- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 58 ฉันไม่ต้องการพรแบบนี้! (16)
บทที่ 58 ฉันไม่ต้องการพรแบบนี้! (16)
บทที่ 58 ฉันไม่ต้องการพรแบบนี้! (16)
ไม่เพียงแต่ฉู่ฮองเฮาที่เคร่งเครียด แม้แต่รัชทายาทเองก็ทรงประหม่าไม่แพ้กัน พระองค์โน้มวรกายไปข้างหน้า เนตรจ้องเขม็งไปยังแม่นมโจวอย่างไม่ลดละ
แม่นมโจวทราบดีว่าฮองเฮาและรัชทายาททรงให้ความสำคัญกับองค์หญิงอันหนิงมากเพียงใด เพราะยามที่ฮองเฮาทรงครรภ์องค์หญิง รัชทายาทก็ทรงเจริญวัยพอจะรู้ความแล้ว พระองค์ทรงเฝ้ารอและเอ็นดูน้องคนนี้มาตลอด
ทว่ายามนั้นฮองเฮาทรงถูกเถียนกุ้ยเฟยปองร้ายนับครั้งไม่ถ้วน หากไม่ใช่เพราะองค์หญิงทรงมีบุญวาสนาใหญ่หลวง สองแม่ลูกคงสิ้นชีพไปนานแล้ว
ฉู่ฮองเฮาเกรงว่าเถียนกุ้ยเฟยจะไม่เลิกรา หลังจากประสูติอันหนิงจึงรีบสั่งให้คนสนิทอุ้มองค์หญิงหนีออกจากวังไปทันที แล้วนำศพทารกมาสวมรอยแทน แสร้งประกาศว่าองค์หญิงสิ้นพระชนม์ตั้งแต่แรกประสูติ
เรื่องนี้รัชทายาททรงทราบดี พระองค์ทรงทั้งโกรธแค้นและสงสารน้องสาว แต่ยามนั้นยังทรงพระเยาว์เกินกว่าจะทำสิ่งใดได้ หลายปีมานี้ทั้งสองแม่ลูกต้องเก็บกดความเศร้าโศกไว้ในใจ คะนึงหาองค์หญิงเพียงใดก็มิกล้าเอ่ยถึง ใช้ชีวิตอย่างทุกข์ระทมขมขื่นยิ่งนัก
เมื่อนึกถึงอดีต แม่นมโจวก็ขอบตาแดงระเรื่อ นางคุกเข่าลงกับพื้นแล้วสะอื้นเบาๆ "ทูลนายหญิง องค์หญิงทรงสบายดีเพคะ ทรงพระสิริโฉมงดงามยิ่งนัก บุคลิกนุ่มนวลอ่อนหวานและเฉลียวฉลาด อีกทั้ง... องค์หญิงทรงเสกสมรสแล้วเพคะ"
ฉู่ฮองเฮาที่กลั้นลมหายใจมานานพลันผ่อนคลายลงทันที วรกายที่ตึงเครียดอ่อนแรงพิงลงบนตั่ง ส่วนรัชทายาทก็ทรงเริ่มมีรอยพระสรวลปรากฏบนพระพักตร์
"องค์หญิงก็คือฮูหยินเซียวผู้ที่ปลูกธัญญาหารผลผลิตสูงนั่นเองเพคะ เมื่อไม่กี่วันก่อนยามองค์หญิงเข้าเฝ้า ทรงสังเกตเห็นว่าฝ่าบาทถูกเถียนกุ้ยเฟยดูดกลืนพลังมังกร หลายปีมานี้นางสูบพลังมังกรจากฝ่าบาทไปตลอด หากปล่อยไว้เช่นนี้เกรงว่าโชคลาภของราชวงศ์จะถูกช่วงชิงจนใต้หล้าโกลาหล และยังมี... รัชทายาท..."
แม่นมโจวคุกเข่าเล่าเรื่องราวที่ได้รับฟังจากไป๋เต๋อเซิ่งให้ฮองเฮาและรัชทายาทฟังอย่างละเอียดทุกถ้อยคำ
เมื่อฟังจนจบ ทั้งฮองเฮาและรัชทายาทต่างมีสีหน้าเคร่งขรึม บรรยากาศภายในตำหนักฉางเล่อพลันเยือกแข็งจนน่าอึดอัด
"เสี่ยวจงเมื่อได้ยินองค์หญิงเอ่ยถึงเรื่องนี้ เห็นว่าสลักสำคัญยิ่งจึงมิกลัวเกรงว่าฐานะจะถูกเปิดเผย รีบหาทางติดต่อพวกเราทันทีเพคะ" แม่นมโจวกราบทูลพลางใจสั่นไหวด้วยความหวาดกลัว
ฉู่ฮองเฮาทั้งตกใจ โกรธแค้น และชิงชังจนต้องกัดพระทนต์ "ดี... ดีเหลือเกิน! ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง ข้าก็แปลกใจมาตลอดว่านางเถียนนั่นหน้าตาก็ธรรมดา นิสัยก็ร้ายกาจ เหตุใดฝ่าบาทถึงทรงโปรดปรานนางนัก ถึงขนาดปล่อยให้นางทำร้ายลูกๆของข้าได้ ที่แท้นางก็ใช้เดรัจฉานวิชาพวกนี้!"
ตรัสถึงตรงนี้ ฮองเฮาก็หันไปมองรัชทายาทด้วยความกังวล "ลูกแม่ แล้วเจ้าจะทำอย่างไรดี?"
ยามนี้รัชทายาททรงตั้งสติได้แล้ว พระทัยของพระองค์หนักแน่นมั่นคง มิได้ตื่นตระหนกเหมือนฉู่ฮองเฮา
พระองค์ทรงยิ้มปลอบพระมารดา "เสด็จแม่ ในเมื่อพวกเรายังไม่มีวิธีรับมือเถียนกุ้ยเฟยโดยตรง ยามนี้ก็แค่ถอยห่างจากนางก่อนเถิด ลูกจะหาข้ออ้างออกไปอยู่นอกวังชั่วคราว นางคงไม่มีความสามารถถึงขนาดตามไปวางพิษลูกนอกวังได้หรอกกระมัง"
นั่นก็จริง... ฉู่ฮองเฮาเริ่มมีรอยยิ้ม "เป็นแม่เองที่ใจวุ่นวายจนเสียเรื่อง"
ไม่รอช้า รัชทายาทเสด็จไปยังตำหนักจื่อเฉินเพื่อเข้าเฝ้าฮ่องเต้เซิ่งผิงทันที
พระองค์กราบทูลตามตรงว่าทรงเลื่อมใสในความสามารถของฮูหยินเซียวที่ทำประโยชน์ใหญ่หลวงแก่บ้านเมือง จึงใคร่ขออนุญาตไปเยี่ยมเยียนตระกูลเซียว และประสงค์จะออกไปพำนักนอกวังชั่วระยะหนึ่งเพื่อช่วยฮูหยินเซียวดูแลจัดการเรื่องในจวนประพาส อีกทั้งยังเป็นการไปให้ท้ายแก่ท่านป๋อเซียวและฮูหยินอีกด้วย
แม้ฮ่องเต้เซิ่งผิงจะดูเย็นชากับรัชทายาทอยู่บ้าง แต่สายใยพ่อลูกยังมิขาดสะบั้น อีกทั้งทรงมีโอรสเพียงผู้เดียว ย่อมต้องมีความห่วงใย เมื่อรัชทายาททูลขอออกนอกวังมิใช่เพื่อไปเที่ยวเล่น แต่เพื่อไปทำงานทำการ ฮ่องเต้จึงทรงอนุญาต
รัชทายาทรีบผลัดเปลี่ยนฉลองพระองค์เป็นชุดลำลองและพาทหารองครักษ์เสด็จออกจากวังทันที
ทว่าหลังจากพระองค์เสด็จออกไปได้ไม่นาน เถียนกุ้ยเฟยก็ได้ข่าว เถียนกุ้ยเฟยที่เตรียมแผนจะทำร้ายรัชทายาท ย่อมไม่พอใจที่เหยื่อหลุดจากกรง
หากรัชทายาทอยู่ในวัง นางย่อมมีวิธีจัดการ แม้จะฆ่าให้ตายไม่ได้เพราะมีคนจับตาดูอยู่มาก แต่นางคิดจะวางหนอนกู่ใส่รัชทายาทนั้นมิใช่เรื่องยากเกินกำลัง
ก่อนหน้านี้เพราะฮ่องเต้เซิ่งผิงยังทรงแข็งแรงและพลังมังกรสมบูรณ์ เถียนกุ้ยเฟยย่อมไม่อยากเก็บรัชทายาทไว้ให้ขวางหูขวางตา
แต่ยามนี้ฮ่องเต้ดูท่าจะไปไม่รอด เถียนกุ้ยเฟยจึงต้องใช้กู่เพื่อควบคุมรัชทายาท หวังจะให้เขาจงรักภักดีและเชื่อฟังนางเป็นหุ่นเชิด
ทว่าในเมื่อรัชทายาทเสด็จออกนอกวังไปแล้ว ต่อให้นางมีอิทธิฤทธิ์ล้นฟ้าเพียงใด ก็ยากที่จะตามไปวางพิษถึงนอกรั้ววังได้!
ต้องยอมรับว่าฉู่ฮองเฮานั้นรอบคอบมาก เพื่อปกป้องรัชทายาท คนข้างกายพระองค์จึงถูกคัดกรองแล้วไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ ทุกคนล้วนจงรักภักดีต่อรัชทายาทและฮองเฮาสุดหัวใจ คอยอารักขาพระองค์จนมดไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม ในวังที่ว่าคุมเข้มเถียนกุ้ยเฟยยังยากจะแทรกแซง นับประสาอะไรกับโลกภายนอก
เถียนกุ้ยเฟยโมโหจนแทบคลั่ง นางรีบไปที่ตำหนักจื่อเฉินเพื่อตีโพยตีพายใส่ฮ่องเต้เซิ่งผิง อ้างว่าการที่รัชทายาทไปพบฮูหยินเซียวเป็นเรื่องไม่เหมาะสม เพราะชายหญิงไม่ควรใกล้ชิดกันเกินงาม และยังค่อนแคะว่าแค่เรื่องทำนาทำไมต้องให้รัชทายาทไปดูด้วยตัวเอง สั่งขุนนางสักคนไปก็พอแล้ว
นางยังรบเร้าให้ฮ่องเต้เรียกตัวรัชทายาทกลับมาทันที โดยอ้างว่าเป็นห่วงความปลอดภัย
หากเป็นเมื่อก่อน ฮ่องเต้เซิ่งผิงอาจจะยอมตามใจนางไปแล้ว
แต่มาวันนี้ ฮ่องเต้กลับไม่สนใจไยดีเถียนกุ้ยเฟยเลยแม้แต่น้อย
สาเหตุหลักก็เพราะประโยคที่ว่าชายหญิงไม่ควรใกล้ชิดกันนั่นแหละ เพราะมันเท่ากับการสาดโคลนใส่ทั้งรัชทายาทและอันหนิง
ฮ่องเต้เซิ่งผิงมีความรู้สึกใกล้ชิดกับอันหนิงอย่างประหลาด ทรงรู้สึกรักและเอ็นดูนางจากส่วนลึกของหัวใจจนไม่อยากให้ใครมาใส่ร้ายป้ายสีนาง
แม้คนคนนั้นจะเป็นเถียนกุ้ยเฟยก็ตาม
เถียนกุ้ยเฟยอาละวาดอยู่พักใหญ่แต่ก็ไม่สามารถทำให้ฮ่องเต้เปลี่ยนใจได้ นางจึงเดินสะบัดหน้าออกจากตำหนักจื่อเฉินด้วยความโกรธแค้น
ในขณะเดียวกัน รัชทายาทก็ได้มาถึงจวนตระกูลลู่นอกวังแล้ว
เพียงแรกเห็นอันหนิง รัชทายาทก็ทรงรู้สึกถึงความรักใคร่ที่เปี่ยมล้น พระองค์ยืนอยู่กลางโถงรับแขก กวาดสายตามองอันหนิงด้วยความห่วงใยและนุ่มนวลอย่างปิดไม่มิด
อันหนิงมีรอยยิ้มประดับใบหน้า และมองรัชทายาทด้วยความรู้สึกใกล้ชิดเป็นพิเศษเช่นกัน
เซียวหยวนตามไป๋เต๋อเซิ่งและจางเย่วเหมยถอยออกไปที่ห้องโถงข้างๆ เขาถามไป๋เต๋อเซิ่งด้วยสีหน้ากังวล "ท่านพ่อตา รัชทายาทเสด็จมานี่ไม่ได้จะมารับตัวอันหนิงกลับไปในฐานะองค์หญิงใช่ไหมขอรับ?"
เซียวหยวนเป็นห่วงอันหนิงมาก เขารู้ดีว่าเถียนกุ้ยเฟยในวังมีนิสัยร้ายกาจเพียงใด จึงกลัวว่าหากอันหนิงกลับไปรับฐานะเดิมจะถูกนางปองร้าย
ไป๋เต๋อเซิ่งส่ายหน้า "ไม่ใช่หรอก รัชทายาทเสด็จออกนอกวังเพื่อเลี่ยงภัยน่ะ"
ในเมื่อเป็นคนกันเอง ไป๋เต๋อเซิ่งจึงไม่ปิดบัง เขาเล่าเรื่องที่เถียนกุ้ยเฟยคิดจะทำร้ายรัชทายาทให้เซียวหยวนฟัง ทำเอาเซียวหยวนต้องพลอยตกใจและใจสั่นไปด้วย
กลับมาที่ห้องโถงใหญ่ อันหนิงค่อยๆก้าวไปข้างหน้าเพื่อทำความเคารพ "ถวายบังคมเพคะรัชทายาท..."
รัชทายาทรีบเข้าไปประคองอันหนิงไว้ ขอบพระเนตรเริ่มแดงระเรื่อ "น้องหญิง เหตุใดจึงทำตัวห่างเหินกับพี่นัก พี่..."
อันหนิงหยัดกายขึ้น ยิ้มให้รัชทายาทอย่างสดใสแล้วเรียกออกไปอย่างอ่อนหวาน "เสด็จพี่รัชทายาท"
คำเรียกนี้หวานล้ำเข้าไปถึงขั้วหัวใจของรัชทายาท
ยามที่อันหนิงเกิดมา รัชทายาทเคยเห็นนางเพียงครั้งเดียว
แม้ตอนนั้นครึ่งใบหน้าของอันหนิงจะถูกปกคลุมด้วยปานจนดูไม่สวยงาม แต่รัชทายาทก็ยังคงรักน้องสาวตัวน้อยคนนี้เสมอมา
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พระองค์เคยจินตนาการนับครั้งไม่ถ้วนว่าหากวันหนึ่งได้น้องสาวกลับคืนมาจะเป็นอย่างไร
บัดนี้ คนที่เฝ้าโหยหามายืนอยู่ตรงหน้า แถมยังงดงามและเพียบพร้อมถึงเพียงนี้ พระองค์จึงยิ่งรักใคร่เอ็นดูนางมากขึ้นไปอีก
เมื่อนึกถึงว่าน้องสาวต้องร่อนเร่อยู่ข้างนอกหลายปี ไม่รู้ว่าต้องลำบากมามากเพียงใด รัชทายาทก็ทรงรู้สึกปวดใจ
"น้องหญิง"
รัชทายาทจูงมืออันหนิงให้นั่งลง ทรงจ้องมองนางไม่วางตา ราวกับกลัวว่าถ้ากะพริบตาเพียงนิดอันหนิงจะหายไป
"เกือบยี่สิบปีแล้ว ในที่สุดพี่ก็ได้พบน้องอีกครั้ง น่าเสียดายที่เสด็จแม่เสด็จออกนอกวังไม่ได้ หากพระนางได้พบน้อง ไม่รู้ว่าจะดีพระทัยมากขนาดไหน"
อันหนิงวางมือขวาลงบนข้อมือซ้ายของรัชทายาท อาศัยจังหวะนี้ตรวจชีพจรให้พระองค์
พอกดชีพจรดูเท่านั้น สีหน้าของอันหนิงก็เปลี่ยนไปทันที "เสด็จพี่ เหตุใดในวรกายของท่านจึงมีพิษมากมายถึงเพียงนี้!"
รัชทายาทได้แต่ยิ้มขมขื่นและส่ายพระพักตร์ "ถูกปองร้ายมานับครั้งไม่ถ้วน แม้จะรักษาชีวิตไว้ได้ แต่ร่างกายกลับ..."
พระองค์ตรัสไม่จบ แต่อันหนิงเข้าใจทุกอย่าง
เธอนิ้วชี้ไปที่ใบหน้าของตัวเอง "หลายปีมานี้หม่อมฉันเล่าเรียนวิชาแพทย์ พิษบนใบหน้าของหม่อมฉันล้วนแต่รักษาด้วยตัวเองทั้งสิ้น หากเสด็จพี่เชื่อใจหม่อมฉัน ช่วงที่เราไปพำนักที่จวนประพาส หม่อมฉันจะถอนพิษให้เสด็จพี่เอง ดีไหมเพคะ?"
รัชทายาทพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม "ดียิ่งนัก ลำบากน้องหญิงแล้ว"
"คนกันเอง เหตุใดต้องเกรงใจกันถึงขนาดนี้เล่าเพคะ"
*จวนประพาส หมายถึง ที่ดินหรือคฤหาสน์ส่วนพระองค์ของฮ่องเต้
เป็นเขตพระราชฐานนอกวังเป็นบ้านพักตากอากาศหรือคฤหาสน์ขนาดใหญ่ที่อยู่นอกกำแพงพระราชวังหลวง เป็นไร่นาส่วนพระองค์ที่ดินรอบๆจวนประพาสมักจะเป็นพื้นที่เกษตรกรรมชั้นเลิศที่ใช้ปลูกข้าวหรือพืชพรรณเพื่อส่งเข้าวังหลวงโดยเฉพาะ เขตอำนาจพิเศษ เนื่องจากเป็นที่ดินของฮ่องเต้ คนธรรมดาหรือขุนนางทั่วไปไม่มีสิทธิ์เข้าไปยุ่มย่าม และจะมีทหารองครักษ์คอยดูแลอย่างเข้มงวด