เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 44 - หนึ่งคนทะลวงฝ่าทัพนับหมื่น!

บทที่ 44 - หนึ่งคนทะลวงฝ่าทัพนับหมื่น!

บทที่ 44 - หนึ่งคนทะลวงฝ่าทัพนับหมื่น!


บทที่ 44 - หนึ่งคนทะลวงฝ่าทัพนับหมื่น!

☆☆☆☆☆

ลู่เฉิน หนึ่งในบุตรบุญธรรมของลู่หลี และยังเป็นบุตรบุญธรรมที่มีความสามารถมากที่สุด!

การที่ลู่หลีส่งเขาเข้ามาในองค์กรคนถือโคม ย่อมแฝงความตั้งใจที่จะปูทางให้เขาเป็นผู้สืบทอดตำแหน่ง

แต่พระทัยของเบื้องบนนั้นยากจะหยั่งถึง ลู่หลีดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการสูงสุดมานานกว่ายี่สิบปีแล้ว หากให้ลู่เฉินสืบทอดตำแหน่งต่อ เกรงว่าองค์กรคนถือโคมคงจะกลายเป็นของตระกูลลู่ไปโดยสมบูรณ์

นี่คือหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ลู่หลีต้องตกกระป๋อง

กองตาเหยี่ยวมีหน่วยย่อยทั้งหมดห้าหน่วย ลู่เฉินและอวิ๋นหยางป๋อชุยฮู่ผู้นี้ต่างก็กุมอำนาจดูแลกันคนละหน่วยย่อย

เมื่อทั้งสองคนส่งเสียงออกมา ก็เรียกเสียงตอบรับจากทุกคนได้ในทันที แต่ก็มีบางคนที่สายตาลอกแลก ไม่ยอมปริปากพูดสิ่งใด พวกเขาแฝงตัวอยู่ในฝูงชนแล้วค่อยๆ ถอยร่นไปอยู่ที่มุมห้อง

ยอดคนต่อสู้กัน ไม่เกี่ยวกับปลาซิวปลาสร้อยอย่างพวกเขา!

"ดูคึกคักกันดีนี่!"

ในขณะที่ทุกคนกำลังส่งเสียงเชียร์อยู่นั้น เสียงหนึ่งก็ดังมาจากด้านนอก เป็นเสียงที่ราบเรียบแต่กลับทรงพลังทะลุทะลวง ผ่านประตูหลายชั้นเข้ามาถึงหูของทุกคน ทำให้สีหน้าของทุกคนพลันเปลี่ยนไป

ยังไม่ทันเห็นตัว ก็ได้ยินเสียงนำมาก่อนแล้ว!

สายตาของทุกคนจับจ้องไปที่ประตู และในตอนนั้นเองประตูบานใหญ่ก็ถูกถีบเปิดออกอย่างแรง

ใบหน้าที่ยังคงความอ่อนเยาว์ของเซี่ยเชียนเผยให้เห็นถึงจิตสังหารอันดุร้าย เขากระชับดาบยาวในมือเพื่อเบิกทางแล้วเดินนำเข้ามาเป็นคนแรก

ตามติดมาด้วยเซี่ยเฉินที่พาเซี่ยเซียวและหลี่สี่เดินตามเข้ามา

เซี่ยเฉินมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า ในมือถือพัดจีบท่าทางผ่อนคลายสบายๆ ราวกับคุณชายที่มาเดินเล่นชมวิวทิวทัศน์ ประกอบกับใบหน้าที่หล่อเหลาไร้ผู้เปรียบเทียบ ยิ่งทำให้เขาดูราวกับคุณชายผู้สูงศักดิ์ที่หลุดพ้นจากโลกโลกีย์

"นี่คือป้ายหยกประจำตำแหน่งผู้บัญชาการกองตาเหยี่ยว นับจากนี้ไปข้าคือผู้บัญชาการกองตาเหยี่ยว!"

เซี่ยเฉินยิ้มแย้มพลางหยิบป้ายหยกสีทองคำขาวออกมาจากเข็มขัด แล้วโยนเข้าไปในกลุ่มคน ท่าทางเบาสบายดุจดั่งคุณชายเจ้าสำราญ

และป้ายหยกชิ้นนี้ก็บังเอิญตกไปอยู่ในมือของหลี่เหว่ยพอดี หลี่เหว่ยตัวแข็งทื่อ เมื่อเห็นสายตาของทุกคนจับจ้องมาที่ตนเอง ก็พลันรู้สึกว่าป้ายหยกในมือชิ้นนี้ช่างร้อนระอุเสียเหลือเกิน

"เป็นอย่างไร มีปัญหาอันใดหรือไม่ หากไม่มีปัญหาแล้วก็คืนให้ข้าเถิด ป้ายนี้ฝ่าบาทพระราชทานให้ด้วยพระองค์เองเชียวนะ!"

เซี่ยเฉินกล่าวพร้อมรอยยิ้ม รูปลักษณ์และท่วงท่าอันสง่างามไร้ที่เปรียบ ทำให้ทุกคนถึงกับเหม่อลอย ผู้บัญชาการคนใหม่ผู้นี้มีกลิ่นอายความสูงศักดิ์แผ่ซ่านออกมามากเกินไปแล้ว

ในฐานะคนขององค์กรคนถือโคม พวกเขาล้วนเคยพบปะกับบุคคลสำคัญในเมืองหลวงมานักต่อนัก แต่คนรุ่นเยาว์ที่มีท่วงท่าสง่างามถึงเพียงนี้ พวกเขาเพิ่งเคยพบเจอเป็นครั้งแรก

หลี่เหว่ยรู้สึกประหม่า เขารีบประคองป้ายหยกส่งคืนให้เซี่ยเฉินด้วยความเคารพ ก่อนหน้านี้เขายังไม่เห็นผู้บัญชาการคนใหม่ผู้นี้อยู่ในสายตา ซ้ำยังรู้สึกต่อต้านเสียด้วยซ้ำ

แต่เมื่อได้มาพบกับเซี่ยเฉินตัวจริง ชายผู้นี้อายุอายุน้อยกว่าเขาตั้งหลายปี แต่ในยามนี้เขากลับแทบจะไม่กล้าหายใจแรง

"หรือว่าบนโลกนี้จะมีคนที่เกิดมาสูงศักดิ์แต่กำเนิดจริงๆ สูงส่งจนมิอาจล่วงละเมิดได้!"

ทั้งที่เซี่ยเฉินยังไม่ได้พูดอะไรที่รุนแรง แถมยังมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า ให้ความรู้สึกอบอุ่นดั่งสายลมฤดูใบไม้ผลิ แต่ภายในใจของหลี่เหว่ยกลับรู้สึกหวาดกลัวอย่างควบคุมไม่ได้ จนความคิดนี้ผุดขึ้นมาในหัว

ไม่ใช่แค่หลี่เหว่ยคนเดียวที่มีความคิดเช่นนี้ ทุกคนต่างก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกคล้ายๆ กัน พวกเขารู้สึกราวกับว่าอากาศรอบตัวถูกสูบออกไปจนหมด ทำให้หายใจติดขัด

ทั่วทั้งกองตาเหยี่ยวตกอยู่ในความเงียบงัน ไม่มีผู้ใดกล้าส่งเสียงเอะอะโวยวายอีก แม้แต่คนที่ส่งเสียงดังที่สุดในตอนแรก ตอนนี้ก็ยังต้องหลบสายตา ไม่กล้าสบตากับเซี่ยเฉินตรงๆ

เซี่ยเฉินสงบนิ่งมาตลอดตั้งแต่ต้นจนจบ แต่กลับเหมือนดั่งเทพสงครามผู้ไร้เทียมทาน ที่เพียงชั่วพริบตาก็ทะลวงฝ่ากองทัพนับหมื่นเข้ามาสะกดข่มทุกคนไว้ได้

นี่คือการปะทะกันที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า

ลมตะวันออกสยบลมตะวันตก!

"หน้าตาหล่อเหลาเอาการนี่ แต่หน้าตาหล่อเหลามันกินไม่ได้หรอกนะ องค์กรคนถือโคมของพวกเราต้องการคนที่มีความสามารถจริงๆ หากเจ้าคิดว่ามีเส้นสายมีภูมิหลัง แล้วจะมาทำอะไรตามอำเภอใจในองค์กรคนถือโคมได้ล่ะก็ ข้าขอแนะนำให้เจ้ารีบไสหัวกลับไปกองทหารรักษาพระองค์เสียแต่เนิ่นๆ เถอะ!"

เมื่ออวิ๋นหยางป๋อชุยฮู่เห็นว่าเซี่ยเฉินเพียงแค่พูดประโยคสั้นๆ เรียบง่าย ก็สามารถบั่นทอนขวัญกำลังใจของทุกคนจนหมดสิ้น เขาก็ขมวดคิ้วแน่น รู้ดีว่าหากตนไม่ก้าวออกมาตอนนี้ สถานการณ์ก็คงไม่อาจกอบกู้ได้อีกต่อไป!

"เด็กเมื่อวานซืนอายุสิบเจ็ดปี เจ้ามีคุณสมบัติอันใดกัน!"

ลู่เฉินก็ลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำเช่นกัน ในวินาทีที่เขาลุกขึ้นยืน คนถือโคมอีกสิบกว่าคนที่อยู่ด้านหลังเขาก็ลุกขึ้นยืนตาม แม้จะไม่ได้พูดอะไร แต่การกระทำก็บ่งบอกทุกอย่างแล้ว

ทันใดนั้น บรรยากาศในห้องก็กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง!

"ท่านอวิ๋นหยางป๋อ เสี่ยวกงเหยีย หากเป็นผู้อื่นก้าวออกมาพูดว่า ข้าอาศัยภูมิหลัง อาศัยสถานะในการเลื่อนตำแหน่ง ข้าจะไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ เลย แต่การที่พวกท่านสองคนก้าวออกมาต่อว่าข้า มันไม่ดูน่าขันไปหน่อยหรือ!"

เซี่ยเฉินยืนอยู่หน้าประตู เขาหุบพัดจีบในมือลง ชี้ไปที่ชุยฮู่และลู่เฉิน ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างไม่เกรงใจใคร

ยิ่งเขาหัวเราะอย่างอหังการมากเท่าใด แรงกดดันอันหนักอึ้งก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น ให้ความรู้สึกราวกับม้าศึกตัวเดียวที่สามารถทะลวงฝ่ากองทัพนับหมื่นได้

คนถือโคมสองสามคนที่ยืนอยู่ด้านหน้าใกล้กับเซี่ยเฉินต่างก็มีสีหน้าซีดเผือด

พวกเขารู้สึกว่าเจ้านายคนใหม่ผู้นี้ดูประหลาดเกินไปแล้ว กลิ่นอายเช่นนี้ไม่ใช่แรงกดดันจากการฝึกฝนวรยุทธ์ แต่เป็นความน่าเกรงขามที่แผ่ออกมาจากส่วนลึกของจิตใจ ทำให้เมื่อใดที่เกิดความคิดเป็นศัตรู ภายในใจก็จะเกิดความหวาดกลัวและกระวนกระวาย

ราวกับว่าเซี่ยเฉินคือมรรคาสวรรค์ คือกฎเกณฑ์ที่ไม่อาจต่อต้านหรือขัดขืนได้!

ลู่เฉินและชุยฮู่ก็สัมผัสได้ถึงความน่าเกรงขามนี้เช่นกัน ทั้งสองขมวดคิ้วแน่น ความรู้สึกนี้ทำให้พวกเขาอึดอัดเป็นอย่างมาก

ภายในดวงตาของเซี่ยเฉินมีนัยน์ตาคู่กระพริบไหว นัยน์ตาทั้งสองดวงแยกออกและรวมเข้าด้วยกัน ส่วนลึกของดวงตามีแสงประหลาดแผ่ซ่านออกมา ทว่ากลับไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงนี้

เซี่ยเฉินย่อมรู้ดีถึงความผิดปกติในร่างกายของตนเอง นับตั้งแต่คืนนั้นที่เขากระตุ้นลัญจกรมังกรเก้าตัวและเข้าไปในแดนสวรรค์อันแตกสลาย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะมังกรทองแห่งโชคชะตาอันใหญ่โตหลอมรวมเข้ากับร่างกายของเขา หรือเป็นเพราะนัยน์ตาคู่ของเขาตื่นขึ้นกันแน่

เพียงแค่เขารวบรวมสมาธิ ร่างกายของเขาก็จะแผ่กลิ่นอายแรงกดดันออกมาโดยอัตโนมัติ สั่นสะเทือนจิตใจผู้คน ในชั่วขณะนั้นราวกับได้กลายร่างเป็นมรรคาสวรรค์ ตัวเขาเพียงผู้เดียวก็เป็นตัวแทนของพลังอำนาจแห่งฟ้าดิน!

ยิ่งไปกว่านั้น เซี่ยเฉินยังรู้สึกว่ากลิ่นอายแรงกดดันเช่นนี้ ยังสามารถนำมาปรับใช้ได้ลึกซึ้งยิ่งกว่านี้อีก

"ในองค์กรคนถือโคม ไม่มีอวิ๋นหยางป๋อ มีเพียงหัวหน้าหน่วยชุย!"

เมื่อถูกเซี่ยเฉินจ้องมอง ภายในใจของชุยฮู่ก็แอบสั่นสะท้าน แต่เมื่อได้ยินเซี่ยเฉินเรียกเขาว่าอวิ๋นหยางป๋อ เขาก็ขมวดคิ้วและเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

"มีอะไรน่าขัน พวกเราทำไมหรือ พวกเรามีสิทธิ์อะไรที่จะสั่งสอนเจ้าไม่ได้!"

ลู่เฉินปั้นหน้าขรึม สีหน้าเย็นเยียบดุจงูพิษในเงามืด

"ไม่น่าขันหรือ อวิ๋นหยางป๋อของพวกเราคงไม่ลืมชาติกำเนิดของตัวเองหรอกนะ!" เซี่ยเฉินกวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะหยุดสายตาไว้ที่ลู่เฉินครู่หนึ่ง แล้วจึงหันไปจ้องมองชุยฮู่!

"ข้าบอกแล้วไง ว่าอย่าเรียกข้าว่าอวิ๋นหยางป๋อ!"

ชุยฮู่รังเกียจสรรพนามนี้เป็นอย่างยิ่ง เขาราวกับสิงโตหนุ่มที่กำลังเกรี้ยวกราด ดวงตาจ้องเขม็งไปที่เซี่ยเฉิน ราวกับพร้อมจะกระโจนเข้าใส่ในวินาทีถัดไป

"อวิ๋นหยางป๋อคือเกียรติยศของบรรพบุรุษเจ้า คนที่แม้แต่ภูมิหลังของตัวเองยังไม่กล้าเผชิญหน้า ไม่มีสิทธิ์มาพูดกับข้าเช่นนี้"

เซี่ยเฉินเอ่ยเยาะเย้ย ก่อนจะกล่าวต่อไปว่า

"เจ้าพูดถูก ที่ข้าก้าวมาถึงจุดนี้ได้อย่างรวดเร็ว ก็เพราะอาศัยภูมิหลังและเบื้องหลังของข้าจริงๆ ทันทีที่ข้าเข้ารับราชการ ข้าก็ได้เริ่มต้นที่ตำแหน่งนายกองขั้นเจ็ด ซึ่งจุดเริ่มต้นนี้ก็เป็นความสูงที่คนธรรมดาทั้งชีวิตก็มิอาจเอื้อมถึงแล้ว"

"ข้าเข้าใจดีว่า การที่ข้าสามารถเป็นเช่นนี้ได้ ล้วนเป็นเพราะบุญบารมีของบรรพบุรุษคุ้มครอง ดังนั้นข้าจึงหวงแหนมันเป็นพิเศษ และข้าก็กล้ายอมรับอย่างกล้าหาญ"

"เพราะมันไม่ใช่เรื่องผิดอันใด การที่ข้าสามารถเริ่มต้นจากตำแหน่งนายกองขั้นเจ็ดได้ ก็เพราะบรรพบุรุษของข้าหลั่งเลือดทาแผ่นดินในสนามรบ สละชีพเพื่อชาติบ้านเมือง จึงแลกมาซึ่งสิ่งเหล่านี้ให้แก่ข้า!"

"ข้าไม่มีอะไรที่ไม่กล้ายอมรับ ยิ่งไปกว่านั้น ข้ายังภูมิใจเป็นอย่างยิ่งด้วยซ้ำ!"

"ส่วนเจ้าล่ะ ทั้งที่เสวยสุขจากบุญบารมีที่บรรพบุรุษมอบให้แท้ๆ แต่กลับปากแข็งอับอายที่จะยอมรับ"

"ซ้ำยังไปป่าวประกาศไปทั่ว ว่าที่ข้ามีทุกวันนี้ได้ ที่ประสบความสำเร็จในวันนี้ได้ ล้วนอาศัยความสามารถของตัวเองทั้งสิ้น!"

"เจ้าลองฟังคำพูดนี้ดูสิ เจ้าไม่รู้สึกว่าตัวเองน่าขันบ้างเลยหรือไง!"

เซี่ยเฉินชี้หน้าชุยฮู่พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา ส่วนชุยฮู่ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามนั้น ใบหน้าแดงก่ำไปหมดแล้ว ดวงตาก็แดงเถือก เขากำหมัดแน่น อ้าปากแล้วก็หุบลง สัญชาตญาณสั่งให้เขาโต้แย้ง แต่กลับไร้เรี่ยวแรงที่จะเอื้อนเอ่ย!

……

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 44 - หนึ่งคนทะลวงฝ่าทัพนับหมื่น!

คัดลอกลิงก์แล้ว