- หน้าแรก
- มหาลัยเวทอสูร
- บทที่ 41 - ห้องอาหารบุฟเฟต์บนเครื่องบิน
บทที่ 41 - ห้องอาหารบุฟเฟต์บนเครื่องบิน
บทที่ 41 - ห้องอาหารบุฟเฟต์บนเครื่องบิน
บทที่ 41 - ห้องอาหารบุฟเฟต์บนเครื่องบิน
༺༻
"สวัสดีตอนเที่ยงครับเพื่อนนักศึกษาทุกท่าน ห้องอาหารบุฟเฟต์ได้จัดเตรียมอาหารที่แสนอร่อยไว้ให้แล้ว ยินดีต้อนรับให้มาเลือกรับประทานกันได้ หากต้องการ โปรดเดินตามทางเดินไปยังห้องหมายเลขสามเพื่อรับประทานอาหารครับ"
"เมื่อลุกจากที่นั่ง โปรดปรับที่นั่งให้อยู่ในตำแหน่งปกติ ท่านสามารถนำสัตว์เลี้ยงเข้าไปในห้องอาหารพร้อมกันได้ครับ"
"เพื่อความสะดวกของท่านและผู้อื่น โปรดเข้าแถวเลือกอาหารและรับประทานอาหารอย่างมีมารยาท เพื่อนนักศึกษาที่นำสัตว์เลี้ยงมาด้วย โปรดดูแลเพื่อนของท่านให้ดี ห้ามสัตว์เลี้ยงวิ่งเล่นในห้องอาหารโดยเด็ดขาด ก่อนเลือกอาหาร ท่านสามารถขอรับภาชนะจากเอลฟ์น้อยได้ และเมื่อรับประทานเสร็จแล้ว โปรดคืนภาชนะให้แก่เอลฟ์น้อยด้วยครับ ขอบคุณสำหรับความร่วมมือ"
ในช่วงเที่ยงวัน เสียงประกาศที่แสนอ่อนโยนของพนักงานต้อนรับก็ดังขึ้นจากวิทยุในห้องโดยสาร เจิ้งชิงรีบเก็บโต๊ะพับและลูบท้องของตัวเองทันที
เขาหิวแล้วจริง ๆ
แม้ตอนอยู่ที่บ้านเขาจะทำตัวนิ่งเฉยตามปกติ แต่มีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้ถึงความตื่นเต้นและกระวนกระวายในใจ
อาหารมื้อสุดท้ายก่อนออกเดินทาง เขาเขี่ยเกี๊ยวที่บ้านต้มไว้ไปเพียงสามห้าคำ จากนั้นก็กินโจ๊กข้าวฟ่างได้เพียงครึ่งชามพร้อมกับเครื่องเคียงเล็กน้อย แล้วก็วางตะเกียบลง
ภายใต้สายตาที่เข้มงวดของอาจารย์เจิ้ง เขาจึงฝืนกินไข่ต้มไปได้อีกฟองหนึ่ง
มาถึงตอนนี้ อาหารแค่นั้นมันย่อยไปหมดตั้งนานแล้ว
"ไปพร้อมกัน ไปพร้อมกัน ไปกินของอร่อย ๆ กัน!" หลี่เหมิงกวัดแกว่งหมัดน้อย ๆ พลางร้องออกมาอย่างดีใจ "ฉันอยากจะลองชิมบุฟเฟต์บนเครื่องบินลำพิเศษนี้มาตั้งนานแล้ว พี่ลูกพี่ลูกน้องของฉันบอกว่า บุฟเฟต์บนเครื่องบินลำนี้อร่อยมากเลยล่ะ!"
"แล้วพี่สาวของเธอล่ะ? ไม่ชวนเธอไปพร้อมกันเหรอ?" เจิ้งชิงลุกขึ้นยืนพลางมองไปรอบ ๆ
"บ้านของเธออยู่ที่เมืองเบต้า" หลี่เหมิงพูดถึงพี่สาวแล้วดูเหมือนอารมณ์จะหมองลงเล็กน้อย "ปีนี้วิทยาลัยจิ่วโหย่วรับนักเรียนทุนเพียงสองคน คะแนนของพี่สาวฉันอยู่อันดับที่สาม เลยไม่ได้โควตานักเรียนทุน ดังนั้นตลอดทั้งฤดูร้อนเธอเลยขังตัวเองไว้ในหอคอยเพื่อทำการทดลอง"
"หมายความว่า ปีนี้มีเพียงนักศึกษาใหม่ที่ทำคะแนนสอบเข้าได้อันดับหนึ่งกับสองเท่านั้นที่เป็นนักเรียนทุนเหรอ?" ในใจของเจิ้งชิงเริ่มเต้นรัวด้วยความดีใจ คิดไม่ถึงเลยว่าตัวเองจะกลายเป็นสุดยอดเด็กเรียนในตำนานไปเสียแล้ว! เขายิ้มกว้าง อยากจะแบ่งปันคะแนนของตัวเองกับเพื่อนใหม่เหลือเกิน
"พี่สาวฉันบอกว่า พอเปิดเทอมจะไปท้าดวลกับไอ้สองคนที่อันดับอยู่หน้าเธอทันที!" หลี่เหมิงกำหมัดน้อย ๆ พลางมองดูคนข้าง ๆ ทั้งสองคนด้วยสายตาอาฆาต "พวกนายต้องไปช่วยกันให้กำลังใจพี่สาวฉันด้วยนะ! เอาไอ้สองคนนั่นมาบี้ให้ตายไปเลย"
เจิ้งชิงหัวเราะแห้ง ๆ ทันที ล้มเลิกความคิดที่จะอวดคะแนน และกอดโพไซดอนในอ้อมกอดให้แน่นขึ้นอีกนิด
"แน่นอน ถ้าถ้านายคืออันดับหนึ่ง ฉันอาจจะช่วยพูดดี ๆ ให้พี่สาวฉันปล่อยนายไปก็ได้" หลี่เหมิงลังเลครู่หนึ่งพลางทำปากยื่นใส่เซียวเซี่ยว
"เป็นพระคุณอย่างสูง" เซียวเซี่ยวตอบแบบขอไปที พลางเก็บเต่าเฒ่าในอ้อมกอดใส่ลงในกระเป๋า
เจิ้งชิงเดาะลิ้น ลังเลว่าจะบอกหลี่เหมิงดีไหมว่าตัวเองนี่แหละคือไอ้อันดับสองที่ได้รับทุนนั่น
ในทางเดิน พ่อมองหนุ่มสาวไม่กี่คนที่สวมชุดคลุมที่ตัดเย็บอย่างดีเดินผ่านพวกเขาไป
กลิ่นหอมรุนแรงพุ่งเข้าสู่โพรงจมูกของเจิ้งชิง เขาอดไม่ได้ที่จะจามออกมาหลายครั้ง และพ่นคำประจบสอพลอที่เพิ่งจะเตรียมไว้จะพูดกับหลี่เหมิงออกไปจนหมดสิ้น ลืมไปจนหมดเกลี้ยงเลยล่ะ
"นี่มันกลิ่นอะไรน่ะ ได้กลิ่นแล้วนึกถึงเจ้าหมาพูเดิลฝรั่งเศสของเพื่อนบ้านฉันเลย" หลี่เหมิงย่นจมูกและจามออกมาเช่นกัน
"คาลวิน·ต้นฤดูร้อน น้ำหอมสำหรับผู้ชายรุ่นหลักที่บริษัทนีน่าส่งเข้าทำตลาดในฤดูร้อนปีนี้ เป็นที่นิยมในหมู่พ่อมดหนุ่มตระกูลสูงศักดิ์ กลิ่นส้มป่าที่แสนสดชื่น หากแตะเบา ๆ ที่ข้างลำคอจะให้กลิ่นหอมของส้มที่สดใส เหมาะมากสำหรับหนุ่มอบอุ่นที่ดูอ่อนโยนดั่งหยก แต่ถ้าฉีดลงบนตัวโดยตรง กลิ่นหอมจะทำปฏิกิริยากับเสื้อผ้าจนเกิดกลิ่นที่ฉุนเกินไป ผลลัพธ์ที่ได้มันห่วยแตกมาก อย่างที่เธอได้กลิ่นนั่นแหละ ไม่ต่างอะไรกับสุนัขพูเดิลที่ลงไปคลุกอยู่ในถังน้ำหอมเลย" เซียวเซี่ยวตอบอย่างเบื่อหน่าย
"มีอะไรที่นายไม่รู้บ้างไหมเนี่ย?" เจิ้งชิงมองดูเด็กหนุ่มผมกะลาคนนี้ด้วยความนับถืออย่างสุดซึ้ง
เซียวเซี่ยวเหลือบมองเขาแต่ไม่ตอบ
...
เดินตามทางเดินผ่านประตูห้องโดยสาร เจิ้งชิงก็เข้าสู่ห้องที่กว้างขวางห้องหนึ่ง
นี่ต่างหากถึงจะเป็นสไตล์ที่พ่อมดควรจะมี เขาแอบชื่นชมอยู่ในใจ
เมื่อเทียบกับพื้นที่ส่วนหน้าที่แคบและปิดทึบแล้ว ห้องอาหารห้องนี้ดูจะกว้างขวางและสว่างไสวขึ้นมาก ราวกับห้องรับแขกขนาดใหญ่ทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นโคมไฟระย้าที่งดงาม หน้าต่างสูงตระหง่าน หรือแม้แต่สวนหย่อมเล็ก ๆ กลางห้องโถง ล้วนแต่ไม่ใช่สิ่งที่เครื่องบินธรรมดาจะสามารถบรรจุไว้ได้
เจิ้งชิงตัดสินใจได้ง่าย ๆ เลยว่า ที่นี่คงจะมีการใช้คาถาบางอย่างเพื่อขยายพื้นที่ออกไป
ด้านซ้ายของห้องอาหารคือแถวเคาน์เตอร์อาหาร ที่มีอาหารรสเลิศหลากชนิดวางเรียงรายอยู่อย่างเป็นระเบียบ ใกล้กับทางเข้าคือจานผลไม้รวม ถัดไปคือของปิ้งย่าง ของผัด ของตุ๋น อาหารทะเล อาหารมังสวิรัติ และสุดท้ายคือซุป ขนมหวาน และเครื่องดื่ม พ่อมดหนุ่มสาวพากันเข้าแถวอย่างสำรวม และคีบอาหารรสเลิศใส่จานของตนอย่างละโมบ
ด้านขวาของห้องอาหารคือบาร์ไม้พะยูงรูปตัวยู หลังบาร์คือตู้แช่เครื่องดื่มขนาดใหญ่ เครื่องดื่มหลากสีสันบรรจุอยู่ในขวดแก้ว วางพิงอยู่บนแท่นไม้ และเปล่งประกายโปร่งแสงภายใต้แสงไฟ ด้านนอกบาร์มีเก้าอี้ทรงสูงวางอยู่อย่างอิสระ เจิ้งชิงเห็นงูเห่าตัวหนึ่งกำลังขดตัวหลับอยู่บนเก้าอี้ตัวหนึ่งในนั้น
นอกจากนี้ยังมีทำนองเพลงที่ไพเราะลอยมาจากที่ไหนสักแห่ง ทำให้ห้องอาหารทั้งห้องเต็มไปด้วยบรรยากาศที่สนุกสนานและผ่อนคลาย
เจิ้งชิงเงยหน้าขึ้น เอลฟ์น้อยขนาดเท่าฝ่ามือร่วมร้อยตนกำลังถือถาดทองแดงขลิบเงิน พลางขยับประกายแสงสีเขียวอ่อนราวกับฝูงหิ่งห้อยขนาดใหญ่ที่ปรากฏตัวอยู่ตามมุมต่าง ๆ ของห้องอาหาร
"เอลฟ์น้อยมีแต่สีเขียวเหรอ?" เจิ้งชิงรับถาดมาจากเอลฟ์น้อยตนหนึ่ง เดินตามหลังเซียวเซี่ยว และคีบแตงโมแผ่นหนึ่งใส่จาน
"วิธีการถามแบบนี้ไม่เป็นมืออาชีพเลยนะ" เซียวเซี่ยวแกว่งตัวคีบในมือ พลางคีบองุ่นสองสามลูกใส่จานอย่างเคยชิน "เอลฟ์น้อยเป็นวงศ์ใหญ่ ที่มีสกุลอยู่สามสกุล คือ สกุลพืช สกุลไข่ และสกุลเกิด หรือที่ถูกเรียกว่า สายเพาะปลูก สายฟักตัว และสายจุติ เอลฟ์น้อยแต่ละประเภทที่สอดคล้องกันจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เอลฟ์น้อยที่เกิดจากการเพาะปลูกจะมีสีเขียว เอลฟ์น้อยที่เกิดจากการฟักตัวพื้นฐานแล้วจะเป็นสีขาว และบางครั้งก็มีสีทอง ส่วนเอลฟ์น้อยสายจุติจะมีสีฟ้า ซึ่งหาได้ยากมาก และยังถูกเรียกว่าบลูเอลฟ์อีกด้วย"
หลังจากเจิ้งชิงเพิ่มแอปเปิลสองสามชิ้นลงในจาน เขาก็ส่งตัวคีบให้เอลฟ์น้อย มองดูพวกเธอหิ้วตัวคีบหมุนตัวไปมาอย่างร่าเริง พร้อมกับเสียงดนตรีที่เบาสบายในห้องอาหาร และร่ายรำเป็นการเต้นรำที่สวยงามกลางอากาศ
ส่วนหลี่เหมิงก็ส่งเสียงจ้ออยู่ข้าง ๆ ทั้งสองคน พลางตักของใส่จานของตัวเองไม่หยุด
"เมื่อกี้นายบอกว่าเพาะปลูก หมายความว่าเจ้าตัวเล็กสีเขียวพวกนี้ถูกปลูกขึ้นมาเหรอ?" เจิ้งชิงจินตนาการถึงการฝังเอลฟ์น้อยที่ตายแล้วลงในดิน จากนั้นก็มีต้นไม้เอลฟ์ที่ดูขาวโพลนราวกับกระดูกเติบโตขึ้นมา กิ่งก้านมีเอลฟ์น้อยแลบลิ้นห้อยต้อยแต่งเปล่งแสงสีเขียววับ ๆ
เขาสั่นสะท้านขึ้นมาทันทีและส่ายหัว ก่อนจะใช้ช้อนไม้ตักมันบดใส่จานของตัวเองเพิ่มเล็กน้อย
"เรื่องนี้ฉันรู้!" หลี่เหมิงยกจานขึ้นและตอบอย่างกระตือรือร้น "เอาเมล็ดฝังลงในดิน รดน้ำยาเข้าไป ไม่ถึงเดือนก็ได้ฝูงเอลฟ์น้อยแล้ว!"
"เดือนเดียวเองเหรอ!" เจิ้งชิงใจลอยไปวูบหนึ่ง จนไข่นกกระทาที่คีบไว้หลุดร่วงกลับลงไปในหม้อตามเดิม
"นี่ไง คือเจ้านี่แหละ" หลี่เหมิงส่งจานให้เอลฟ์น้อยที่บินอยู่ข้าง ๆ และหยิบกล่องไม้เล็ก ๆ ออกมาจากกระเป๋า เมื่อเปิดฝากล่องออก บนผ้ากำมะหยี่สีแดงนุ่ม ๆ มีเมล็ดพืชสีเขียวอ่อนเหมือนเมล็ดถั่ววางอยู่หนึ่งกำมือเล็ก ๆ
ซี ๆ! ซี ๆ!
พรึ่บพรั่บ ฝูงเอลฟ์น้อยจำนวนมากกรูกันเข้ามา ขยับเสาอากาศจ้องมองเมล็ดพืชในกล่องนั้นอย่างระมัดระวัง
หลี่เหมิงใช้มือข้างหนึ่งบังกล่องไว้ อีกข้างหนึ่งรีบหยิบเมล็ดออกมาเม็ดหนึ่งแล้วยื่นให้เจิ้งชิง "นี่คือเมล็ดเอลฟ์รุ่นมาตรฐาน มีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดีมาก ปกติน้ำยาตั้งแต่ระดับสามขึ้นไปก็สามารถทำให้มันงอกได้แล้ว"
เหล่าเอลฟ์น้อยจ้องมองหลี่เหมิงเก็บกล่องนั้นไปด้วยตาละห้อย ทำได้เพียงส่งเสียงร้องซี ๆ ออกมา
เมล็ดนั้นเมื่อสัมผัสดูจะรู้สึกเนียนลื่นราวกับหยก และหนักกว่าที่ตาเห็นมาก
เจิ้งชิงลองคลึงเล่นดูพลางชื่นชม แล้วจึงคืนเมล็ดนั้นให้หลี่เหมิง
"ให้เลน!" ยัยหนูตัวน้อยโบกมืออย่างใจกว้าง แล้วหันไปสั่งให้เอลฟ์น้อยสองสามตนช่วยถือจานอาหารของเธอไปหาโต๊ะนั่งทันที
༺༻