เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 47 - ตกลง ข้ารับปากท่าน!

บทที่ 47 - ตกลง ข้ารับปากท่าน!

บทที่ 47 - ตกลง ข้ารับปากท่าน!


หลิ่วซิงเหยามองไปที่หลิ่วเซวียนพร้อมเอ่ยตำหนิ "เซวียนเอ๋อร์ เจ้าพูดจากับน้องชายเช่นนี้ได้อย่างไร"

"ก็มันเป็นเรื่องจริงนี่ขอรับ!"

หลิ่วเซวียนกล่าวทันที "การทดสอบร่วมห้าเมืองในครั้งนี้รับสมัครศิษย์เพียงสิบคน ทว่าอัจฉริยะที่เข้าร่วมการทดสอบรวมแล้วน่าจะมีถึงสี่ห้าร้อยคนเชียวนะขอรับ"

"ในบรรดาสี่ห้าร้อยคนนี้ ส่วนใหญ่อยู่ในขั้นเบิกปราณระดับต้นก็จริง แต่คนที่บรรลุขั้นเบิกปราณระดับสูงสุดได้นั้นมีไม่ต่ำกว่าสิบคนอย่างแน่นอน!"

หลิ่วเซวียนกล่าวจบก็หันไปมองเยี่ยชิงหมิงพร้อมเอ่ยตรงๆ "ลูกพี่ลูกน้องชิงหมิง ตอนนี้เจ้าเพิ่งจะอยู่ขั้นเบิกปราณระดับกลางเท่านั้น เจ้าคิดว่าตัวเองมีโอกาสผ่านการทดสอบมากน้อยเพียงใดกันเล่า"

เยี่ยชิงหมิงเพิ่งจะอ้าปากเถียง

หลิ่วซิงเหยาก็โบกมือแล้วกล่าว "เอาล่ะๆ ล้วนเป็นสายเลือดเดียวกันทั้งนั้น เซวียนเอ๋อร์ เจ้าพูดเช่นนี้ไม่ค่อยเหมาะสมนัก"

จากนั้น

หลิ่วซิงเหยาก็หันไปมองเยี่ยซานไห่แล้วกล่าว "น้องเขย ว่ากันตามตรงการทดสอบในครั้งนี้ยากลำบากมากจริงๆ โอกาสที่หลานชายชิงหมิงจะผ่านการทดสอบนั้นช่างริบหรี่ยิ่งนัก ... "

เยี่ยซานไห่ได้ยินเช่นนั้นก็ไม่ได้รีบร้อนเอ่ยปาก เขาเพียงเดินไปที่ตำแหน่งประธานแล้วนั่งลงอย่างเงียบๆ

หลิ่วหรูอวิ๋นรีบกล่าว "พี่ใหญ่ ชิงหมิงเป็นหลานชายท่านนะ ท่านต้องช่วยคิดหาหนทางสิ!"

"เรื่องนี้ ... "

หลิ่วซิงเหยามีสีหน้าลำบากใจ "ก่อนหน้านี้ตอนที่ชิงหมิงถูกตีจนกระดูกหัก ข้าก็มอบโอสถวิเศษช่วยให้เขาฟื้นตัวแล้ว ... "

"พี่ใหญ่ ... " หลิ่วหรูอวิ๋นรีบกล่าวต่อ "ความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลเยี่ยกับตระกูลหลิ่วแนบแน่นมากเท่าไหร่ก็ยิ่งส่งผลดีต่อทั้งสองตระกูลมากเท่านั้นนะ"

หลิ่วซิงเหยาเอ่ยอย่างลังเล "แท้จริงแล้วหากเขาสามารถบรรลุขั้นเบิกปราณระดับปลายได้ โอกาสก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ประกอบกับข้อมูลวงในเกี่ยวกับการทดสอบที่หยางเอ๋อร์รู้มา หากรับมือให้ดีโอกาสสำเร็จก็จะเพิ่มขึ้นไปอีกระดับ ... "

"พี่ใหญ่ ท่านมีวิธีอย่างนั้นหรือ"

"อืม!"

หลิ่วซิงเหยากล่าว "หยางเอ๋อร์ได้โอสถชักนำพลังลี้ลับมาจากเมืองหลวง โอสถชักนำพลังลี้ลับนี้สามารถช่วยให้ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นเบิกปราณทะลวงผ่านคอขวดไปได้หนึ่งระดับและเห็นผลทันตาเชียวล่ะ"

"ดีเหลือเกิน!"

หลิ่วหรูอวิ๋นกล่าวด้วยความตื่นเต้น "ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ยังจะรออะไรอยู่อีกเล่า"

"น้องหญิงเอ๋ย ... ข้าที่เป็นพี่ใหญ่ได้ช่วยเหลือพวกเจ้ามามากพอแล้ว ไม่ว่าจะเป็นโอสถชักนำพลังลี้ลับ หรือข้อมูลวงในของการทดสอบ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นของล้ำค่าที่หาซื้อไม่ได้ด้วยทองคำพันชั่ง พวกเจ้าก็ควรจะตอบแทนข้าบ้างมิใช่หรือ"

ตอบแทนบ้างอย่างนั้นหรือ

เมื่อหลิ่วหรูอวิ๋นได้ยินเช่นนี้ก็อดไม่ได้ที่จะหันไปมองเยี่ยซานไห่ที่อยู่ด้านข้าง

เยี่ยซานไห่ขมวดคิ้ว "ท่านต้องการสิ่งใดก็พูดมาตรงๆ เถอะ"

"ดี!"

หลิ่วซิงเหยากล่าวด้วยความกระตือรือร้น "ข้าได้รับข่าวมาว่าจวนเจ้าเมืองตระกูลต้วนและตระกูลเสิ่นดูเหมือนกำลังเตรียมผนึกกำลังเพื่อจัดการกับตระกูลซูใช่หรือไม่"

"ต้วนเทียนอี้คงมาหาเจ้าแล้วกระมัง"

"น้องเขย ขอเพียงเจ้าตกลงและยอมให้ตระกูลหลิ่วของพวกเราเข้าร่วมเพื่อรับส่วนแบ่ง ข้ารับรองว่าโอกาสที่หลานชายชิงหมิงจะสอบเข้าสำนักศึกษาเทียนชิงได้จะเพิ่มขึ้นเป็นเก้าส่วนเลยทีเดียว!"

เยี่ยซานไห่พอได้ยินเช่นนี้ก็ตกตะลึงอยู่ในใจ

เรื่องพรรณนี้ไม่ว่าจะเป็นต้วนเทียนอี้หรือเสิ่นจิ้นซงล้วนต้องปรึกษาหารือกันอย่างลับๆ ที่สุด หลิ่วซิงเหยาที่อยู่ไกลถึงเมืองหลิงเฟิงกลับล่วงรู้ได้อย่างไรกัน

เยี่ยซานไห่กล่าวทันที "เรื่องนี้ข้ายังไม่ได้ตัดสินใจ ... "

"เจ้ายังไม่ได้ตัดสินใจอีกหรือ"

หลิ่วซิงเหยารีบเอ่ย "น้องเขยเอ๋ย ตระกูลซูในตอนนี้ไม่ได้แข็งแกร่งอะไรนัก ซูชิงเหอก็ยังไม่ได้ผงาดขึ้นมาอย่างเต็มตัว หากพลาดโอกาสนี้ไป วันหน้าตระกูลเยี่ยของพวกเจ้าจะต้องถูกตระกูลซูกดขี่จนโงหัวไม่ขึ้นอย่างแน่นอน!"

กล่าวจบ

หลิ่วซิงเหยาก็หันไปมองหลิ่วหยางที่อยู่ด้านหลังแล้วกล่าว "อธิบายให้ท่านอาเขยของเจ้าฟังเสียหน่อยสิ"

หลิ่วหยางพยักหน้า เขามองไปที่เยี่ยซานไห่แล้วกล่าวอย่างจริงจัง "ซูชิงเหอเข้าสำนักศึกษาเทียนชิงในปีเดียวกับข้า และสำนักศึกษาเทียนชิงของเราก็แบ่งออกเป็นสำนักสายนอกและสำนักสายใน"

"ศิษย์สายนอกก็คือศิษย์ใหม่ที่ผ่านการทดสอบเข้ามา รวมไปถึงศิษย์เก่าที่อยู่ในขั้นเบิกปราณและขั้นหล่อเลี้ยงปราณบางส่วน"

"หากต้องการเข้าสู่สำนักสายในก็จำเป็นต้องบรรลุขั้นทะลวงชีพจรให้ได้เสียก่อน!"

"ซูชิงเหอใช้เวลาเพียงสองปีก็สามารถเลื่อนจากสำนักสายนอกเข้าสู่สำนักสายในได้ ทั้งยังติดอันดับทำเนียบอัจฉริยะของสำนักสายในอีกด้วย ในรอบร้อยปีมานี้มีเพียงนางคนเดียวเท่านั้นที่ทำได้รวดเร็วถึงเพียงนี้"

อะไรนะ!

สิ้นคำพูดนี้ทั้งเยี่ยซานไห่และหลิ่วหรูอวิ๋นต่างก็หน้าถอดสี

"เจ้าหมายความว่านางใช้เวลาเพียงสองปี เลื่อนจากขั้นเบิกปราณตอนเพิ่งเข้าสำนักไปจนบรรลุขั้นทะลวงชีพจรได้แล้วอย่างนั้นหรือ"

เยี่ยซานไห่ตกตะลึงจนตาค้าง

ขั้นทะลวงชีพจรเชียวนะ!

ซูชิงเหออายุเท่าไหร่กัน

เพิ่งจะสิบเจ็ดปีเท่านั้น!

ตัวเขาเยี่ยซานไห่อายุสี่สิบกว่าปีแล้วก็เพิ่งจะอยู่ขั้นทะลวงชีพจรเช่นกัน!

ยิ่งไปกว่านั้นด้วยความเร็วในการพัฒนาอันน่าสะพรึงกลัวของซูชิงเหอ เกรงว่านางอาจจะบรรลุขั้นตำหนักวิญญาณได้ก่อนอายุยี่สิบปีเสียด้วยซ้ำกระมัง

ขั้นหลอมกายา ขั้นเบิกปราณ ขั้นหล่อเลี้ยงปราณ และขั้นทะลวงชีพจร ทั้งสี่ระดับนี้เป็นตัวแทนของระบบผู้ฝึกยุทธ์ในเมืองไท่เสวียนแล้ว

ส่วนขั้นตำหนักวิญญาณที่อยู่เหนือสี่ระดับนี้ มีเพียงในเมืองหลวงเท่านั้นที่จะพบเห็นได้

เมื่อคิดว่าในอนาคตซูชิงเหออาจจะก้าวเข้าสู่ขั้นตำหนักวิญญาณ เยี่ยซานไห่ก็รู้สึกถึงแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นมหาศาล

"ในตอนนี้ที่ซูชิงเหอยังเติบโตไม่เต็มที่ พวกเราต้องอาศัยโอกาสนี้กวาดล้างตระกูลซู สังหารซูชิงเหอ และแบ่งปันทรัพยากรของตระกูลซูเสีย เพื่อตัดรากถอนโคนไม่ให้เป็นภัยในภายหลัง!"

"มิเช่นนั้นวันหน้าหากซูเทียนสยงคิดจะคิดบัญชีย้อนหลัง พวกเจ้าจะรับมือไหวหรือ ถึงเวลานั้นทุกคนล้วนต้องคุกเข่าแทบเท้าซูเทียนสยงกันหมด!"

สีหน้าของเยี่ยซานไห่ดูไม่ได้เลยทีเดียว

"ต้วนเทียนอี้เพียงแค่เกริ่นกับข้าเท่านั้น ยังไม่ได้หารือในรายละเอียดเลย"

"เช่นนั้นตอนนี้ก็ควรจะหารือกันอย่างจริงจังได้แล้ว!"

หลิ่วซิงเหยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "โอกาสมาถึงแล้วย่อมไม่หวนกลับมาอีก เจ้าจงไตร่ตรองให้ดีเถิด ขอเพียงเจ้ายินยอมให้ตระกูลหลิ่วของข้าสอดมือเข้าไปร่วมด้วย ข้ารับรองว่าการทดสอบของชิงหมิงในวันพรุ่งนี้ เขาจะต้องได้เข้าเรียนในสำนักศึกษาเทียนชิงอย่างแน่นอน"

เมื่อได้ยินคำพูดนี้

หลิ่วหรูอวิ๋นก็รีบกล่าว "ท่านพี่ ยังจะลังเลอะไรอยู่อีกเล่า"

"ท่านพ่อ!" เยี่ยชิงหมิงก็เร่งเร้าด้วยความร้อนรนเช่นกัน

ในที่สุดเยี่ยซานไห่ก็กำหมัดแน่นและพยักหน้าตอบรับ "ตกลง ข้ารับปากท่าน!"

เมื่อหลิ่วหรูอวิ๋นและเยี่ยชิงหมิงได้ยินเช่นนี้ก็ตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างยิ่ง

สามพ่อลูกตระกูลหลิ่ว หลิ่วซิงเหยา หลิ่วหยาง และหลิ่วเซวียน สบตากันพร้อมกับเผยรอยยิ้มบางๆ ที่ยากจะสังเกตเห็น

วันรุ่งขึ้น

ดวงอาทิตย์สาดแสงเจิดจ้า

ทั่วทั้งเมืองไท่เสวียนเรียกได้ว่าคึกคักและจอแจเป็นอย่างยิ่ง

บริเวณทั้งในและนอกลานกว้างใจกลางเมืองเนืองแน่นไปด้วยผู้คนนับหมื่น

เมื่อเยี่ยอู๋โยวเดินทางมาถึงลานกว้างพร้อมกับซูเทียนสยง ซูชิงเหอ และผู้เยาว์ตระกูลซูคนอื่นๆ พวกเขาก็พบกับฝูงชนที่หลั่งไหลมาอย่างล้นหลาม ช่างครึกครื้นยิ่งนัก

ซูเทียนสยงเห็นภาพตรงหน้าก็อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ "คึกคักกว่าสองปีก่อนมากนัก"

"พวกเจ้าจงจำเอาไว้ โควตาสิบที่นั่งนั่น อย่างน้อยผู้เยาว์ตระกูลซูของเราต้องคว้ามาให้ได้อย่างน้อยหนึ่งที่นั่ง"

เมื่อบรรดาผู้เยาว์ตระกูลซูได้ยินเช่นนี้ก็พยักหน้าด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม

ซูเทียนสยงหันไปมองเยี่ยอู๋โยวแล้วกล่าว "ส่วนเจ้าเด็กเมื่อวานซืน ... คุยโวเอาไว้เสียใหญ่โต ข้าจะคอยดูผลงานของเจ้าก็แล้วกัน"

"อู๋โยวต้องทำได้อย่างแน่นอน!"

ซูชิงเหอแย้มยิ้มบางๆ พลางมองไปที่เยี่ยอู๋โยวแล้วกล่าว "พยายามเข้านะ!"

เยี่ยอู๋โยวเพียงพยักหน้ารับ ก่อนจะเดินตรงเข้าไปยังลานกว้าง

ซูเทียนสยงหันไปมองบุตรีแล้วเอ่ย "ไปกันเถอะ"

อย่างไรเสียตระกูลซูก็เป็นหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่แห่งเมืองไท่เสวียน พวกเขาย่อมต้องจับจองพื้นที่เอาไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว

ไม่นานนัก

เยี่ยอู๋โยวก็เดินเข้ามาถึงบริเวณด้านในของลานกว้าง

ลานกว้างแห่งนี้สามารถจุคนนับหมื่นได้อย่างสบายๆ ทว่าในเวลานี้ตามโรงเตี๊ยม ร้านน้ำชา และแม้กระทั่งบนหลังคาทั้งสองฟากถนนก็ยังคลาคล่ำไปด้วยผู้คน

เยี่ยอู๋โยวเดินไปที่จุดลงทะเบียนเพื่อส่งมอบป้ายชื่อของตนเอง

"ตระกูลซู เยี่ยอู๋โยว"

"อืม!"

ศิษย์ของสำนักศึกษาเทียนชิงที่รับผิดชอบการลงทะเบียนไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองด้วยซ้ำ เขาเอ่ยเพียงว่า "ไปต่อแถวตรงนู้นเพื่อทดสอบอายุกระดูกและระดับพลังยุทธ์ หากผ่านการทดสอบก็จงเข้าไปรอในบริเวณลานสอบเพื่อเตรียมตัวเริ่มการทดสอบ"

"ตกลง"

แม้ว่าแต่ละตระกูลจะส่งรายชื่อผู้มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขให้แก่อาจารย์ของสำนักศึกษาเทียนชิงล่วงหน้าแล้ว แต่เพื่อป้องกันไม่ให้มีคนแอบแฝงตัวเข้ามา การตรวจสอบที่จำเป็นก็ยังคงต้องมีอยู่

เยี่ยอู๋โยวเดินเข้าไปในบริเวณลานสอบอย่างรวดเร็ว ที่นั่นมีผู้คนรวมตัวกันอยู่นับร้อยคนแล้ว

"เจ้าคือเยี่ยอู๋โยวอย่างนั้นหรือ"

เสียงหนึ่งดังก้องขึ้นจากด้านหลังของเยี่ยอู๋โยวอย่างกะทันหัน

จบบทที่ บทที่ 47 - ตกลง ข้ารับปากท่าน!

คัดลอกลิงก์แล้ว