- หน้าแรก
- ระบบอัปเกรดไร้ขีดจำกัด: จากทาสหอโอสถสู่จอมยุทธ์อมตะ
- บทที่ 48 - ความลับถูกเปิดเผย
บทที่ 48 - ความลับถูกเปิดเผย
บทที่ 48 - ความลับถูกเปิดเผย
บทที่ 48 - ความลับถูกเปิดเผย
ฝ่ามือเหล็กลุกพรวดขึ้นยืน ร่างอันกำยำดุจอสูรร้ายจากยุคบรรพกาลที่ตื่นจากการหลับใหล
ดวงตาภายใต้หน้ากากโลหะครึ่งซีก บัดนี้ถูกเติมเต็มไปด้วยสีเลือดแห่งความโหดร้าย
กลิ่นเหล้าอันรุนแรงผสมปนเปกับจิตสังหาร ก่อเกิดเป็นกลิ่นอายอันบ้าคลั่งที่ชวนให้ขนหัวลุก
มันไม่ปรายตามองศพบนพื้นเลยแม้แต่น้อย เป้าหมายมีเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือ ลู่ชิง
มันใช้เท้าเตะโต๊ะไม้เนื้อแข็งตัวเขื่องตรงหน้าจนแตกกระจายเป็นชิ้นๆ อย่างแรง
เศษไม้พุ่งเข้าใส่ลู่ชิงและหลินหว่านราวกับลูกปืนใหญ่
ในขณะเดียวกัน มือขวาของมันก็พกพาเสียงกรีดร้องอันน่าสะพรึงกลัวจากการฉีกกระชากอากาศ พุ่งตรงเข้าคว้าศีรษะของลู่ชิง
พละกำลังที่แข็งแกร่ง ความเร็วที่มหาศาล เหนือล้ำกว่าชายชราหลังค่อมก่อนหน้านี้มากนัก
นี่สิถึงจะเรียกว่า ใช้กำลังข่มเทคนิค อย่างแท้จริง
เป็นพละกำลังอันบริสุทธิ์และแฝงไปด้วยพลังทำลายล้าง
ลู่ชิงและหลินหว่านหน้าเปลี่ยนสีไปพร้อมกัน
เพิ่งจะผ่านการต่อสู้อันดุเดือดมา เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการพุ่งโจมตีดุจอสูรร้ายยุคบรรพกาลเช่นนี้ แรงกดดันก็เพิ่มขึ้นเป็นสิบเท่าตัว
ฝ่ามือเหล็กผู้นี้ ถึงกับเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับสามขั้นสูงสุด
ที่น่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าก็คือ บัณฑิตหน้าขาวที่เอาแต่นั่งชมดูเรื่องสนุกและโบกพัดลายป่าท้อมาโดยตลอด ในที่สุดก็เผยเขี้ยวเล็บออกมาแล้ว
"จุ๊ๆ ช่างครึกครื้นเสียจริง ฝีมือไม่เบาเลย"
บัณฑิตหัวเราะเบาๆ น้ำเสียงยังคงนุ่มนวล ทว่ากลับแฝงไปด้วยความหนาวเหน็บถึงกระดูก พัดกระดาษลายดอกท้อบานสะพรั่งในมือถูกสะบัดไปข้างหน้าอย่างแรง
"ท้อบานสะพรั่ง ไอพิษกักวิญญาณ"
ชั่วพริบตา ภาพป่าท้ออันงดงามบนหน้าพัดก็ราวกับมีชีวิตขึ้นมา
หมอกสีชมพูที่แฝงไปด้วยกลิ่นหอมหวานเอียนพวยพุ่งออกมาจากหน้าพัดในพริบตา ความเร็วของมันน่าทึ่งมาก มันแผ่กระจายปกคลุมไปกว่าครึ่งของโรงเตี๊ยม
หลินหว่านร้องอุทาน "ไอพิษดอกท้อ"
ไอพิษดอกท้อนี้ ไม่เพียงแต่บดบังทัศนวิสัย ทว่ายังแฝงไปด้วยพิษร้ายที่ทำให้เกิดภาพหลอน
หมอกพิษสีชมพูม้วนตัว พกพากลิ่นหอมหวานเอียนจนชวนให้คลื่นเหียน ครอบคลุมทั้งลู่ชิง หลินหว่าน ไปจนถึงฝ่ามือเหล็กที่กำลังพุ่งโจมตีเข้ามาด้วยความโกรธเกรี้ยว
ลู่ชิงเพิ่งจะตวัดดาบฟันเศษไม้ที่พุ่งเข้ามาจนแตกกระจาย ทัศนวิสัยก็พลันพร่ามัวลงทันที
เสียงคำรามอันบ้าคลั่งของฝ่ามือเหล็กดังกึกก้องอยู่ในไอพิษดุจฟ้าร้องอู้อี้ มือขวาที่พกพาพละกำลังอันมหาศาลจวนเจียนจะถึงตัวอยู่แล้ว
"กลั้นหายใจ"
เสียงใสกังวานของหลินหว่านดังขึ้นท่ามกลางไอพิษ น้ำเสียงนั้นแฝงไปด้วยความตึงเครียดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
นางคว้าตัวลู่ชิงเอาไว้ แล้วใช้วิชาตัวเบาพุ่งทะยานหลบหลีกการตะปบอันดุร้ายของฝ่ามือเหล็กไปได้อย่างเฉียดฉิว
ลู่ชิงกำดาบเทียนอวี่แน่น พลังเมฆาทะยานโคจรอย่างบ้าคลั่งภายในร่างกาย เพื่อต่อต้านการกัดกร่อนของไอพิษดอกท้อและจิตสังหารอันน่าสะพรึงกลัวที่อยู่ทุกหนทุกแห่ง
ไอพิษสีชมพูม้วนตัว กลิ่นหอมหวานเอียนแทรกซึมไปทุกอณู ลู่ชิงรู้สึกได้เพียงภาพหลอนที่ผุดขึ้นมาตรงหน้า
เสียงคำรามอันบ้าคลั่งของฝ่ามือเหล็กดังขึ้นอีกครั้ง บนร่างของมันราวกับมีแสงสีแดงระเบิดออก
ดวงตาของหลินหว่านเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง ความคิดสงบเยือกเย็น เมื่อต้องเผชิญกับวิชาอาคมอันร้ายกาจของบัณฑิตหน้าขาวและพละกำลังอันป่าเถื่อนของฝ่ามือเหล็ก นางกลับไม่มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย
นางยกมือเรียวงามขึ้น ปลายนิ้ววาดเส้นสายอันลึกล้ำในอากาศอย่างรวดเร็ว ในเสี้ยววินาทีที่สิบนิ้วประสานเข้าหากัน ปากก็ตวาดเสียงเย็น
"แสงส่องทางมืด ชำระล้างความโสมม"
"วิ้ง"
แสงสว่างอันบริสุทธิ์จุดหนึ่งสว่างวาบขึ้นที่ปลายนิ้วของนาง
แสงสว่างแผ่กระจายออกไปในพริบตา แปรเปลี่ยนเป็นม่านแสงสีหลิวหลีที่ควบแน่นดุจของแข็ง ปกป้องนางและลู่ชิงเอาไว้ภายใน บนม่านแสงแผ่ซ่านกลิ่นอายแห่งการชำระล้างอันศักดิ์สิทธิ์และน่าเกรงขาม
ไอพิษดอกท้อที่หอมหวานและอันตรายถึงชีวิต ทันทีที่สัมผัสกับม่านแสงหลิวหลี ก็ราวกับสาดน้ำเดือดลงบนกองหิมะ ส่งเสียงดัง "จี่" หมอกพิษสีชมพูถูกระเหยจนสลายไปในพริบตา
ทุกที่ที่แสงสาดส่อง ไอพิษก็ล่าถอยไปอย่างรวดเร็วราวกับพบเจอศัตรูตัวฉกาจ ทัศนวิสัยกลับมากระจ่างใสอีกครั้ง กลิ่นหอมประหลาดที่ชวนให้คลื่นเหียนก็ถูกกลิ่นอายอันบริสุทธิ์ผุดผ่องปัดเป่าจนหมดสิ้น
นี่ก็คือ คัมภีร์วิถีบริสุทธิ์หลิวหลี
แสงสว่างจ้าบาดตา ทำให้การเคลื่อนไหวของฝ่ามือเหล็กหยุดชะงักลงทันที
บัณฑิตหน้าขาวตวาดลั่นด้วยความตกใจ "เจ้าเป็นคนของอารามจินอวิ๋นงั้นหรือ"
หากจะพูดถึงขุมกำลังฝ่ายอธรรมในเขตฉีจวิ้น สิ่งที่พวกมันหวาดกลัวที่สุดก็คือคนที่มาจากอารามจินอวิ๋นนี่แหละ
เพราะคัมภีร์วิถีบริสุทธิ์หลิวหลีของอารามจินอวิ๋น มีอานุภาพสูงสุดในการสอดส่องทุกสรรพสิ่งและชำระล้างความโสมมทั้งปวง
พวกที่ฝึกวิชามารนอกรีต โดยเฉพาะผู้ฝึกปราณ จะเกรงกลัววิชาอันเที่ยงธรรมและศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้มากที่สุด
"หึ ดูจากระดับพลังของเจ้า ก็เป็นถึงผู้ฝึกปราณขั้นชักนำวิญญาณระดับสามขั้นสูงสุด หากตั้งใจฝึกฝนให้ดี อนาคตย่อมก้าวไกลไร้ขีดจำกัด แต่เจ้ากลับไปฝึก 'ไอพิษดอกท้อ' ซึ่งเป็นวิชามารนอกรีต ช่างไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย" หลินหว่านกล่าวด้วยความดูแคลน
ลู่ชิงกล่าว "เจ้าจัดการไอ้หน้าขาวนั่น ข้าจะรับมือไอ้หน้าโง่นี่เอง"
"ระวังตัวด้วย รอข้าจัดการมันเสร็จ จะไปช่วยเจ้า"
"ตกลง"
คนทั้งสี่ที่ยังยืนหยัดอยู่ในโรงเตี๊ยมยามนี้ จึงถูกแบ่งออกเป็นสองคู่ต่อสู้
รอยยิ้มอันอบอุ่นของบัณฑิตหน้าขาวแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นเยียบดุจอสรพิษในพริบตา
"แม่นางน้อย ทำไมถึงได้หนีไปบวชชีล่ะ สู้สึกออกมา แล้วมาเสวยสุขกับข้าไม่ดีกว่าหรือ"
มันรู้ดีว่าคัมภีร์วิถีบริสุทธิ์หลิวหลีของหลินหว่านข่มพิษของตนเองได้ มันพับพัดกระดาษเก็บอย่างแรง ตรงขอบพัดถึงกับดีดใบมีดบางเฉียบยาวสามนิ้วที่อาบยาพิษสีน้ำเงินเย็นเยียบออกมา
ร่างของมันดุจควันไฟ อ้อมผ่านการป้องกันด้านหน้าไปอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ใบพัดพกพาเสียงกรีดร้องจากการฉีกกระชากอากาศ พุ่งแทงเข้าที่ด้านข้างลำคอของหลินหว่านจากมุมที่พลิกแพลงสุดขีด
รวดเร็ว พลิกแพลง อาบยาพิษ
มือขวาของหลินหว่านจีบนิ้วดุจกำลังดีดพิณ แสงลักษณะคล้ายเชือกหลายสายพุ่งไปรัดโครงพัดดุจอสรพิษ ร่างของนางรีบถอยร่นอย่างรวดเร็ว
บัณฑิตหน้าขาวผู้นี้เห็นได้ชัดว่าฝึกวิถียุทธ์เป็นสายรองด้วย พัดกระดาษในมือจึงถูกใช้ออกอย่างรวดเร็วและอันตรายยิ่งนัก
ผู้ฝึกปราณมักจะหลีกเลี่ยงการปะทะกันซึ่งๆ หน้า แม้ว่าระดับพลังของนางจะเหนือกว่าอีกฝ่ายก็ตาม
หลินหว่านรู้สึกเสียดายเล็กน้อย ถ้านางพกของวิเศษติดตัวมาบ้างก็คงดี ยามนี้สองมือว่างเปล่า การต่อสู้จึงไม่ค่อยถนัดนัก
เมื่อแสงลักษณะคล้ายเชือกพุ่งเข้ามา บัณฑิตหน้าขาวก็สะบัดข้อมือ วิถีของใบพัดกลับหักเลี้ยวอย่างแปลกประหลาดในจังหวะที่เป็นไปไม่ได้ ราวกับอสรพิษแลบลิ้น ประกายแสงเย็นเยียบสว่างวาบ
"แคว่ก"
เสียงผ้าขาดดังขึ้นเบาๆ
แมัหลินหว่านจะหลบการโจมตีถึงชีวิตไปได้อย่างหวุดหวิด ทว่าปลายใบพัดอันเย็นเยียบกลับเฉือนผ่านขอบคางด้านซ้ายของนางไปอย่างแม่นยำไร้ที่ติ
หน้ากากหนังมนุษย์ที่บางเฉียบดุจปีกจักจั่น และมีสีกลมกลืนกับสีผิวอย่างสมบูรณ์แบบ ถูกใบพัดอันคมกริบกรีดจนเกิดรอยขาดเล็กๆ ในพริบตา
ขอบหน้ากากเผยอขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นผิวพรรณที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ผิวพรรณนั้นขาวนวลราวกับเครื่องเคลือบที่แทบจะโปร่งใสและไม่เคยโดนแสงแดดมานานปี
"เจ้าถึงกับสวมหน้ากากหนังมนุษย์เอาไว้ รีบถอดออกให้พี่ชายดูหน่อยสิจ๊ะ"
บัณฑิตหน้าขาวยิ้มกะลิ้มกะเหลี่ย พร้อมกับลงมือโจมตีต่อไป
ม่านตาของหลินหว่านหดเล็กลงทันที
นางกางแขนทั้งสองข้างออก ภายในแขนเสื้อทั้งสองข้างราวกับมีพายุเฮอริเคนสองสายพวยพุ่งออกมา
ชั่วพริบตา โต๊ะเก้าอี้ปลิวว่อน กระเบื้องปูพื้นถูกงัดขึ้น มวลอากาศถูกบีบอัดจนชวนให้หายใจไม่ออก
"ลูกเล่นเยอะดีนี่"
บัณฑิตหน้าขาวแค่นเสียงเย็น พัดกระดาษหลุดจากมือ บินวนอยู่รอบตัว
ประกายแสงลักษณะคล้ายเส้นด้ายนับไม่ถ้วนพริ้วไหวอยู่รอบตัว จู่ๆ มือทั้งสองข้างก็กางออกดุจดอกกล้วยไม้บานสะพรั่ง ทะลวงผ่านแสงนั้นไป
"พลังด้ายพันเส้น ฝ่ามือเมฆาพันด้าย"
น้ำเสียงอันเยือกเย็นของหลินหว่านแฝงไปด้วยความโกรธเกรี้ยวและความมั่นใจเป็นครั้งแรก
นางจดจำกระบวนท่าของบัณฑิตที่หักเลี้ยวดุจเส้นด้าย และเป็นกระบวนท่าที่อ่อนช้อยพลิกแพลงถึงขีดสุดนี้ได้ในพริบตา นี่คือยอดวิชาลับประจำสมาคมอวิ๋นหลาน ขุมกำลังใหญ่แห่งเขตฉีจวิ้น ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ฝึกปราณทั่วไปจะสามารถฝึกฝนได้
นี่ต่างหากคือวิชาที่แท้จริงของบัณฑิตผู้นี้ ไอพิษดอกท้อก่อนหน้านี้เป็นเพียงแค่การตบตา
เมื่อความลับถูกเปิดเผย ในดวงตาของบัณฑิตหน้าขาวก็สาดประกายจิตสังหารอันรุนแรง ไร้ซึ่งความอ่อนโยนอีกต่อไป
ฝ่ามือเมฆาพันด้ายของมันในครั้งนี้ เป็นการรีดเร้นปราณแท้ในร่างกายจนถึงขีดสุด
ปราณแท้ของทั้งสองฝ่ายปะทะกันอย่างกะทันหัน
ทั่วทั้งโรงเตี๊ยมบังเกิดพายุหมุนอันบ้าคลั่ง
ฝ่ายที่ได้เปรียบ ย่อมต้องเป็นหลินหว่าน
"เจ้า เจ้าเป็นผู้ฝึกปราณขั้นชักนำวิญญาณระดับสี่"
"ไอ้โง่ ระดับห้าต่างหากล่ะ"
บัณฑิตหน้าขาวเบิกตากว้าง ในพริบตาที่สีหน้าหวาดกลัวเผยออกมา นิ้วชี้ขวาของหลินหว่านก็จุดมาที่ตรงหน้าของมันแล้ว
"เมฆาหลากสีสลายง่าย หลิวหลีเปราะบาง แตกซ่าน"
คัมภีร์วิถีบริสุทธิ์หลิวหลีที่ถูกบีบอัดจนถึงขีดสุด พุ่งทะยานออกจากปลายนิ้วของนาง
วินาทีต่อมา บัณฑิตหน้าขาวรู้สึกได้เพียงว่าเส้นชีพจรและจุดตันเถียนของตน ราวกับขวดหลิวหลีที่มีรอยร้าวลุกลามไปทั่วในพริบตา
"พรวด"
วินาทีที่เลือดพุ่งกระฉูดออกมา ปราณแท้ก็แตกซ่าน
หลินหว่านพุ่งตัวไปด้านหลังของมัน ฝ่ามือซ้ายฟาดเข้าที่ท้ายทอยของมันอย่างแรง
บัณฑิตหน้าขาวเบิกตาถลน วินาทีต่อมา ลูกตาของมันก็ระเบิดออก
หลินหว่านมองดูศพที่ล้มคว่ำอยู่บนพื้นด้วยสายตาเย็นชา พลางเช็ดมืออย่างใจเย็น
"สมาคมอวิ๋นหลาน เผยหางออกมาแล้วสินะ หึ ในที่สุดก็มีเป้าหมายให้ลงมือแล้ว"
[จบแล้ว]