- หน้าแรก
- จุติดาบปีศาจ
- บทที่ 3 - 03 พลัง
บทที่ 3 - 03 พลัง
บทที่ 3 - 03 พลัง
บทที่ 3 - 03 พลัง
ในชีวิตก่อน โนอาห์ไม่เคยเชื่อเรื่องการมีอยู่ของจิตวิญญาณ การมีชีวิตอยู่สำหรับเขามันคือเรื่องของประจักษ์นิยมและความเป็นจริง ไม่มีพื้นที่สำหรับความคิดทางศาสนาหรือจิตวิญญาณ แต่หลังจากที่เขาได้เกิดใหม่ เขาเริ่มพิจารณาความคิดที่ว่า มันมีอะไรที่มากกว่าที่ตาเห็นหรือเครื่องจักรล้ำสมัยจะตรวจจับได้
ขณะที่เขาก็จ้องมองชายชราที่ยืนอย่างสงบนิ่งอยู่ตรงริมระเบียง ราวกับปรากฏตัวออกมาจากความว่างเปล่า จิตใจของเขาก็ตกอยู่ในความสับสน
'มีมังกรโผล่ออกมาไล่กินแกะ แสดงว่าโลกนี้มีมังกรอยู่จริง แล้วกำแพงนั่นก็ส่องแสงแล้วทำร้ายมังกรได้ใช่ไหม? จากนั้นมังกรก็โกรธและอยากจะเผาพวกเราทุกคน แต่ตาแก่นี่ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นปู่ของฉัน กลับบล็อกมันได้ด้วยมือเดียวในขณะที่ลอยตัวอยู่ แล้วยังจ้องหน้าจนมังกรต้องบินหนีไป'
หลังจากสรุปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหัวสั้นๆ เขาก็มีความคิดเพียงอย่างเดียว
'นี่ฉันมาโผล่ที่ไหนกันแน่เนี่ย?!? ตาแก่นี่บินได้แถมสู้กับมังกรได้ แล้วยังอยากให้ฉันไปปกป้องพวกเขาเนี่ยนะ?? สมองเพี้ยนไปแล้วหรือเปล่า? เดี๋ยวก่อน... ถ้าพวกเขาอยากให้ฉันปกป้อง นั่นหมายความว่าฉันก็น่าจะเรียนรู้อะไรแบบนี้ได้สักอย่างสองอย่างสิ'
สายตาแห่งความคิดของเขาถูกขัดจังหวะเมื่อโทมัสเดินเข้ามาในระเบียงและมุ่งตรงมาทางพวกเขาอย่างช้าๆ
"เจ้าค่ะ ท่านเจ้าตระกูล นี่คือโนอาห์ บุตรชายของรีสและเป็นลูกของข้าน้อยเองเจ้าค่ะ"
ลิลลี่ก้มศีรษะลงพลางค่อยๆ อุ้มโนอาห์ส่งให้โทมัสเพื่อให้เขาได้มองทารกชัดๆ บางทีลิลลี่อาจอยากใช้โอกาสนี้ปลูกฝังความรักความเมตตาในใจโทมัสที่มีต่อหลานชาย เพื่อที่เขาจะได้ปกป้องโนอาห์ในอนาคต หรือบางทีเธออาจจะแค่กลัวท่านเจ้าตระกูลจนตัวสั่นจนทำอะไรไม่ได้ นอกจากยื่นลูกส่งให้ด้วยมือที่สั่นเทา
ในขณะเดียวกัน โนอาห์ก็กำลังจ้องมองชายชราด้วยดวงตาที่เป็นประกาย
เขาไม่ทันสังเกตเลยว่าสายตาของเขามันแสดงออกถึงความลุ่มหลงและความอยากรู้อยากเห็นขนาดไหน
'คนที่นี่บินได้และสู้กับมังกรได้ด้วย! ตาแก่ครับ ดูสิว่าผมน่ารักขนาดไหน! สอนผมบินหน่อยสิ!'
แต่มีเพียงเสียงอ้อแอ้ที่หลุดออกมาจากปาก มันฟังดูคล้ายคำพูดแต่ไม่มีความหมาย โนอาห์จึงเอื้อมมือน้อยๆ ไปทางโทมัสเพื่อเรียกร้องความสนใจ พร้อมกับทำหน้าตาบึกบานเมื่อเห็นท่านเจ้าตระกูลใกล้เข้ามา
'คุณสู้กับมังกรได้ แต่คุณก็ยังรักลูกหลานตัวเองใช่ไหมล่ะ?'
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเหตุการณ์มังกรเมื่อครู่สร้างความประทับใจให้เขาอย่างลึกซึ้ง เพราะในโลกก่อน มังกรเป็นเพียงตำนานที่ถูกนำเสนอว่ายิ่งใหญ่และไร้พ่าย แต่ในโลกนี้ มังกรคือสิ่งที่ต่อสู้ได้ และคุณสามารถเอาชนะมันได้
"โอ้"
เมื่อเห็นทารกยื่นแขนให้อย่างมีความสุข โทมัสก็อดไม่ได้ที่จะแสดงความอ่อนโยนออกมาทางสีหน้าที่เคร่งขรึม เขาอุ้มโนอาห์ขึ้นมาจากใต้วงแขนและจ้องมองด้วยรอยยิ้มบางๆ
"โอ้โฮ ดูเหมือนเขาจะสนใจข้ามากทีเดียว เด็กคนนี้มีความฉลาดเฉลียวอยู่ไม่น้อย บางทีเขาอาจจะได้เป็นที่ปรึกษาที่ดีของตระกูลจริงๆ ข้าจะคอยจับตาดูเขาเป็นระยะๆ ก็แล้วกัน"
เมื่อได้ยินดังนั้น ลิลลี่ก็ปลาบปลื้มใจอย่างที่สุดและรีบกล่าวขอบคุณอย่างนอบน้อมที่สุดเท่าที่จะทำได้
"ขอบพระคุณอย่างสูงเจ้าค่ะ ท่านเจ้าตระกูล ข้าน้อยมั่นใจว่าความปลอดภัยของเขาจะได้รับการคุ้มครองไปตลอดชีวิต เพียงแค่ท่านปรายตามองมาเท่านั้น"
เธอก้มตัวลงพูด พร้อมกับพนมมือทั้งสองข้างในท่าสวดอ้อนวอน
"ไม่มีใครทำแบบนั้นได้หรอก เอ้า รับลูกของรีสไปแล้วพากลับห้องซะ เหตุการณ์วันนี้ไม่ใช่สิ่งที่เด็กตัวแค่นี้ควรจะเห็น"
โทมัสส่งโนอาห์คืนให้ลิลลี่และหายตัวไปจากระเบียง ลิลลี่เก็บอาการตื่นเต้นไว้ไม่อยู่หลังจากเขาจากไป และเริ่มพูดคุยกับโนอาห์อย่างร่าเริง
"ลูกได้ยินไหม? ท่านจะคอยจับตาดูเรา! ท่านเจ้าตระกูลบัลวานจะคอยดูพวกลูกนะ ฮ่าๆๆ วิเศษจริงๆ และท่านยังบอกว่าลูกสามารถเป็นที่ปรึกษาได้ด้วย นั่นก็วิเศษเหมือนกัน ไม่เพียงแต่ลูกจะได้รับการคุ้มครองจากผู้บ่มเพาะที่แข็งแกร่ง ลูกยังอาจจะไม่ต้องออกไปเสี่ยงในสนามรบตลอดชีวิตเลยด้วย"
ในฐานะแม่ของลูกนอกสมรส ลิลลี่รู้ดีว่าโอกาสของโนอาห์ไม่ได้สดใสนักเมื่อเทียบกับทายาทคนอื่นๆ ของตระกูลหลัก ดังนั้นเธอจึงรู้สึกโล่งอกทันทีที่ได้รับคำยืนยันจากท่านเจ้าตระกูล
ขณะที่อุ้มโนอาห์กลับไปยังห้องนอนในใจกลางชั้นหนึ่ง เธอไม่ทันสังเกตเลยว่าทารกในอ้อมแขนกลับเงียบสนิท และดวงตาของเขาก็เริ่มฉายแววแน่วแน่มากขึ้นเรื่อยๆ
'ที่ปรึกษาบ้านแกสิ! จะมีประโยชน์อะไรถ้าต้องไปคอยให้คำปรึกษาคนที่มีพลังขนาดนั้น ปัญหาทุกอย่างก็แค่ซัดมันให้กระเด็นเหมือนที่ตาแก่นั่นทำกับหอกไฟก็จบแล้ว! ไม่คิดเลยว่าจะมีพลังแบบนี้อยู่จริงๆ! ฉันต้องเอามันมาให้ได้ ฉันอาจจะต้องเสี่ยงหน่อย เพราะดูเหมือนความบริสุทธิ์ของสายเลือดจะเป็นเรื่องสำคัญมากในตระกูลบัลวาน ดังนั้นการแสดงพรสวรรค์ออกมาอาจจะดึงดูดความสนใจที่ไม่พึงประสงค์จากพวกทายาทสายตรง แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็ต้องหาข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่'
จากหนังสือทั้งหมดที่เขาเคยอ่านมา เขาจินตนาการได้เลยว่าการแย่งชิงสืบทอดอำนาจ หรือแม้แต่ความริษยาจากคนที่มีสถานะสูงกว่าเขา อาจจบลงด้วยเลือดได้เสมอ
'ฉันเคยตายมาแล้วครั้งหนึ่ง และมันเป็นอุบัติเหตุ ฉันไม่อยากถูกลากเข้าไปในแผนการเมืองแล้วต้องมาตายอีกรอบ โดยที่ทำอะไรไม่ได้เลย'
ความมุ่งมั่นที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนแล่นพล่านไปทั่วร่างกายเล็กๆ ขณะที่ลิลลี่เตรียมจะวางเขาลงในเปล
'โลกที่พลังไม่ได้ถูกมอบให้โดยสังคมที่มนุษย์สร้างขึ้น พลังที่ดูเหมือนจะมาจากภายในของแต่ละคน พลังที่เป็นของพวกเขาเองเท่านั้น ลิลลี่เรียกเขาว่า "ผู้บ่มเพาะ" ฉันต้องหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ได้ ฉันต้องเดินให้ได้และอ่านหนังสือให้เป็นเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อที่ฉันจะได้มีอิสระในระดับหนึ่ง และในขณะเดียวกันก็แสดงพรสวรรค์ด้านวิชาการออกมาแต่เนิ่นๆ มันอาจจะนำพาฉันไปหาหนังสือที่อธิบายว่าผู้บ่มเพาะคืออะไร และจะเป็นได้อย่างไร'
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เขาเริ่มกินมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงและสลัดภาพร่างกายที่ผอมแห้งตั้งแต่เกิดทิ้งไป เขาเริ่มหัดเดินอย่างจริงจัง เริ่มจากในเปลแล้วก็ลงมาบนพื้น ทำให้สาวใช้และแม่ของเขาต้องคอยเป็นห่วงทุกครั้งที่เขาล้มลงจากการพยายามยืนด้วยขาของตัวเอง ทว่าความเจ็บปวดแค่นี้มันจิ๊บจ๊อยมาก
'กระสุนเจาะอกมันเจ็บกว่านี้เยอะ'
และแล้ว เพียง 8 เดือนหลังคลอด โนอาห์ก็สามารถยืนตัวตรงบนพื้นและเริ่มก้าวเดินก้าวแรกได้
'แม่งช้าชะมัด ฉันต้องฝึกให้มากกว่านี้ ฉันควรเริ่มวิ่งบ่อยๆ เพื่อให้สุขภาพดีขึ้นและคุ้นเคยกับร่างกายตัวเอง'
แม้ว่าเขาจะหงุดหงิดที่ตัวเองโตช้า แต่ลิลลี่และพวกสาวใช้กลับตกตะลึง
"เด็กคนนี้พยายามลุกขึ้นยืนมา 3 เดือนแล้ว และตอนนี้เขาก็ทำได้ ที่สำคัญคือทุกครั้งที่ล้มเขาไม่เคยร้องไห้เลย แต่พยายามจะลุกขึ้นใหม่ ถ้าพวกเราไม่หยุดเขาไว้ป่านนี้เขาคงบาดเจ็บหนักไปแล้ว"
พวกสาวใช้ที่ซุบซิบกันถูกลิลลี่เมินโดยสิ้นเชิง เพราะความภาคภูมิใจมันท่วมท้นหัวใจเมื่อเห็นลูกชายเดินได้ตั้งแต่อายุ 8 เดือน
"นี่ต้องเป็นพรจากท่านเจ้าตระกูลแน่ๆ แม่รู้ว่าต้องมีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นตั้งแต่วันนั้นแล้ว"
จะโชคดีหรือไม่ก็ตาม ความสำเร็จของโนอาห์ถูกยกให้เป็นเรื่องเหนือธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับ โทมัส บัลวาน
แต่เรื่องน่าประหลาดใจในชั้นหนึ่งของอาคารแขกยังไม่จบลงแค่นั้น
หลังจากที่มั่นใจว่าทรงตัวได้ดีแล้ว โนอาห์ก็ค่อยๆ ก้าวเดินอย่างระมัดระวังไปทางแม่ของเขา อย่างช้าๆ แต่มั่นคง โดยมีกำแพงข้างๆ คอยช่วยพยุงบ้าง จนในที่สุดเขาก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าแม่ที่กำลังยิ้มกว้าง
"มาหาแม่สิเจ้าตัวน้อย วันนี้ลูกทำได้ยอดเยี่ยมมาก แม่มีความสุขที่สุดเลย!"
พูดเสร็จเธอก็คุกเข่าลงครึ่งหนึ่งบนพื้นพร้อมอ้าแขนรอรับโนอาห์เข้าสู่อ้อมกอด
โนอาห์มองดูเธอและยิ้ม จากนั้นก็เดินเข้าหาเธอด้วยอ้อมแขนที่อ้าออก และตะโกนออกมาในวินาทีสุดท้ายก่อนจะถึงตัวเธอว่า:
"แม่ครับ!"
แล้วเขาก็โถมตัวเข้าสู่อ้อมกอดของแม่ ทิ้งให้ลิลลี่และพวกสาวใช้ยืนจ้องมองเขาด้วยดวงตาที่เบิกโพลง
'แค่นี้น่าจะพอให้ฉันได้เริ่มเรียนหนังสือเร็วขึ้นแล้วล่ะ'