- หน้าแรก
- เข้าเกมล่วงหน้าก่อนใคร เริ่มต้นมาก็กลายเป็นคู่หมั้นจักรพรรดินีเสียแล้ว
- บทที่ 89 - หอเทียนซ่างจวี!
บทที่ 89 - หอเทียนซ่างจวี!
บทที่ 89 - หอเทียนซ่างจวี!
บทที่ 89 - หอเทียนซ่างจวี!
☆☆☆☆☆
หลายวันมานี้เมืองหลวงคึกคักวุ่นวายเป็นอย่างยิ่ง
ตั้งแต่เหล่าขุนนางผู้มีอำนาจในราชสำนักไปจนถึงพ่อค้าหาบเร่แผงลอย ล้วนเอาแต่พูดคุยวิพากษ์วิจารณ์ถึงเรื่องการศึกทางตะวันตกเฉียงเหนือ!
"มีไท่เว่ยออกโรง ศึกครั้งนี้ย่อมต้องชนะอย่างแน่นอน!"
"ศึกครั้งนี้จะต้องทำให้พวกเด็กเมื่อวานซืนแห่งต้าเฟิ่งคุกเข่าร้องขอชีวิตให้จงได้!"
"ฮ่าๆๆ บุกทะลวงเข้าไปในเมืองหลวงของต้าเฟิ่งเลย! ได้ยินมาว่าองค์หญิงใหญ่แห่งต้าเฟิ่งมีรูปโฉมงดงามดั่งบุปผาและหยก นับเป็นหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งต้าเฟิ่งเชียวนะ!"
……
ผู้คนทั่วทั้งเมืองหลวงต่างมีจิตใจฮึกเหิม ผ่านการปลุกระดมอย่างลับๆ ขององค์กรคนถือโคม ยามนี้ทุกคนล้วนมีความมั่นใจในสงครามครั้งนี้เป็นอย่างมาก
ถึงขั้นนี้แล้ว ย่อมสามารถใช้ประโยชน์จากพลังใจของราษฎรได้!
ทว่าบุคคลระดับสูงบางส่วนกลับไม่ได้มองโลกในแง่ดีถึงเพียงนั้น ตรงกันข้ามพวกเขากลับมีสีหน้าอมทุกข์เล็กน้อย ผู้ฉลาดหลักแหลมในใต้หล้านี้มีอยู่ไม่น้อย ยิ่งอยู่ในตำแหน่งสูงส่งมากเท่าใด ข่าวสารที่ได้รับรู้ก็ยิ่งมากตามไปด้วย พวกเขาย่อมรู้ดีว่าอันที่จริงแล้วสงครามครั้งนี้มีความเสี่ยงซ่อนอยู่
หากผิดพลาดเพียงนิดเดียวอาจส่งผลให้สถานการณ์ทางตะวันตกเฉียงเหนือต้องพังทลายลงได้!
และภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ หอสุราที่เสิ่นเสวี่ยเหยียนง่วนอยู่กับการเตรียมตัวมาตลอดหนึ่งเดือนเต็มก็พร้อมที่จะเปิดกิจการแล้ว
เซี่ยเฉินให้ความสำคัญกับหอสุราแห่งนี้เป็นอย่างมาก รากฐานทางเศรษฐกิจคือสิ่งกำหนดโครงสร้างส่วนบน ไม่ว่าจะทำเรื่องอันใดล้วนต้องอาศัยการสนับสนุนทางการเงินทั้งสิ้น
ดังนั้นเขาจึงต้องมีเงิน และนี่ก็คือเหตุผลที่ว่าเหตุใดเขาจึงต้องพาตัวเสิ่นเสวี่ยเหยียนออกมา
"เหล่าขุนนางและผู้มีบรรดาศักดิ์ในราชสำนัก ตั้งแต่ระดับรองเสนาบดีขึ้นไป ข้าน้อยได้ใช้ชื่อของนายน้อยส่งเทียบเชิญไปหมดแล้วขอรับ นอกจากนี้ยังส่งเทียบเชิญไปยังตำหนักขององค์รัชทายาท องค์ชายสาม องค์หญิงผิงหยาง และองค์หญิงเหยากวงด้วยขอรับ!"
เซี่ยเชียนประสานมือรายงานอยู่เบื้องหลังเซี่ยเฉิน
หลังจากเซี่ยเฉินฟังจบ เขาก็วางถ้วยชาในมือลง น้ำชาในถ้วยใสกระจ่างส่งกลิ่นหอมกรุ่นไปทั่วบริเวณ
"ดีมาก! มะรืนนี้ช่วยลางานให้ข้าที ข้าจะไปร่วมงานเปิดกิจการด้วยตนเอง!"
วันนี้อารมณ์ของเซี่ยเฉินดีเป็นพิเศษ เขาให้ความสำคัญกับงานเปิดกิจการเป็นอย่างยิ่ง การเปิดกิจการครั้งนี้เขาต้องการให้โด่งดังเป็นพลุแตกในคราวเดียว เพื่อทำให้หอสุราของเขามีชื่อเสียงสะท้านไปทั่วทั้งต้าอู่ และกลายเป็นหอสุราอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง!
การเปิดหอสุราแห่งนี้เขาไม่ได้มีความคิดที่จะซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังเลย ผู้มีอิทธิพลกว้างขวางในเมืองหลวงมีมากจนเกินไป เรื่องนี้อย่างไรก็ปิดบังเอาไว้ไม่ได้อยู่แล้ว สู้เปิดเผยออกมาอย่างโจ่งแจ้งให้ทุกคนรู้ไปเลยว่าเป็นกิจการของเขา จะได้ช่วยป้องกันไม่ให้พวกตาบอดบางคนมาคิดไม่ซื่อกับหอสุราแห่งนี้
"นายน้อย งานเปิดหอสุราของพวกเราครั้งนี้ทำเอิกเกริกเกินไปหน่อยหรือไม่ขอรับ ไม่เพียงแต่เชิญเหล่าเสนาบดีอาวุโส ทว่ายังเชิญองค์รัชทายาท องค์ชายสาม องค์หญิงผิงหยาง และอีกมากมาย พวกเขาจะมากันจริงๆ หรือขอรับ"
"ตัวพวกเขาเองอาจจะไม่มา แต่ก็น่าจะส่งลูกหลานในตระกูลมาแทน เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว ส่วนองค์รัชทายาทและองค์ชายสามจะมาหรือไม่มา นั่นก็เป็นเรื่องของพวกเขา ข้าแค่ทำหน้าที่เชิญก็พอแล้ว!"
เซี่ยเฉินไม่ใส่ใจนัก อย่างไรเสียเขาก็ได้ส่งเทียบเชิญไปให้จนครบทุกคนแล้ว ขอเพียงแค่มีคนมาสักหนึ่งหรือสองคน เขาก็ถือว่าได้กำไรแล้ว
"ช่วงนี้ผลลัพธ์ของการฝึกฝนเป็นอย่างไรบ้าง!"
เซี่ยเฉินหันหน้ากลับไปถาม ใบหน้าของเซี่ยเชียนพลันปรากฏแววตื่นเต้นขึ้นมา
"นายน้อย ยาที่ท่านมอบให้ช่างเป็นยาวิเศษจริงๆ ขอรับ ช่วงนี้ข้าน้อยกินยาหลอมกายาเข้าไป และฝึกฝนควบคู่ไปกับเพลงดาบสุริยันเบิกฟ้าพิชิตมารที่ท่านสอน เพื่อหลอมรวมเลือดเนื้อและเส้นเอ็นกระดูก ทำให้ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ข้าน้อยเพิ่งจะทะลวงผ่านระดับแปดมาได้ไม่นาน ทว่ายามนี้กลับรู้สึกว่าหากฝึกฝนต่อไปอีกสักเดือนเดียว ก็คงจะสามารถทะลวงเข้าสู่ระดับเจ็ดได้แล้วขอรับ!"
ยิ่งเซี่ยเชียนพูดก็ยิ่งตื่นเต้น ตลอดหนึ่งเดือนมานี้เขาได้เปิดหูเปิดตาแล้วจริงๆ โอสถที่นายน้อยมอบให้นั้นช่างวิเศษเกินไปแล้ว เดิมทีหากเขาต้องการทะลวงเข้าสู่ระดับเจ็ด อย่างเร็วที่สุดก็ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าหนึ่งปีกว่า
"ยาเม็ดนี้มอบให้เจ้า หาเวลาว่างกินมันเสียล่ะ!"
เซี่ยเฉินหยิบกล่องหยกใบหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ ภายในนั้นบรรจุโอสถสีเขียวอมฟ้าที่เปล่งประกายแวววาวเอาไว้หนึ่งเม็ด
"นายน้อย นี่คือยาอันใดอีกหรือขอรับ!"
เซี่ยเชียนเผยสีหน้าอยากรู้อยากเห็น เขามีลางสังหรณ์ว่าโอสถชนิดนี้ก็คงจะไม่ธรรมดาเช่นกัน
"ยาเสี่ยวหวนตัน สามารถช่วยประหยัดเวลาการฝึกฝนอย่างยากลำบากของเจ้าไปได้ถึงสามเดือน!" เซี่ยเฉินเอ่ยอย่างเรียบเฉย
"ฝึกฝนอย่างยากลำบากสามเดือนเชียวหรือ" เซี่ยเชียนตกใจกับคำพูดของเซี่ยเฉิน บนโลกใบนี้ยังมีโอสถวิเศษถึงเพียงนี้อยู่อีกหรือ
"มียาเม็ดนี้แล้ว ภายในหนึ่งถึงสองวันนี้เจ้าน่าจะสามารถก้าวเข้าสู่ระดับเจ็ดได้ ไปเถอะ!"
เซี่ยเฉินเอ่ยด้วยรอยยิ้ม เด็กหนุ่มอายุสิบหกปีที่บรรลุระดับเจ็ด ต่อให้อยู่ในเมืองหลวงก็คงนับว่าเป็นบุคคลระดับอัจฉริยะได้แล้ว!
สำหรับเซี่ยเชียนแล้ว เซี่ยเฉินไม่เคยมีความตระหนี่ถี่เหนียวเลยแม้แต่น้อย เขายินดีที่จะทุ่มเทให้อย่างเต็มที่ อย่างไรเสียนี่ก็คือคนที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่ยังเล็ก อีกทั้งยังมาจากตระกูลเดียวกันและมีสายเลือดเดียวกันไหลเวียนอยู่ในกาย ถึงแม้ความสัมพันธ์ทางสายเลือดอาจจะห่างไกลกันไปบ้าง ทว่าก็ยังคงนับว่าเป็นคนในตระกูลเดียวกันอยู่ดี
ความสำคัญของเซี่ยเชียนย่อมไม่ใช่สิ่งที่ผู้อื่นจะสามารถนำมาเปรียบเทียบได้
เขาเตรียมการเอาไว้ว่า หากในภายภาคหน้าเขามีเศษเสี้ยวแห่งการชิงอำนาจเหลือเฟือเมื่อใด เขาจะแลกเปลี่ยนยาชำระไขกระดูกออกมาอีกหนึ่งเม็ด เพื่อช่วยเซี่ยเชียนชำระล้างเส้นชีพจรและไขกระดูก เป็นการพลิกโชคชะตาอย่างสมบูรณ์แบบ
ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ลูกน้องของเซี่ยเฉินหลายคนล้วนก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะจางเหวินเหลียว
เซี่ยเฉินได้เลือกเคล็ดวิชาอันลึกล้ำให้เขาวิชาหนึ่ง บวกกับได้รับความช่วยเหลือจากยาหลอมกายา และมีเซี่ยเหวินคอยจับมือสอนอย่างใกล้ชิด ทำให้เมื่อสองวันก่อนเขาสามารถทะลวงผ่านเข้าสู่ระดับแปดได้แล้ว
……
วันที่หนึ่งเดือนหก!
ฤกษ์งามยามดี!
หอสุราที่เสิ่นเสวี่ยเหยียนเปิดนั้นตั้งอยู่ติดกับถนนหย่งเล่อซึ่งเชื่อมต่อกับถนนสายกลาง
นี่คือถนนสายหลักอันพลุกพล่านใจกลางเมืองชั้นใน เป็นศูนย์กลางการค้าขาย ถนนสายนี้มีธุรกิจการค้าเฟื่องฟู ร้านอาหารเจริญรุ่งเรือง ถือเป็นสถานที่อันดับหนึ่งที่บรรดาขุนนางและผู้มีอำนาจในเมืองหลวงต้องมาเยือนหากต้องการจับจ่ายใช้สอย
วันนี้ถนนสายนี้เริ่มคึกคักขึ้นมาตั้งแต่ฟ้าเพิ่งจะสาง
"วันนี้มันเกิดเรื่องอันใดขึ้น ทำไมถึงได้จัดฉากใหญ่โตถึงเพียงนี้ กระทั่งถนนยังถูกทำความสะอาดจนหมดจด ขาดก็แค่เอาพรมมาปูแล้วมั้ง!"
"ทำไมข้าถึงรู้สึกว่าอากาศบนถนนสายนี้มันหอมกรุ่นขึ้นมาล่ะ นี่ข้าคิดไปเองหรือเปล่า"
"เจ้าไม่ได้คิดไปเองหรอก ก่อนหน้านี้มีคนเชิญผู้ใช้อาคมระดับแปดมาทำพิธีชำระล้างอากาศบนถนนสายนี้จนบริสุทธิ์ไปหมดแล้วต่างหาก!"
……
ตั้งแต่ปากทางเข้าถนนฉางเล่อเป็นต้นมา ก็มีบ่าวรับใช้ชุดเขียวคอยปัดกวาดทำความสะอาดอยู่ตลอดทาง ถนนหนทางถูกจัดระเบียบอย่างเรียบร้อย พ่อค้าแม่ค้าหาบเร่ริมถนนไม่ได้ถูกไล่ตะเพิดไปไหน ทว่าไม่อนุญาตให้ยึดครองพื้นที่บนถนนตามอำเภอใจ บริเวณโดยรอบยังมีคนถือโคมจัดขบวนเตรียมพร้อมและคอยเดินลาดตระเวนอยู่
บรรดาพ่อค้ารายย่อยที่มีแผงลอยประจำ พอเดินทางมาถึงแผงลอยของตนเองก็ต้องตกตะลึงกับความอลังการเหล่านี้
"รู้เรื่องหอสุราที่กำลังตกแต่งอยู่ตรงกลางถนนฉางเล่อหรือไม่" มีพ่อค้าแผงข้างๆ เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
"ย่อมต้องรู้อยู่แล้ว ก็หอเทียนซ่างจวีที่ตกแต่งแปลกประหลาดนั่นอย่างไร ช่างกล้าตั้งชื่อเสียจริง!"
"ก็หอสุราแห่งนี้นี่แหละ วันนี้กำลังจะเปิดกิจการแล้ว!" เถ้าแก่ร้านขายผลไม้กวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะขยับเข้าไปกระซิบข้างหูเถ้าแก่ร้านน้ำชา
"แค่เปิดกิจการถึงกับต้องจัดฉากใหญ่โตถึงเพียงนี้เชียวหรือ" เถ้าแก่ร้านน้ำชาตกตะลึงไปแล้ว ถึงกับต้องกวาดล้างถนนตั้งแต่ต้นซอย การจัดฉากนี้ออกจะใหญ่โตเกินไปหน่อยแล้วมั้ง
"ก็หอเทียนซ่างจวีนี้น่ะสิ เถ้าแก่ผู้อยู่เบื้องหลังมีอิทธิพลกว้างขวางมาก ได้ยินมาว่าวันนี้จะเชิญบุคคลระดับสูงมาร่วมงานมากมายเลยทีเดียว!"
เถ้าแก่ร้านขายผลไม้พูดกับเถ้าแก่ร้านน้ำชาด้วยท่าทางที่แสดงออกว่า 'ตกใจล่ะสิ ข้าเก่งใช่ไหมล่ะ กระทั่งข่าววงในแบบนี้ก็ยังรู้'
สาเหตุที่เขารู้เรื่องเหล่านี้ก็เป็นเพราะหลานชายของเขาโชคดีถูกหอเทียนซ่างจวีคัดเลือกให้เข้าไปเป็นเสี่ยวเอ้อร์นั่นเอง
"ข้าจะบอกอะไรให้ฟังนะ ถึงแม้หอเทียนซ่างจวีแห่งนี้จะใช้เวลาสร้างเพียงแค่หนึ่งเดือน ทว่ากลับเป็นโครงการที่ใหญ่โตมโหฬารมาก ระยะเวลาสั้นๆ เพียงหนึ่งเดือน ก็แทบจะเรียกได้ว่าเป็นการรื้อสร้างใหม่ทั้งหมดเลยทีเดียว
ถึงจะเรียกว่าเป็นหอ ทว่าอันที่จริงก็ถือว่าเป็นหอคอยขนาดย่อมไปแล้ว ภายในนั้นมีถึงหกชั้น ข้าได้ยินมาว่าทั้งหกชั้นนี้จะถูกแบ่งออกเพื่อรองรับลูกค้าแต่ละระดับชั้น
คนธรรมดาต่อให้มีเงินมากเพียงใด อย่างมากที่สุดก็ขึ้นไปได้แค่ชั้นสองเท่านั้น ด้านบนยังมีอีกสี่ชั้น ผู้ที่จะเข้าไปได้ต้องเป็นขุนนางระดับสูงหรือผู้มีอำนาจบารมีตัวจริงเท่านั้น!"
เถ้าแก่ร้านขายผลไม้เปิดเผยข่าววงใน พลางเล่าไปด้วยท่าทางใฝ่ฝัน เขาเองก็ไม่รู้เช่นกันว่าชั้นสองขึ้นไปนั้นมีความลึกลับซ่อนเร้นอันใดอยู่ และต้องเป็นคนระดับใดกันแน่ถึงจะสามารถขึ้นไปถึงชั้นหกได้!
"แค่หอสุราแห่งเดียว ต้องทำตัวให้มันหรูหราอลังการถึงเพียงนี้เลยหรือ หรือว่าหากมีคนอยากขึ้นไปกินดื่มจับจ่ายบนชั้นสองขึ้นไป ทางร้านยังจะกล้าปฏิเสธไม่ยอมให้เข้าอีกหรือ" เถ้าแก่ร้านน้ำชาฟังจบก็มีสีหน้าตกตะลึง
"เฒ่าจางเอ๋ย วิสัยทัศน์ของเจ้าช่างคับแคบนัก กินข้าว กินข้าว การกินข้าวมันไม่ได้มีแค่เรื่องกินเพียงอย่างเดียว ทว่ามันยังมีเรื่องของหน้าตาด้วย! ทุกคนต่างก็เป็นผู้มีอำนาจบารมี หากข้าสามารถขึ้นไปชั้นสี่ได้ ทว่าเจ้ากลับอยู่ได้แค่ชั้นสาม เช่นนั้นข้าย่อมต้องมีฐานะสูงส่งกว่า และมีหน้ามีตามากกว่าเจ้า เข้าใจหรือยัง ชู่ว รีบหุบปากเร็วเข้า ดูรถม้าคันนั้นสิ มีบุคคลระดับสูงมาเยือนแล้ว!"
เฒ่าหลี่ร้านขายผลไม้พูดไปพลางกวาดสายตามองซ้ายขวาไปพลาง ในระหว่างที่กำลังคุยกันอยู่นั้น เขาก็เหลือบไปเห็นรถม้าอันหรูหราคันหนึ่งกำลังค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้ามาทางปากซอย!
[จบแล้ว]