- หน้าแรก
- หนึ่งกระบี่พลิกสวรรค์ ตำนานจอมเทพเยี่ยอู๋โยว
- บทที่ 49 - เจ้าได้อันดับหนึ่ง แล้วข้าจะได้อะไรเล่า
บทที่ 49 - เจ้าได้อันดับหนึ่ง แล้วข้าจะได้อะไรเล่า
บทที่ 49 - เจ้าได้อันดับหนึ่ง แล้วข้าจะได้อะไรเล่า
"อยากพูดก็พูด ไม่อยากพูดก็ไม่ต้องพูด!"
เยี่ยอู๋โยวทำท่าทางเหมือนไม่สนใจเลยสักนิด
"อย่าสิ!"
โจวเสวียนเยี่ยรีบกระซิบที่ข้างหูเสียงเบา "ตอนนี้ข้าบรรลุขั้นเบิกปราณระดับสมบูรณ์แล้ว!"
ขั้นเบิกปราณระดับสมบูรณ์!
เยี่ยอู๋โยวมองโจวเสวียนเยี่ยด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย
เมื่อหลายเดือนก่อนเขาเพิ่งเจอกับโจวเสวียนเยี่ย เจ้านี่ยังอยู่แค่ขั้นเบิกปราณระดับต้นอยู่เลย นึกไม่ถึงว่าจะบรรลุขั้นเบิกปราณระดับสมบูรณ์ได้เร็วขนาดนี้
ทว่าเมื่อคิดดูอีกทีพรสวรรค์ของโจวเสวียนเยี่ยก็ไม่ได้แย่อะไร
ระหว่างที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกัน บรรดาศิษย์ที่ทยอยเดินทางมาก็รวมตัวกันเกือบครบแล้ว
อาจารย์ของสำนักศึกษาเทียนชิงผู้หนึ่งเดินออกมาแล้วตะโกนลั่น "ทุกคนเข้าแถวให้เป็นระเบียบ ต่อไปจะเริ่มการทดสอบอายุกระดูกและระดับพลังยุทธ์ หากอายุเกินสิบแปดปีหรือยังไม่บรรลุขั้นเบิกปราณ จะถูกคัดออกทั้งหมด!"
"ไปกันเถอะ ไปต่อแถวกัน!"
โจวเสวียนเยี่ยดึงเยี่ยอู๋โยวเดินไปยังช่องทางสำหรับทดสอบอายุกระดูกและระดับพลังยุทธ์
ผู้คนถูกแบ่งออกเป็นห้าแถว ด้านหน้าของแต่ละแถวจะมีศิษย์และอาจารย์ของสำนักศึกษาเทียนชิงคอยรับผิดชอบการทดสอบและจดบันทึก
"หวังหมิง อายุสิบเก้าปี ไม่ผ่าน คนต่อไป!"
สิ้นเสียงอันเย็นชาของอาจารย์
ศิษย์ที่ชื่อหวังหมิงผู้นั้นก็มีสีหน้าดูไม่ได้แล้วกล่าว "ท่านอาจารย์ ให้โอกาสข้าอีกสักครั้งเถอะขอรับ ข้าเพิ่งจะอายุสิบเก้าปีได้แค่เดือนเดียว แค่เดือนเดียวเท่านั้นเอง"
"เช่นนั้นก็ไม่ได้!"
อาจารย์ผู้รับผิดชอบการทดสอบและจดบันทึกมีสีหน้าเย็นชาแล้วกล่าว "ออกไปเดี๋ยวนี้!"
หวังหมิงเดินคอตกออกไปจากช่องทางด้วยความสิ้นหวัง
โจวเสวียนเยี่ยเห็นแถวที่อยู่ด้านหน้า ส่วนใหญ่ล้วนมีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไข แต่ก็มีคนส่วนน้อยที่ไม่ยอมถอดใจและพยายามจะตบตาให้ผ่านไปให้ได้ แต่สุดท้ายก็ถูกจับได้อยู่ดี
ทั้งสองคนต่อแถวไปด้วยกัน
จู่ๆ โจวเสวียนเยี่ยก็เอ่ยถาม "อู๋โยว เจ้ามั่นใจหรือไม่ การทดสอบร่วมห้าเมืองในครั้งนี้รับสมัครเพียงสิบคนเท่านั้นนะ!"
"ก็น่าจะได้กระมัง"
"อะไรคือน่าจะได้กระมัง" โจวเสวียนเยี่ยกล่าวด้วยความจริงจังทันที "ได้ก็คือได้ ไม่ได้ก็คือไม่ได้สิ!"
"ก็ได้"
เยี่ยอู๋โยวแบมือแล้วเอ่ย "ว่ากันตามตรง ข้าตั้งใจจะคว้าอันดับหนึ่งและเอาเตาหลอมเสวียนจินน่ะ!"
สิ้นคำพูดนี้
โจวเสวียนเยี่ยเบิกตากว้างจ้องมองเยี่ยอู๋โยวเขม็งราวกับเห็นผี
"เจ้าได้อันดับหนึ่ง แล้วข้าจะได้อะไรเล่า"
โจวเสวียนเยี่ยรีบส่ายหน้าทันที "ไม่ได้ๆ อันดับหนึ่งเจ้าเอาไปไม่ได้ หากครั้งนี้ข้าไม่ได้อันดับหนึ่งท่านพ่อต้องตีขาข้าหักแน่"
"ให้ข้าได้อันดับหนึ่งเถอะ ถึงเวลานั้นพอได้เตาหลอมเสวียนจินมาข้าค่อยยกให้เจ้า ดีหรือไม่"
เยี่ยอู๋โยวมีสีหน้าคลางแคลงใจ "เจ้านี่นะ จะดีถึงเพียงนี้เชียวหรือ"
"แน่นอนว่าเจ้าต้องใช้หินวิญญาณซื้ออย่างไรเล่า!"
"ไสหัวไปเลยไป!"
ระหว่างที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกัน แถวก็ค่อยๆ ขยับไปข้างหน้า
คนส่วนใหญ่ล้วนมีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไข มีเพียงส่วนน้อยนิดที่แอบหวังฟลุกและเข้ามาปะปนเท่านั้น
ไม่นานนักก็ถึงคิวของโจวเสวียนเยี่ย
บนโต๊ะด้านหน้ามีหินหยกสีดำแดงวางอยู่ทางฝั่งซ้าย ส่วนฝั่งขวามีเข็มทิศขนาดเท่าฝ่ามือวางอยู่
ศิษย์ของสำนักศึกษาเทียนชิงที่รับผิดชอบการทดสอบเอ่ยขึ้น "วางมือทั้งสองข้างลงบนหินหยกและเข็มทิศก็พอ"
โจวเสวียนเยี่ยวางมือลงไป
ทันใดนั้นหินหยกก็เปล่งแสงวาบ ปรากฏลวดลายสีดำสิบแปดเส้นและลวดลายสีขาวอีกสองสามเส้น
ส่วนเข็มทิศบนหน้าปัดก็ชี้ไปที่ช่องว่างช่องที่สอง
"อืม อายุสิบแปดปี ระดับพลังสูงกว่าขั้นหลอมกายา ผ่านเกณฑ์ ไปรับป้ายหมายเลขด้านหน้าแล้วเตรียมตัวเข้ารับการทดสอบได้!"
"ขอบคุณมาก!"
โจวเสวียนเยี่ยพยักหน้ารับก่อนจะเดินไปข้างหน้า
ในเวลานี้เยี่ยอู๋โยวก็ก้าวออกไป
"ตระกูลซู เยี่ยอู๋โยว"
"อืม วางมือทั้งสองข้างลงไป"
"อืม"
เยี่ยอู๋โยววางมือทั้งสองข้างลงไป
บนพื้นผิวของหินหยกสีดำแดงปรากฏลวดลายสีดำสิบหกเส้นและลวดลายสีขาวอีกสองสามเส้น
เยี่ยอู๋โยวพอจะเข้าใจแล้วว่านี่คือการทดสอบว่าอายุเท่าไหร่กี่เดือน
ส่วนเข็มทิศบนหน้าปัดในเวลานี้ก็ชี้ไปที่ช่องว่างช่องที่สองซึ่งเป็นตัวแทนของขั้นเบิกปราณ
นี่เป็นเพียงการทดสอบอายุกระดูกและระดับพลังยุทธ์คร่าวๆ เท่านั้น ไม่ได้ประกาศอายุและระดับพลังยุทธ์ที่แน่ชัดของผู้ที่เข้าร่วมการทดสอบออกมา
"ผ่านเกณฑ์!"
อาจารย์ผู้รับผิดชอบการจดบันทึกเอ่ยอีกครั้ง "ไปทดสอบด้านหน้า"
"ขอรับ"
ไม่นานนัก
โจวเสวียนเยี่ยเห็นเยี่ยอู๋โยวเดินมาก็กล่าวด้วยความดีใจ "พวกเราได้อยู่ด้วยกันอีกแล้ว!"
ในเวลาเดียวกัน
อีกแถวหนึ่ง
เยี่ยชิงหมิงที่ผ่านการทดสอบมาแล้วมองเห็นเยี่ยอู๋โยวเดินผ่านจุดทดสอบไป ใบหน้าก็เขียวคล้ำขึ้นมาทันที
"เขาบรรลุขั้นเบิกปราณแล้วจริงๆ หรือ จะเป็นไปได้อย่างไร"
เยี่ยชิงหมิงคิดอย่างไรก็คิดไม่ออกจริงๆ
เยี่ยอู๋โยวกลายเป็นคนไร้ค่ามาสองปี ส่วนเขาที่พากเพียรฝึกฝนมาตลอดสองปีก็เพิ่งจะบรรลุขั้นเบิกปราณเมื่อไม่นานมานี้เอง
แต่เยี่ยอู๋โยวที่กลายเป็นคนไร้ค่ามาสองปี กลับใช้เวลาเพียงเจ็ดวัน แค่เจ็ดวันเท่านั้นก็บรรลุขั้นเบิกปราณได้แล้ว!
เช่นนั้นการฝึกฝนอย่างหนักตลอดสองปีของเขาเล่า นับเป็นตัวอะไรกัน
คนที่ตกใจไม่แพ้เยี่ยชิงหมิงก็คือต้วนอิ้งเยว่
เดิมทีต้วนอิ้งเยว่คิดว่าเยี่ยอู๋โยวไม่มีทางมาเข้าร่วมการทดสอบอย่างแน่นอน หากมาก็เท่ากับรนหาที่อับอาย
ทว่าเมื่อเห็นเยี่ยอู๋โยวผ่านการทดสอบเหมือนกับพวกตน นั่นก็เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าเยี่ยอู๋โยวบรรลุขั้นเบิกปราณแล้วจริงๆ
เจ็ดวัน!
ล้อกันเล่นหรืออย่างไร!
คนที่ตกตะลึงไม่ได้มีแค่พวกเขาทั้งสองคน ยังมีเสิ่นเหวินเซวียนรวมถึงบรรดาผู้เยาว์จากเมืองไท่เสวียนคนอื่นๆ ที่เข้าร่วมการทดสอบด้วย
ทว่าบรรดาคนหนุ่มสาวที่มาจากเมืองซิงเยว่ เมืองคูมู่ เมืองหลิงเฟิง และเมืองอวิ๋นไห่กลับไม่ได้ใส่ใจนัก
ปีนั้นเยี่ยอู๋โยวมีชื่อเสียงโด่งดังมากจริงๆ
แต่ตอนนี้ก็เป็นแค่สุนัขข้างถนนตัวหนึ่งเท่านั้น
ใครจะว่างมาสนใจอัจฉริยะตกอับกันเล่า
ต่อให้อัจฉริยะผู้นี้จะกลับมาฝึกฝนได้อีกครั้งแล้วก็ตามที
ไม่นานนักบรรดาผู้เยาว์ต่างก็ทยอยเข้ารับการทดสอบและเดินเข้าสู่บริเวณรอการทดสอบ
จากนั้น
อาจารย์ของสำนักศึกษาเทียนชิงท่านหนึ่งก็เดินขึ้นไปบนแท่นสูงด้านหน้า
ผู้มาเยือนดูอายุไม่เกินสี่สิบปี สวมเสื้อคลุมยาวแต่งกายคล้ายบัณฑิต ให้ความรู้สึกเป็นมิตรและเข้าถึงง่าย
"ทุกท่าน โปรดอยู่ในความสงบ!"
เมื่อเห็นศิษย์หลายร้อยคนในลานต่างก็หันมามอง ชายวัยกลางคนก็กล่าวต่อ "ข้าชื่อหลวี่เหวินเทา เป็นหนึ่งในสามผู้คุมสอบหลักที่รับผิดชอบการทดสอบในครั้งนี้"
ทุกคนพากันประสานมือคารวะ
"การทดสอบร่วมห้าเมืองในครั้งนี้รับสมัครศิษย์เพียงสิบคนเท่านั้น ข้าหวังว่าทุกคนจะทุ่มเทอย่างสุดความสามารถ"
หลวี่เหวินเทาแย้มยิ้มบางๆ "ลำดับต่อไป ข้าจะขอแนะนำการทดสอบด่านแรกให้ทุกคนได้ทราบ"
ขณะที่หลวี่เหวินเทากำลังพูดอยู่นั้น
ทางฝั่งซ้ายก็มีชายหนุ่มสองคนแบกเสาหินที่สูงกว่าหนึ่งจั้งและมีความหนาเท่ากับเอวของคนเดินออกมา
บนพื้นผิวของเสาหินมีลวดลายมังกรเหินหงส์ร่ายรำและมีรอยสลักเก้าเส้นอย่างเห็นได้ชัด
เสาหินต้นนั้นถูกนำมาวางไว้ตรงหน้าทุกคน เมื่อมันกระทบกับพื้นก็ส่งเสียงดังสนั่น
จากนั้นหลวี่เหวินเทาก็เดินลงมาจากแท่นสูงและหยุดอยู่หน้าเสาหิน เขาใช้ฝ่ามือลูบมันเบาๆ
เสาหินก็ขยายตัวจากความสูงหนึ่งจั้งขึ้นไปถึงเก้าจั้งอย่างรวดเร็วก่อนจะหยุดนิ่ง
"การทดสอบด่านแรกนี้ ง่ายดายมาก"
หลวี่เหวินเทาหัวเราะพลางกล่าว "นี่คืออุปกรณ์วิเศษเสารวบรวมปราณที่สำนักศึกษาเทียนชิงของเราคิดค้นขึ้นมา!"
"ทุกท่านเพียงแค่ใช้หมัดหรือฝ่ามือของตนเองโจมตีเข้าใส่เสารวบรวมปราณต้นนี้ มันก็จะเปล่งแสงออกมา โดยแบ่งออกเป็นเก้าระดับ ตั้งแต่หนึ่งจั้งไปจนถึงเก้าจั้ง!"
"หากต้องการผ่านการทดสอบ เพียงแค่โจมตีเสารวบรวมปราณให้แสงพุ่งขึ้นไปถึงระดับหกจั้งก็พอแล้ว!"
เมื่อได้ยินเช่นนี้
หลายคนก็เข้าใจแจ่มแจ้งในใจ
นี่ก็คือการทดสอบพละกำลังของทุกคนสินะ!
ในตอนนั้นเองศิษย์คนหนึ่งก็เอ่ยขึ้น "ขอเรียนถามอาจารย์หลวี่ ระดับพลังยุทธ์ของพวกเราแต่ละคนไม่เท่ากัน เช่นนั้นก็หมายความว่าใครที่มีระดับพลังสูงกว่า ก็จะทำให้เสาเปล่งแสงได้สูงกว่าไม่ใช่หรือขอรับ"
หลวี่เหวินเทาส่ายหน้า "หาเป็นเช่นนั้นไม่!"