- หน้าแรก
- เข้าเกมล่วงหน้าก่อนใคร เริ่มต้นมาก็กลายเป็นคู่หมั้นจักรพรรดินีเสียแล้ว
- บทที่ 229 - กระดูกพุทธะและครรภ์มรรคา!
บทที่ 229 - กระดูกพุทธะและครรภ์มรรคา!
บทที่ 229 - กระดูกพุทธะและครรภ์มรรคา!
บทที่ 229 - กระดูกพุทธะและครรภ์มรรคา!
☆☆☆☆☆
ภายในตำหนัก
ทุกคนอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ
สิบอันดับแรกของทำเนียบหญิงงาม บัดนี้ก็ปรากฏตัวอยู่ในตำหนักแห่งนี้ถึงสี่คนแล้ว ส่วนยี่สิบอันดับแรกก็มีถึงเจ็ดคน
หากไม่ใช่เพราะงานเลี้ยงในวังครั้งนี้ เกรงว่าในยามปกติคงยากจะได้พบเห็นหญิงงามสะคราญโฉมบนทำเนียบมารวมตัวกันมากมายถึงเพียงนี้
"สหายหนุ่ม!" ไต้ซือเทียนไห่มองไปรอบๆ ก่อนจะเดินเข้ามาทักทายเซี่ยเฉินด้วยรอยยิ้ม
เมื่อคนอื่นๆ ในตำหนักเห็นภาพนี้ ไม่รู้เหตุใดจึงรู้สึกคุ้นตาเหลือเกิน ราวกับเคยเห็นที่ใดมาก่อน!
ก่อนหน้านี้ดูเหมือนจะเคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่ง เส้นสายของเซี่ยเฉินผู้นี้จะยิ่งใหญ่เกินไปแล้วกระมัง?
มีความสัมพันธ์อันดีกับจวนปรมาจารย์สวรรค์ก็แล้วไปเถอะ แต่นี่ยังคุ้นเคยกับวัดเทียนหลงอีกหรือ?
"นี่คือชิงฟ่านศิษย์น้องของข้า!" ไต้ซือเทียนไห่แนะนำศิษย์น้องของตนด้วยรอยยิ้ม ธิดาพุทธะผู้แทบไม่เคยเผยโฉมทว่ากลับมีชื่อเสียงโด่งดังผู้นี้
บางคนกล่าวว่านางคือพระโพธิสัตว์กลับชาติมาเกิด บางคนก็กล่าวว่านางมีกระดูกพุทธะแต่กำเนิด ยามที่ถือกำเนิดขึ้น ท้องฟ้าก็ปรากฏแสงแห่งพุทธะสาดส่องไปทั่ว
อายุหนึ่งขวบเพิ่งหัดพูดก็สามารถสวดมนต์ได้แล้ว อายุสามขวบเจ้าอาวาสหลงซู่เกิดสัมผัสรู้ จึงเดินทางออกจากวัดเทียนหลงและรับธิดาพุทธะผู้ได้ชื่อว่าเป็นพระโพธิสัตว์กลับชาติมาเกิดผู้นี้กลับไปที่วัด
ดังนั้นแม้ธิดาพุทธะผู้นี้จะเป็นเพียงศิษย์ของเจ้าอาวาสหลงซู่ ทว่าสถานะในวัดเทียนหลงกลับสูงส่งและพิเศษยิ่งนัก
ชิงฟ่านมองเซี่ยเฉินด้วยรอยยิ้ม ทำให้ผู้คนรู้สึกถึงความเมตตาปรานี ทว่าในสายตาของเซี่ยเฉิน ธิดาพุทธะผู้นี้มีกลิ่นอายแห่งพุทธะแผ่กระจายอยู่รอบกาย ราวกับเป็นพระพุทธองค์ที่เดินเหินอยู่บนโลกมนุษย์จริงๆ
สายตาของเขามองทะลุเลือดเนื้อ เข้าไปเห็นกระดูกของธิดาพุทธะ กระดูกของนางโปร่งแสงแวววาวดั่งหยก มีอักขระพุทธะสลักอยู่บนกระดูก และมีแสงแห่งพุทธะแผ่ออกมาจางๆ
ดูเหมือนชิงฟ่านจะสัมผัสได้ถึงการลอบมอง แสงแห่งพุทธะสว่างวาบขึ้นมาบดบังสายตาของเซี่ยเฉิน ทั้งสองสบตากัน
เซี่ยเฉินพยักหน้าให้ชิงฟ่านพร้อมรอยยิ้ม
...
"เป็นอันใดไปหรือศิษย์น้องเล็ก?" เสวียนเจินจื่อพาคนหลายคนมายังที่นั่งประจำของจวนปรมาจารย์สวรรค์ ทว่าพอหันกลับไปก็เห็นศิษย์น้องเล็กผู้เย็นชาดุจภูเขาน้ำแข็ง เอาแต่จ้องมองไปยังทิศทางของเซี่ยเฉิน
เรื่องนี้ทำให้เสวียนเจินจื่อรู้สึกแปลกใจ ศิษย์น้องเล็กของเขามีนิสัยเย็นชาไร้ความรู้สึกมาแต่กำเนิด นอกจากการบำเพ็ญเพียรแล้ว นางก็ไม่เคยสนใจเรื่องอื่นใดในชีวิตประจำวันเลย
"คนผู้นั้นชื่อเซี่ยเฉินหรือ?" น้ำเสียงไพเราะของมู่หรงอวี้เหยียนแฝงไว้ด้วยความเย็นชา ราวกับดอกไม้บนทุ่งน้ำแข็ง
"ใช่แล้ว เขาก็คือคนที่ข้าบอกว่าไม่อาจดูโหงวเฮ้งได้ทะลุปรุโปร่งผู้นั้น" เสวียนเจินจื่อพยักหน้า ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความอยากรู้ว่าเกิดอันใดขึ้น
"ยามที่เข้าใกล้คนผู้นั้นข้ารู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด ข้ารู้สึกเหมือนได้พบเจอคนประเภทเดียวกัน" มู่หรงอวี้เหยียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าเมื่อเสวียนเจินจื่อได้ยินประโยคนี้กลับมีสีหน้าตกตะลึงยิ่งนัก
เขาแทบคิดว่าตนเองหูฝาดไป ศิษย์น้องเล็กของเขาเนี่ยนะจะรู้สึกคุ้นเคยกับผู้คน?
มู่หรงอวี้เหยียนมองเสวียนเจินจื่อ ก่อนจะเอ่ยยืนยันด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึกอีกครั้ง
"ก่อนหน้านี้ข้าคิดว่าตนเองคิดไปเอง แต่เมื่อครู่นี้ข้ามั่นใจแล้ว มันคือความคุ้นเคยจริงๆ เมื่ออยู่ข้างกายเขาข้ารู้สึกสบายใจอย่างยิ่ง ข้าคิดว่าอาจเป็นเพราะดวงตาคู่นั้นของเขา เมื่อครู่ดวงตาของเขาแผ่กลิ่นอายมรรคาอันลึกลับออกมา คล้ายกับว่าเขากำลังใช้ดวงตาจ้องมองธิดาพุทธะผู้นั้น และเมื่อครู่รอบกายของธิดาพุทธะก็มีกลิ่นอายแห่งพุทธะแผ่กระจายออกมาเช่นกัน..."
มู่หรงอวี้เหยียนเอ่ยอย่างสงบนิ่ง เมื่อครู่นี้นางเก็บภาพทุกอย่างไว้ในสายตา นั่นเป็นสิ่งที่คนทั่วไปไม่อาจมองเห็น นางเองก็มองไม่เห็นเช่นกัน แต่นางสามารถสัมผัสได้ นางเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่เด็ก นางรู้สึกว่าสภาพแวดล้อมของฟ้าดินราวกับเป็นหนึ่งเดียวกับนาง
นางสามารถสัมผัสถึงกลิ่นอายมรรคาที่คนทั่วไปไม่อาจสัมผัสได้ พรสวรรค์ในการหยั่งรู้ของนางนั้นสูงล้ำ ราวกับสวรรค์ประทานพรให้ แผ่นดินฟ้าดินนี้เปรียบดั่งมารดาของนาง และทุกสรรพสิ่งบนโลกก็ดูเหมือนจะดำรงอยู่เพื่อหล่อเลี้ยงนาง...
เมื่อเสวียนเจินจื่อได้ยินคำพูดของมู่หรงอวี้เหยียนก็ตกอยู่ในภวังค์ความคิด เขารู้ดีว่าศิษย์น้องเล็กของเขามีร่างกายที่พิเศษยิ่งนัก เขาเงยหน้าขึ้นมองเซี่ยเฉินที่อยู่ไม่ไกล ศิษย์น้องเล็กของเขาได้ยืนยันอีกครั้งแล้วว่าเซี่ยเฉินนั้นไม่ธรรมดาเลย
หรือว่าเซี่ยเฉินจะมีร่างกายพิเศษอันใดด้วย?
อีกทั้งร่างกายประเภทนี้ยังใกล้เคียงกับร่างกายของศิษย์น้องเล็กของเขา ดังนั้นจึงดึงดูดศิษย์น้องเล็กของเขา ทำให้เกิดความรู้สึกคุ้นเคย
เสวียนเจินจื่อตัดสินใจว่าเมื่อกลับไปจะรีบนำเรื่องนี้ไปรายงานให้ท่านปรมาจารย์สวรรค์ผู้เฒ่าทราบทันที
หากเซี่ยเฉินได้ยินคำพูดของมู่หรงอวี้เหยียนก็คงสามารถอธิบายเหตุผลได้
นัยน์ตาคู่ของเขาสามารถจับสัมผัสมรรคาฟ้าดินและมองทะลุแก่นแท้ของทุกสรรพสิ่งได้มาแต่กำเนิด นี่คือสัญชาตญาณของนัยน์ตาคู่ ซึ่งจุดนี้มีความใกล้เคียงกับร่างกายครรภ์มรรคาแต่กำเนิดของมู่หรงอวี้เหยียนเป็นอย่างมาก ทว่าก็แตกต่างออกไปอย่างมาก เพราะนัยน์ตาคู่ของเซี่ยเฉินนั้นทรงอำนาจกว่ามาก ไม่เพียงสามารถจับสัมผัสมรรคาฟ้าดินได้ แต่ยังสามารถควบคุมมรรคาฟ้าดินมาเป็นของตนเองได้ นับเป็นกายาที่อยู่ในระดับเหนือกว่าและข่มทับอยู่อย่างสมบูรณ์แบบ
[จบแล้ว]