรจะมีในเนื้อเรื่องต้นฉบับเท่านั้น แต่ด้วยเหตุผลกลใดไม่ทราบ คนที่ควรจะเป็นเด็กสาวกลับกลายเป็นเด็กชายไปเสียอย่างนั้น

จากนั้น เด็กชายคนนี้หลังจากถูกลาเตะตอนอายุสิบสองจนหมดสติไป เมื่อฟื้นขึ้นมาก็มีดวงวิญญาณดวงใหม่เข้ามาสถิตอยู่ภายในร่างกายแทน พัฒนาการของเหตุการณ์ช่างดูประหนึ่งนิยายที่เขียนขึ้นตามอำเภอใจ ทว่าสำหรับเขาผู้ซึ่งเข้ามาแทนที่ไมอา สโตน และกลายเป็นคาร์ล สโตน นี่คือความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้

'ชิ~ ให้ตายสิ...'

เมื่อนึกถึงความทรงจำมาถึงตรงนี้ แม้จะผ่านไปหกปีแล้ว คาร์ลก็ยังอดไม่ได้ที่จะส่งเสียงจิ๊จ๊ะออกมาด้วยความรู้สึกปวดตับ จากนั้นเขาหยิกตัวเองตามความเคยชิน เพื่อยืนยันอีกครั้งว่านี่ไม่ใช่ภาพฝัน ก่อนจะดึงสติกลับสู่ความจริงและเปล่งเสียงหัวเราะเยาะเย้ยตัวเองอย่างพูดไม่ออก

'บัดซบเถอะ เรื่องพรรค์นี้ถ้าข้าเมาแล้วออกไปพูดอวดใครเข้า คงไม่มีใครเชื่อแน่!'

คาร์ลส่ายหน้า จากนั้นเขาก็คร้านจะสนใจพวกหญิงสาวที่เริ่มมารวมตัวกันและทำท่าเหมือนอยากจะเข้ามาหา เขาตบโขดหินใต้ร่างแล้วลุกขึ้นยืน จากนั้นก็เม้มริมฝีปากเป่าปากส่งเสียงหวีดแหลมออกมา

'ฟิ้ว~!'

'พวกเจ้าไอ้พวกสอพลอทั้งหลาย พักผ่อนกันพอหรือยัง ถ้าไม่รีบออกเดินทางตอนนี้ ระวังราชาที่ตอนกลางคืนไม่ได้นอนกับผู้หญิงจะมาเตะก้นพวกเจ้าเอา!'

คาร์ลเป่านกหวีดก่อนเป็นอันดับแรก แล้วจึงหันไปตะโกนใส่กลุ่มลูกน้องที่เพิ่งคุยเล่นกันเสร็จและแยกย้ายกันไปถ่ายทุกข์ตามพงหญ้า ความสนใจของเคซีนั้นอยู่ที่เขาอยู่แล้ว บางทีอาจจะกำลังมองดูทิวทัศน์ตามอย่างคาร์ล ดังนั้นทันทีที่คาร์ลลุกขึ้นยืน เขาก็รีบมองมาทันที และเมื่อได้ยินคำสั่งเคลื่อนพล พวกขี้เกียจเหล่านั้นก็พากันลุกขึ้นอย่างอึกทึก

'หัวหน้า ข้าได้ยินมาว่าราชินีทรงเป็นสตรีที่งดงามที่สุดในเจ็ดอาณาจักร!'

'ข้าพนันได้เลยว่าขอเพียงราชาเอ่ยปาก แม่นางตระกูลแลนนิสเตอร์ผู้สูงศักดิ์คนนั้นคงต้องลงไปคุกเข่ากับพื้นแน่!'

'ฉะนั้นถ้าเกิดราชาไม่ได้นอนกับแม่สาวโรงเตี๊ยมในตอนกลางคืน ท่านก็ไม่ควรจะมาลงที่พวกเราจริงไหม!'

วาจาของเจ้าพวกสอพลอเหล่านี้ยังคงไร้ซึ่งการสำรวมเช่นเดิม พวกเขาลุกขึ้นตามคำสั่งของคาร์ลและไปหาม้าของตน แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ทำให้พวกเขาหยุดพ่นเรื่องลามกหลังจากที่ต้องกินแต่อาหารมังสวิรัติมามากเกินไป คาร์ลยื่นมือไปรับบังเหียนจากฟ็อกซ์ที่ควบเข้ามาหาเขาโดยสัญชาตญาณหลังจากได้ยินเสียงนกหวีด อย่างไรก็ตาม เมื่อได้ยินเช่นนั้นเขาก็หันไปมองโดยไม่รู้ตัว

จากนั้นเขาพบว่าคนที่พูดคือคนเดียวกับที่เคยสารภาพว่าลงเรือลำเดียวกับเคซี ไซมอน และไอ้พวกสอพลอคนอื่นๆ พาวเวลล์นั่นเอง คาร์ลยิ้มออกมาเล็กน้อย กล้ามเนื้อบนใบหน้าขยับจนเห็นฟันขาว

'พาวเวลล์ เมื่อไหร่ที่พวกองครักษ์เสื้อคลุมขาวมาคว้าคอเจ้า ข้าหวังว่าเจ้าจะไม่ฉี่ราดกางเกงอยู่ใต้กระโปรงของสตรีที่งามที่สุดในโลกคนนั้นนะ!'

คาร์ลขู่ไอ้พวกตัวแสบ แต่ทันทีที่สิ้นคำพูด ก่อนที่พาวเวลล์จะได้โต้ตอบ เคซีที่อยู่ข้างๆ ก็ฉีกยิ้มจนเห็นฟันเขี้ยวแล้วเริ่มเห่าหอนออกมา

'หัวหน้า ข้าว่าพวกเสื้อคลุมขาวไม่ต้องถึงกับคว้าคอหรอก แค่ไปยืนต่อหน้ามัน มันก็คงอยากจะคุกเข่าลงใต้ชุดเกราะของพวกเสื้อคลุมขาวแล้วรีบหาที่อุ่นๆ ให้พวกเขาใจจะขาดแล้ว!'

เคซีพูดจบพร้อมกับหัวเราะลั่นด้วยสีหน้าหน้าลามกอย่างยิ่ง ไม่แน่ใจว่าเขากำลังเอาคืนพาวเวลล์ที่แอบขโมยขนมปังจากจานของเขาไปลับหลังหรือเปล่า และเมื่อเคซีพูดจบ คนอื่นๆ ก็พากันแสดงความคิดเห็นต่อหัวข้อนี้อย่างสนุกปาก

'ถ้าข้าเป็นองครักษ์เสื้อคลุมขาวแล้วพาวเวลล์ทำแบบนั้นจริงๆ เชื่อข้าเถอะ สิ่งที่ข้าจะยัดใส่ปากมันคือดาบยาวของข้า!'

พาวเวลล์ไม่ยอมให้พวกสอพลอเหล่านี้ล้อเลียนอยู่ฝ่ายเดียว เขาถลึงตาใส่และตะโกนลั่นพลางยืดคอขึ้น ราวกับกำลังป่าวประกาศคำสาบานอันศักดิ์สิทธิ์ 'ไอ้พวกสวะที่ถูกคนเตะจนเบี้ยว!'

และสำหรับการเพ้อฝันของเขา เหล่าทหารรับจ้างที่ไม่ยอมใครย่อมไม่เออออไปด้วยอย่างแน่นอน

'ฮ่าๆๆ เจ้าน่ะคู่ควรแค่ได้ดมตดของเจ้าฟ็อกซ์ของหัวหน้าเท่านั้นแหละ!'

'...'

เมื่อได้ยินคำหยาบโลนเหล่านี้ คาร์ลอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้า ไอ้พวกตัวแสบพวกนี้ พอเป็นเรื่องพรรค์นี้ทีไรเป็นต้องพูดเป็นจังหวะจะโคนกันเชียว จากนั้นเมื่อหัวข้อดำเนินต่อไป พวกเขาก็เริ่มพูดถึงว่าลิ้นของพาวเวลล์ควรจะไปอยู่ที่ไหน แล้วก็ขยับไปถึงว่าเขาอาจจะเพิ่งชิมฉี่ของตัวเองในฝันถึงได้พูดจาเพ้อเจ้อเช่นนี้ ต่อมาหัวข้อก็เปลี่ยนไปเป็นการขุดคุ้ยประวัติอันดำมืดของกันและกันโต้ตอบกันไปมา และหลังจากถกเถียงกันว่าเซอร์ซีเป็นสตรีที่งามที่สุดในเจ็ดอาณาจักรจริงหรือไม่ พวกเขาก็เสนอความเห็นของตนและสุดท้ายก็วนกลับมาคุยเรื่องแม่สาวแมรี่ว่า 'แฉะ' แค่ไหน

คาร์ลไม่มีความประสงค์จะเข้าร่วมการสนทนาของพวกเขา หลังจากจัดทัพใหม่เขาก็พร้อมที่จะเดินทางต่อไปตามถนนสายกษัตริย์

เขามีความคิดที่ถูกต้องอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือพวกเขาจำเป็นต้องหาที่พำนักให้ร่างกายอันอ้วนฉีของราชาได้พักผ่อนอย่างสะดวกสบายก่อนตะวันตกดิน สำหรับตัวพวกเขาเองนั้น เสื่อฟางที่เย็บด้วยผ้ากระสอบและผูกไว้ที่บั้นท้ายม้าสามารถกางนอนบนพื้นราบที่ไหนก็ได้ตราบเท่าที่ฝนไม่ตก ส่วนเรื่องคอกม้านั้นลืมไปได้เลย สิ่งเหล่านั้นมีไว้สำหรับเหล่าอัศวินผู้ทะนงตัวที่ติดตามมา เพราะเหล่าลอร์ดพวกนี้ไม่อยากเงยหน้าขึ้นไปแล้วเห็นดวงดาวผ่านแมกไม้

แม้แต่ทหารตระกูลแลนนิสเตอร์แต่ละคนก็ยังมีเต็นท์เป็นของตัวเอง ซึ่งทำจากผ้าใบเคลือบขี้ผึ้งซึ่งเป็นของมีราคา คาร์ลและคนของเขาก็มีสิ่งเหล่านี้เช่นกัน แต่ดังที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ ตราบใดที่ฝนไม่ตกก็ไม่มีใครอยากวุ่นวายกางมัน พวกเขาไม่ได้บอบบางขนาดนั้น และอากาศตอนกลางคืนในช่วงที่ยังอยู่ในคราวน์แลนด์สก็ไม่ได้หนาวเย็นเท่าใดนัก ส่วนเรื่องการข้ามผ่านริเวอร์แลนด์สนั้น คาร์ลและพรรคพวกย่อมมีการเตรียมพร้อม พวกเขาไม่ใช่ดอกไม้ที่บอบบางซึ่งเคยเห็นแต่ฤดูร้อน

ถึงแม้จะเล่นหัวกันไปมา แต่ทุกคนที่หาเลี้ยงชีพด้วยงานนี้ต่างก็มีความคล่องแคล่วว่องไว เมื่อคาร์ลจัดของเสร็จและขึ้นม้า คนอื่นๆ ก็แทบจะพร้อมกันหมดแล้ว เส้นทางใกล้กับคราวน์แลนด์สนั้นเดินทางง่าย ถนนสายกษัตริย์ที่มีคิงส์แลนดิงเป็นศูนย์กลางทอดตัวยาวจากเหนือจรดใต้ผ่านทวีปเวสเทอรอสทั้งหมดไปจนถึงสตอร์มส์เอนด์ ในมุมมองของคาร์ล มันสามารถเรียกได้ว่าเป็น 'ทางหลวง' ของเจ็ดอาณาจักรเลยทีเดียว ถนนสายนี้สร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าแจเฮริสที่ 1 ผู้สมานไมตรี

มันทอดยาวจากกำแพงที่ปราสาททมิฬทางเหนือ ผ่านเมืองหลวงคิงส์แลนดิง และไปสิ้นสุดที่สตอร์มส์เอนด์ทางใต้ รวมระยะทางเกือบสองพันไมล์ ดังนั้นเส้นทางช่วงปัจจุบันจึงไม่ถือเป็นอุปสรรคสำหรับคาร์ลและลูกน้องเลยแม้แต่น้อย และพวกเขาก็เดินทางกันอย่างคล่องตัวตลอดเส้นทาง และด้วยลักษณะต่างๆ ของถนนสายนี้ พวกเขาจึงสามารถมองเห็นโรงเตี๊ยมและที่พักแรมประปรายตามทางเป็นระยะ

และแล้ว คาร์ลและกลุ่มคนสอพลอของเขาก็ประสบความสำเร็จในการหาที่พักที่ใหญ่โตพอสมควรและเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับขบวนเสด็จก่อนพลบค่ำ

'หวังว่าราชาจะทรงชอบนะ'

ขณะเดินออกจากโรงเตี๊ยม คาร์ลเงยหน้ามองดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้า ยืดเส้นยืดสายแล้วเอ่ยขึ้น

การตื่นแต่เช้าและขี่ม้ามาตลอดทั้งวันเป็นเรื่องที่เลี่ยงความเหนื่อยล้าไม่ได้ แม้คาร์ลจะหยุดพักขบวนเป็นระยะๆ ก็ตาม เหตุผลหนึ่งคือเพื่อให้ม้าได้พัก และอีกเหตุผลคือเพื่อสอดแนมเส้นทางให้แน่ใจว่าปลอดภัย ส่วนเรื่องให้คนพักนั้นเป็นเพียงผลพลอยได้

แม้แต่ในระหว่างการเดินทาง พวกเขาก็กินเพียงขนมปังแห้งแข็งๆ ในมื้อกลางวันที่อาจทำให้คนตายได้ ส่วนธัญพืชอย่างบาร์เลย์ที่พกมานั้นมีไว้สำหรับเลี้ยงม้า คนมีค่าน้อยกว่าม้าเสียอีก

'ข้าไม่คิดว่าราชาจะทรงขุ่นเคืองนะ ที่นี่สำหรับข้ามันเหมือนวังแล้วล่ะ!'

ขณะที่เคซีพูดอย่างไม่ใส่ใจ คาร์ลที่ยืนยันแล้วว่าจะหยุดพักที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้เพียงแต่เบ้ปากและยักไหล่ ความจริงเขาเพิ่งเข้าไปในโรงเตี๊ยมเพื่อแจ้งเจ้าของที่พักว่าเขาต้องย้ายออกไปเพื่อให้สถานที่แก่การเสด็จมาถึงของราชา พวกเขาเป็นเพียงกองหน้าที่เดินทางมาถึงก่อนเพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างเรียบร้อย

และสิ่งหนึ่งที่คาร์ลไม่ได้บอกทุกคนก็คือ สถานที่แห่งนี้อาจดูเหมือนเขาเลือกมาอย่างสุ่มๆ แต่มันไม่ใช่ เพราะคาร์ลได้รับข้อมูลมาแล้วว่าพวกเขาควรจะหยุดพักที่ใดตลอดเส้นทาง ทว่าในระหว่างทางเขาจำเป็นต้องทำให้ดูเหมือนว่าเขาเลือกโรงเตี๊ยมมาอย่าง 'สุ่ม' จริงๆ อย่างน้อยนั่นคือสิ่งที่เจ้าแมงมุมบอกเขาตอนที่มาหาเขาก่อนออกเดินทาง

จากนั้นเจ้าแมงมุมอ้วนหัวล้านคนนั้นยังยัดแผนที่ล้ำค่าที่ทำจากหนังกวางนุ่มๆ ใส่ือเขาอย่างเหมาะเจาะ ซึ่งในนั้นมีข้อความระบุว่าพวกเขาควรหยุดพักที่ใดเพื่อให้สะดวกสบายที่สุดตลอดเส้นทาง และควรรับมืออย่างไรหากเดินทางไม่ทันเวลา สำหรับการกระทำของวาริสนั้น คาร์ลทำเป็นมองไม่เห็นเจตนาของเขาและมุ่งความสนใจไปที่สิ่งที่ตนควรทำเท่านั้น แม้เขาจะไม่รู้ว่าขันทีที่ตัวหอมฟุ้งไปด้วยน้ำหอมคนนี้ มั่นใจได้อย่างไรว่าเขาจะอ่านแผนที่นี้ออก

และสำหรับคำพูดประชดประชันของเคซี คาร์ลไม่ได้กล่าวอะไร เพียงแต่หันไปตบไหล่เขาเบาๆ

'จับตาดูเจ้าพวกหน้าขนสอพลอพวกนั้นแทนข้าด้วย ถ้าเจ้าจัดการไม่ไหวจริงๆ ข้าอนุญาตให้เจ้าโกยขี้ม้าบนพื้นยัดใส่ปากพวกมันได้เลย!'

'จำไว้ว่าตอนที่เราอยู่กันเองบนถนนจะเป็นยังไงก็ได้ แต่ในบางเวลา เจ้าต้องฉลาดรู้ว่าควรทำอะไร!'

คาร์ลกำชับเคซีด้วยความมุ่งมั่นและอดทน จากนั้นเขาก็ถลึงตาใส่พวกสอพลอที่ได้ยินคำพูดของเขาแล้วกำลังหัวเราะคิกคักอย่างโง่เขลา เสียงของเขาไม่เบาเลย และพวกเขาอยู่ไม่ไกลกันนัก จากนั้นคาร์ลขึ้นขี่เจ้าฟ็อกซ์อีกครั้งแล้วหันหลังกลับไปยังเส้นทางที่พวกเขาเพิ่งจากมา หลังจากยืนยันสถานการณ์ที่นี่เรียบร้อยแล้ว เขายังต้องกลับไปรายงานผล เพราะนี่คือส่วนหนึ่งของการเดินทัพเช่นกัน

จบบทที่ บทที่ 4 มุ่งหน้าสู่ทิศเหนือ

คัดลอกลิงก์แล้ว