- หน้าแรก
- หนึ่งกระบี่พลิกสวรรค์ ตำนานจอมเทพเยี่ยอู๋โยว
- บทที่ 46 - ข้าพูดว่าเจ้ามีคุณสมบัติคู่ควรด้วยหรือ
บทที่ 46 - ข้าพูดว่าเจ้ามีคุณสมบัติคู่ควรด้วยหรือ
บทที่ 46 - ข้าพูดว่าเจ้ามีคุณสมบัติคู่ควรด้วยหรือ
เยี่ยชิงหมิงได้ยินเช่นนั้นก็หันไปมองคนที่พูดขึ้นมาแล้วตวาดลั่น "เสิ่นเหวินเซวียน เจ้าพูดว่าอย่างไรนะ"
"ข้าพูดอะไรน่ะหรือ ข้าพูดว่าเจ้ามีคุณสมบัติคู่ควรด้วยหรือ"
เสิ่นเหวินเซวียนมีสีหน้าเยาะเย้ย "ข้าได้ยินมาว่าในอีกสี่เมืองที่เหลือมีคนบรรลุขั้นเบิกปราณระดับสูงสุดกันแล้ว"
ขั้นเบิกปราณระดับสูงสุดงั้นหรือ
ทำไมถึงได้รวดเร็วเพียงนี้
สีหน้าของเยี่ยชิงหมิงเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ในช่วงเจ็ดวันที่ผ่านมาเขาชักนำพลังจากขั้นหลอมกายาระดับเก้าจนทะลวงเข้าสู่ขั้นเบิกปราณระดับต้น แล้วก็บรรลุระดับกลางได้ ก็นับว่าเร็วมากแล้ว
หลายวันมานี้เขาไม่รู้ว่าต้องกลืนโอสถวิเศษไปตั้งเท่าไหร่
แต่กลับมีคนบรรลุขั้นเบิกปราณระดับสูงสุดไปแล้วหรือ
ต้วนอิ้งเยว่ก็กล่าวขึ้นเช่นกัน "หมิงซินเยียนคุณหนูตระกูลหมิงแห่งเมืองซิงเยว่ ตอนนี้อยู่ในขั้นเบิกปราณระดับสูงสุดแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นตามที่นางบอก ในเมืองซิงเยว่ยังมีผู้ฝึกยุทธ์ขั้นเบิกปราณระดับปลายอยู่อีกหลายคนเชียวล่ะ ... "
ผู้เยาว์ของตระกูลโจวคนหนึ่งก็เอ่ยขึ้นเช่นกัน "ข้าได้ยินมาว่าตระกูลอวิ๋นกับตระกูลไห่แห่งเมืองอวิ๋นไห่ก็มีอัจฉริยะขั้นเบิกปราณระดับสูงสุดเช่นกัน"
ชายหนุ่มอีกคนพูดแทรกขึ้นมาทันที "ทางฝั่งเมืองคูมู่เองก็มีผู้เยาว์ตระกูลหลินที่ชื่อหลินจื่อเซียว อายุเพียงสิบเจ็ดปีก็บรรลุขั้นเบิกปราณระดับสูงสุดแล้ว"
ทุกคนผลัดกันพูดคนละประโยคสองประโยค สีหน้าของพวกเขาก็ค่อยๆ ย่ำแย่ลง
เยี่ยชิงหมิงในเวลานี้กลับแค่นเสียง "ทุกคนจะไปยกย่องผู้อื่นและลดทอนความน่าเกรงขามของตัวเองไปทำไม การทดสอบของสำนักศึกษาเทียนชิงไม่ได้วัดกันที่ว่าระดับพลังของใครสูงต่ำเสียหน่อย!"
"ยกตัวอย่างเช่นข้าอายุสิบหกปีอยู่ในขั้นเบิกปราณระดับกลาง ส่วนเจ้าหลินจื่อเซียวอะไรนั่นอายุสิบเจ็ดปีอยู่ขั้นเบิกปราณระดับสูงสุด จะบอกว่าข้าสู้เขาไม่ได้อย่างนั้นหรือ หากข้าอายุสิบเจ็ดปีเหมือนกัน ข้าต้องเก่งกว่าเขาแน่นอน!"
สิ้นคำพูดนี้ก็มีคนพยักหน้าเห็นด้วยไม่หยุด
"ก่อนหน้านี้สำนักศึกษาเทียนชิงเปิดสนามสอบเมืองละหนึ่งแห่งและมีการทดสอบเพียงสองด่าน ทว่าครั้งนี้กลับมีถึงสามด่านเชียวนะ!"
ต้วนอิ้งเยว่เปิดปากเอ่ย "การทดสอบด่านแรกเน้นพละกำลังเป็นหลัก ด่านที่สองเน้นการควบคุมพลังปราณวิญญาณเป็นหัวใจสำคัญ ส่วนด่านที่สามคือพลังเจตจำนงและสมาธิ ... "
"ได้ยินมาว่าหัวใจสำคัญของการทดสอบในครั้งนี้ก็คือสามจุดนี้ ส่วนวิธีการจะเป็นรูปแบบใดนั้น ตอนนี้ยังไม่มีใครรู้"
การทดสอบของสำนักศึกษาเทียนชิงในแต่ละปีล้วนมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
เมื่อก่อนเคยเป็นการทดสอบสองด่าน ครั้งนี้กลับเปลี่ยนเป็นสามด่าน
แน่นอนว่าการทดสอบในอดีตก็ไม่ได้ยากเย็นเท่ากับครั้งนี้
"ครั้งนี้ทำไมไม่เห็นโจวเสวียนเยี่ยเลยล่ะ"
อัจฉริยะคนหนึ่งถามด้วยความสงสัย "รู้สึกเหมือนสองเดือนมานี้จะไม่เห็นหน้าเขาเลยนะ ... "
โจวเสวียนเยี่ยเป็นบุตรชายของโจวเย่าหัวซึ่งเป็นผู้นำตระกูลโจว และยังเป็นอัจฉริยะที่มีชื่อเสียงโด่งดังในเมืองไท่เสวียนอีกด้วย
อาจกล่าวได้ว่า
ในเมืองไท่เสวียนเมื่อก่อนนี้ เยี่ยอู๋โยวคืออันดับหนึ่งอย่างไร้ข้อกังขา ภายหลังซูชิงเหอก็ปรากฏตัวขึ้นมาอย่างโดดเด่นและสร้างความตื่นตะลึงให้แก่ผู้คน
และไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่เยี่ยอู๋โยวรุ่งโรจน์ถึงขีดสุด หรือตอนที่ซูชิงเหอตื่นรู้ โจวเสวียนเยี่ยก็เป็นรองเพียงพวกเขาทั้งสองคนเท่านั้น
เพียงแต่ช่วงที่ผ่านมานี้ไม่มีข่าวคราวของโจวเสวียนเยี่ยเลยจริงๆ งานเลี้ยงในวันนี้โจวเสวียนเยี่ยก็ไม่ได้มาร่วมงาน
ผู้เยาว์ตระกูลโจวคนหนึ่งเปิดปากกล่าว "ข้าเองก็ไม่รู้ว่าเขาเป็นอย่างไรบ้าง ดูเหมือนว่าเขาจะออกจากเมืองไท่เสวียนไปฝึกฝนหาประสบการณ์ข้างนอกได้สักพักแล้วล่ะ!"
อัจฉริยะในเมืองไท่เสวียนส่วนใหญ่จะรวมตัวกันอยู่ที่จวนเจ้าเมืองและสี่ตระกูลใหญ่ นอกเหนือจากนี้ก็ยังมีอัจฉริยะจากตระกูลเล็กๆ ในเขตเมืองใหญ่อีกบางส่วน ทว่าก็มีจำนวนน้อยนิด
เงื่อนไขการทดสอบของสำนักศึกษาเทียนชิงในครั้งนี้ กำหนดพื้นฐานไว้โดยตรงว่าอายุต้องไม่เกินสิบแปดปี ยิ่งไปกว่านั้นต้องอยู่ในขั้นที่สูงกว่าขั้นหลอมกายา สิ่งนี้ทำให้คนส่วนใหญ่ถูกตัดสิทธิ์ออกไปโดยปริยาย
ประกอบกับการทดสอบสามด่าน ไม่มีใครล่วงรู้ได้เลยว่าสุดท้ายแล้วจะมีผู้ผ่านการทดสอบกี่คนกันแน่
แต่สำนักศึกษาเทียนชิงรับสมัครเพียงสิบคนเท่านั้น
หากมีผู้ผ่านการทดสอบเกินกว่าสิบคนก็ยังต้องทำการประลองจริงเพื่อแย่งชิงโควตา
การแข่งขันเช่นนี้ ต้องบอกเลยว่าสร้างความกดดันอย่างมหาศาลจริงๆ
งานเลี้ยงดำเนินไปได้ไม่นานนัก ไม่ช้าทุกคนก็ทยอยแยกย้ายกันไป
เยี่ยชิงหมิงเดินทางกลับตระกูลเยี่ยพร้อมกับเยี่ยซานไห่ผู้เป็นบิดา
ตลอดทางเยี่ยซานไห่ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีอารมณ์สุนทรีย์นัก
เมื่อก่อนตอนที่เยี่ยอู๋โยวมีพรสวรรค์เป็นเลิศ เขาถูกสำนักศึกษาเทียนชิงรับเข้าเป็นศิษย์กรณีพิเศษล่วงหน้าแล้ว
แต่พอเยี่ยอู๋โยวกลายเป็นคนไร้ค่า สำนักศึกษาเทียนชิงย่อมต้องยกเลิกการรับเข้าเป็นศิษย์กรณีพิเศษไป
มาบัดนี้ในหมู่ผู้เยาว์รุ่นเยาว์ของตระกูลเยี่ย มีเพียงสามถึงห้าคนเท่านั้นที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไข แถมเกือบทั้งหมดล้วนอยู่ในขั้นเบิกปราณระดับต้นทั้งสิ้น
มีเพียงเยี่ยชิงหมิงเท่านั้นที่พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดจนบรรลุขั้นเบิกปราณระดับกลางได้ในช่วงหลายวันนี้
เดิมทีเขาคิดว่าเยี่ยชิงหมิงต้องสอบผ่านอย่างแน่นอน ทว่าวันนี้พอได้สืบข่าวถึงได้รู้ว่าในสี่เมืองที่เหลือมีผู้ฝึกยุทธ์ขั้นเบิกปราณระดับสูงสุดอยู่หลายคนเชียว
หากเยี่ยอู๋โยวยังอยู่ ...
เจ้าเด็กนั่นหากฟื้นฟูพลังกลับมาได้เร็วกว่านี้ ไม่แน่ว่าตอนนี้อาจจะบรรลุขั้นเบิกปราณและมีโอกาสสอบเข้าสำนักศึกษาเทียนชิงได้สูงมาก
แต่ทว่าตอนนี้ ...
เยี่ยชิงหมิงเห็นบิดาถอนหายใจตลอดทางก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปลอบใจ "ท่านพ่อ ท่านวางใจเถอะ ข้าจะต้องสอบเข้าสำนักศึกษาเทียนชิงให้ได้ โควตาสิบที่นั่งนั่นจะต้องมีข้าแน่นอน!"
"อืม!"
เยี่ยซานไห่พยักหน้าส่งเดช
สองพ่อลูกกลับมาถึงจวนตระกูลเยี่ยก็เห็นหลิ่วหรูอวิ๋นรีบเดินเข้ามาต้อนรับทันที
"ในที่สุดก็กลับมาเสียที!"
หลิ่วหรูอวิ๋นรีบเอ่ย "พี่ชายข้ามาแล้ว ยังมีหลิ่วหยางกับหลิ่วเซวียนหลานชายข้าทั้งสองคนด้วย!"
"ทำไมพวกเขาถึงไม่ไปร่วมงานเลี้ยงล่ะ" เยี่ยซานไห่ถามด้วยความสงสัย
"งานพรรค์นั้นมีอะไรน่าเข้าร่วมกัน"
หลิ่วหรูอวิ๋นกระซิบเสียงเบา "หลิ่วหยางเข้าไปฝึกฝนในสำนักศึกษาเทียนชิงได้สองปีกว่าแล้ว ครั้งนี้เขามาในฐานะศิษย์ของสำนักศึกษาเพื่อช่วยบรรดาอาจารย์ดูแลความเรียบร้อยของสนามสอบเป็นกรณีพิเศษเชียวนะ"
"เขาเอาข่าววงในมาบอกด้วยนะ รีบพาชิงหมิงไปฟังพร้อมกันเถอะ"
เยี่ยชิงหมิงได้ยินดังนั้นก็ถามด้วยความตื่นเต้นทันที "จริงหรือ"
"แม่เคยหลอกเจ้าตั้งแต่เมื่อไหร่กัน"
เยี่ยซานไห่ได้ยินเช่นนั้นกลับไม่ค่อยกระตือรือร้นนัก
เมื่อหลายปีก่อนตระกูลเยี่ยนั้นแข็งแกร่งกว่าตระกูลหลิ่วมากนัก
มิเช่นนั้นหลิ่วหรูอวิ๋นคงไม่มีทางแต่งงานเข้ามาเป็นอนุภรรยาของเขาหรอก
ทว่าเมื่อไม่กี่ปีก่อน
ในเมืองหลิงเฟิงที่ตระกูลหลิ่วตั้งอยู่ สองตระกูลใหญ่อีกสองตระกูลเกิดการต่อสู้กันอย่างดุเดือด ตระกูลหลิ่วจึงฉวยโอกาสนี้ผงาดขึ้นมาและกวาดล้างทั้งสองตระกูลนั้นทิ้ง ตระกูลหลิ่วจึงกลายเป็นตาอินตกปลาและผูกขาดอำนาจในเมืองหลิงเฟิงแต่เพียงผู้เดียว
จากนั้นความแข็งแกร่งของตระกูลหลิ่วก็เพิ่มขึ้นแบบวันต่อวัน
เมื่อสองปีก่อนตอนที่เยี่ยอู๋โยวเป็นยังไม่กลายเป็นคนไร้ค่า หลิ่วซิงเหยาพี่เมียของเขาก็มักจะแสดงท่าทีประจบประแจงทุกครั้งที่เจอหน้ากัน
แต่ทว่าตั้งแต่เยี่ยอู๋โยวกลายเป็นคนไร้ค่า พี่เมียผู้นี้ก็วางมาดเย่อหยิ่งจองหองทุกครั้งที่เจอหน้าเขา
ยิ่งไปกว่านั้นบุตรชายทั้งสองคนของหลิ่วซิงเหยา
หลิ่วหยางบุตรชายคนโตได้เข้าร่วมสำนักศึกษาเทียนชิงเมื่อสองปีก่อน ตอนนี้มีพลังยุทธ์ไม่ธรรมดาเลย
หลิ่วเซวียนบุตรชายคนรองก็มีพรสวรรค์ที่ดีเยี่ยมเช่นกัน ครั้งนี้เขาจะเข้าร่วมการทดสอบของสำนักศึกษาเทียนชิงด้วย
และตลอดสองปีที่ผ่านมา เยี่ยซานไห่ก็รู้สึกเลือนลางว่าหลิ่วซิงเหยามักจะมีเจตนาร้ายต่อตระกูลเยี่ยเสมอ
ดังนั้นเขาจึงไม่เคยเลื่อนขั้นให้หลิ่วหรูอวิ๋นขึ้นเป็นฮูหยินเอกเลยก็เพราะเหตุผลนี้แหละ
คำพูดที่ต้วนเทียนอี้กล่าวกับเขาเมื่อหลายวันก่อนเขายังคงจำได้ดี
หากสามารถกวาดล้างตระกูลซูได้ ตระกูลเยี่ยก็จะได้รับส่วนแบ่งผลประโยชน์และแข็งแกร่งขึ้นอีกหลายส่วนอย่างแน่นอน ถึงตอนนั้นพี่เมียของเขาก็คงไม่กล้ามีความคิดกำเริบเสิบสานอีก
เพียงแต่เรื่องนี้จำเป็นต้องรอบคอบให้มาก
เมื่อเดินเข้าไปในจวนจนถึงห้องโถงหลัก ก็เห็นว่าภายในโถงมีคนสามคนอยู่ก่อนแล้ว
ที่นั่งฝั่งซ้ายมือด้านล่าง ชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ผู้หนึ่งอายุราวสี่สิบปีกำลังยกถ้วยชาขึ้นดื่มด้วยท่วงท่าที่น่าเกรงขาม เขานั่งอยู่อย่างเงียบๆ
ด้านหลังชายผู้นั้นมีชายหนุ่มสองคนยืนอยู่
หนึ่งในนั้นดูเหมือนจะอายุราวๆ ยี่สิบปี เขาสวมชุดสีขาวดูสง่างามมีระดับ
ส่วนอีกคนอายุราวสิบเจ็ดสิบแปดปี ใบหน้ายังคงความไร้เดียงสาอยู่บ้าง ทว่าท่าทางกลับหยิ่งยโสยิ่งนัก
"ท่านลุง!"
เมื่อเยี่ยชิงหมิงเห็นชายวัยกลางคน เขาก็รีบเดินเข้าไปหาแล้วกล่าวด้วยความดีใจ "ชิงหมิงคารวะท่านลุงขอรับ"
"อืม!"
ชายวัยกลางคนวางถ้วยชาลงแล้วหัวเราะ "ชิงหมิงเอ๊ย ฟังแม่เจ้าบอกว่าตอนนี้เจ้าบรรลุขั้นเบิกปราณระดับกลางแล้วหรือ น่ายินดียิ่งนัก!"
เยี่ยชิงหมิงกล่าวทันที "ท่านลุง ข้าจะต้องสอบเข้าสำนักศึกษาเทียนชิงเหมือนหลิ่วหยางพี่ชายลูกพี่ลูกน้องของข้าให้ได้ขอรับ!"
"ชิ! ไม่เจียมตัวเอาเสียเลย!"
ทันทีที่เยี่ยชิงหมิงกล่าวจบ หลิ่วเซวียนที่ยืนอยู่ด้านหลังหลิ่วซิงเหยากลับแค่นเสียงเย็นออกมาพร้อมกับทำหน้าตาเหยียดหยาม