- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 59 ฉันไม่ต้องการพรแบบนี้! (17)
บทที่ 59 ฉันไม่ต้องการพรแบบนี้! (17)
บทที่ 59 ฉันไม่ต้องการพรแบบนี้! (17)
เมื่อรัชทายาทเสด็จออกจากวังไปแล้ว อันหนิงก็เริ่มเป็นกังวลเกี่ยวกับฉู่ฮองเฮา
เธอเกรงว่าเมื่อเถียนกุ้ยเฟยเล่นงานรัชทายาทไม่สำเร็จ จะเกิดอาการสุนัขจนตรอก หันไปลงมือกับฉู่ฮองเฮาแทน
อันหนิงคิดว่า เธอต้องหาทางกำจัดระบบของเถียนกุ้ยเฟยทิ้งเสียก่อน
หากพูดถึงเรื่องระบบ อันหนิงย่อมมีความเชี่ยวชาญอย่างลึกซึ้ง เพราะแม้แต่อันซินที่อยู่ข้างกายเธอก็เคยถูกเธอดัดนิสัยและดัดแปลงมาแล้ว อันซินเป็นถึงระบบระดับสูงสุดที่เทพเจ้าสร้างขึ้นมาด้วยตัวเอง เธอยังสามารถดึงอันซินออกมาจากการควบคุมของเทพบ้าๆนั่นได้ นับประสาอะไรกับระบบสายวังหลังระดับต่ำเพียงแค่นี้
ดังนั้น ในคืนนั้นเอง อันหนิงจึงอาศัยจังหวะที่ทุกคนหลับสนิท ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดรัดกุมสีดำ ลอบเร้นเข้าวังหลวงอย่างเงียบเชียบ
ก่อนหน้านี้เธอได้สอบถามข้อมูลภายในวังจากรัชทายาทมาหมดแล้ว ทั้งที่อยู่ของเถียนกุ้ยเฟย นิสัยส่วนตัว รวมถึงแผนผังของตำหนักต่างๆ ดังนั้นเมื่อเข้าวังมาได้ เธอจึงหาตำหนักซีเฟิ่งพบได้อย่างรวดเร็ว
เพียงแค่เห็นชื่อตำหนัก ก็รู้ได้ทันทีว่าความทะเยอทะยานของเถียนกุ้ยเฟยนั้นยิ่งใหญ่เพียงใด เพราะฮ่องเต้คือมังกร และมีเพียงฮองเฮาเท่านั้นที่คู่ควรกับคำว่าหงส์ การที่นางตั้งชื่อตำหนักว่าหงส์สถิต เป็นการประกาศกร้าวอย่างชัดเจนว่านางปรารถนาจะครองตำแหน่งฮองเฮา
ทุกคนในเมืองหลวงต่างรู้ซึ้งถึงเจตนานี้ ฮ่องเต้เซิ่งผิงเองก็ทรงทราบ แต่กลับไม่เคยตำหนินางเลยแม้แต่น้อย จนผู้คนต่างลือกันว่าฮ่องเต้ทรงรักมั่นต่อเถียนกุ้ยเฟยจนไม่เคยระแวงสงสัย หากไม่ใช่เพราะอันหนิง ต่อให้ฮ่องเต้สวรรคตจนใต้หล้าโกลาหล ก็คงไม่มีใครสงสัยในความรักที่ฮ่องเต้มีต่อนาง
อันหนิงลอบเข้าไปในตำหนักซีเฟิ่ง ใช้ยาทำให้เหล่านางกำนัลที่เฝ้ายามสลบ จากนั้นจึงก้าวเข้าไปในห้องบรรทมของเถียนกุ้ยเฟยโดยตรง
ทันทีที่เข้าไป เธอจัดการลงกลอนประตูหน้าต่างทุกบานจนแน่นหนา แล้วค่อยๆ เดินตรงไปยังเตียงนอนของเถียนกุ้ยเฟย
ในห้วงจิตของเถียนกุ้ยเฟย ระบบเริ่มส่งเสียงเตือนภัยฉุกเฉิน "สถานการณ์วิกฤต! สถานการณ์วิกฤต! ตรวจพบศัตรูที่แข็งแกร่ง..."
เถียนกุ้ยเฟยถูกระบบปลุกจนสะดุ้งตื่น เมื่อลืมตาขึ้นก็เห็นอันหนิงยืนอยู่ข้างเตียง นางตกใจแทบสิ้นสติในตอนแรก แต่พอพอนึกถึงระบบที่มีอยู่จึงค่อยๆสงบใจลง "เจ้าเป็นใคร? กล้าดียังไงบุกรุกตำหนักซีเฟิ่งของเปิ่นกง"
อันหนิงไม่ยอมเสียเวลาเสวนากับนาง เธอสะบัดมือจี้จุดบนร่างของเถียนกุ้ยเฟยจนขยับเขยื้อนไม่ได้ จากนั้นก็เอื้อมมือออกไปกลางอากาศ แล้วคว้าเอาวัตถุรูปร่างทรงกลมชิ้นหนึ่งออกมาจากความว่างเปล่า!
วัตถุทรงกลมนั้นดูไม่เป็นรูปธรรมชัดเจนนัก มันขุ่นมัวและพยายามดิ้นรนอย่างหนัก พร้อมกับส่งเสียงร้องแหลมเล็กทว่าไม่มีใครได้ยินนอกจากอันหนิง
"รีบปล่อยข้าเดี๋ยวนี้! ปล่อยระบบผู้นี้ลงเดี๋ยวนี้!" เจ้าทรงกลมเริ่มข่มขู่อันหนิง
ใบหน้าที่เดิมทีไม่ได้งดงามนักของเถียนกุ้ยเฟยยามนี้เปลี่ยนสีด้วยความหวาดกลัวสุดขีด "เจ้า... เจ้าเป็นตัวอะไรกันแน่?"
อันหนิงกำมือขวาแน่นขึ้นทีละน้อย บีบเค้นลงไปบนตัวระบบจนมันเริ่มเสียสมาธิและร้องโหยหวนด้วยเสียงแหลมสูงอย่างบ้าคลั่ง
อันซินที่อยู่ในห้วงจิตของอันหนิงเห็นภาพนี้เข้าก็ถึงกับขวัญกระเจิง นางไม่นึกเลยว่าอันหนิงจะโหดขนาดนี้ ถึงขั้นกระชากระบบออกมาบี้ด้วยมือเปล่า!
เจ้านายประเภทที่พูดจาไม่เข้าหูแล้วคว้าตัวระบบมาขยี้ทิ้งแบบนี้ ช่างน่าสยดสยองยิ่งนัก!
อันซินตบหน้าอกตัวเองพลางนึกย้อนด้วยความโล่งใจที่ตอนนั้นเธอฉลาดพอที่จะยอมสวามิภักดิ์ต่ออันหนิงแต่โดยดี ไม่อย่างนั้นสภาพของเธอในตอนนี้คงจะอนาถยิ่งกว่าระบบสายวังหลังตรงหน้านี้หลายเท่า
อันหนิงคลี่ยิ้มให้เถียนกุ้ยเฟย ก่อนจะออกแรงบีบเพียงครั้งเดียว... ระบบก็ถูกขยี้จนแตกสลายทันที!
กลุ่มพลังงานกระจัดกระจายออกมาในความว่างเปล่า อันซินไม่รอช้า รีบพุ่งออกไปกลืนกินพลังงานที่ระบบวังหลังสะสมมาหลายปีรวมถึงตัวระบบที่แหลกสลายนั้นเข้าไปจนหมดสิ้น
อันหนิงถามอานซินด้วยรอยยิ้ม "อิ่มหรือยัง?"
อันซินเรอออกมาเบาๆ "รสชาติไม่เลวเลยค่ะ"
เมื่อสูญเสียระบบไป เถียนกุ้ยเฟยก็เหมือนว่าวที่สายป่านขาด ร่างกายของนางพลันอ่อนเปลี้ยทรุดลงกับพื้นทันที
แววตาของนางเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด "ใครเป็นคนจ้างเจ้ามาทำร้ายเปิ่นกง... เจ้า... เปิ่นกงสัญญาว่าจะให้ลาภยศเงินทองแก่เจ้า เจ้าปล่อยเปิ่นกงไปดีหรือไม่?"
อันหนิงไม่ได้ลงมือกับเถียนกุ้ยเฟยต่อ เธอเอื้อมมือไปคลายจุดบนร่างให้นาง แล้วจึงใช้วิชาตัวเบาทะยานจากไปอย่างเงียบเชียบ
ไม่ใช่ว่าอันหนิงอยากจะไว้ชีวิตเถียนกุ้ยเฟย แต่เธอจงใจทิ้งนางไว้เพื่อให้ฉู่ฮองเฮาได้สะสางความแค้นด้วยตัวเองต่างหาก
ยามนี้เถียนกุ้ยเฟยสูญเสียระบบไปแล้ว ย่อมไม่มีทางควบคุมฮ่องเต้เซิ่งผิงได้อีกต่อไป และเมื่อฮ่องเต้ทรงได้สติคืนมา พระองค์คงจะทรงชิงชังเถียนกุ้ยเฟยเข้ากระดูกดำ
ต่อให้ฉู่ฮองเฮาไม่ลงมือ โทสะของฮ่องเต้ก็เพียงพอที่จะทำให้เถียนกุ้ยเฟยต้องรับกรรมอย่างสาสมแล้ว
ในเมื่อสามารถทำให้เถียนกุ้ยเฟยอยู่ไม่สู้ตายได้ อันหนิงย่อมไม่อยากให้มือของตนเองต้องแปดเปื้อนเลือด
เธอพาอันซินกลับมาที่พัก เมื่อล้มตัวลงนอนบนเตียง อันซินก็ยังอดถามด้วยความสงสัยไม่ได้ "หนิงหนิง ท่านกระชากระบบนั่นออกมาได้ยังไง แล้วท่านไปแอบฝึกวิชาบี้ระบบจนแตกคามือตั้งแต่เมื่อไหร่กันคะ?"
อันหนิงยิ้มบางๆและตอบอันซินผ่านกระแสจิต "ข้าทำเป็นตั้งนานแล้ว ตั้งแต่ตอนที่ข้าดัดหลังเจ้าข้าก็มีความสามารถนี้แล้วล่ะ เดิมทีข้าคิดว่าถ้าเจ้าไม่ยอมตามข้ามาดีๆ ข้าก็จะบี้เจ้าให้แหลกคามือเหมือนกัน"
อันซินฟังแล้วถึงกับสั่นไปทั้งตัว ใจดวงน้อยๆ สั่นระรัวอยู่พักใหญ่ "หนิงหนิง ข้าจงรักภักดีต่อท่านสุดหัวใจเลยนะคะ..."
อันหนิงหัวเราะเบาๆ "ความจริงการกระชากระบบออกมามันไม่ยากหรอก ข้าเคยศึกษาเรื่องนี้อย่างละเอียดตั้งแต่อยู่ในโลกยุคปัจจุบันและโลกดวงดาวแล้ว แค่ตัดการเชื่อมต่อทางจิตระหว่างโฮสต์กับระบบให้ขาดสะบั้น ทำให้ระบบไม่สามารถสัมผัสถึงโฮสต์ได้ ครู่หนึ่งระบบจะเกิดความโกลาหลและพยายามดิ้นรนหาโฮสต์ใหม่ ข้าก็แค่อาศัยจังหวะนั้นกระชากมันออกมา"
อันซินเลื่อมใสอันหนิงอย่างยิ่ง เธอรู้สึกว่าอันหนิงช่างลึกล้ำนัก ขนาดทำภารกิจในโลกต่างๆยังไม่ลืมที่จะศึกษาวิจัยระบบจนพบวิธีจัดการในที่สุด
พอนึกถึงความฉลาดที่รีบสวามิภักดิ์ในตอนนั้น อันซินก็ยิ่งรู้สึกโชคดีในการตัดสินใจของตัวเอง
ตัดกลับมาที่ฮ่องเต้เซิ่งผิง ซึ่งกำลังบรรทมอยู่ที่ตำหนักอุ่นฝั่งตะวันออกในพระตำหนักจื่อเฉิน
ในขณะที่ทรงหลับสนิท จู่ๆ พระองค์ก็ทรงสะดุ้งตื่นขึ้นมา
ฮ่องเต้เซิ่งผิงรีบลุกขึ้นนั่ง ทรงลูบพระพักตร์แล้วพบว่าร่างกายเบาสบายอย่างประหลาด ราวกับมีโซ่ตรวนบางอย่างที่พันธนาการพระองค์ไว้มานานได้มลายหายไป
ขณะเดียวกัน จิตใจของพระองค์ก็เริ่มกลับมาแจ่มใส ความคิดความอ่านปลอดโปร่งอย่างยิ่ง
ผ่านไปเพียงครู่เดียว สีพระพักตร์ของฮ่องเต้ก็เปลี่ยนไปอย่างรุนแรง
พระองค์ทรงกัดพระทนต์ด้วยความแค้นเคือง "นังแพศยา... นังคนชั่ว..."
ความรักใคร่ ความสงสาร และอารมณ์ที่ว่าหากไม่ได้เห็นหน้าเถียนกุ้ยเฟยแล้วจะทุรนทุรายนั้น ยามนี้ได้เหือดแห้งหายไปจนหมดสิ้น
พระองค์ทรงกลับมามีสติสัมปชัญญะเยี่ยงกษัตริย์ผู้ปกครองแผ่นดินอีกครั้ง
และเมื่อทรงได้สติ ฮ่องเต้เซิ่งผิงย่อมทรงเข้าพระทัยว่าเกิดอะไรขึ้นทันที
ไม่ต้องมีใครมาบอก พระองค์ทรงตระหนักได้เองอย่างชัดเจนว่าเถียนกุ้ยเฟยใช้วิธีการบางอย่างควบคุมพระองค์ ให้พระองค์หลงลุ่มหลงนังผู้หญิงแก่คนนั้นจนโงหัวไม่ขึ้น ยอมเชื่อฟังนางทุกอย่าง พอนึกถึงเรื่องนี้ ฮ่องเต้ก็ทรงรู้สึกคลื่นไส้จนอยากจะอาเจียน
ยิ่งพอนึกว่าหลายปีมานี้ เพื่อจะเอาใจเถียนกุ้ยเฟย พระองค์ปล่อยให้นางทำร้ายสนมในวังไปกี่คน และยอมให้นางเข่นฆ่าโอรสธิดาของพระองค์ไปกี่พระองค์ ฮ่องเต้เซิ่งผิงก็ยิ่งทรงโกรธแค้นจนอยากจะถลกหนังเลาะกระดูกเถียนกุ้ยเฟยก็ยังไม่สาสม
สายพระเนตรของพระองค์เคร่งขรึมและเต็มไปด้วยรังสีอำมหิต
จากนั้น ฮ่องเต้ก็นึกถึงฉู่ฮองเฮาและรัชทายาท
ทรงรู้สึกโชคดีเหลือเกินที่ฉู่ฮองเฮาทรงเฉลียวฉลาดและเด็ดเดี่ยวพอที่จะปกป้องรัชทายาทไว้ได้
และโชคดีที่รัชทายาททรงมีร่างกายที่ยังพอแข็งแรงพอจะเติบโตขึ้นมาได้ภายใต้การจองล้างจองผลาญของเถียนกุ้ยเฟย
มิฉะนั้น ฮ่องเต้เซิ่งผิงคงต้องกลายเป็นกษัตริย์ที่ไร้ผู้สืบทอดไปแล้ว
เมื่อนึกถึงตรงนี้ ฮ่องเต้ทรงรู้สึกซาบซึ้งใจต่อฉู่ฮองเฮาอย่างยิ่ง และยิ่งเพิ่มพูนความเกลียดชังต่อเถียนกุ้ยเฟยเป็นทวีคูณ
พระองค์ทรงตบแท่นบรรทมเสียงดังปัง แล้วตะโกนสั่งคนข้างนอกว่า
"ใครอยู่ข้างนอก! เตรียมเสด็จ... ไปตำหนักฉางเล่อ!"