- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 60 ฉันไม่ต้องการพรแบบนี้! (18)
บทที่ 60 ฉันไม่ต้องการพรแบบนี้! (18)
บทที่ 60 ฉันไม่ต้องการพรแบบนี้! (18)
ฉู่ฮองเฮาถูกปลุกให้ตื่นจากบรรทมกลางดึก
เมื่อนางกำนัลมาแจ้งว่าฮ่องเต้เซิ่งผิงกำลังเสด็จมา ฮองเฮาก็ทรงประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง ต้องรู้ก่อนว่าฮ่องเต้ทรงโปรดปรานเถียนกุ้ยเฟยมาก หากไม่มีเรื่องสำคัญเร่งด่วนจริงๆ พระองค์แทบจะไม่เคยเสด็จมาที่ตำหนักฉางเล่อเลย
ฉู่ฮองเฮาทรงคาดเดาไปต่างๆนานาว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นในวังกันแน่? หรือว่าเถียนกุ้ยเฟยไปปองร้ายใครเข้าอีก?
พระนางทรงแต่งองค์ทรงเครื่องอย่างรีบเร่ง ทว่ายังไม่ทันจะหวีพระเกศาเสร็จ ฮ่องเต้เซิ่งผิงก็เสด็จมาถึงเสียก่อน
ทันทีที่ก้าวเข้ามาในตำหนักฉางเล่อ ฮ่องเต้ทอดพระเนตรเห็นฉู่ฮองเฮาผู้ซึ่งมีรอยเหี่ยวย่นปรากฏที่หางตาและดูซูบเซียวไปถนัดตา ไม่รู้ด้วยเหตุใด ในพระทัยของพระองค์กลับรู้สึกเจ็บปวดอย่างรุนแรง
"อาหยา..."
ฮ่องเต้เซิ่งผิงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยเรียกชื่อเล่นของฉู่ฮองเฮาออกมา
ฉู่ฮองเฮาชะงักงันไปทันทีที่ได้ยินคำนั้น
ฮ่องเต้ทรงโบกพระหัตถ์สั่งให้เหล่านางกำนัลถอยออกไปให้หมด เมื่อในห้องเหลือเพียงพระองค์และฉู่ฮองเฮาเพียงสองคน ฮ่องเต้จึงทรงเข้าไปกุมมือของฮองเฮาไว้แน่น "หลายปีมานี้... ลำบากเจ้าแล้ว"
ฉู่ฮองเฮายิ่งทำตัวไม่ถูกเข้าไปใหญ่ "ฝ่าบาททรงเป็นอะไรไปเพคะ?"
ฮ่องเต้เซิ่งผิงทรงเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด "เราเอง... ทั้งหมดเป็นความผิดของเรา เราหลงเชื่อถ้อยคำของนังคนแพศยานั่น จนยอมให้นางมามอมเมาดวงจิต ทำให้เราต้องทำเรื่องที่เหลวไหลสิ้นดีไปมากมาย"
คราวนี้นี่เองที่ฉู่ฮองเฮาทรงทราบว่าเกิดอะไรขึ้น
ที่แท้... เดรัจฉานวิชาที่เถียนกุ้ยเฟยใช้กับฮ่องเต้เซิ่งผิงก็ได้ถูกทำลายลงแล้ว!
ชั่วขณะนั้น ฮองเฮาทรงรู้สึกทั้งยินดี ทั้งขมขื่น ทั้งเจ็บปวดลึกๆในใจ ทุกความรู้สึกประดังประเดเข้ามาจนพระนางตรัสไม่ออกสักคำเดียว
"ยามนี้เราตื่นจากฝันแล้ว"
ฮ่องเต้เซิ่งผิงจูงมือฮองเฮาให้นั่งลง "หลายปีมานี้ เราเหมือนคนตกอยู่ในความฝัน หรืออาจจะยิ่งกว่าฝันเสียอีก เพราะเราควบคุมตัวเองไม่ได้เลยแม้แต่น้อย"
ฮ่องเต้เซิ่งผิงก็ทรงหลั่งน้ำตาออกมา "เราจะไม่มีวันละเว้นนังเถียนนั่นเด็ดขาด!"
ฉู่ฮองเฮาก็ทรงหลั่งน้ำตาออกมาเช่นกัน
ฮ่องเต้และฮองเฮาต่างจ้องมองกันและกันผ่านม่านน้ำตา เมื่อเวลาล่วงเลยไปหลายปีถึงเพียงนี้ ยามกลับมามองกันด้วยสติสัมปชัญญะอีกครั้ง กลับพบว่าอีกฝ่ายช่างดูแปลกหน้าและทรุดโทรมลงไปมากเหลือเกิน ยิ่งเห็นก็ยิ่งรู้สึกสะเทือนใจ
"หม่อมฉัน... หม่อมฉันไม่โทษฝ่าบาทเพคะ ทั้งหมดเป็นเพราะนังคนแซ่เถียนนั่นทำร้ายคนอื่น"
ฉู่ฮองเฮาปาดน้ำตา "ยังดีที่เหล่าขุนนางในราชสำนักคอยช่วยอารักขา ทำให้ลูกเรายังมีชีวิตรอดมาได้"
พอนึกถึงรัชทายาท ฮ่องเต้เซิ่งผิงก็ทรงเป็นกังวลขึ้นมาอีก "รัชทายาทเสด็จออกนอกวังไปแล้ว นังเถียนนั่นจะไม่ส่งคนไปทำร้ายลูกเราใช่หรือไม่?"
ฉู่ฮองเฮาส่ายพระพักตร์ "เป็นเพราะทราบว่านางคิดจะลงมือกับรัชทายาท หม่อมฉันจึงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องให้ลูกออกไปนอกวัง ตอนเสด็จไปรัชทายาทพาองครักษ์ไปมากมาย อีกทั้งหม่อมฉันยังสั่งให้คนจากตระกูลฉู่คอยคุ้มกันอยู่ลับๆ น่าจะปลอดภัยเพคะ"
แต่ฮ่องเต้เซิ่งผิงยังคงกังวลอยู่ดี
พระองค์ประทับนิ่งอยู่กับที่ไม่ได้อีกต่อไป ทรงลุกขึ้นยืนแล้วฉุดมือฮองเฮาเดินออกไปข้างนอก "เราจะเรียกทหารองครักษ์เสื้อแพรมา เราจะไปจับนังเถียนเดี๋ยวนี้!"
ฉู่ฮองเฮารีบดึงฮ่องเต้ไว้ "ฝ่าบาท โปรดทรงระวังให้มากเพคะ"
"ทำไมรึ?" ฮ่องเต้ขมวดพระขนอง
ฉู่ฮองเฮานิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะตรัสว่า "ในเมื่อนังเถียนสามารถควบคุมฝ่าบาทมาได้นานหลายปี เห็นได้ชัดว่านางต้องมีวิชาอาคมบางอย่าง หากพวกเราบุ่มบ่ามเข้าไป แล้วเกิดติดกับดักนางอีกครั้งจะทำอย่างไรเพคะ? มิสู้ฝ่าบาทลองเชิญเหล่านักบวชหรือผู้ทรงศีลที่มีอาคมแก่กล้ามาเสียก่อน แล้วค่อยจัดการจับตัวนางก็ยังไม่สาย"
ความกังวลของฮองเฮานั้นนับว่าจำเป็นอย่างยิ่ง
ฮ่องเต้เซิ่งผิงเริ่มสงบสติอารมณ์ลงได้ และเห็นด้วยกับสิ่งที่ฮองเฮาตรัส พระองค์จึงทรงข่มความใจร้อนไว้ "ตกลง ตามที่เจ้าว่า"
พระองค์เสด็จกลับไปยังพระตำหนักจื่อเฉิน และสั่งให้คนสนิทรีบออกนอกวังไปตามหาผู้ทรงศีลที่มีตบะแก่กล้ามาทันที
หลังจากนั้น ฮ่องเต้เซิ่งผิงได้เรียกเสนาบดีจากหกกรมเข้าพบ เพื่อร่างราชโองการลับว่า หากพระองค์เกิดเหตุไม่คาดฝัน ให้เสนาบดีทั้งหกคุ้มกันรัชทายาทขึ้นครองราชย์ทันที
นอกจากนี้ ยังทรงมอบราชโองการลับอีกฉบับให้เสนาบดีกรมกลาโหม หากพระองค์ทรงประชวรหรือสิ้นพระชนม์ ให้เสนาบดีกรมกลาโหมนำราชโองการนี้ร่วมมือกับฉู่ฮองเฮา เพื่อประหารชีวิตเถียนกุ้ยเฟยเสีย!
เมื่อจัดการวางแผนทุกอย่างจนรัดกุมแล้ว ฮ่องเต้เซิ่งผิงก็ยังคงทรงนอนไม่หลับอยู่ดี...
ในคืนนั้น ฮ่องเต้เซิ่งผิงประทับนั่งนิ่งอยู่ในตำหนักท่ามกลางความเงียบงันเพื่อรอให้ฟ้าสาง
ส่วนคนลุ่มร้อนนอนไม่หลับอีกคนก็คือเถียนกุ้ยเฟย นางสูญเสียระบบไปแล้วจึงได้แต่กรีดร้องด่าทอด้วยความคลั่ง จากนั้นก็คิดจะเรียกคนสนิทให้แอบออกไปส่งข่าวหาคนตระกูลเถียนเพื่อปรึกษาหารือ
ทว่าคนข้างกายของนางล้วนถูกอันหนิงวางยาสลบไปหมดสิ้น ไม่มีใครใช้การได้สักคนเดียว ทำให้เถียนกุ้ยเฟยตกอยู่ในสภาพหูหนวกตาบอด มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวแต่กลับไร้หนทางสำแดง
เมื่ออันหนิงออกจากวังกลับมาถึงจวนตระกูลลู่ เธอก็อารมณ์ดีเป็นพิเศษ เธอเหลือบมองเซียวหยวนที่กำลังหลับสนิท ก่อนจะค่อยๆล้มตัวลงนอนข้างเขาและหลับไปพร้อมรอยยิ้ม
วันรุ่งขึ้น อันหนิงตื่นมาก็รีบไปหารัชทายาททันที เธอเริ่มใช้โอสถปรับสมดุลร่างกายและค่อยๆถอนพิษให้พระองค์อย่างใจเย็น
จนกระทั่งช่วงเที่ยง อันหนิงและรัชทายาทสั่งให้คนออกไปสืบข่าว ไม่นานนักก็มีคนมารายงานว่า ฮ่องเต้เซิ่งผิงทรงสั่งตรวจค้นและยึดทรัพย์ตระกูลเถียนแล้ว พี่ชายของเถียนกุ้ยเฟยถูกถอดถอนบรรดาศักดิ์ คนในครอบครัวทั้งเด็กและผู้ใหญ่ถูกจองจำในคุกหลวงทั้งหมด
นอกจากนี้ ใครก็ตามที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตระกูลเถียน ฮ่องเต้ทรงสั่งให้คนไปตรวจสอบทั้งหมดโดยไม่ละเว้น
เมื่อได้ยินข่าวนี อันหนิงและรัชทายาทต่างก็รู้ทันทีว่าฮ่องเต้ทรงหลุดพ้นจากการควบคุมของเถียนกุ้ยเฟยแล้ว ทั้งคู่ต่างดีใจเป็นอย่างยิ่ง รัชทายาทอยากจะเสด็จเข้าวังทันที แต่อันหนิงรีบห้ามไว้
อันหนิงให้เหตุผลว่า ยามนี้นางแพศยาแซ่เถียนยังไม่ถูกประหาร เพื่อความปลอดภัย รัชทายาทห้ามเสด็จเข้าวังโดยเด็ดขาด รัชทายาทแม้จะร้อนใจแต่ก็รู้ว่าอันหนิงพูดถูก จึงได้แต่เดินวนไปวนมาอยู่ในห้องด้วยความกระวนกระวาย
พอตกบ่าย ฉู่ฮองเฮาก็ส่งคนมาส่งข่าวให้รัชทายาทกำชับว่าห้ามกลับเข้าวังเด็ดขาด
ณ วังหลวง
เถียนกุ้ยเฟยไม่ได้ปรากฏตัวออกมาเลย นางไม่ได้ไปหาฮ่องเต้ และไม่ได้หาเรื่องพระสนมคนไหน แม้แต่ตอนที่ฮ่องเต้ส่งคนมาตาม โดยอ้างว่าจะชวนไปเดินชมอุทยานหลวง เถียนกุ้ยเฟยก็บ่ายเบี่ยงปฏิเสธ
ไม่ใช่ว่าเถียนกุ้ยเฟยรู้ตัวว่าฮ่องเต้หลุดจากการควบคุม แต่นางเสียโฉมอย่างรุนแรงหลังจากสูญเสียระบบไปต่างหาก
เดิมทีเถียนกุ้ยเฟยหน้าตาไม่ดีเลย หรือจะพูดว่าขี้เหร่มากก็ว่าได้ หลังจากได้ระบบมา นางใช้คะแนนแลกของเสริมความงามมากมาย แต่เพราะพื้นฐานแย่เกินไป แม้จะใช้ของวิเศษจนเอวบางร่างน้อยผิวพรรณผุดผ่อง นางก็ทำได้แค่ดูสะอาดตาเท่านั้น ยังห่างไกลจากความงดงามของฉู่ฮองเฮาลิบลับ
ทว่ายามนี้ระบบถูกทำลาย เถียนกุ้ยเฟยจึงถูกดึงกลับสู่ร่างเดิมทันที
นางอายุมากแล้ว พอคืนร่างเดิม ผิวพรรณจึงหย่อนยาน ใบหน้าใหญ่โตราวกับกะละมัง เอวหนาขาตัน รูขุมขนกว้าง ดูแล้วน่าสยดสยองยิ่งนัก อย่าว่าแต่พระสนมในวังเลย แม้แต่แม่นมเฒ่าข้างกายยังดูดีกว่านางเสียอีก
เมื่อเห็นร่างจริงของตัวเอง เถียนกุ้ยเฟยย่อมไม่กล้าเสนอหน้าออกไป นางอ้างว่าป่วยแล้วขดตัวอยู่บนเตียง เอาผ้าห่มคลุมโปงไม่ยอมลุก
เถียนกุ้ยเฟยคิดว่าหลบได้ชั่วคราวก็ยังดี รอให้สถานการณ์ดีขึ้นค่อยว่ากัน ด้วยความลุ่มหลงที่ฮ่องเต้มีต่อนาง บางทีต่อให้นางกลายเป็นแบบนี้ ฮ่องเต้อาจจะยังรักนางอยู่ก็ได้
เถียนกุ้ยเฟยฝันหวานไปเอง แต่เรื่องราวกลับไม่เป็นอย่างที่คิด
ไม่นานนัก คนที่ฮ่องเต้ส่งออกไปก็ตามตัวผู้ทรงศีลกลับมาได้หลายคน ในบรรดานี้มีทั้งพวกต้มตุ๋น แต่ก็มีผู้ที่มีวิชาอาคมจริงๆปนอยู่ด้วย
เมื่อฮ่องเต้พบคนเหล่านี้ ก็สั่งให้พาไปยังตำหนักซีเฟิ่งทันที พร้อมสั่งให้ทหารองครักษ์เสื้อแพรปิดล้อมตำหนักไว้ทุกทิศทาง
เถียนกุ้ยเฟยยังคงขดตัวนอนอยู่บนเตียง ไม่ทันตั้งตัวนางก็กลายเป็นตะพาบในไหเสียแล้ว
เมื่อหัวหน้าขันทีคนสนิทของฮ่องเต้นำกำลังบุกเข้าไปในห้องบรรทม เถียนกุ้ยเฟยสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว
"บังอาจ! กล้าดียังไงบุกรุกห้องบรรทมของเปิ่นกง ใครก็ได้ จับพวกมันไว้..."
เถียนกุ้ยเฟยตะโกนสุดเสียงด้วยน้ำเสียงแหบพร่าหยาบโลน
แต่ไม่มีใครขยับตามคำสั่งนาง มีเพียงชายวัยกลางคนในชุดนักบวชลัทธิเต๋าเดินตรงมาที่เตียง แล้วยื่นมือมากระชากตัวเถียนกุ้ยเฟยขึ้นมา "นังปีศาจบังอาจ! กล้ามอมเมาฮ่องเต้ ยังไม่รีบคืนร่างเดิมอีก..."
นักบวชผู้นั้นยังพูดไม่ทันจบ พอเห็นหน้าตาของเถียนกุ้ยเฟยชัดๆ เขาก็ถึงกับชะงักอึ้งไป
ทุกคนในที่นั้นต่างตกตะลึงจนตาค้าง
ไม่ว่าใครก็ตามต่างกรีดร้องอยู่ในใจว่า... "หน้าตาแบบนี้เนี่ยนะ ที่ฮ่องเต้ทรงโปรดปรานมาหลายปี! ฮ่องเต้รสนิยมหนักหนาขนาดไหนกัน ถึงได้หลงไปได้?"