- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 54 ฉันไม่ต้องการพรแบบนี้! (12)
บทที่ 54 ฉันไม่ต้องการพรแบบนี้! (12)
บทที่ 54 ฉันไม่ต้องการพรแบบนี้! (12)
นายอำเภอท้องที่คนนี้เป็นอย่างไร เซียวหยวนรู้ค่อนข้างลึก
"ใต้เท้าลู่ถือเป็นขุนนางน้ำดีที่หาได้ยากคนหนึ่ง"
เซียวหยวนเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับภูมิหลังและนิสัยใจคอของนายอำเภอลู่ให้อันหนิงฟังอย่างละเอียด "เขามาจากตระกูลลู่ ท่านลุงของเขาคือลู่จือหมิงเสนาบดีกรมคลัง ตระกูลลู่รับราชการติดต่อกันมาสามชั่วอายุคน ล้วนเป็นขุนนางมือสะอาดและเถรตรง คาดว่านายอำเภอลู่เองก็คงไม่ต่างกัน"
เมื่ออันหนิงได้ยินดังนั้นก็รู้สึกเบาใจ "ถ้าเป็นเช่นนี้ ก็พอจะวางรากฐานสร้างครอบครัวที่นี่ได้เสียที"
เซียวหยวนรู้สึกไม่ค่อยเข้าใจนัก
อันหนิงจึงยิ้มและอธิบายให้เขาฟัง "ข้าวสาลีและข้าวเจ้าที่ข้าปลูกได้ผลผลิตสูงมาก แน่นอนว่าต้องรายงานต่อทางการ เพียงแต่ตอนนี้เมล็ดพันธุ์ยังมีไม่มากนัก อีกทั้งข้าคิดว่ายังมีหนทางที่จะเพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้นได้อีก ข้าจึงตั้งใจจะปลูกต่ออีกสักปี รอให้ผลผลิตปีหน้าออกมาแน่นอนแล้วค่อยแจ้งต่อนายอำเภอลู่ เพียงแต่... ที่ดินของบ้านข้ามีไม่มากนัก และที่สำคัญ..."
สิ่งที่อันหนิงกังวลก็คือเธอหาซื้อที่ดินที่เหมาะสมไม่ได้ และหากปลูกในปริมาณมาก ลำพังตัวเธอคนเดียวคงทำไม่ไหว จำเป็นต้องจ้างคน แต่เธอก็เกรงว่าคนที่จ้างมาจะไม่น่าไว้ใจ
เมื่อเซียวหยวนรับรู้ความกังวลของอันหนิง เขานิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า "ข้าพอจะมีที่ดินดีๆอยู่แถวนี้บ้าง เอามาให้เจ้าปลูกก่อนเถิด ส่วนเรื่องคนงานไม่ต้องเป็นห่วง ข้าพอจะสนิทสนมกับนายอำเภอลู่บ้าง เดี๋ยวข้าจะลองไปคุยกับเขา ให้ตระกูลลู่ส่งคนมาช่วย"
อันหนิงกวาดสายตามองเซียวหยวนตั้งแต่หัวจรดเท้า
เดิมทีเธอคิดว่าเขาเป็นเพียงผู้จัดการร้านขายยาธรรมดาๆ แต่ฟังจากน้ำเสียงและรูปประโยคแล้ว เขาดูเหมือนจะมาจากตระกูลขุนนาง แต่ในเมื่อมีภูมิหลังดีขนาดนี้ เหตุใดถึงต้องตกระกำลำบากมาอยู่ในที่แบบนี้?
เซียวหยวนเองก็สังเกตเห็นความสงสัยในดวงตาของอันหนิง
เพียงแต่เขาไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดี
นิ่งไปครู่ใหญ่ เซียวหยวนจึงเอ่ยถามว่า "เจ้ารู้จักท่านโหวตระกูลเซียวหรือไม่?"
อันหนิงลองค้นหาในความทรงจำ แล้วก็ขุดพบชื่อของเซียวกั๋วกงคนนี้ขึ้นมาได้
"รู้จักเจ้าค่ะ"
เซียวหยวนเอ่ยเสียงเบา "ข้าคือบุตรชายคนเล็กของเซียวกั๋วกง ปีนั้นท่านพ่อของข้าขัดใจเถียนกุ้ยเฟย จึงต้องลาออกจากราชการเพื่อกลับบ้านเกิด..."
เมื่อเซียวหยวนเล่าจบ อันหนิงถึงได้เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด
ที่แท้ ระหว่างทางที่เซียวกั๋วกงพาครอบครัวอพยพกลับบ้านเกิด เซียวหยวนซึ่งยังเด็กมากเกิดล้มป่วยหนัก เชิญหมอมาหลายคนก็รักษาไม่หาย จนดูเหมือนจะไม่รอดแล้ว ประจวบเหมาะกับที่ท่านหมอเทวดาท่านหนึ่งกำลังเดินทางเข้าเมืองหลวงพอดี เซียวกั๋วกงจึงเข้าไปขอร้องให้ท่านหมอช่วยรักษา
ผลปรากฏว่าอาการป่วยหายดี และท่านหมอเทวดาก็ถูกใจในสติปัญญาและไหวพริบของเซียวหยวน จึงรับเขาเป็นศิษย์ ตั้งแต่นั้นเซียวหยวนจึงปักหลักอยู่ที่นี่
ต่อมา หลังจากครอบครัวเซียวกลับถึงบ้านเกิดแล้ว ก็ยังถูกเถียนกุ้ยเฟยส่งคนตามไปหาเรื่องรังควานอยู่หลายครั้ง เซียวกั๋วกงเกรงว่าจะถูกกวาดล้างทั้งตระกูล จึงประกาศต่อภายนอกว่าบุตรชายคนเล็กสิ้นชีพไปแล้ว และปล่อยให้เซียวหยวนใช้ชีวิตอยู่ข้างนอกเรื่อยมา
"ยามนี้เถียนกุ้ยเฟยมีอำนาจล้นฟ้า แม้แต่รัชทายาทในวังยังถูกนางข่มเหง ท่านพ่อของข้าจึงยิ่งไม่กล้าให้ข้ากลับบ้าน"
เซียวหยวนทอดถอนใจ "ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ราชสำนักถึงจะสงบสุขเสียที"
อันหนิงรับฟังเงียบๆไม่ได้พูดอะไรและไม่ได้แสดงความเห็นใดๆ
จนกระทั่งเซียวหยวนพูดจบ เธอจึงเอ่ยเสียงเบา "อย่าไปคิดเรื่องพวกนี้เลยเจ้าค่ะ คิดไปตอนนี้ก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ ความกังวลที่ไร้ประโยชน์ก็ทิ้งมันไปเสียเถิด"
เซียวหยวนพยักหน้า "เจ้าพูดถูก"
เมื่อล่วงรู้ความจริงเรื่องชาติกำเนิดของเซียวหยวน อันหนิงก็รู้สึกผ่อนคลายยามอยู่ต่อหน้าเขามากขึ้น
เพราะจะว่าไป เธอกับเซียวหยวนต่างก็มีชะตากรรมที่คล้ายคลึงกัน คือถูกเถียนกุ้ยเฟยทำร้ายจนกลับบ้านไม่ได้
หลังจากนั้น เซียวหยวนก็ได้ไปพบนายอำเภอลู่ และตระกูลลู่ก็ส่งคนมาช่วยอันหนิงทำนาจริงๆ
คนที่ส่งมาล้วนเป็นบ่าวรับใช้ของตระกูลลู่ เป็นพวกที่ลงนามในสัญญาขายตัวถาวรและเป็นบ่าวรับใช้ที่เกิดในบ้าน จึงไม่ต้องกังวลว่าความลับจะรั่วไหล
ทางด้านเซียวหยวนเองก็จัดการรวบรวมที่ดินในชื่อของเขาออกมา อันหนิงเข้าไปดูและเลือกที่ดินที่อุดมสมบูรณ์มาจำนวนหนึ่ง จากนั้นจึงเริ่มนำคนมาทำปุ๋ยหมักและบำรุงดินเตรียมเพาะปลูก
เมื่อถึงฤดูหนาว เซียวหยวนและอันหนิงก็ได้เข้าพิธีแต่งงานกัน
งานแต่งงานของทั้งคู่จัดขึ้นอย่างเรียบง่ายและเงียบเชียบ มีการจัดเลี้ยงเพียงสองโต๊ะ โดยเชิญแค่นายอำเภอลู่และคนสนิทของเซียวหยวนในแถบนี้มาร่วมรับประทานอาหาร เพียงเท่านี้พิธีแต่งงานก็ถือว่าเสร็จสมบูรณ์
ส่วนทางตระกูลเซียว เซียวหยวนย่อมส่งจดหมายไปแจ้งข่าว
ยามนี้เซียวกั๋วกงล้มป่วยจึงไม่สะดวกที่จะเดินทางมา ส่วนมารดาของเซียวหยวนล่วงลับไปแล้ว พี่ชายและพี่สะใภ้ต่างก็ติดธุระและอยู่ไกลแสนไกลจึงมาไม่ได้ ทำได้เพียงส่งญาติห่างๆคนหนึ่งนำของขวัญล้ำค่ามามอบให้อันหนิงเพื่อเป็นการร่วมแสดงความยินดี
สำหรับอันหนิงแล้ว การแต่งงานหรือไม่แต่งก็ดูจะไม่ต่างกันเท่าไหร่นัก
หลังจากเข้าพิธีเสร็จเธอก็ไม่ได้ย้ายไปอยู่ที่บ้านของเซียวหยวน แต่เลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่กับเขาที่บ้านตระกูลไป๋ตามเดิม ในช่วงฤดูหนาวที่ว่างเว้นจากการทำนา ทั้งคู่ก็ใช้เวลาช่วงกลางวันช่วยกันจัดยาที่ร้าน ส่วนช่วงค่ำก็กลับมานั่งถกตำราแพทย์ด้วยกัน นับเป็นชีวิตที่สงบสุขและเรียบง่ายยิ่งนัก
ทว่าพอถึงช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ อันหนิงก็กลับมาวุ่นวายอีกครั้ง เธอเริ่มคุมคนลงแรงไถนาหว่านเมล็ด และใช้เวลาแทบทั้งวันคลุกตัวอยู่ในไร่นา
อันหนิงมัวแต่วุ่นอยู่กับการเกษตร จึงไม่ล่วงรู้เลยว่าในเมืองหลวงนั้น เฉียนตูได้เข้าพิธีวิวาห์กับเถียนเหมยเซียงหลานสาวของเถียนกุ้ยเฟยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
หลังแต่งงานกับเถียนเหมยเซียง เฉียนตูก็เรียกได้ว่าวาสนาพุ่งกระฉูดจนน่าอิจฉา
ในขณะที่เหล่าบัณฑิตจิ้นซื่อคนอื่นๆ ยกเว้นสามอันดับแรกของตระกูลขุนนาง ต่างต้องระเห็จไปรับตำแหน่งที่หัวเมืองไกลๆ แต่เฉียนตูซึ่งมีตระกูลเถียนหนุนหลังกลับไม่ต้องไปไหน เขาได้ดิบได้ดีรับตำแหน่งในกรมบุคลากร กลายเป็นขุนนางในเมืองหลวงอย่างเต็มตัว
เหตุผลก็เพียงเพราะเถียนเหมยเซียงไม่อยากไปอยู่ลำบากในชนบท และที่สำคัญคือนางไม่อยากพรากจากเฉียนตูแม้เพียงก้าวเดียว
นางเป็นคนเอาแต่ใจและเย่อหยิ่ง แต่กลับเป็นที่โปรดปรานของเถียนกุ้ยเฟยอย่างยิ่ง เพียงนางไปออดอ้อนขอความเมตตา เถียนกุ้ยเฟยก็ยอมใช้อำนาจที่มีล้นมือจัดการรั้งตัวเฉียนตูไว้ในเมืองหลวงจนได้
ตระกูลเถียนยังกลัวว่าหลานสาวจะลำบาก และรู้ดีว่าครอบครัวของเฉียนตูนั้นยากจนข้นแค้น จึงจัดการซื้อจวนขนาดสามชั้นหรือเรือนสามประสานมอบให้เฉียนตูเป็นเรือนหออีกด้วย
เฉียนตูที่เพียงแค่แต่งเมียคนเดียว ก็ได้ทั้งตำแหน่งขุนนางในเมืองหลวงและคฤหาสน์หรู ย่อมต้องปลาบปลื้มเป็นธรรมดา ไม่เพียงแต่เขาเท่านั้น แม้แต่ เฉียนเหอซื่อก็ดีใจจนเนื้อเต้น พยายามประจบเอาใจเถียนเหมยเซียงอย่างสุดความสามารถ
ดูเหมือนทุกอย่างจะจบลงด้วยความแฮปปี้เอนดิ้งสำหรับตระกูลเฉียน แต่คนที่ต้องชดใช้ด้วยน้ำตาคือ เหอเยว่เหนียง
เหอเยว่เหนียงดันทุรังตามเฉียนตูมาถึงเมืองหลวง เดิมทีนางหวังว่าจะได้ใกล้ชิดและทำให้เฉียนตูขาดนางไม่ได้ โดยหวังจะใช้ความผูกพันในอดีตมาบีบให้เขารับนางเป็นภรรยา
แต่ใครจะนึกว่ามาถึงเมืองหลวงได้ไม่ทันไร เฉียนตูกลับแต่งงานกับคนอื่นเสียแล้ว
มิหนำซ้ำ คนที่เขาแต่งด้วยยังเป็นสตรีจากตระกูลเถียนที่มีอำนาจล้นฟ้า เหอเยว่เหนียงมองดูเฉียนตูเข้าพิธีแต่งงานด้วยความขมขื่นยิ่งกว่ากินดีหมีเสียอีก
ทว่า ความขมขื่นที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น...
นางรู้ดีว่าคงไม่อาจเป็นภรรยาเอกของเฉียนตูได้แล้ว แต่ก็ยังไม่อยากตัดใจจากเขา จึงคิดจะอาศัยอยู่ในจวนตระกูลเฉียนต่อไปอีกสักปีสองปี เพื่อหาโอกาสให้เฉียนตูรับนางเป็นอนุภรรยา
แต่ผลลัพธ์คืออะไร?
ตอนเถียนเหมยเซียงแต่งเข้ามาใหม่ๆก็ยังดูพูดจารู้เรื่องอยู่บ้าง เพราะเห็นว่าเหอเยว่เหนียงเป็นหลานสาวของแม่สามี จึงไม่อยากทำให้ลำบากใจนัก แต่พอผ่านไปได้ไม่ถึงสองเดือน เถียนเหมยเซียงก็เริ่มหาเรื่องจิกกัดนางทุกวิถีทาง
ถึงแม้เถียนเหมยเซียงจะมีรูปร่างล่ำสันใหญ่โต แต่นั่นไม่ได้หมายความว่านางจะโง่เขลา
อยู่กันไปนานๆมีหรือที่นางจะดูไม่ออกว่าเหอเยว่เหนียงแฝงเจตนาอะไรไว้?
นางเป็นคนที่มีนิสัยขี้หึงและมีความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของสูงมาก ประกอบกับการถูกตามใจมาตั้งแต่เด็ก จึงเป็นคนพูดคำไหนคำนั้น นางไม่มีวันยอมให้ผู้หญิงหน้าไหนมาปองร้ายหรือคิดแย่งชิงเฉียนตู และยอมไม่ได้หากเฉียนตูจะปันใจไปให้คนอื่น
เมื่อเถียนเหมยเซียงมองแผนการของเหอเยว่เหนียงออกทะลุปรุโปร่ง นางก็สั่งให้เฉียนตูส่งตัวเหอเยว่เหนียงกลับบ้านเกิดทันทีอย่างไม่ไว้หน้า
ที่สำคัญคือนางพูดเรื่องนี้ออกมากลางโต๊ะอาหารต่อหน้าต่อตาเหอเยว่เหนียงเลยทีเดียว!
ในขณะที่ทั้งครอบครัวกำลังทานอาหารกันอยู่ เถียนเหมยเซียงก็วางตะเกียบลงดัง "ปัง" แล้วหันไปพูดกับเฉียนตูว่า "ท่านพี่ น้องหญิงเยว่เหนียงมาอยู่เมืองหลวงนานพอควรแล้ว สิ่งที่ควรดูก็เห็นหมดแล้ว สิ่งที่ควรเสวยสุขก็ได้สัมผัสแล้ว ถึงเวลาที่นางควรจะกลับบ้านเกิดเสียทีไม่ใช่หรือ?"
เฉียนตูถึงกับชะงักค้าง "น้องหญิงเยว่เหนียงมาเพื่อคอยดูแลท่านแม่ จะกลับไปได้อย่างไรกัน?"
เถียนเหมยเซียงทำสีหน้าบึ้งตึงด้วยความไม่พอใจ "ตอนที่ข้ากับท่านยังไม่แต่งงานกัน น้องหญิงเยว่เหนียงย่อมต้องอยู่ดูแลท่านแม่ แต่ตอนนี้ข้าแต่งเข้ามาแล้ว ในจวนแห่งนี้มีข้าอยู่ทั้งคน เหตุใดต้องรบกวนคนนอกมาคอยปรนนิบัติท่านแม่ด้วยเล่า!"