เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 48 - ข้าบอกให้ไสหัวไป อย่ามาน่ารำคาญ!

บทที่ 48 - ข้าบอกให้ไสหัวไป อย่ามาน่ารำคาญ!

บทที่ 48 - ข้าบอกให้ไสหัวไป อย่ามาน่ารำคาญ!


เยี่ยอู๋โยวหันกลับไปมองก็พบเด็กหนุ่มอายุราวสิบหกสิบเจ็ดปีผู้หนึ่งสวมชุดรัดรูปสีเขียวอ่อน มัดผมยาวด้วยรัดเกล้า แววตาของเขาแฝงไว้ด้วยความเย่อหยิ่งจองหองและกำลังปรายตามองมาที่เขา

ด้านข้างของเด็กหนุ่มมีเงาร่างอีกหลายสายยืนอยู่

เห็นได้ชัดว่าคนเหล่านั้นต่างก็มีเด็กหนุ่มผู้นี้เป็นศูนย์กลาง พวกเขาพากันมองมาที่เยี่ยอู๋โยวด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตรนัก

"เจ้าเป็นใคร"

"เมืองซิงเยว่ หมิงซินเซวียนแห่งตระกูลหมิง!"

เด็กหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา "เจ้าก็คือเยี่ยอู๋โยวที่เคยกลายเป็นคนไร้ค่าแล้วกลับมาหายดีคนนั้นสินะ"

"ข้าได้ยินพี่สาวเล่าให้ฟังแล้วว่าเจ้านี่มันไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเอาเสียเลย"

พี่สาวหรือ

เมื่อหมิงซินเซวียนเห็นใบหน้าของเยี่ยอู๋โยวที่เต็มไปด้วยความงุนงงก็แค่นเสียงเอ่ย "พี่สาวข้าก็คือหมิงซินเยียนแห่งตระกูลหมิงอย่างไรเล่า!"

คนหนึ่งชื่อหมิงซินเยียน อีกคนชื่อหมิงซินเซวียน

สองพี่น้องคู่นี้ ... ช่างสมกับเป็นคนตระกูลเดียวกันเสียจริง นิสัยใจคอถอดแบบกันมาไม่มีผิด

"ก็แค่โอสถรักษารูปโฉมเม็ดเดียว เจ้าเป็นบุรุษอกสามศอกแท้ๆ ทำไมถึงได้ใจแคบนักเล่า" หมิงซินเซวียนแค่นเสียง "ทางที่ดีเจ้าจงไปขอโทษพี่สาวข้าเสีย มิเช่นนั้น ... "

"ไสหัวไป!"

น้ำเสียงของเยี่ยอู๋โยวแผ่วเบาทว่าแฝงไปด้วยความเด็ดขาด

"เจ้าพูดว่าอย่างไรนะ"

หมิงซินเซวียนถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ

"ข้าบอกให้ไสหัวไป อย่ามาน่ารำคาญ!"

"ไอ้เด็กเวร รอนรหาที่ตายนักนะ!"

หมิงซินเซวียนโกรธจัด เขากำหมัดแน่นพร้อมกับรวบรวมพลังปราณวิญญาณในร่างกาย

ในตอนนั้นเอง

ศิษย์ของสำนักศึกษาเทียนชิงคนหนึ่งก็ตวัดสายตามองมาแล้วเอ่ยเสียงเย็น "ผู้ใดก่อความวุ่นวาย จะถูกไล่ออกไปและตัดสิทธิ์การทดสอบทันที!"

บรรดาชายหนุ่มที่ติดตามหมิงซินเซวียนรีบเอ่ยห้ามปรามทันที

"ซินเซวียน ช่างเถอะ อย่าไปเอาพิมเสนแลกกับเกลือเลย"

"ใช่แล้ว ไม่คุ้มกันเลยสักนิด"

"เจ้านี่เมื่อเทียบกับเจ้าแล้วก็เป็นแค่สวะ จะไปมีน้ำโหเพราะมันทำไมกัน"

แต่ละคนผลัดกันพูดคนละประโยคสองประโยค

หมิงซินเซวียนมองเยี่ยอู๋โยวแล้วเอ่ยเสียงเย็น "ไอ้เด็กเวร เจ้าจงภาวนาให้ตัวเองทนอยู่ให้ถึงด่านสุดท้ายให้ได้ก็แล้วกัน ถึงเวลานั้นเจ้าต้องท้าประลองกับข้าให้ได้นะ ข้าจะอัดเจ้าให้ตายคามือเลยคอยดู!"

"ห้ามส่งเสียงดัง!"

ศิษย์ของสำนักศึกษาเทียนชิงเอ่ยเตือนอีกครั้ง "จงรออย่างสงบ!"

หมิงซินเซวียนถลึงตาใส่เยี่ยอู๋โยวอย่างดุเดือด ก่อนจะเดินจากไปพร้อมกับพรรคพวก

ไม่นานนักหมิงซินเซวียนก็เดินมาถึงจุดที่หมิงซินเยียนและต้วนอิ้งเยว่ยืนอยู่

"ท่านพี่ ท่านพูดถูกจริงๆ เยี่ยอู๋โยวผู้นั้นมันจองหองอวดดีไม่เห็นหัวใครเลยจริงๆ"

หมิงซินเซวียนแค่นเสียง "รอให้ผ่านการทดสอบทั้งสามด่านไปก่อนเถอะ ข้าจะต้องทำให้มันชดใช้อย่างสาสม"

ต้วนอิ้งเยว่แย้มยิ้มแล้วเอ่ย "คุณชายหมิง เกรงว่าต่อให้ท่านผ่านการทดสอบทั้งสามด่านไปได้ เขาก็อาจจะผ่านไปไม่ได้หรอกนะ!"

"นั่นก็จริง ... "

หมิงซินเซวียนอายุสิบเจ็ดปีก็บรรลุขั้นเบิกปราณระดับสมบูรณ์แล้ว หากมองไปทั่วทั้งห้าเมืองใหญ่ เขาก็ถือเป็นอัจฉริยะที่หาตัวจับยากผู้หนึ่ง

"เยี่ยอู๋โยวผู้นี้ ก่อนหน้านี้เขาอยู่แค่ขั้นหลอมกายาระดับเจ็ดไม่ใช่หรือ แล้วเขาโผล่มาทดสอบได้อย่างไรกัน สำนักศึกษาเทียนชิงมีกฎว่าผู้เข้าร่วมทดสอบต้องอายุไม่เกินสิบแปดปีและต้องมีระดับพลังสูงกว่าขั้นหลอมกายา เขาคุณสมบัติไม่ผ่านนี่นา!" หมิงซินเยียนถามด้วยความสงสัย

"จริงด้วย ... "

ต้วนอิ้งเยว่ชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อนึกขึ้นได้นางก็มีสีหน้าประหลาดใจ "เจ้านี่ ... หรือว่า ... เป็นไปไม่ได้หรอก!"

เวลาเพียงเจ็ดวัน!

เยี่ยอู๋โยวจะบรรลุขั้นเบิกปราณได้อย่างนั้นหรือ

จะเป็นไปได้อย่างไร!

...

ในเวลาเดียวกัน

บริเวณริมลานประลองที่ถูกล้อมเอาไว้ก็มีเงาร่างหลายสายทยอยเดินเข้ามา

หนึ่งในนั้นเมื่อเห็นเยี่ยอู๋โยวก็รีบเดินตรงเข้ามาหาทันที

"เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร"

"เจ้าบรรลุขั้นเบิกปราณแล้วหรือ"

"เป็นไปไม่ได้ เจ็ดวันก่อนเจ้ายังอยู่แค่ขั้นหลอมกายาระดับเจ็ดอยู่เลย!"

เยี่ยอู๋โยวมองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉยก่อนจะขมวดคิ้ว

"เยี่ยชิงหมิง ทำไมเจ้าถึงชอบถามคำถามปัญญาอ่อนเช่นนี้อยู่เรื่อยเลย"

เยี่ยอู๋โยวเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา "ไสหัวไปไกลๆ ไป อย่ามาน่ารำคาญ"

"เจ้า ... "

เยี่ยชิงหมิงชี้หน้าเยี่ยอู๋โยว ทว่าเมื่อสบเข้ากับสายตาเย็นเยียบของอีกฝ่าย เขาก็ต้องหดคอกลับและถอยหลังไปก้าวหนึ่ง

เขาเองก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด นับตั้งแต่เหตุการณ์ที่โถงวิวาห์ในวันนั้น ทุกครั้งที่เขาเห็นเยี่ยอู๋โยวเขาก็มักจะรู้สึกหวาดกลัวอยู่ลึกๆ

"ลูกพี่ลูกน้องอู๋โยว อย่าได้เย่อหยิ่งจองหองนักเลยน่า!"

หลิ่วเซวียนที่ยืนอยู่ข้างเยี่ยชิงหมิงแย้มยิ้มบางๆ แล้วเอ่ย "อย่างไรเสียก็ถือเป็นคนครอบครัวเดียวกัน จะทำให้บรรยากาศมันตึงเครียดไปทำไม"

"ใครเป็นครอบครัวเดียวกับเจ้ากัน"

เยี่ยอู๋โยวมองหลิ่วเซวียนแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "เจ้าเป็นลูกพี่ลูกน้องของเยี่ยชิงหมิง ไม่ใช่ลูกพี่ลูกน้องของข้า หลิ่วเซวียน จำใส่หัวเอาไว้ให้ดี!"

"ดื้อรั้นอวดดีจริงๆ"

หลิ่วเซวียนเอามือไพล่หลังพลางแค่นเสียงหัวเราะ "หวังว่าเจ้าจะผ่านการทดสอบทั้งสามด่านไปได้นะ พอถึงเวลานั้นข้าก็อยากจะประลองฝีมือกับเจ้าดูสักตั้งเหมือนกัน"

"มีโอกาสแน่นอน!"

เยี่ยอู๋โยวตวัดสายตามองพร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงสบายๆ

"ฮึ!"

หลิ่วเซวียนแค่นเสียงเย็นก่อนจะสะบัดแขนเสื้อเดินจากไป

เยี่ยชิงหมิงถลึงตาใส่เยี่ยอู๋โยวอย่างดุเดือด ก่อนจะรีบเดินตามหลิ่วเซวียนไป

แต่ละคนต่างดาหน้าเข้ามาหาเรื่องชวนให้สะอิดสะเอียนอยู่ได้

เช่นนั้นก็รอดูกันต่อไปเถอะ!

เยี่ยอู๋โยวรีบหามุมสงบเพื่อรอเวลา เนื่องจากไม่มีสิ่งใดให้ทำเขาจึงนั่งลงฝึกฝนพลังเสียเลย

ในตอนนั้นเอง

เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นอย่างกะทันหัน

"เยี่ยอู๋โยว!"

เมื่อได้ยินเสียงเรียก เยี่ยอู๋โยวก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น

ผู้ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเขาคือชายหนุ่มอายุราวสิบเจ็ดสิบแปดปี เขามีรูปร่างสูงใหญ่ ตัดผมสั้นทะมัดทะแมง ดูสดใสและสะอาดตา

"ข้าเอง!"

ชายหนุ่มย่อตัวลงมองเยี่ยอู๋โยวแล้วหัวเราะ "โจวเสวียนเยี่ยไง ทำไม จำข้าไม่ได้แล้วหรือ"

โจวเสวียนเยี่ย!

บุตรชายของโจวเย่าหัวผู้นำตระกูลโจวแห่งเมืองไท่เสวียน ทั้งยังเป็นอัจฉริยะที่มีพรสวรรค์โดดเด่นผู้หนึ่งในเมืองไท่เสวียนอีกด้วย

เมื่อก่อนโจวเสวียนเยี่ยมีความสัมพันธ์อันดีกับเยี่ยอู๋โยว

เจ้านี่เป็นคนขยันขันแข็งและมุ่งมั่นกับการฝึกฝนพลังเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

ในตอนที่เยี่ยอู๋โยวมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วอาณาจักรเทียนเสวียน โจวเสวียนเยี่ยก็มักจะมาขอประลองฝีมือกับเขาอยู่เสมอ

แทบจะไม่เคยชนะเลย

ทว่าโจวเสวียนเยี่ยก็ไม่เคยย่อท้อและยังคงสนุกสนานไปกับการประลอง

และเยี่ยอู๋โยวก็รู้สึกประทับใจในนิสัยตรงไปตรงมาของโจวเสวียนเยี่ยเป็นอย่างมาก

นับตั้งแต่เยี่ยอู๋โยวกลายเป็นคนไร้ค่า โจวเสวียนเยี่ยก็มักจะแวะเวียนมาหาเขาที่ตระกูลเยี่ยอยู่เสมอ คอยให้กำลังใจและปลอบประโลมเขา

อาจกล่าวได้ว่าโจวเสวียนเยี่ยเป็นสหายแท้เพียงคนเดียวของเยี่ยอู๋โยวในเมืองไท่เสวียนแห่งนี้

ทว่าเขาก็ไม่ได้เจอหน้าเจ้านี่มาหลายเดือนแล้วเหมือนกัน

เมื่อความทรงจำจากสองชาติภพหลอมรวมกัน เยี่ยอู๋โยวจึงไม่รู้สึกห่างเหินกับโจวเสวียนเยี่ยเลยแม้แต่น้อย

เพียงแต่ไม่เจอกันนานแถมไม่ได้ข่าวคราวของโจวเสวียนเยี่ยเลย จึงทำให้เขารู้สึกเหม่อลอยไปชั่วขณะ

เยี่ยอู๋โยวแย้มยิ้มบางๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืน

"ช่วงนี้เจ้าหายไปไหนมา"

"เฮ้อ อย่าพูดถึงมันเลย"

โจวเสวียนเยี่ยรีบพุ่งเข้ามาสวมกอดเยี่ยอู๋โยวอย่างแนบแน่น ก่อนจะเอ่ย "ท่านพ่อไล่ข้าออกจากจวน ข้าเลยต้องออกไปท่องโลกกว้างอยู่หลายเดือน ข้าใช้ชีวิตอยู่แต่ในป่าเขาคลุกคลีอยู่กับสัตว์วิเศษ เกือบจะเอาชีวิตไม่รอดตั้งหลายครั้งเชียวนะ!"

"หากเจ้าไม่เชื่อก็ดูแผลตามตัวข้าสิ"

กล่าวจบโจวเสวียนเยี่ยก็เลิกแขนเสื้อขึ้นเตรียมจะปลดเข็มขัด

"พอแล้วๆ ข้าเชื่อเจ้าแล้ว ... "

เยี่ยอู๋โยวรีบเอ่ยห้ามโจวเสวียนเยี่ยทันที

"ลำบากเจ้าแล้วจริงๆ!"

"เจ้านั่นแหละที่ลำบาก!"

โจวเสวียนเยี่ยกล่าวพลางสวมกอดเยี่ยอู๋โยวอีกครั้ง "ข้าขอโทษด้วย ช่วงที่ผ่านมาข้าไม่อยู่เลย พอข้ากลับมาถึงก็ได้ยินท่านพ่อเล่าว่าเมืองไท่เสวียนเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่"

"ทั้งเรื่องที่เจ้าถูกบังคับให้แต่งงานกับคนตาย เรื่องที่เจ้าฟื้นฟูพลังยุทธ์กลับมาได้ แถมยังเกือบถูกคนลอบสังหารอีก ข้าฟังแล้วตกใจจนแทบสิ้นสติเลยล่ะ!"

เยี่ยอู๋โยวเม้มปากยิ้ม "เรื่องมันผ่านไปหมดแล้วล่ะ"

"ใช่แล้ว มันผ่านไปหมดแล้ว ในเมื่อเจ้ามาอยู่ที่นี่ได้ แสดงว่าเจ้าบรรลุขั้นเบิกปราณแล้วใช่หรือไม่"

"อืม"

"ยอดเยี่ยมไปเลย!" โจวเสวียนเยี่ยกล่าวด้วยความตื่นเต้น "เจ็ดวันก่อนยังอยู่ขั้นหลอมกายาระดับเจ็ดแท้ๆ ตอนนี้กลับบรรลุขั้นเบิกปราณเสียแล้ว ร้ายกาจจริงๆ"

"แล้วเจ้าล่ะ"

"ข้าน่ะหรือ เหอะๆ ... "

โจวเสวียนเยี่ยฉีกยิ้มกว้าง "เจ้าลองทายดูสิ"

จบบทที่ บทที่ 48 - ข้าบอกให้ไสหัวไป อย่ามาน่ารำคาญ!

คัดลอกลิงก์แล้ว