- หน้าแรก
- เข้าเกมล่วงหน้าก่อนใคร เริ่มต้นมาก็กลายเป็นคู่หมั้นจักรพรรดินีเสียแล้ว
- บทที่ 98 - หลินลั่วเซียน!
บทที่ 98 - หลินลั่วเซียน!
บทที่ 98 - หลินลั่วเซียน!
บทที่ 98 - หลินลั่วเซียน!
☆☆☆☆☆
ยามค่ำคืน!
จวนตระกูลหลิน!
"ลูกผู้ชายไฉนไม่พกพาดาบอู๋โกว บุกทวงคืนห้าสิบแคว้นทางตะวันตกเฉียงเหนือ!"
หญิงสาวผู้มีรูปโฉมงดงามและเยือกเย็นผู้หนึ่งค่อยๆ ท่องออกมาอย่างช้าๆ ฝั่งตรงข้ามของนางมีชายหนุ่มผู้หนึ่งนั่งอยู่ เขาคือหลินจื่อหานนั่นเอง
"บทกวีบทนี้ยอดเยี่ยมมากจริงๆ เซี่ยเฉินผู้นั้นแม้นจะเกิดในตระกูลขุนนางบู๊ ทว่ากลับมีพรสวรรค์ด้านบทกวีไม่เบาเลย!"
ภายในศาลา หลินจื่อหานเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
"ห้วงอารมณ์ดุดันและห้าวหาญ คงเป็นเพราะเขามาจากตระกูลขุนนางบู๊ถึงสามารถประพันธ์บทกวีเช่นนี้ออกมาได้กระมัง!"
หญิงสาวผู้งดงามเหนือใครที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
หลินลั่วเซียน หนึ่งในสี่หญิงงามแห่งเมืองหลวง เป็นเลิศทั้งบทกวีและขลุ่ย ผู้คนต่างสงสัยว่านางอาจเป็นเทพธิดาแห่งดวงจันทร์กลับชาติมาเกิด......
"น้องหญิง หอเทียนซ่างจวีแห่งนั้นมีของดีอยู่ไม่น้อยจริงๆ สุราหยกเขียวด้านในนั้นเรียกได้ว่าเป็นยอดสุรา พี่นำกลับมาด้วยหนึ่งไห เดี๋ยวรอท่านพ่อกลับมา พวกเรามาลองลิ้มรสด้วยกันเถอะ!"
หลินจื่อหานมองดูหลินลั่วเซียนที่อยู่เบื้องหน้าด้วยอารมณ์ที่เบิกบานยิ่งนัก
"ท่านพี่ไม่ได้มีความรู้สึกที่ไม่ดีต่อเซี่ยเฉินมาโดยตลอดหรอกหรือ เหตุใดวันนี้ถึงได้กล่าวชื่นชมเขาไม่ขาดปากเล่า!"
หลินลั่วเซียนหัวเราะเบาๆ เครื่องหน้าของนางประณีตงดงามไร้ที่ติ เพียงแค่นั่งอยู่ตรงนั้นเงียบๆ ก็ให้ความรู้สึกราวกับไม่ใช่คนบนโลกมนุษย์ ทว่าเป็นดั่งเทพธิดาบนสรวงสวรรค์!
"น้องหญิง เจ้าอย่าได้ล้อเลียนพี่เลย เจ้าก็รู้ไม่ใช่หรือว่าก่อนหน้านี้พอได้ยินข่าวลือในเมืองหลวงที่บอกว่าเขาเก่งกาจกว่าท่านพ่อ พี่ก็ย่อมต้องรู้สึกไม่ดีต่อเขาเป็นธรรมดา ทว่าวันนั้นตอนที่พบเขาในงานชุมนุมบัณฑิต เขากลับดูเยือกเย็นสุขุม ทั้งยังวางตัวต่ำต้อย ทั้งๆ ที่มีพรสวรรค์ด้านบทกวีจนน่าตื่นตะลึง ทว่ากลับไม่ได้จงใจโอ้อวด สิ่งนี้ทำให้ความรู้สึกที่พี่มีต่อเขาดีขึ้นมาก วันนี้พอได้พบเขาอีกครั้งที่หอเทียนซ่างจวี และได้พูดคุยกับเขาอีกหลายประโยค เมื่อสังเกตดูอย่างละเอียดก็พบว่าเขาเป็นคนใจกว้างและมีเมตตาธรรมจริงๆ"
หลินจื่อหานเอ่ยด้วยรอยยิ้ม เขาพูดความในใจออกมาเมื่ออยู่ต่อหน้าคนในครอบครัว
หลินลั่วเซียนมีนัยน์ตาคู่สวยเป็นประกายเจิดจ้า นางรับฟังคำพูดของหลินจื่อหานอย่างเงียบๆ
"อีกทั้งรูปโฉมของเซี่ยเฉินผู้นี้ก็ยังหล่อเหลาอย่างแท้จริง ต่อให้เป็นจิ่งเซวียนก็ยังสู้ไม่ได้ เฮ้อ ช่างน่าเสียดายจริงๆ!"
หลินจื่อหานพูดไปพูดมาก็ถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง
"ท่านพี่ถอนหายใจด้วยเหตุใดกัน!"
หลินลั่วเซียนยกป้านชาขึ้นรินน้ำชาให้หลินจื่อหานหนึ่งถ้วย ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
"เซี่ยเฉินผู้นั้นมีความประพฤติดีงาม มีพรสวรรค์ด้านบทกวีสูงส่ง รูปโฉมหล่อเหลา ซ้ำยังมีท่วงท่าเยี่ยงวิญญูชน เจ้ากับเขาอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน อีกทั้งยังมีความชอบที่เหมือนกัน พวกเจ้าสองคนเหมาะสมกันมากทีเดียว แต่น่าเสียดายที่ยามนี้เซี่ยเฉินกลายเป็นราชบุตรเขยไปแล้ว เฮ้อ!"
ยิ่งหลินจื่อหานพูดก็ยิ่งถอนหายใจ น้องสาวของเขาผู้นี้มีวิสัยทัศน์สูงส่งมาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะเป็นองค์ชายหรือลูกหลานผู้มีอำนาจในเมืองหลวง นางก็ไม่เคยชายตามองเลยแม้แต่คนเดียว ยามนี้อายุสิบแปดปีแล้ว ทว่าก็ยังไม่ได้หมั้นหมาย!
หลินลั่วเซียนได้ยินคำพูดเหล่านี้ พวงแก้มของนางก็แดงระเรื่อขึ้นมา
"ท่านพี่พูดอันใดกัน ต่อให้เขาไม่ใช่ราชบุตรเขย พวกเราสองคนก็ไม่อาจอยู่ด้วยกันได้หรอก เซี่ยเฉินมาจากจวนโหวพิทักษ์บูรพา ส่วนข้าคือบุตรสาวของอัครมหาเสนาบดี ตระกูลของพวกเราทั้งสองจะเกี่ยวดองกันได้อย่างไร หากดึงดันจะเกี่ยวดองกันจริงๆ เกรงว่าจะนำพาหายนะมาสู่ตระกูลเสียมากกว่า!"
หลินลั่วเซียนส่ายหน้า ภายในแววตาดูสงบนิ่งเยือกเย็นเป็นอย่างยิ่ง ทว่าภายในใจกลับเกิดความอยากรู้อยากเห็นในตัวเซี่ยเฉินขึ้นมา ชายหนุ่มแบบใดกันถึงสามารถทำให้พี่ชายที่มักมีสายตาสูงส่งมาโดยตลอดเอ่ยปากชื่นชมได้ถึงเพียงนี้!
"พี่ก็รู้ดี เพียงแค่รู้สึกเสียดายเท่านั้น น้องสาวของพี่เป็นถึงบุคคลระดับใด ชาตินี้ย่อมต้องตามหาคนที่ตนเองชอบ ไม่ว่าจะเป็นท่านพ่อหรือตัวพี่ล้วนไม่รีบร้อนหรอก น้องหญิงค่อยๆ รอคอยผู้มีวาสนาต่อกันไปก็แล้วกัน น้องหญิงจะต้องได้พบคู่ครองที่ดีอย่างแน่นอน!"
หลินจื่อหานยิ้มพลางเอ่ย สายตาที่มองหลินลั่วเซียนเต็มไปด้วยความรักใคร่ตามใจ
ในขณะที่สองพี่น้องกำลังสนทนากันอยู่นั้น ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น!
"คุณชาย คุณหนู นายท่านกลับมาแล้วขอรับ!"
ระหว่างที่กำลังพูดกันอยู่นั้น ชายวัยกลางคนที่ดูอายุราวห้าสิบปีและมีผิวพรรณเปล่งปลั่งผู้หนึ่งก็เดินเข้ามา
"ท่านพ่อ!"
หลินจื่อหานและหลินลั่วเซียนต่างก็ลุกขึ้นยืน
"นั่งลงเถอะ!"
หลินหานผู่โบกมือ ท่าทางดูเหนื่อยล้าเล็กน้อย
"ท่านพ่อกลับมาดึกดื่นถึงเพียงนี้ หรือว่าในราชสำนักมีเรื่องใหญ่อีกแล้วขอรับ"
หลินจื่อหานเหลือบมองผู้เป็นบิดาที่มีสีหน้าอิดโรยพลางเอ่ยถามขึ้น
"ก็เรื่องทางตะวันตกเฉียงเหนือนั่นแหละ ทหารรักษาพระองค์ชั้นยอดหนึ่งแสนห้าหมื่นนาย รวมกับทหารเสบียงและอื่นๆ ก็มีมากถึงสามแสนกว่านายที่ต้องออกศึก ฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้พวกเราเร่งรวบรวมเสบียงกรังให้แล้วเสร็จภายในสองเดือน และต้องจัดส่งไปยังเมืองหลานโจวทางตะวันตกเฉียงเหนือล่วงหน้า ทว่ายามนี้ท้องพระคลังก็ดันมาว่างเปล่าอีก เฮ้อ อีกเดี๋ยวก็จะถึงช่วงการสอบเคอจวี่ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว ยังต้องเตรียมการเรื่องพวกนี้อีก!"
หลินหานผู่ส่ายหน้า ราชวงศ์ต้าอู่ดูเหมือนจะแข็งแกร่ง ทว่าแท้จริงแล้วภายในกลับมีปัญหาหมักหมมมาเนิ่นนาน ถึงแม้เขาจะมีความสามารถไม่ธรรมดา ทว่าก็เป็นได้เพียงแค่ช่างเย็บปะติดปะต่อเท่านั้น ไม่อาจรักษาโรคให้หายขาดได้
หลินจื่อหานได้ยินดังนั้นก็นิ่งเงียบไป เขาอยากจะปลอบโยนผู้เป็นบิดา ทว่าก็รู้ดีว่าคำพูดใดๆ ล้วนไร้ประโยชน์ จึงทำได้เพียงเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
"ท่านพ่อ วันนี้ข้าน้อยนำสุราชั้นเลิศมาจากหอเทียนซ่างจวีไหหนึ่ง พวกเรามาลองลิ้มรสด้วยกันเถอะขอรับ!"
"หอสุราที่เซี่ยเฉินเปิดนั่นน่ะหรือ"
หลินหานผู่นั่งอยู่ในศาลาพลางแหงนหน้ามองดวงจันทร์สว่างไสวบนท้องฟ้า ก่อนจะหันมากล่าว
"ถูกต้องแล้วขอรับ!"
"แล้วเจ้าสังเกตดูให้ดี รู้สึกว่าเด็กหนุ่มผู้นี้เป็นอย่างไรบ้าง"
หลินหานผู่แหงนหน้ามองดวงจันทร์สว่างไสวอีกครั้ง แสงจันทร์อันกระจ่างใสสาดส่องลงมากระทบผืนปฐพี
"เป็นยอดคนวัยเยาว์ มีสติปัญญาอยู่เต็มอกทว่ากลับไม่โอ้อวด เยือกเย็นและสุขุม นิสัยไม่เหมือนกับคนในวัยเดียวกันเลยสักนิด โดยรวมแล้วนับว่าเป็นบุคลากรชั้นยอดคนหนึ่งจริงๆ ขอรับ!"
หลินจื่อหานตอบกลับอย่างจริงจัง จากนั้นก็นำบทกวีที่เซี่ยเฉินเขียนมาให้หลินหานผู่ดู พร้อมกับสั่งการให้บ่าวรับใช้นำสุราหยกเขียวไหที่เขานำกลับมามาให้
"เป็นบทกวีที่ดีเยี่ยมจริงๆ มิน่าเล่าฝ่าบาทถึงได้ให้ความสำคัญกับเขาถึงเพียงนี้!"
หลินหานผู่จ้องมองอยู่เนิ่นนาน ก่อนจะพยักหน้าอย่างอดไม่ได้
"ท่านพ่อ ท่านชื่นชอบสุราชั้นเลิศมาโดยตลอด ลองชิมสุราไหนี้ดูสิขอรับ!"
หลินจื่อหานรับสุราหยกเขียวมาจากมือของบ่าวรับใช้ด้วยตนเอง จากนั้นก็มองหน้าบิดาและหลินลั่วเซียนพลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
"พ่อเห็นเจ้าพูดถึงมาหลายครั้งแล้ว หรือว่าสุรานี้จะมีความลึกลับซ่อนเร้นอันใดอยู่"
หลินหานผู่หัวเราะเบาๆ อารมณ์ของเขาดีขึ้นมาก ไม่ได้โศกเศร้าดั่งเช่นเมื่อครู่อีกแล้ว
"ก่อนหน้านี้ท่านพี่ก็พูดกับข้าอยู่หลายครั้ง ท่าทางดูลึกลับนัก ซ้ำยังยืนกรานว่าจะต้องรอท่านพ่อกลับมาก่อนถึงจะยอมเปิดสุราไหนี้ด้วยนะเจ้าคะ!"
หลินลั่วเซียนหัวเราะเบาๆ ความงดงามของนางสามารถทาบรัศมีกับดวงจันทร์สว่างไสวบนท้องฟ้าได้เลยทีเดียว
หลินจื่อหานหัวเราะร่วน เขาเอ่ยปากพูดไปพลางเปิดฝาไหสุราไปพลาง
"สุราไหนี้ที่หอเทียนซ่างจวีขายในราคาห้าพันตำลึงเงิน ซ้ำยังมีเงินก็ใช่ว่าจะซื้อได้ มีเพียงแขกผู้มีเกียรติบนชั้นห้าและชั้นหกเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์ได้ดื่ม และมีเพียงแขกผู้มีเกียรติบนชั้นหกเท่านั้นถึงจะสามารถซื้อเพิ่มได้อีกหนึ่งไห วันนี้เป็นเพราะบารมีของท่านพ่อ ข้าน้อยถึงสามารถขึ้นไปบนชั้นหกพร้อมกับองค์หญิงผิงหยาง องค์รัชทายาท และคนอื่นๆ ได้ มิเช่นนั้นอย่างมากสุดก็คงอยู่ได้แค่ชั้นห้าเท่านั้น!"
"สุราไหนี้ราคาห้าพันตำลึงเงินเชียวหรือ"
แม้แต่หลินหานผู่ที่เป็นถึงอัครมหาเสนาบดีแห่งต้าอู่ เมื่อได้ยินราคาเช่นนี้ก็ยังต้องตกตะลึง ไม่ใช่ว่าเขาไม่มีเงินซื้อ ทว่าเป็นเพราะเมื่อครู่นี้เขากำลังกลุ้มใจเรื่องเงินทองและเสบียงกรังอยู่พอดี ยามนี้ราคาสินค้าในต้าอู่ ข้าวสารหนึ่งสือก็ราคาเพียงแค่หนึ่งตำลึงเงินโดยประมาณเท่านั้น และข้าวสารหนึ่งสือก็หนักถึงหนึ่งร้อยยี่สิบชั่ง
"เช่นนั้นก็หมายความว่าสุราไหเดียวนี้ มีค่าเทียบเท่ากับข้าวสารห้าพันสือเลยงั้นหรือ"
"องค์หญิงผิงหยางยอมจ่ายเงินหนึ่งหมื่นตำลึงเงินเพื่อขอซื้อสุราหยกเขียวระดับสูงในมือของบุตรชายโหวเวยอู่ บุตรชายของโหวเวยอู่ยังไม่ยอมขายเลยขอรับ!"
หลินจื่อหานนำเรื่องราวที่เขาพบเจอในหอเทียนซ่างจวีวันนี้มาเล่าสู่กันฟังด้วยรอยยิ้ม
หลินหานผู่และหลินลั่วเซียนโดยปกติแล้วล้วนเป็นผู้ที่เคยเห็นโลกกว้างมามาก ทว่าคราวนี้ก็ยังอดตกตะลึงไม่ได้ ก่อนหน้านี้พวกเขาคิดว่าเป็นเพียงสุราชั้นเลิศทั่วไปเท่านั้น ทว่าดูจากสถานการณ์ยามนี้แล้ว นี่เกรงว่าคงจะไม่ใช่สุราเซียนหรอกนะ!
ขณะที่พวกเขากำลังคิดอยู่นั้น กลิ่นหอมของสุราก็ลอยมาเตะจมูกและตลบอบอวลไปทั่วทั้งศาลา ชวนให้ผู้คนลุ่มหลงเคลิบเคลิ้มยิ่งนัก
"ท่านพ่อ น้องหญิง เชิญ!"
หลินจื่อหานรินสุราสีหยกเขียวลงในชามให้ทั้งสองคนคนละชาม ก่อนจะผายมือเชิญให้ทั้งสองลิ้มรส
[จบแล้ว]