- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 52 ฉันไม่ต้องการพรแบบนี้! (10)
บทที่ 52 ฉันไม่ต้องการพรแบบนี้! (10)
บทที่ 52 ฉันไม่ต้องการพรแบบนี้! (10)
อันหนิงในชุดผ้าป่านสีเทานั่งยองๆอยู่ในไร่เพื่อสังเกตการเจริญเติบโตของต้นข้าวสาลี
เซียวหยวนถือพัดด้ามจิ๋วคอยพัดวีให้ร่มเงาและกันแดดให้อันหนิง
เขามองดูดวงหน้าที่ดูสงบนิ่งของเธอ แววตาฉายความอ่อนโยนออกมาวูบหนึ่ง
"ข้าวสาลีโตไวดีจริงๆ"
อันหนิงเงยหน้ามองเซียวหยวนแวบหนึ่ง "ท่านเคยทำนาด้วยหรือ?"
"ไม่เคย"
เซียวหยวนยิ้มตอบ "แต่ข้าเคยเห็นต้นข้าวสาลีมาบ้าง คนอื่นปลูกได้ไม่ดีเท่าเจ้าเลย"
เมื่อจดบันทึกเสร็จอันหนิงก็ลุกขึ้นยืน เซียวหยวนยื่นมือออกมาคล้ายจะช่วยพยุงแต่ก็รีบหดมือกลับไป
ตอนที่เขาก้มหน้าลง เขาเหลือบไปเห็นเท้าเปลือยเปล่าที่ขาวเนียนของอันหนิงเหยียบอยู่บนพื้นดิน จึงรีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่น ไม่กล้าเลื่อนสายตามองมาที่ตัวเธออีก
อันหนิงเดินออกจากนาข้าวสาลี มุ่งหน้าไปดูนาข้าวเจ้าที่อยู่ไม่ไกล
เธอมองดูต้นข้าวที่กำลังเติบโตอย่างแข็งแรงพลางบิดขี้เกียจ "ปีหน้าถ้าปลูกข้าวเจ้า ข้าจะปล่อยลูกปลาลงในนาด้วย"
เซียวหยวนชะงักไป "ลูกปลาจะไม่กินต้นข้าวหรือ?"
อันหนิงยิ้ม "ไม่หรอกเจ้าค่ะ พวกมันจะช่วยกินแมลงศัตรูพืชในนา แถมมูลปลาก็ยังช่วยเป็นปุ๋ยบำรุงดินได้อีกด้วย"
เมื่อพูดถึงเรื่องการทำนา อันหนิงมีเรื่องให้คุยยาวเหยียด
เธอมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า พลางอธิบายข้อควรระวังในการทำนาทีละข้ออย่างละเอียด
เซียวหยวนไม่มีท่าทีรำคาญใจเลยแม้แต่นิดเดียว เขารับฟังอย่างตั้งใจ และคอยถามขยี้ในบางจุดเป็นระยะๆ
พอกลับมาจากไร่นา ทั้งคู่ต่างก็มีรอยเปื้อนตามตัว อันหนิงไปตักน้ำมาล้างหน้าล้างตาแล้วกลับเข้าห้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้า เซียวหยวนไม่มีเสื้อให้เปลี่ยน จึงได้แต่นั่งรอในสภาพชุดที่เปื้อนฝุ่นพลางหาน้ำดื่ม
จางเย่วเหมยรินน้ำชาให้เซียวหยวนถ้วยหนึ่ง นางมองดูเซียวหยวนสลับกับมองอันหนิงที่เดินออกมาจากห้องด้วยท่าทางทำตัวไม่ถูก
อันหนิงถือตำราแพทย์ออกมาด้วย "คุณชายเซียว ท่านยังมีข้อสงสัยอะไรอีกหรือไม่ หากมีก็ถามมาได้เลย ข้าจะบอกสิ่งที่รู้ตามตรง ท่านไม่มีความจำเป็นต้องลำบากตรากตรำไปเป็นแรงงานในท้องนาเช่นนั้น"
เซียวหยวนวางถ้วยน้ำชาลงแล้วลุกขึ้นยืน
เขามีสีหน้าเคร่งขรึม จ้องมองอันหนิงด้วยสายตาจริงจัง "ข้ามาที่นี่ไม่ใช่เพื่อจะถามเรื่องตำรา แต่ข้าแค่รู้สึกว่า... การได้ดูเจ้าทำนานั้นดีมาก ข้า..."
พูดถึงตรงนี้ เซียวหยวนก็ไม่กล้าสบตาอันหนิง
เขาก้มหน้าลง ผิวตั้งแต่หลังหูไปจนถึงลำคอเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อทันที
"เจ้า... เจ้าเป็นคนดีมาก ข้า... ใจข้า..."
"คุณชายเซียว เชิญกลับไปเถิดเจ้าค่ะ"
อันหนิงหมุนตัวกลับ ไม่สนใจเซียวหยวนอีก
จางเย่วเหมยทอดถอนใจ "คุณชาย เชิญท่านกลับไปเถอะ"
เซียวหยวนมองไปที่จางเย่วเหมยอย่างทำอะไรไม่ถูก
จางเย่วเหมยถอนหายใจอีกรอบ
เซียวหยวนประสานมือถาม "แม่นางไป๋มีพันธะสัญญาหมั้นหมายอยู่หรือไม่?"
จางเย่วเหมยส่ายหน้า "หามีไม่"
เซียวหยวนยิ่งสงสัยหนักกว่าเดิม "หรือว่าเซียวผู้นี้ทำอะไรผิดไป ทำให้แม่นางไป๋ต้องขุ่นเคืองใจ?"
จางเย่วเหมยยิ้มขมขื่น
นางไม่รู้จริงๆว่าจะพูดถึงเซียวหยวนอย่างไรดี
เด็กคนนี้ดูแล้วก็ไม่ได้โง่เขลา แต่กลับไม่รู้จักกาลเทศะหรือธรรมเนียมโลกเลยสักนิด
ต่อให้เขามีใจปฏิพัทธ์ต่ออันหนิง ก็ควรจะหาทางบอกกล่าวกันอย่างเงียบๆ ไม่ใช่มาประกาศต่อหน้าแม่เขาในบ้านเขาโต้งๆแบบนี้
แถมเซียวหยวนยังมาแอบสืบถามสิ่งที่อันหนิงชอบจากปากจางเย่วเหมยอีกด้วย ช่างเป็นคนที่ทำให้คนอื่นพูดไม่ออกจริงๆ
หากจางเย่วเหมยเป็นคนอารมณ์ร้อน นางคงจะไล่ตะเพิดเขาออกจากบ้านไปนานแล้ว
จางเย่วเหมยมองดูเซียวหยวน แล้วจึงตัดสินใจที่จะทำให้เขาเลิกล้มความตั้งใจที่ไม่ควรจะมีเสีย
"ข้าขอพูดตามตรงเถิดนะคุณชาย ลูกสาวของข้าเคยถูกหย่าขาดมาแล้ว ฝ่ายชายรังเกียจที่นางอัปลักษณ์ รังเกียจที่ชาติตระกูลเราต่ำต้อย..."
ยังไม่ทันที่จางเย่วเหมยจะพูดจบ คิ้วของเซียวหยวนก็ขมวดมุ่นเข้าหากันทันที "ตัดสินคนเพียงรูปกายภายนอก ช่างเป็นคนตื้นเขินนัก แม่นางไป๋เป็นคนดีเยี่ยงนี้ เขายังตัดใจทำร้ายลงคอ คนที่ไร้เยื่อใยไร้คุณธรรมเช่นนั้น เลิกรากันไปได้นับว่าเป็นเรื่องดีที่สุดแล้ว"
หือ?
เจอแบบนี้เข้า จางเย่วเหมยจะไปต่ออย่างไรดีล่ะ?
เซียวหยวนประสานมือคารวะอีกครั้ง "ข้าขอพูดตามตรง ผู้น้อยมีใจรักมั่นต่อแม่นางไป๋ ไม่ว่านางจะมีรูปลักษณ์เช่นไร ใจของผู้น้อยก็หามีวันแปรเปลี่ยน ส่วนเรื่องที่นางเคยถูกหย่าขาดนั้น เซียวผู้นี้กลับรู้สึกยินดียิ่งนัก มิเช่นนั้นแล้ว เซียวผู้นี้จะมีวาสนาได้รู้จักกับแม่นางไป๋ได้อย่างไร"
สีหน้าของจางเย่วเหมยอ่อนลงทันตา เห็นได้ชัดว่าอารมณ์ของนางดีขึ้นมาก
นางรู้สึกจริงๆว่าสายตาของเซียวหยวนนั้นแหลมคมนัก อย่างน้อยเขาก็สามารถมองเห็นเนื้อแท้ความดีงามในตัวอันหนิงได้
อีกทั้งเซียวหยวนก็ไม่ได้ตัดสินคนเพียงเปลือกนอกเหมือนอย่างเฉียนตู นับว่าเป็นคนที่มีจิตใจกว้างขวางและมีสง่าราศีที่หาได้ยากยิ่ง
จางเย่วเหมยได้แต่คิดในใจว่า หากได้รู้จักกับเซียวหยวนให้เร็วกว่านี้สักหน่อยก็คงจะดี อันหนิงจะได้ไม่ต้องถูกเฉียนตูทำร้ายน้ำใจถึงเพียงนั้น
ส่วนอันหนิงที่อยู่ในห้องก็ได้ยินคำพูดทุกคำของเซียวหยวนอย่างชัดเจน
หัวใจของเธอเริ่มเกิดระลอกคลื่นเล็กๆขึ้นมาเสียแล้ว
"คุณชายเซียว ท่านกลับไปเถิดเจ้าค่ะ"
รออยู่ครู่หนึ่ง จางเย่วเหมยก็ยังคงยืนกรานไล่ให้เซียวหยวนกลับไป
เซียวหยวนจำต้องจากลาบ้านตระกูลไป๋ไปด้วยความอาลัยอาวรณ์
เขาเองก็ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น รู้เพียงว่าตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้พบอันหนิง ในใจเขาก็เปี่ยมไปด้วยความโหยหา อยากจะพูดคุยกับเธอให้มากหน่อย ต่อให้ใบหน้าของเธอจะมีปานแดง และรูปลักษณ์ภายนอกจะดูอัปลักษณ์ในสายตาคนทั่วไป แต่เซียวหยวนกลับรู้สึกว่าเธอดีเหลือเกิน เพียงแค่ได้คุยกับเธอก็รู้สึกอิ่มเอมใจอย่างบอกไม่ถูก
เขายืนรออยู่ข้างกำแพงบ้านตระกูลไป๋ครู่หนึ่ง เมื่อได้ยินว่าในลานบ้านไม่มีเสียงเคลื่อนไหวใดๆแล้ว จึงจำใจเดินจากไปอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก
อันหนิงนั่งอยู่บนเตียง โดยมีอันซินกระโดดโลดเต้นอยู่ในห้วงสำนึกของเธอ
"หนิงหนิง หนิงหนิง เซียวหยวนน่ะดีมากเลยนะ เธอเปิดใจรับเขาเถอะ"
อันหนิงเมินเฉยต่ออันซิน
อันซินยิ่งกระโดดไปมาอย่างตื่นเต้น "ฉันพูดเรื่องจริงนะ ชาติที่แล้วเธอครองตัวเป็นโสดจนตาย ชาตินี้คงไม่ได้คิดจะอยู่คนเดียวอีกหรอกใช่ไหม"
"แล้วทำไมจะไม่ได้ล่ะ?"
อันหนิงก้มหน้าเปิดหนังสืออ่านต่อไปอย่างเฉยชา
อันซินสะดุ้งทันที "มันไม่เหมือนกัน! ชาติที่แล้วน่ะมันยุคสมัยใหม่ เธอไม่อยากแต่งงานก็ได้ไม่มีใครว่า แต่ว่า... แต่ตอนนี้มันคือยุคโบราณนะ เธอไม่แต่งงานได้ที่ไหนกัน ต่อให้ในอนาคตเธอจะได้กลับไปหาพ่อแม่ที่แท้จริงและทวงคืนสถานะเดิม เธอก็ต้องถูกจับคลุมถุงชนอยู่ดี แทนที่จะต้องไปแต่งงานกับใครก็ไม่รู้ในอนาคต สู้เลือกคนที่เรารู้สึกดีด้วยตั้งแต่ตอนนี้ไม่ดีกว่าเหรอ"
อันหนิงนิ่งคิดไปครู่หนึ่งก่อนจะวางหนังสือลง "ถึงอย่างนั้น คนๆนั้นก็ไม่จำเป็นต้องเป็นเซียวหยวน อีกอย่างคลุมถุงชนแล้วยังไงล่ะ ฉันไม่ได้ใส่ใจเรื่องพวกนี้สักหน่อย"
"แต่ว่า..."
อันซินอยากจะเถียงต่อ แต่อันหนิงก็เลิกสนใจนางแล้ว
อันซินทำได้เพียงกลิ้งไปมาด้วยความหงุดหงิดอยู่คนเดียว
ในขณะเดียวกัน ครอบครัวของเฉียนตูก็เดินทางมาถึงเมืองหลวง
หลังจากมาถึงเมืองหลวง เขาก็เที่ยววิ่งเต้นหาเส้นสายเพื่อรับตำแหน่งขุนนาง แต่ทว่ากลับถูกปฏิเสธจนหน้าหงายไปเสียทุกที่
วันหนึ่ง ขณะที่เฉียนตูกำลังเดินทอดน่องอยู่บนถนน จู่ๆก็มีผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาขวางทางไว้
ผู้หญิงคนนี้สวมชุดสีแดงสด รูปร่างค่อนข้างสูงใหญ่ ดูล่ำสันและผิวดำคล้ำ ชุดสีแดงยิ่งขับให้สีผิวของนางดูน่าเกลียดเข้าไปใหญ่
มิหนำซ้ำนางยังแต่งหน้าจัดจ้าน บนตัวประโคมใส่ทองและเพชรนิลจินดาเสียจนดูไร้รสนิยม
นางยืนดักหน้าเฉียนตู แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่พยายามบีบให้ดูอ่อนหวานเป็นพิเศษ "ท่านคือจิ้นซื่อเฉียนใช่หรือไม่?"
เฉียนตูพยักหน้ารับ
ผู้หญิงคนนั้นมีท่าทีขัดเขินอายม้วนมากยิ่งขึ้น "ข้า... ข้าขอขอบพระคุณท่านที่ให้ความช่วยเหลือเมื่อไม่กี่วันก่อน ท่าน... ตอนนี้ท่านพำนักอยู่ที่ใดหรือ?"
เฉียนตูอึ้งไป ไม่เข้าใจว่าผู้หญิงคนนี้พูดถึงเรื่องอะไร
ฝ่ายหญิงสาวนึกว่าเฉียนตูกำลังเขินอายเช่นกัน นางจึงรีบเอามือปิดหน้าแล้ววิ่งหนีไป
เฉียนตูไม่ได้เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจ เขาเดินเที่ยวต่ออีกครู่หนึ่งก็กลับบ้านไป
แต่ผลปรากฏว่า วันต่อมากลับมีแม่สื่อมาสู่ขอถึงที่บ้าน!
แม่สื่อที่มาอ้างว่าได้รับมอบหมายมาจากจวนตระกูลเถียนเพื่อมาสู่ขอ และเป้าหมายของการสู่ขอก็คือเฉียนตู
เฉียนตูถึงกับยืนบื้อใบ้อยู่ตรงนั้น
เฉียนเหอซื่อวิ่งออกมาสอบถามจึงได้ความว่า ที่แท้หลานสาวของเถียนกุ้ยเฟยเกิดไปถูกตาต้องใจเฉียนตูเข้า ถึงขั้นอาละวาดที่บ้านว่าถ้าไม่ได้แต่งกับเขาก็จะไม่ยอมแต่งกับใครทั้งสิ้น ท่านกั๋วจิ้วตระกูลเถียนจนปัญญาจึงต้องส่งแม่สื่อมาทาบทาม
พอเฉียนเหอซื่อได้ยินว่าฝ่ายหญิงเป็นถึงหลานสาวแท้ๆของพระสนมเอกกุ้ยเฟย มีหรือที่จะไม่ยินดี นางรีบเชิญแขกเข้าบ้านด้วยใบหน้ายิ้มระรื่นและต้อนรับขับสู้ด้วยความกระตือรือร้นทันที!