- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 55 ฉันไม่ต้องการพรแบบนี้! (13)
บทที่ 55 ฉันไม่ต้องการพรแบบนี้! (13)
บทที่ 55 ฉันไม่ต้องการพรแบบนี้! (13)
คำว่า "คนนอก" เพียงคำเดียว ทำเอาเหอเยว่เหนียงหนาวสั่นไปถึงขั้วหัวใจ
นางรู้สึกเหมือนตัวเองตกลงไปในบ่อน้ำแข็ง ทั่วทั้งร่างแม้แต่ตามซอกกระดูกก็ยังมีไอเย็นยะเยือกแผ่ซ่านออกมา เหอเยว่เหนียงมองไปที่เฉียนตูด้วยสายตาวิงวอน แต่เฉียนตูกลับก้มหน้านิ่งไม่พูดจา
ขณะที่เฉียนเหอซื่อลึกๆแล้วยังพอมีเยื่อใยให้เหอเยว่เหนียงอยู่บ้าง นางจึงยิ้มแก้เก้อและเอ่ยว่า "มันไม่เหมือนกันหรอก ลูกสะใภ้... เจ้าต้องคอยดูแลจัดการธุระทั้งจวน งานราษฎร์งานหลวงรัดตัวไปหมด จะเอาเวลาว่างที่ไหนมาคอยอยู่เป็นเพื่อนข้า เยว่เหนียงนางว่างทั้งวัน คอยอยู่ทำเย็บปักถักร้อยคุยเป็นเพื่อนข้าก็ดีแล้ว หากเจ้าเสียดายค่าข้าวปลาอาหารของนาง ก็ให้หักเอาจากเงินรายเดือนของข้ามาจ่ายให้นางก็ได้"
เมื่อเฉียนเหอซื่อพูดออกมาถึงขนาดนี้ หากเถียนเหมยเซียงยังขัดต่อก็คงจะกลายเป็นคนอกตัญญู แม้ในใจจะขุ่นเคืองอย่างยิ่ง แต่นางก็จำต้องยอมให้เหอเยว่เหนียงอยู่ต่อ
แต่ท่าทีของเถียนเหมยเซียงทำให้เหอเยว่เหนียงเริ่มหวาดระแวง นางกลัวสุดชีวิตว่าจะถูกตะเพิดกลับบ้านเกิด ด้วยความใจร้อนและจนปัญญา นางจึงได้ทำเรื่องผิดพลาดมหันต์ลงไป
นั่นคือการลักลอบได้เสียกับเฉียนตูในห้องหนังสือ และถูกเถียนเหมยเซียงจับได้คาหนังคาเขา!
เถียนเหมยเซียงไม่รอช้า สั่งให้คนรับใช้มัดเหอเยว่เหนียงไว้ทันที แล้วลากตัวไปหาเฉียนเหอซื่อ นางถีบเหอเยว่เหนียงล้มคว่ำกลางห้องของแม่สามี แล้วตบตีสั่งสอนอย่างรุนแรงโดยไม่ไว้หน้าใครทั้งสิ้น พร้อมกับตะคอกใส่เฉียนเหอซื่อว่า "ท่านแม่! ข้าเคยบอกแล้วว่าเพื่อให้บ้านสงบสุขควรส่งนางกลับบ้านเกิดไปเสีย แต่ท่านแม่ก็ไม่ยอม ตอนนี้เป็นอย่างไรล่ะ? นางกลับทำเรื่องงามหน้าบัดสีบัดเถลิงเช่นนี้ ท่านแม่บอกข้ามาทีเถิดว่าคราวนี้จะจัดการอย่างไร!"
เฉียนเหอซื่อหน้าถอดสี ทั้งอับอายและลำบากใจจนทำตัวไม่ถูก ผ่านไปครู่ใหญ่จึงเค้นคำพูดออกมาได้ประโยคหนึ่: "เรื่องมันมาถึงขั้นนี้แล้ว... ก็ให้... ให้นางเป็นสาวใช้ห้องข้างของลูกข้าไปเถิด"
คราวนี้ล่ะดีนัก เหอเยว่เหนียงอย่าว่าแต่ตำแหน่งอนุเลย แม้แต่ฐานะเมียบ่าวก็ยังแทบไม่มี เป็นเพียงสาวใช้ห้องข้างที่ไร้ตัวตนและศักดิ์ศรี
เถียนเหมยเซียงแสยะยิ้ม "ที่แท้ท่านแม่ก็วางแผนเรื่องนี้ไว้แต่แรกแล้วสินะ ก็ดี!"
นางสั่งคนคุมตัวเหอเยว่เหนียงไปขังไว้ในห้อง แล้วหมุนตัวกลับไปยังจวนตระกูลเถียนทันที หลังจากผ่านไปหนึ่งวัน เถียนเหมยเซียงกลับมาพร้อมกับข่าวที่ว่าเฉียนตูถูกหัวหน้างานเรียกไปตำหนิและตักเตือนอย่างหนัก
เฉียนตูทั้งโกรธทั้งอาย แต่เขาก็ไม่กล้าล่วงเกินตระกูลเถียน ทำได้เพียงกัดฟันบีบบังคับให้เหอเยว่เหนียงยอมรับชะตากรรมและสั่งให้นางเซ็นสัญญาขายตัวกลายเป็นทาสในจวนอย่างเป็นทางการ
นับแต่นั้น ชีวิตของเหอเยว่เหนียงก็เหมือนตกอยู่ในนรกทั้งเป็น
นางไม่ใช่น้องสาวอีกต่อไป แต่เป็นบ่าวรับใช้ เป็นสาวใช้ข้างห้องที่ต้องตื่นแต่เช้ามืดไปยืนเฝ้าหน้าห้องเถียนเหมยเซียงเพื่อเปิดม่าน ต้องคอยปรนนิบัติล้างหน้าหวีผม ปรนนิบัติข้างโต๊ะอาหารยามเถียนเหมยเซียงกินข้าว แต่นางกลับได้กินเพียงข้าวเย็นชืดที่เหลือ และบางวันก็แทบไม่ได้กินจนอิ่ม
แต่นั่นยังไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายที่สุด
ประเด็นสำคัญคือเถียนเหมยเซียงนั้นอารมณ์ร้ายเป็นที่หนึ่ง หากมีเรื่องไม่สบอารมณ์เพียงนิดก็จะตบตีบ่าวไพร่ระบายอารมณ์ และคนที่ต้องรองรับโทสะหนักที่สุดก็คือเหอเยว่เหนียง
ผ่านไปไม่ถึงครึ่งเดือน เหอเยว่เหนียงแทบจะเหลือลมหายใจเพียงครึ่งเดียว นางเสียใจภายหลังจนสุดซึ้ง หากรู้ว่าจะต้องมาเจอเช่นนี้ สู้กลับบ้านเกิดไปแต่งงานกับเศรษฐีบ้านนอกยังจะดีเสียกว่า อย่างน้อยนางก็มีศักดิ์เป็นน้องสาวขุนนางเมืองหลวง หน้าตาก็ดี รู้หนังสือบ้าง ย่อมต้องหาคู่ครองที่เชิดชูและดูแลนางได้ดีกว่านรกแห่งนี้หลายเท่า
ส่วนเฉียนตูนั้นลึกๆก็สงสารเหอเยว่เหนียง แต่เขาไม่กล้าหือกับเถียนเหมยเซียง
เขาทำได้เพียงไปแอบบ่นกับแม่ว่าภรรยาคนนี้ใจแคบ นิสัยเสีย แถมหน้าตาก็อัปลักษณ์ แต่เฉียนเหอซื่อจะทำอะไรได้? นางได้แต่ปลอบลูกชายว่า "ลูกเอ๋ย อย่าคิดมากเลย ถึงเมียเจ้าจะหน้าตาไม่ดี แต่นางก็ยังดูดีกว่านังคนตระกูลไป๋ตั้งเยอะไม่ใช่หรือ อดทนหน่อยเถิด อย่างไรเสียความจริงที่ว่านางเป็นหลานสาวเถียนกุ้ยเฟยก็เปลี่ยนไม่ได้ หากเจ้าทำให้นางพอใจได้ เรื่องอนาคตอันรุ่งโรจน์จะไปไหนเสีย"
เฉียนตูเองก็คิดเช่นนั้น เขาจึงเลือกที่จะก้มหน้าอดทนต่อเถียนเหมยเซียง และหาทางชดเชยให้เหอย่วเหนียงในเรื่องอื่นๆแทน
หากอันหนิงล่วงรู้ว่าตอนนี้เหอเยว่เหนียงมีสภาพเป็นอย่างไร เธอคงจะรู้สึกสะใจไม่น้อย
เพราะในชาติที่แล้วของไป๋อันหนิงนั้น เหอเยว่เหนียงคนนี้แหละที่เป็นคนดูถูกเหยียดหยามอันหนิงอย่างแสนสาหัส นางเป็นอนุที่ครองอำนาจเหนือเมียหลวง เลี้ยงดูลูกของตัวเองประหนึ่งลูกเมียเอก จนคนทั้งจวนรู้จักแต่อนุเหอแต่กลับไม่มีใครเห็นหัวฮูหยินไป๋เลยแม้แต่คนเดียว!
ในอดีต ไป๋อันหนิงต้องทนทุกข์ทรมานภายใต้น้ำมือของเหอเยว่เหนียงอย่างแสนสาหัส แถมยังถูกเฉียนตูต่อว่าว่าใจแคบไร้น้ำใจที่ไม่ยอมรับอนุ
ทว่าตอนนี้กลับตาลปัตร คนที่ใจแคบและไม่ยอมคนของจริงได้ปรากฏตัวขึ้นแล้ว เหอเยว่เหนียงคงได้ลิ้มรสแล้วว่า การเป็นเช่นนั้นในบ้านที่มีเมียหลวงกุมอำนาจเบ็ดเสร็จมีรสชาติขมขื่นเพียงใด
ส่วนอันหนิงนั้นมุ่งมั่นแต่เรื่องทำนา เธอสลัดเรื่องของพวกเฉียนตูทิ้งไปจากหัวนานแล้ว
ไม่นานนักก็เข้าสู่ช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิย่างเข้าฤดูร้อน เพียงไม่กี่วันต่อมาก็ถึงเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิต
ในช่วงเก็บเกี่ยวนั้น นายอำเภอลู่และเซียวหยวนต่างมาเฝ้าอยู่ที่ข้างเถียงนาตั้งแต่เช้าตรู่ ทั้งคู่เฝ้าดูอยู่หลายวันจนกระทั่งข้าวและข้าวสาลีทั้งหมดถูกเก็บเกี่ยวและลำเลียงเข้ายุ้งฉางจนครบทุกเมล็ด นายอำเภอลู่จึงรีบจากไปอย่างเร่งรีบ
เขากลับไปร่างฎีกาทันที และส่งคนควบม้าเร็วส่งตรงเข้าสู่เมืองหลวง โดยอาศัยเส้นสายของตระกูลลู่ยื่นฎีกาฉบับนี้ถึงพระหัตถ์ของฮ่องเต้เซิ่งผิงโดยตรง
นายอำเภอลู่ตื่นเต้นดีใจจนเนื้อเต้น
สิ่งที่อันหนิงมอบให้นั้นมันเป็นเซอร์ไพรส์ที่ยิ่งใหญ่เกินคาด
เมื่อปีที่แล้วตอนที่เซียวหยวนมาหาเขาและบอกว่าอันหนิงปลูกธัญญาหารที่ให้ผลผลิตสูงได้ ความจริงแล้วเขายังไม่ค่อยเชื่อถือนัก
ที่เขายอมส่งคนไปช่วยทำนาก็เพราะเห็นแก่หน้าตระกูลกั๋วกงของเซียวหยวนเท่านั้น
ลึกๆเขาก็แอบวางแผนไว้ว่า หากเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง ตระกูลลู่จะอาศัยความดีความชอบนี้ก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้น แต่ถ้ามันเป็นเรื่องโกหก เขาก็ไม่ได้เสียหายอะไร ถือว่าได้ให้บุญคุณเล็กน้อยแก่ตระกูลเซียว
แต่ผลลัพธ์จากความรอบคอบครั้งนี้ กลับทำให้เขาได้รับความดีความชอบมหาศาล
นายอำเภอลู่คาดไม่ถึงเลยว่าปริมาณผลผลิตที่อันหนิงปลูกได้จะสูงลิบลิ่วขนาดนี้
เพียงพื้นที่หนึ่งหมู่ (ประมาณ 166 ตารางวา) สามารถเก็บเกี่ยวข้าวเจ้าได้ถึง 800 จิน และข้าวสาลีได้ถึง 700 กว่าจิน ซึ่งเป็นปริมาณที่มากกว่าผลผลิตปกติถึง 4 เท่า! นี่มันช่างเป็นเรื่องอัศจรรย์และเป็นมหากุศลแก่ราษฎรอย่างแท้จริง
ตระกูลลู่มีช่องทางพิเศษ ฎีกาจึงถึงมือฮ่องเต้เซิ่งผิงอย่างรวดเร็ว พร้อมกับกล่องไม้ที่บรรจุรวงข้าวและรวงข้าวสาลีมาเป็นหลักฐาน
เมื่อฮ่องเต้เซิ่งผิงทอดพระเนตรฎีกา ก็ทรงตื่นเต้นจนประทับไม่ติดที่ ทรงถือฎีกาเดินวุ่นไปมาอยู่ที่หน้าพระที่นั่ง
จากนั้นพระองค์ก็ทรงเปิดกล่องไม้ออกดู
รวงข้าวและรวงข้าวสาลีในกล่องมีขนาดใหญ่และเมล็ดเต่งตึงมาก เพียงแค่มองปราดเดียวก็รู้ว่าผลผลิตย่อมมหาศาลแน่นอน
ยิ่งในฎีกาของนายอำเภอลู่ระบุว่า ธัญญาหารที่อันหนิงปลูกนั้น ลำต้นแข็งแรง รากลึก ทนลมทนแล้ง และปลูกง่ายกว่าพืชชนิดอื่นทั่วไป
ฮ่องเต้เซิ่งผิงทรงจินตนาการถึงปริมาณผลผลิตที่น่าทึ่งนั้น หากเกษตรกรทั่วประเทศหันมาปลูกพืชชนิดนี้ ปริมาณอาหารสำรองต่อปีจะเพิ่มขึ้นมหาศาลเพียงใด และหากเป็นไปได้ ใต้หล้าจะไม่มีใครต้องเผชิญกับภัยอดอยากอีกต่อไป
ยิ่งทรงคิด ฮ่องเต้เซิ่งผิงก็ยิ่งทรงเกษมสำราญ
พระองค์ทรงสำราญพระทัยจนกลั้นไม่อยู่ ทรงระเบิดสรวลออกมาเสียงดังลั่น
จากนั้น ฮ่องเต้เซิ่งผิงทรงมีพระบรมราชโองการให้นายอำเภอลู่จัดกำลังคุ้มกันธัญญาหารเหล่านั้นเข้าเมืองหลวง และที่สำคัญคือเชิญแม่นางไป๋เข้าวังพระองค์จะทรงปูนบำเหน็จรางวัลให้แก่นางด้วยพระองค์เอง
เมื่ออันหนิงได้รับราชโองการ เธอก็ร่วมกับไป๋เต๋อเซิ่งและจางเย่วเหมยจัดแจงข้าวของเตรียมตัวมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงทันที
เมื่ออันหนิงต้องไป เซียวหยวนย่อมต้องติดตามไปด้วย
เขาจัดการธุระที่ร้านยาให้เรียบร้อย และส่งคนไปส่งข่าวที่จวนกั๋วกงตระกูลเซียว
ทว่ายังไม่ทันที่ตระกูลเซียวจะส่งจดหมายตอบกลับมา ขบวนของพวกเขาก็ออกเดินทางมุ่งสู่เมืองหลวงเสียแล้ว
ด้วยมีกองทัพคอยอารักขาและคนของตระกูลลู่คอยอำนวยความสะดวก การเดินทางครั้งนี้จึงเป็นไปอย่างราบรื่น
เพียงไม่ถึงสองวัน อันหนิงก็มาถึงเมืองหลวง
ด้วยความสัมพันธ์กับนายอำเภอลู่ และตระกูลลู่อยากจะผูกมิตรกับอันหนิงไว้ เมื่อครอบครัวของเธอมาถึง จึงได้เข้าพักที่จวนรับรองของตระกูลลู่
อันหนิงพักอยู่ที่นั่นได้สองวัน ก็มีขันทีอัญเชิญพระราชโองการมาเชิญอันหนิงเข้าวัง
ก่อนจะเข้าวัง ไป๋เต๋อเซิ่งและจางเย่วเหมยต่างก็ตื่นตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก ทั้งตื่นเต้นและเปี่ยมไปด้วยความกังวล
พวกเขารู้ดีว่าอันหนิงจากวังมาตั้งแต่เกิด อย่าว่าแต่ฮ่องเต้เซิ่งผิงเลย แม้แต่ฮองเฮาตระกูลฉู่เองก็น่าจะจำลูกสาวไม่ได้
แต่พวกเขาก็ยังกังวลว่าการเข้าวังครั้งนี้จะเกิดเรื่องวุ่นวาย
ที่สำคัญ ไป๋เต๋อเซิ่งกังวลที่สุดว่านางสนมบ้าอย่างเถียนกุ้ยเฟยจะหาทางทำร้ายอันหนิง