- หน้าแรก
- เข้าเกมล่วงหน้าก่อนใคร เริ่มต้นมาก็กลายเป็นคู่หมั้นจักรพรรดินีเสียแล้ว
- บทที่ 82 - ใต้เท้าเซี่ยผู้อำนาจล้นฟ้า!
บทที่ 82 - ใต้เท้าเซี่ยผู้อำนาจล้นฟ้า!
บทที่ 82 - ใต้เท้าเซี่ยผู้อำนาจล้นฟ้า!
บทที่ 82 - ใต้เท้าเซี่ยผู้อำนาจล้นฟ้า!
☆☆☆☆☆
เซี่ยเฉินมองดูเสิ่นเสวี่ยเหยียนที่คุกเข่าอยู่บนพื้นพลางพยักหน้ารับ
"ลุกขึ้นเถิด ต่อจากนี้ไปข้าคือที่พึ่งพิงของเจ้า!"
เมื่อเสิ่นเสวี่ยเหยียนได้ยินเช่นนี้ เขาก็โขกศีรษะคำนับขอบคุณอีกครั้ง
"ติงตง! ขอแสดงความยินดีกับผู้เล่นที่รวบรวมยอดคนได้ครบห้าคน บรรลุเงื่อนไขของเวอร์ชันศึกชิงอำนาจราชวงศ์แล้ว ผู้เล่นต้องการอัปเดตหรือไม่"
เซี่ยเฉินได้ยินเสียงใสกังวานดังขึ้น หน้าต่างระบบก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าของเขา
เซี่ยเฉินเหลือบมองเพียงแวบเดียวก่อนจะดึงสายตากลับมาอย่างแนบเนียน จากนั้นก็มองไปยังเสิ่นเสวี่ยเหยียน จางเหวินเหลียว เซี่ยเหวิน และอวี๋เส้าเชียน เมื่อรวมกับสวี่ซิงเฉินที่เขาปล่อยให้จัดเตรียมเอกสารอยู่ในห้องก็ครบห้าคนพอดี
เวอร์ชันระบบของเขาเป็นเวอร์ชันฟื้นฟูพลังปราณหลอมรวมโลกอยู่แล้ว ตอนนี้ยังจะต้องอัปเกรดระบบอีกหรือ
นี่มันจะนำหน้าคนอื่นไปไกลลิบเลยทีเดียว!
"ไปกันเถอะ!"
เซี่ยเฉินมองเสิ่นเสวี่ยเหยียนพลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม อารมณ์ของเขาดีเยี่ยมเป็นอย่างมาก
วันนี้เขาเข้ามาในคุกใต้ดิน จุดประสงค์ก็เพื่อรับตัวทั้งสามคนนี้ แต่ไม่คิดเลยว่าจะมีผลพลอยได้ที่คาดไม่ถึง
สามารถกระตุ้นเงื่อนไขการอัปเกรดระบบได้สำเร็จ จะว่าไป ระบบของเขาก็น่าจะนับได้ว่าเป็นเวอร์ชัน 3.0 อยู่แล้ว หากอัปเกรดอีกครั้งก็น่าจะถือเป็นเวอร์ชัน 4.0 ได้เลย
เสิ่นเสวี่ยเหยียนมองดูเซี่ยเฉินที่มีรอยยิ้มเต็มใบหน้าและอารมณ์ดีอย่างเห็นได้ชัด เขาจึงเดินตามหลังไปเงียบๆ
ใต้เท้าผู้นี้ไม่รู้ว่ามีภูมิหลังเช่นไร ดูแล้วน่าจะมีอายุเพียงสิบกว่าปีเท่านั้น ทว่าคนถือโคมที่อยู่รอบๆ กลับให้ความเคารพยำเกรงต่อใต้เท้าผู้นี้อย่างเห็นได้ชัด ที่นี่คือคุกของคนถือโคมที่ได้ชื่อว่าเป็นนรกขุมที่สิบแปดเชียวนะ คนธรรมดาที่ถูกขังอยู่ที่นี่เกินหนึ่งเดือนแล้วยังไม่ได้ออกไป โดยพื้นฐานแล้วหากไม่แก่ตายอยู่ข้างในก็ต้องถูกทรมานจนตายอยู่ดี
ทว่าใต้เท้าหนุ่มผู้นี้เพียงแค่เอ่ยปากประโยคเดียวก็สามารถพาเขาออกไปได้ อำนาจบารมีนี้ช่างล้นฟ้าเหลือเกิน
"ใต้เท้าเซี่ย!"
"เหตุใดใต้เท้าเซี่ยจึงมาด้วยตัวเองขอรับ"
ตลอดทางที่เดินมา พวกอวี๋เส้าเชียนทั้งสามคนก็เห็นคนถือโคมเข้ามาทักทายเซี่ยเฉินอย่างต่อเนื่อง ส่วนเซี่ยเฉินก็เพียงแค่พยักหน้ารับอย่างเรียบเฉยเท่านั้น
สิ่งนี้ทำให้ทั้งสามคนประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง พวกเขาไม่ได้ออกมาข้างนอกตั้งสองสามปี เมืองหลวงปรากฏบุคคลระดับสูงที่อายุน้อยถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน
โลกภายนอกช่างเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ!
"ถังจู่หลี่ ข้าจะพาคนทั้งสามนี้ไป ยังต้องมีขั้นตอนอะไรอีกหรือไม่ ข้าจะไปจัดการด้วยตนเอง"
ณ โถงคุกใต้ดินชั้นลบหนึ่ง เซี่ยเฉินเอ่ยกับชายวัยกลางคนอายุสามสิบกว่าปีผู้หนึ่ง
คุกใต้ดินอยู่ในเขตอำนาจของกองคุมขังซึ่งเป็นกองที่หกขององค์กรคนถือโคม ส่วนชั้นลบหนึ่งถึงชั้นลบสามนั้นอยู่ภายใต้การดูแลของถังจู่หลี่ผู้นี้
"ทั้งสามคนนี้ไม่ใช่ผู้ต้องหาสำคัญอะไร ผู้บัญชาการกองเซี่ยสามารถพาคนไปได้เลยขอรับ ส่วนเรื่องขั้นตอนต่างๆ เดี๋ยวข้าน้อยจะไปจัดการให้เอง ตอนเย็นหลังเลิกงานน่าจะส่งหนังสือปล่อยตัวไปให้ที่เรือนของท่านได้พอดี!"
ถังจู่หลี่ที่แต่เดิมกำลังนั่งจิบชาอย่างสบายอารมณ์ จู่ๆ ก็เด้งตัวลุกจากที่นั่ง พลางประสานมือยิ้มแย้มให้กับเซี่ยเฉิน
"เช่นนั้นก็ต้องขอบคุณถังจู่หลี่มาก เรื่องขั้นตอนต่างๆ คงต้องรบกวนท่านแล้ว กระบวนการต้องถูกต้องตามกฎระเบียบนะ วันหน้าข้าจะเลี้ยงเหล้าท่านเอง!"
เซี่ยเฉินพยักหน้ารับ เขาฉีกยิ้มให้ถังจู่หลี่โดยไม่ได้เกรงใจอะไรมากมาย ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
ส่วนอวี๋เส้าเชียนและอีกสองคนที่อยู่ด้านหลังของเซี่ยเฉินก็เก็บทุกถ้อยคำสนทนาเมื่อครู่เข้าหูจนหมด ถึงแม้ฐานะและวิสัยทัศน์ของพวกเขาทั้งสามจะแตกต่างกัน แต่เห็นได้ชัดว่าพวกเขาทุกคนล้วนเป็นคนฉลาดหลักแหลมอย่างยิ่ง
ภายในใจของพวกเขาสะท้านตกตะลึง ล้วนทราบฐานะของเซี่ยเฉินแล้ว ใต้เท้าผู้นี้ที่ดูอายุเพียงสิบกว่าปี กลับเป็นถึงผู้บัญชาการกองขององค์กรคนถือโคม เพียงแต่ไม่รู้ว่าคุมกองใดกันแน่
"ข้าถูกขังในคุกมานานกว่าสองปี ไม่รู้เรื่องราวความเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอก ใต้เท้าผู้นี้มีฐานะความเป็นมาเช่นไรกันแน่ อายุเพียงสิบกว่าปีก็สามารถควบคุมหนึ่งในเก้ากองใหญ่ได้แล้ว ความโปรดปรานเช่นนี้ ในอนาคตจะต้องกลายเป็นขุนนางใหญ่ในราชสำนักอย่างแน่นอน"
อวี๋เส้าเชียนพึมพำกับตัวเองในใจ ประสบการณ์ในคุกสองปีทำให้สภาพจิตใจของเขาแตกต่างไปจากแต่ก่อนอย่างมาก เมื่อก่อนเขาเป็นพวกอุดมคตินิยมผู้สูงส่ง
ทว่าปัจจุบันเขาได้ล่วงรู้แล้วว่า การจะกอบกู้บ้านเมืองนั้นจะพึ่งพาผู้อื่นไม่ได้ ตนเองต้องแข็งแกร่ง ต้องควบคุมอำนาจบารมีด้วยตนเอง และลงมือทำเรื่องจริงจังด้วยตนเอง นั่นต่างหากถึงจะเป็นหนทางแห่งการกอบกู้บ้านเมืองที่แท้จริง
อวี๋เส้าเชียนในยามนี้ ไม่ใช่ชายหนุ่มที่เอาแต่อ่านตำรานักปราชญ์อีกต่อไป แต่เป็นนักปฏิบัติผู้รู้จักโอนอ่อนผ่อนตามและเด็ดขาดในเวลาเดียวกัน
"อายุยังน้อยแต่กลับได้ตำแหน่งถึงผู้บัญชาการกอง ใต้เท้าผู้มีพระคุณที่ช่วยข้าผู้นี้จะต้องมีฐานะที่สะเทือนเลื่อนลั่นอย่างแน่นอน ไม่รู้ว่าเป็นบุตรหลานของตระกูลขุนนางระดับสูงตระกูลใด ถึงกับได้รับความไว้วางใจจากฝ่าบาทถึงเพียงนี้ ต่อจากนี้ไปหากมีใต้เท้าผู้นี้คอยคุ้มครอง กิจการค้าขายของข้าย่อมต้องราบรื่นไร้อุปสรรค และไม่ต้องถูกผู้อื่นจับจ้องอีกต่อไป!"
เสิ่นเสวี่ยเหยียนคิดในใจเงียบๆ สีหน้าของเขายิ่งทวีความตื่นเต้นมากขึ้นเรื่อยๆ การรอคอยตลอดสามปีของเขาไม่สูญเปล่าเลย ในที่สุดเขาก็รอจนได้พบกับผู้สูงศักดิ์ที่เล็งเห็นถึงความสามารถของเขา
ตลอดสามปีในคุกนี้เขาไม่ได้รอคอยอย่างสูญเปล่า ภายในหัวของเขามีแผนผังพิมพ์เขียวทางธุรกิจอันยิ่งใหญ่เตรียมพร้อมเอาไว้นานแล้ว เพื่อที่ว่าหลังจากออกจากคุกแล้ว เขาจะได้แสดงคุณค่าของตนเองออกมา
วิถีแห่งการค้าของเขาเมื่อเทียบกับสามปีก่อนแล้ว ได้ยกระดับขึ้นไปไม่รู้กี่ขั้นต่อกี่ขั้น
"คิดไม่ถึงเลยว่าการได้เข้าคุกคนถือโคมสักครั้ง กลับกลายเป็นความโชคดีในคราวเคราะห์ ข้าได้เกาะขาผู้มีอำนาจตัวจริงเข้าแล้ว ไม่แน่ว่าข้าเองก็อาจจะมีโอกาสได้เป็นบุคคลระดับสูงอย่างที่ข้าเคยเห็นในตอนนั้นบ้างก็ได้!"
จางเหวินเหลียวคิดอย่างปลาบปลื้มใจ ยามนี้วิสัยทัศน์ของเขายังต่ำต้อยนัก ภายในใจก็ไม่ได้มีความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่อะไร เดิมทีตามเส้นทางโชคชะตาที่ถูกกำหนดไว้ พวกเขายังต้องรอไปอีกสองสามปี ถึงจะถูกเหยากวงเลือกตัว และชะตากรรมก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
โดยเฉพาะจางเหวินเหลียว ต่อให้เป็นไปตามเส้นทางโชคชะตาเดิม ช่วงเวลาที่เขาโดดเด่นที่สุดก็ล้วนอยู่ในอีกสิบกว่าปีข้างหน้าทั้งสิ้น...
แต่ทว่าในเวลานี้ เส้นทางโชคชะตาของพวกเขากลับต้องเปลี่ยนแปลงไปอีกครั้ง...
——————
"หัวหน้า ท่านจะเกรงใจและตื่นเต้นไปทำไม เขาเป็นผู้บัญชาการกองแห่งกองตาเหยี่ยว ส่วนพวกเราอยู่กองคุมขัง ถึงแม้เขาจะมียศสูงกว่าพวกเราและถือว่าเป็นผู้บังคับบัญชา แต่ก็ไม่เห็นจะต้องตื่นเต้นถึงเพียงนี้เลยนี่ขอรับ!"
หลังจากที่พวกเซี่ยเฉินเดินออกจากคุกใต้ดินไปแล้ว ป่ายหู้ของคนถือโคมผู้หนึ่งที่อยู่ข้างกายถังจู่หลี่ก็มองดูหัวหน้าของตนที่มีสีหน้านอบน้อม ก่อนจะอดรนทนไม่ไหวเอ่ยปากขึ้นมา
"ไอ้หนุ่มอย่างเจ้าจะไปรู้อะไร ไม่เห็นหรือว่าเมื่อบ่ายวันนี้มีคนถูกส่งตัวเข้าคุกมาตั้งมากมายขนาดไหน ในนั้นมีตั้งสองคนที่เป็นระดับเดียวกับข้า ล้วนเป็นถังจู่ด้วยกันทั้งสิ้น แต่ก็ยังถูกจับขังเข้ามาเลย!"
ถังจู่หลี่เหลือบมองลูกน้องของตนแวบหนึ่ง แล้วจึงกวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะลดเสียงพูดเบาลง
"เจ้าอย่าเห็นว่าผู้บัญชาการกองเซี่ยผู้นี้อายุยังน้อยและพูดจาดูเป็นมิตร ไม่มีท่าทีถือตัวเลยสักนิด ทว่านั่นมันก็แค่เปลือกนอกเท่านั้น นี่น่ะเป็นตัวอันตรายของแท้ สองหน่วยที่รวมถึงระดับถังจู่ด้วย ทั้งป่ายหู้และเชียนหู้ล้วนถูกจัดการจนเรียบ คนระดับป่ายหู้อย่างเจ้าน่ะ วันนี้ถูกส่งตัวมาตั้งห้าสิบกว่าคนเชียวนะ!"
ถังจู่หลี่ปรายตามองลูกน้องของตนผู้นี้ ป่ายหู้หวังก็หดคอวูบทันที แผ่นหลังของเขาสัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือก
"ลงมือเช่นนี้ ไม่กลัวว่าจะทำให้ลูกน้องลุกฮือขึ้นมาต่อต้านหรือขอรับ ทำแบบนี้มิใช่ว่าทุกคนจะพากันหวาดระแวงไปหมดหรือ" ป่ายหู้หวังอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
"แน่นอนว่าย่อมต้องมีคนไม่พอใจ เมื่อบ่ายวันนี้ ป่ายหู้และเชียนหู้จากกองอื่นๆ มากมายพอได้ยินเรื่องนี้เข้าก็ต่างพากันกระวนกระวายใจ รวมตัวกันไปหาใต้เท้าผู้บัญชาการเพื่อให้เขาออกหน้าจัดการ!"
"แล้วเจ้าเดาดูสิว่าผลสรุปเป็นอย่างไร ใต้เท้าหม่าซ่งผู้นั้นไล่ทุกคนออกไปจนหมด ซ้ำยังมีถังจู่บางคนที่พูดจาไม่เข้าหูถูกจับโบยด้วยนะ!"
เมื่อป่ายหู้หวังได้ยินเช่นนี้ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง
ถังจู่หลี่กล่าวต่อไปว่า "ใต้เท้าเซี่ยผู้นี้ไม่เหมือนกับผู้บัญชาการกองคนอื่นๆ การที่ใต้เท้าผู้บัญชาการปกป้องเขาแบบเอาเป็นเอาตายเช่นนี้ ก็เพียงพอที่จะอธิบายทุกอย่างได้แล้ว พวกเราคือองครักษ์ส่วนพระองค์ของฝ่าบาท ส่วนเขาคือราชบุตรเขยของฝ่าบาท ในอนาคตไม่แน่ว่าคนขององค์กรถือโคมทั้งหมดอาจจะต้องเปลี่ยนไปแซ่เซี่ยก็เป็นได้ ดังนั้นต่อให้ตอนนี้เขาจะยังควบคุมพวกเราไม่ได้ แต่ก็ห้ามไปล่วงเกินเขาโดยเด็ดขาด!"
ถังจู่หลี่ตบหน้าอกของป่ายหู้หวัง หากไอ้หนุ่มนี่ไม่ใช่ลูกน้องคนสนิทของเขา เขาก็คงไม่ยอมชี้แนะอะไรให้มากความถึงเพียงนี้หรอก
……
เซี่ยเฉินพากลุ่มคนเดินเข้ามาในเรือนทำงานของตน ก็พบกับสวี่ซิงเฉินกำลังถือพู่กันและหมึกนั่งอ่านสำนวนคดีอยู่
เขาเป็นคนปรับตัวเก่งมาก อีกทั้งยังฉลาดหลักแหลมสุดๆ สำนวนคดีบางคดีเขาเพียงแค่มองดูไม่กี่ตาก็สามารถค้นพบช่องโหว่ภายในนั้นได้แล้ว ความเร็วในการตรวจเอกสารของเขานั้นรวดเร็วมากเสียจนทำให้ชุยฮู่ที่อยู่ด้านข้างถึงกับอึ้งไปเลย
"เซี่ยเฉินไปหาคนผู้นี้มาจากที่ใดกัน ช่างร้ายกาจปานปีศาจถึงเพียงนี้ บางคดีแค่มองสำนวนคดีเพียงแวบเดียวก็สามารถค้นพบช่องโหว่ได้แล้ว นี่มันยอดนักสืบชัดๆ"
ชุยฮู่ตกตะลึงอีกครั้ง อีกครั้ง และอีกครั้งแล้ว!
[จบแล้ว]