- หน้าแรก
- บัลลังก์เทพสงคราม กำเนิดใหม่จักรพรรดิไร้พ่าย
- บทที่ 42 - การโต้กลับของหลี่ชิง
บทที่ 42 - การโต้กลับของหลี่ชิง
บทที่ 42 - การโต้กลับของหลี่ชิง
บทที่ 42 - การโต้กลับของหลี่ชิง
ชายคนนั้นส่ายหน้า
"ตอนนี้ความสามารถของฉันมีจำกัด ฆ่าได้แค่สี่ตัวเท่านั้น ถ้าหมดนี่แล้ว ฉันก็จัดการกับมนุษย์หมาป่าและมนุษย์หัวสุนัขที่เหลือไม่ได้แล้วนะ"
ฉู่ไจ้จงกัดฟันกรอด
"ฆ่ามันไปก่อนก็แล้วกัน"
จอมเวทพยักหน้ารับโดยไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงแค่ยกคทาเวทในมือขึ้นแล้วเริ่มบริกรรมคาถา
พริบตาต่อมา แสงสีแดงก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า และหมุนวนกลายเป็นพายุเพลิงอย่างรวดเร็ว ลำแสงสีแดงเพลิงสว่างจ้าพุ่งทะยานออกจากพายุเพลิง พุ่งตรงเข้าใส่อันเดดมนุษย์หมาป่าตัวที่อยู่ใกล้ที่สุด
เวทมนตร์วีรชน ลำแสงแผดเผา ยิงลำแสงความร้อนสูงสามสายออกไปโจมตีเป้าหมายด้วยความเสียหายจากไฟ ลำแสงแผดเผาสายแรกจะมีผลเจาะเกราะเวทมนตร์เพิ่มเข้ามาด้วย
โดยปกติแล้วเวทมนตร์ลำแสงแผดเผาจะยิงลำแสงความร้อนสูงออกไปเพียงสายเดียวเท่านั้น แต่จอมเวทคนนี้นำแต้มทักษะวีรชนแต้มที่สองไปอัปเกรดมันจนถึงระดับสอง ยิ่งเมื่อรวมกับการอัปเกรดด้วยแต้มความเชี่ยวชาญวีรชนอีกสองแต้ม ทำให้เขาสามารถยิงลำแสงแผดเผาออกไปได้พร้อมกันถึงสามสาย แถมลำแสงสายแรกยังมีผลเจาะเกราะเวทมนตร์อีกด้วย ทำให้สามารถสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงแก่เป้าหมายที่มีพลังป้องกันเวทมนตร์สูงได้
ลำแสงแผดเผาสายแรกเจาะทะลุลำคอของอันเดดมนุษย์หมาป่าจนเป็นรูเบ้อเริ่มขนาดเท่ากำปั้น ลำแสงสายที่สองที่พุ่งตามมาติดๆ ก็หลอมละลายลำคอของมันจนขาดสะบั้น หัวของมันร่วงหล่นลงพื้น
ถูกสังหารในพริบตา
หลี่ชิงที่ยืนอยู่บนเสาหินมองเห็นทุกอย่างได้อย่างชัดเจน วินาทีที่หัวของนักรบอันเดดมนุษย์หมาป่าร่วงหล่นลงมา เปลือกตาของเขาก็กระตุกขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
พูดได้คำเดียวว่า เมื่อวีรชนสายเวทมนตร์เลือกเดินบนเส้นทางสายสุดโต่ง ทุ่มแต้มทักษะและแต้มความเชี่ยวชาญทั้งหมดไปที่เวทมนตร์เพียงบทเดียว พลังทำลายล้างที่ระเบิดออกมาในชั่วพริบตานั้นช่างรุนแรงเกินจะพรรณนา
เมื่อประเมินจากพลังทำลายล้างของเวทมนตร์บทนี้ หลี่ชิงอดสงสัยไม่ได้ว่า ต่อให้เป็นทหารระดับสี่ก็คงจะรับมือกับลำแสงแผดเผานี้ไม่ไหวเหมือนกัน
ลำแสงแผดเผาสี่สายถูกยิงออกไปติดต่อกัน สังหารนักรบอันเดดมนุษย์หมาป่าไปได้ถึงสี่ตัว
ต่อให้เป็นอันเดดที่ไม่มีจุดอ่อน ก็ยังไม่อาจทนรับการโจมตีที่หลอมละลายร่างกายไปแบบดื้อๆ เช่นนี้ได้
เมื่อลำแสงทั้งสี่สายสิ้นสุดลง พลังเวทก็เหือดแห้ง วีรชนสายเวทมนตร์คนนี้ก็สูญเสียพลังในการต่อสู้ไปชั่วขณะ
แน่นอนว่าพลังเวทที่เหลืออยู่นั้นยังพอที่จะใช้ร่ายเวทมนตร์ระดับศูนย์อย่างเวทมนตร์แสงสว่างได้อยู่ แต่นั่นก็ไม่อาจพลิกผันสถานการณ์การต่อสู้ได้
นักรบอันเดดมนุษย์หมาป่ามีทั้งหมดเจ็ดตัว ถูกกำจัดไปแล้วสี่ตัว ตอนนี้เหลือเพียงสามตัวเท่านั้น
แต่ทั้งสามตัวนี้พุ่งเข้ามาพร้อมกับกองทัพมนุษย์หมาป่าและมนุษย์หัวสุนัขกลุ่มใหญ่ที่อยู่ด้านหลัง พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับอันเดดมนุษย์หมาป่า พร้อมๆ กับรับมือมนุษย์หมาป่าเกือบสองร้อยตัวและมนุษย์หัวสุนัขอีกกว่าสี่ร้อยตัว
แทบจะในชั่วพริบตา กองทัพทั้งสองฝ่ายก็พุ่งเข้าปะทะและเข่นฆ่ากันอย่างดุเดือด
ระดับเฉลี่ยของกองทัพฉู่ไจ้จงไม่ได้ด้อยไปกว่าหลี่ชิงเลย เขามีทหารระดับสองและระดับสามอยู่ไม่น้อย แต่เขาไม่มีทหารที่มีรูปแบบชั้นยอดและชั้นเลิศมากเท่าหลี่ชิง พลังรบของทหารในระดับเดียวกันจึงอ่อนแอกว่าของหลี่ชิง
ทว่าเขามีกองกำลังที่เหนือกว่า มีจำนวนมากกว่าหลี่ชิงถึงสองเท่า จึงพอลบล้างข้อเสียเปรียบนี้ไปได้
เพื่อรับมือกับหุ่นเชิดอันเดดมนุษย์หมาป่ารูปแบบสยองขวัญระดับสามทั้งสามตัวนี้ ฉู่ไจ้จงถึงกับต้องระดมกำลังพลประมาณหนึ่งในสี่ของทั้งหมดมาใช้ ทั้งฟันด้วยดาบ แทงด้วยหอก และระดมยิงด้วยธนู ถึงแม้จะไม่สามารถสังหารพวกมันได้ในทันที แต่อาศัยความได้เปรียบด้านจำนวนก็สามารถสกัดกั้นการโจมตีของหุ่นเชิดอันเดดทั้งสามตัวเอาไว้ได้
ในขณะเดียวกัน ทหารราบอีกด้านหนึ่งก็ตั้งแถวเป็นกำแพงโล่ มีพลหอกคอยสนับสนุนอยู่ด้านหลัง และพลธนูรั้งท้าย คอยสกัดกั้นมนุษย์หัวสุนัขที่ถูกมนุษย์หมาป่าต้อนมาได้อย่างเหนียวแน่น
ถึงแม้มนุษย์หัวสุนัขจะมีจำนวนมหาศาล แต่พลังรบของแต่ละตัวกลับอ่อนแอมาก วินาทีที่ปะทะกัน ทัพหน้าก็แทบจะล้มระเนระนาดไปพร้อมๆ กัน
นอกจากนี้เขายังมีทหารม้าอีกสิบกว่านาย ตอนนี้พวกเขากำลังควบม้าตะบึงไปข้างหน้า พยายามพุ่งทะลวงเข้าไปยังแนวหลังของศัตรู เพื่อแยกมนุษย์หัวสุนัขออกเป็นกลุ่มเล็กๆ แล้วค่อยๆ กำจัดทิ้ง
ฉู่ไจ้จงที่ยืนอยู่แนวหลังมองเห็นภาพเหตุการณ์ทั้งหมด เขาก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาเปราะหนึ่ง
"ทางนี้ไม่มีปัญหาแล้ว อีกด้านหนึ่งขอแค่สกัดกั้นการโต้กลับของหลี่ชิงเอาไว้ได้ การปะทะระลอกนี้พวกเราก็จะชนะ"
เขาจงใจหันหน้าไปมองหลี่ชิงที่อยู่บนกำแพงค่าย แต่กลับพบว่ายังมีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้าของหลี่ชิง
ความรู้สึกอุ่นใจที่เพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อครู่ มลายหายไปในพริบตา
ในตอนนั้นเอง จู่ๆ ก็มีเสียงคำรามดังลั่นมาจากทางประตูใหญ่ของเผ่ามนุษย์หมาป่าเบื้องหน้า เสียงนั้นทำให้หัวใจของเขากระตุกวูบ จากนั้นร่างสูงใหญ่ผิดมนุษย์มนาก็พุ่งพรวดออกมาจากหลังประตูใหญ่
"เอ๊ะ?"
หลี่ชิงอุทานด้วยความประหลาดใจ เขามองออกว่าร่างนั้นคือหัวหน้ามนุษย์หมาป่าที่ถูกเซ่นจู๋ยิงลูกศรใส่ก่อนหน้านี้นี่เอง แต่รูปร่างหน้าตาของมันเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
จากเดิมที่สูงประมาณสองเมตร จู่ๆ ก็ขยายใหญ่ขึ้นจนสูงถึงสองเมตรครึ่ง แถมกล้ามเนื้อยังล่ำสันบึกบึนขึ้นอีกด้วย
อักขระเวทสีเลือดบนร่างถูกกระตุ้นจนทำงานเต็มรูปแบบ เปลวเพลิงสีเลือดลุกโชน ดูราวกับปีศาจร้ายก็ไม่ปาน
เพียงแค่ปรายตามอง หลี่ชิงก็รู้ได้ทันทีว่าความแข็งแกร่งของเจ้านี่เพิ่มขึ้นจากเดิมมากขนาดไหน
หลังจากที่พุ่งออกมา เจ้านี่ก็อาละวาดชนดะไปทั่ว มนุษย์หมาป่าและมนุษย์หัวสุนัขที่ขวางทางถูกกระแทกจนกระเด็นกระดอนไปคนละทิศคนละทาง มันพุ่งตรงดิ่งเข้าใส่แนวป้องกันของทหารราบของฉู่ไจ้จงด้วยท่าทีดุดันราวกับรถถัง
สีหน้าของฉู่ไจ้จงเปลี่ยนไปทันที เขาตะโกนเสียงหลง
"ทหารราบหมู่ที่หนึ่งตั้งกระบวนทัพเตรียมรับมือ!"
"พลธนูทุกคนเปลี่ยนเป้าหมาย ระดมยิงเป้าหมายใหม่!"
ในตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกเสียใจขึ้นมาแล้วที่เมื่อครู่ปล่อยให้วีรชนสายเวทมนตร์ใช้พลังเวทจนหมดเกลี้ยง ไม่อย่างนั้นก็คงจะใช้ยันเอาไว้ได้บ้าง
"นายแพ้ราบคาบแล้ว!"
เพียงแค่มองแวบเดียว หลี่ชิงก็ฟันธงได้ทันที
ถึงแม้กองทัพของฉู่ไจ้จงจะมีขนาดใหญ่ แต่ก็มีจุดอ่อนร้ายแรงอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือไม่มีนักรบที่แข็งแกร่งทัดเทียมกับหลลงโส่วเลย
หวังฉี่หยงเป็นวีรชนสายผู้เร้นกาย ไม่มีทักษะการต่อสู้ซึ่งหน้า
ส่วนตัวของฉู่ไจ้จงเอง ถึงแม้ทักษะการต่อสู้ระยะประชิดจะไม่ได้ด้อยนัก แต่ในฐานะผู้นำ ย่อมไม่เอาตัวเองไปเสี่ยงอันตราย ถ้ายังไม่ถึงคราวพ่ายแพ้จนหมดรูป ผู้นำก็ไม่มีทางออกไปรบแนวหน้าเด็ดขาด
ที่สำคัญคือ พลังรบส่วนตัวของเขาก็พอๆ กับทหารราบจักรวรรดิระดับสามเท่านั้น แค่ดวลเดี่ยวกับนักรบอันเดดมนุษย์หมาป่าก็แทบจะรากเลือดแล้ว จะเอาอะไรไปสู้กับวีรชนระดับสามที่ได้รับการอัปเกรดแล้วล่ะ รับรองว่าสู้ไม่ได้แน่ๆ
และในความเป็นจริง เขาก็ไม่มีทางลงสนามไปต่อสู้กับวีรชนมนุษย์หมาป่าที่แข็งแกร่งขนาดนั้นด้วยตัวเองหรอก
พลธนูกว่าห้าสิบคนระดมยิงเข้าใส่ลาร์สัน หัวหน้ามนุษย์หมาป่าที่กำลังอาละวาดชนดะไปทั่ว ลูกศรกว่าครึ่งพุ่งเป้าไปที่มัน แต่ทว่าร่างกายของมันในยามนี้ช่างแข็งแกร่งทนทานเหลือเกิน เห็นได้ชัดว่าแข็งแกร่งกว่าเมื่อก่อนมาก ลูกศรส่วนใหญ่กระดอนออกไปเพราะผิวหนังที่เหนียวหนึบ มีเพียงส่วนน้อยที่ปักเข้าไปได้ แต่ก็ลึกเพียงหนึ่งหรือสองนิ้วเท่านั้น ไม่สะเทือนถึงอวัยวะสำคัญเลย
ยิ่งไปกว่านั้น มันยังกระตุ้นสัญชาตญาณความโหดเหี้ยมของมันให้ปะทุขึ้นมาอีกด้วย มันแผดเสียงคำรามลั่น กระแทกมนุษย์หัวสุนัขที่ขวางหน้าจนกระเด็น ก่อนจะกระโดดพุ่งทะยานขึ้นไปสูงถึงเจ็ดแปดเมตร
ทักษะวีรชนสายนักรบคลั่ง กระโดดสับ
มันพุ่งทะยานข้ามแนวหน้าเข้าไปยังแนวหลัง ฟาดดาบฟันพลธนูขาดครึ่งท่อนในดาบเดียว เลือดที่สาดกระเซ็นยิ่งกระตุ้นความบ้าคลั่งในตัวมัน มันเงยหน้าขึ้นแผดเสียงคำรามก้องฟ้า ก่อนจะควงดาบหมุนตัวอย่างรวดเร็ว
ทักษะวีรชนสายนักรบคลั่ง เสียงคำรามข่มขวัญ ช่วยลดทอนกำลังใจและพละกำลังของศัตรูโดยรอบ
ทักษะวีรชนสายนักรบคลั่ง ดาบพายุหมุน
ถึงแม้จะมีดาบเพียงเล่มเดียว แต่ก็ไม่ต่างอะไรกับการมีดาบสองเล่มเลย
คมดาบที่หมุนคว้างกวาดฟันไปรอบๆ เกราะหนังของพลธนูจะไปต้านทานอะไรได้ ไม่นานเลือดเนื้อก็สาดกระเซ็นปลิวว่อนไปทั่ว
"สะใจโว้ย!"
ในเวลานี้ฉู่ไจ้จงรู้สึกปวดใจมากแค่ไหน หลี่ชิงที่ยืนดูละครฉากเด็ดอยู่บนกำแพงเมืองก็รู้สึกสะใจมากเท่านั้น
"อยากลอบกัดฉันนัก สมน้ำหน้า!"
หลังจากพายุหมุนดาบกวาดผ่านไป พลโจมตีระยะไกลอย่างน้อยสิบห้าคนถูกสังหารคาที่ อีกกว่าสิบคนได้รับบาดเจ็บ แม้จะไม่ถึงตายแต่ก็ส่งผลกระทบต่อกำลังรบ
สิ้นสุดทักษะดาบพายุหมุน ลาร์สันก็ควงดาบกวาดฟันอีกครั้ง พลธนูที่บาดเจ็บคนหนึ่งถูกฟันขาดเป็นสองท่อน ภาพอันสยดสยองทำให้ทหารบาดเจ็บที่อยู่รอบๆ ตกใจกลัวจนถอยกรูด พลธนูคนอื่นๆ ที่ยังไม่ได้รับบาดเจ็บต่างก็รีบสลายตัวไปคนละทิศคนละทาง
นักรบคลั่งที่พุ่งเข้าไปกลางวงพลแม่นธนูก็ไม่ต่างอะไรกับหมาป่าที่กระโจนเข้าใส่ฝูงแกะ
ในชั่วขณะนี้ จุดอ่อนของการไม่มีนักรบที่แข็งแกร่งก็ถูกเปิดเผยออกมาจนหมดเปลือก ฉู่ไจ้จงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเรียกตัวทหารราบชั้นยอดระดับสามจำนวนห้าคนที่เขาอุตส่าห์ปลุกปั้นมาอย่างดีจากแนวหน้าให้ถอยกลับมา ตัวเขาเองก็ไม่อาจยืนนิ่งเฉยได้อีกต่อไป มือข้างหนึ่งถือโล่ อีกข้างถือดาบ พุ่งตามเข้าไปติดๆ
เห็นดังนั้น หลี่ชิงก็กระซิบสั่งเซี่ยจู๋ที่อยู่ข้างๆ
"หาจังหวะเหมาะๆ สอยวีรชนสายผู้เร้นกายของมันทิ้งซะ"
จากนั้นก็หันไปสั่งหลลงโส่วที่อยู่ข้างหน้า
"หาจังหวะเข้าไปพ่นลมหายใจมังกรสักทีสิ เป้าหมายนอกจากตัวหัวหน้าของพวกมันแล้ว นายตัดสินใจเอาเองเลย"
หลี่ชิงบอกว่าจะเอาคืนก็ต้องเอาคืน ในเมื่อฉู่ไจ้จงเป็นฝ่ายเปิดฉากก่อน ลงมือทำร้ายกันจริงๆ แล้ว ก็อย่ามาโทษว่าเขาร้ายก็แล้วกัน
แล้วก็อย่ามาบอกว่าเขาไม่ได้สูญเสียอะไรเลยด้วย
นั่นมันเป็นเพราะเขาดวงดีต่างหากล่ะ ถ้าหนีไม่ทันโดนดักหน้าดักหลังล่ะก็ จบเห่แน่
ยังไงซะ ขอแค่ไม่ลงมือกับฉู่ไจ้จงโดยตรงก็พอแล้ว
ทางสถาบันมีกฎคุ้มครองเฉพาะผู้ฝึกหัดจอมทัพสงครามเท่านั้น ไม่คุ้มครองลูกน้องของพวกเขา ถ้าฝีมือไม่ถึงแล้วโดนฆ่าตาย ก็จะไม่มีใครออกหน้าทวงความยุติธรรมให้หรอก
ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับผู้ฝึกหัดจอมทัพสงคราม ขอเพียงแค่ตัวเองยังไม่ตาย ก็สามารถกลับมายิ่งใหญ่ได้เสมอ
กองทัพพังพินาศก็สร้างใหม่ได้ วีรชนตายไปก็หามาทดแทนได้
ที่น่าสังเกตคือ โดยปกติแล้ววีรชนทั่วไปก็จะได้รับความคุ้มครองเช่นเดียวกับผู้ฝึกหัด ทว่าหากวีรชนและผู้ถือครองอาชีพคนนั้นได้ให้คำสัตย์ปฏิญาณตนเข้าร่วมกับผู้ฝึกหัดจอมทัพสงครามคนใดคนหนึ่งไปแล้ว พวกเขาก็จะไม่ได้รับความคุ้มครองนั้นอีก
ท้ายที่สุดแล้ว ชีวิตนี้ล้วนขึ้นอยู่กับฟ้าลิขิต ความร่ำรวยและเกียรติยศก็เช่นกัน
ในเมื่อเลือกที่จะต่อสู้เพื่ออนาคตของตัวเองแล้ว จะอยู่หรือตายก็ต้องขึ้นอยู่กับดวงชะตาของตัวเองแล้วล่ะ
หลลงโส่วรับคำสั่งแล้วยังคงยืนอยู่ข้างๆ หลี่ชิง ส่วนเซี่ยจู๋ก็หยิบลูกศรทะลวงเกราะที่ทำจากเหล็กกล้าออกมาจากด้านหลังและง้างธนูรอ ทว่ายังไม่ได้ปล่อยลูกศรออกไป เขาเพียงแค่จ้องมองเพื่อสังเกตการณ์
ตอนนี้ยังไม่มีจังหวะที่เหมาะสม
วีรชนสายผู้เร้นกายของฉู่ไจ้จงอยู่ในสถานะกึ่งพรางตัวมาโดยตลอด อาศัยความมืดในยามค่ำคืนอำพรางตัว ทำให้ยากแก่การค้นหาและล็อกเป้าหมาย นานๆ ทีถึงจะโผล่พรวดออกมารัดคอและเชือดคอมนุษย์หมาป่าด้วยมีดสั้นคู่
ถึงความเร็วของเขาจะไม่มากนัก แต่ประสิทธิภาพกลับสูงส่ง ทุกครั้งที่ปรากฏตัวจะต้องสังหารศัตรูได้หนึ่งคนเสมอ
วีรชนสายลอบสังหารแบบนี้คือตัวแสบสำหรับสายเวทมนตร์และสายโจมตีระยะไกล ถ้าไม่รีบกำจัดทิ้ง ต่อให้ฝ่ายฉู่ไจ้จงพ่ายแพ้ เขาก็ยังมีพิษสงคอยก่อกวนพวกเขาได้อย่างต่อเนื่อง
หลี่ชิงไม่รีบร้อนเร่งรัด เรื่องแบบนี้จะบุ่มบ่ามทำลงไปโดยไม่มีจังหวะที่เหมาะสมไม่ได้หรอก
ทหารราบจักรวรรดิชั้นยอดระดับสามทั้งห้าคนร่วมมือกัน บวกกับฉู่ไจ้จงที่คอยสนับสนุนอยู่ด้านข้าง ก็พอจะดึงดูดความสนใจของหัวหน้ามนุษย์หมาป่าให้หันเหไปจากเหล่าพลธนูได้บ้าง
ดาบคู่ฟาดฟันอย่างต่อเนื่อง เสียงดาบปะทะกับโล่เหล็กดังสนั่นหวั่นไหว บางครั้งก็อาศัยพละกำลังอันมหาศาลผลักทหารราบจนกระเด็นถอยร่นไป
แต่ทว่าน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ ทุกครั้งที่ผลักทหารราบกระเด็นและเตรียมจะเข้าไปซ้ำ ก็มักจะมีฉู่ไจ้จงและทหารราบคนอื่นๆ เข้ามาขัดขวางเสมอ ทำให้ทั้งสองฝ่ายต่างก็ทำอะไรกันไม่ได้ไปชั่วขณะ
แต่สถานการณ์เช่นนี้คงอยู่ได้ไม่นานนัก เมื่อวีรชนมนุษย์หมาป่าอย่างลาร์สันแผดเสียงคำรามข่มขวัญเป็นครั้งที่สอง ทำให้ทหารราบที่รุมล้อมอยู่เกิดความหวาดกลัว จากนั้นก็ตามด้วยทักษะดาบพายุหมุนระลอกที่สอง
ต่อให้ทหารระดับสามจะมีโล่เหล็กป้องกันและสวมเกราะเกล็ดที่แข็งแกร่ง ทว่าการฟาดฟันอย่างรวดเร็วของดาบพายุหมุนสองครั้งซ้อน ก็ทำเอาโล่ในมือของพวกเขาปลิวหลุดลอยไป เกราะเกล็ดถูกขูดขีดจนเกิดประกายไฟแลบแปลบปลาบ
พอพวกเขาตั้งสติจากความหวาดกลัวได้ ทหารราบชั้นยอดสองคนก็ถูกฟันจนได้รับบาดเจ็บ และอีกคนก็ถูกทักษะกระโดดสับสังหารลงในดาบเดียว
ฉู่ไจ้จงไม่เป็นอะไร เพราะเขามีรูปแบบชั้นยอดของวีรชน ทำให้มีภูมิต้านทานต่อสถานะผิดปกติอย่างความหวาดกลัวสูงมาก ตอนที่วีรชนมนุษย์หมาป่าใช้ทักษะดาบพายุหมุน เขาก็หลบคมดาบออกมาได้ทันท่วงที
แต่การที่ทหารชั้นยอดหลายคนได้รับบาดเจ็บ ทำให้การรุมล้อมของพวกเขาถูกทำลายลง
เมื่อเห็นเช่นนั้น แววตาของฉู่ไจ้จงก็วูบไหว เขาเริ่มครุ่นคิดว่าจะยอมตัดหางปล่อยวัดเพื่อเอาชีวิตรอดดีหรือไม่
แบ่งกองกำลังส่วนหนึ่งไว้รั้งท้าย ส่วนกองกำลังหลักก็รีบถอยหนีไปก่อน
ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว เขามีทหารราบชั้นยอดระดับสามแค่ไม่กี่คนนี้เท่านั้น ที่เหลือก็เป็นแค่ทหารระดับหนึ่งระดับสองปะปนกันไป ไม่มีพลังพอจะไปต่อกรกับวีรชนมนุษย์หมาป่าตัวนี้ได้หรอก หากดึงดันจะรุมสังหารต่อไป ความสูญเสียจะบานปลายจนเกินกว่าที่เขาจะคาดการณ์ได้
ที่สำคัญคือ ไม่แน่ว่าจะฆ่ามันได้สำเร็จด้วยซ้ำ
ยิ่งไปกว่านั้นยังมีหลี่ชิงคอยจ้องจะเล่นงานอยู่ข้างๆ อีก หากสูญเสียมากเกินไป ต่อให้เอาชนะได้ในท้ายที่สุด ก็คงรักษาผลประโยชน์แห่งชัยชนะเอาไว้ไม่ได้อยู่ดี
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าไม่คุ้มค่า ตาชั่งในใจของฉู่ไจ้จงเริ่มเอนเอียงไปในทิศทางหนึ่งแล้ว
ในวินาทีนั้นเอง หางตาของเขาก็เหลือบไปเห็นร่างสูงใหญ่กระโดดลงมาจากกำแพงเมืองที่อยู่ไม่ไกล และกำลังพุ่งตรงมาทางเขา
ฉู่ไจ้จงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตะโกนลั่น
"กองร้อยที่หนึ่ง หมู่ที่หนึ่งและสองระวังตัวด้วย"
หลลงโส่วพุ่งเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว เขายืนอยู่ห่างๆ อ้าปากกว้าง พายุเพลิงก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
ฉู่ไจ้จงนึกย้อนไปถึงตอนที่หลลงโส่วพ่นลมหายใจมังกรในการสอบครั้งใหญ่ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที เขาตะโกนลั่นอีกครั้ง
"รีบกระจายตัวออกไปเร็ว!"
แต่ทว่าหลลงโส่วกลับไม่ได้พ่นลมหายใจมังกรออกมาในทันที เขารวบรวมพลังเอาไว้และพุ่งตัวเข้าไปใกล้มากยิ่งขึ้น เมื่อถึงระยะที่กำหนด เขาก็หันขวับกลับมา ท่ามกลางสีหน้าที่เปลี่ยนไปอย่างฉับพลันของฉู่ไจ้จง ลำแสงจากลมหายใจมังกรอันเจิดจ้าก็พุ่งทะยานออกมา
"ไม่นะ!"
ท่ามกลางเสียงร้องอย่างสิ้นหวังของฉู่ไจ้จง ลำแสงจากลมหายใจมังกรก็พุ่งข้ามระยะทางห้าสิบเมตร ทะลวงผ่านช่องว่างระหว่างทหารราบที่กระจายตัวกันอยู่ พุ่งเข้าชนใบหน้าของวีรชนสายเวทมนตร์ที่สวมชุดคลุมเวทมนตร์ซึ่งยืนอยู่ห่างจากฉู่ไจ้จงไม่ไกลนักอย่างจัง
เปลวเพลิงที่มีความร้อนสูงเกินกว่าจะจินตนาการได้พุ่งเข้าชนใบหน้าของวีรชนสายเวทมนตร์ที่ปราศจากการป้องกันใดๆ ความร้อนอันมหาศาลแผดเผาเลือดเนื้ออย่างรวดเร็ว ศีรษะทั้งศีรษะกลายเป็นลูกไฟดวงใหญ่
จอมเวทที่ไร้ซึ่งการป้องกันใดๆ ยิ่งอ่อนแอกว่าทหารราบระดับหนึ่งเสียอีก จะเอาอะไรไปต้านทานพลังทำลายล้างของลำแสงมังกรจากหลลงโส่วได้ล่ะ
ไม่กี่วินาทีต่อมา ลำแสงจากลมหายใจมังกรก็เลือนหายไป ศีรษะของวีรชนสายเวทมนตร์ยังคงลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิง ร่างกายซวนเซไปสองสามก้าว ท่ามกลางสายตาอันสิ้นหวังของฉู่ไจ้จง ร่างนั้นก็ล้มตึงลงกับพื้นเสียงดังสนั่น
ก่อนหน้านี้หลี่ชิงบอกหลลงโส่วว่า ให้เขาเลือกเป้าหมายเองได้เลย
สำหรับหลลงโส่วแล้ว ภัยคุกคามที่อันตรายที่สุดก็คือวีรชนสายเวทมนตร์คนนี้นี่แหละ
ลำแสงแผดเผาสามสายที่ยิงติดต่อกันถึงสี่รอบนั้นทรงพลังเกินไป ถ้าโดนเข้าไปเต็มๆ เขาคงรับไม่ไหวแน่ๆ
การตายของวีรชนสายเวทมนตร์ ทำให้ฉู่ไจ้จงตัดสินใจถอยทัพอย่างเด็ดขาด เขากัดฟันข่มความเจ็บปวดในใจ และรีบออกคำสั่งอย่างรวดเร็ว
ทิ้งทหารราบกว่าห้าสิบคนไว้รั้งท้าย และสกัดกั้นการไล่ล่าของหลี่ชิง จากนั้นก็สั่งให้กองกำลังที่เหลือเตรียมตัวผละออกจากการต่อสู้
หลังจากหยุดพักเพื่อฟื้นฟูพลังเพียงชั่วครู่ หลลงโส่วก็อ้าปากสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และเริ่มรวบรวมพลังเพื่อพ่นไฟรอบที่สอง สายตาของเขาจ้องมองไปยังวีรชนสายผู้เร้นกายคนที่สองของฉู่ไจ้จง
ในตอนนี้หวังฉี่หยงได้รับคำสั่งให้ถอยออกมาจากด้านหลังของมนุษย์หมาป่าแล้ว ถึงแม้ร่างของเขาจะยังคงอยู่ในสถานะพรางตัว แต่ประสาทสัมผัสอันเฉียบแหลมเหนือมนุษย์ทั่วไปของหลลงโส่วก็สามารถจับทิศทางคร่าวๆ ของเขาได้
ลมหายใจมังกรระลอกที่สองพุ่งเป้าไปที่พื้นที่ว่างเปล่าซึ่งอยู่ไม่ไกลจากฉู่ไจ้จงมากนัก
ลำแสงแผดเผาพุ่งทะยานแหวกอากาศ มันไม่ได้พุ่งชนเป้าหมาย แต่แสงสว่างจากเปลวเพลิงได้ขับไล่ความมืดมิดรอบๆ เผยให้เห็นโครงร่างของมนุษย์ที่ซ่อนตัวอยู่
วินาทีที่เขาปรากฏตัว ประกายแสงอันเยือกเย็นก็สว่างวาบขึ้นกลางอากาศ ลูกศรดอกหนึ่งพุ่งทะยานข้ามระยะทางเกือบร้อยห้าสิบเมตร เจาะทะลุโครงร่างของมนุษย์นั้นอย่างแม่นยำ เลือดสาดกระเซ็น พลังทำลายล้างอันมหาศาลซัดร่างนั้นจนกระเด็นลอยละลิ่ว ร่วงหล่นลงกระแทกพื้น เผยให้เห็นร่างมนุษย์ที่แท้จริง ลูกศรเหล็กกล้าดอกหนึ่งพุ่งทะลุช่วงท้องน้อยทะลุออกไปทางด้านหลัง
มันคือการโจมตีแบบชาร์จพลังของเซี่ยจู๋
ในตอนที่หลลงโส่วเริ่มรวบรวมพลังพ่นไฟระลอกที่สอง เขาก็ง้างธนูเตรียมตัวเอาไว้แล้ว
ด้วยโบนัสระยะการยิงที่เพิ่มขึ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ของพลซุ่มยิง ต่อให้ระยะทางจะไกลกว่าร้อยห้าสิบเมตร เขาก็สามารถซุ่มยิงเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ
ไม่ต้องนัดแนะอะไรกันเลย สิ่งนี้เรียกว่าความเข้าขากันล้วนๆ
วินาทีที่เห็นหวังฉี่หยงถูกยิงตาย หลี่ชิงก็อดไม่ได้ที่จะตบโต๊ะด้วยความสะใจ
การสูญเสียวีรชนทั้งสองคนไป ผนวกกับความสูญเสียก่อนหน้านี้ และความสูญเสียที่กำลังจะเกิดขึ้นจากการฝ่าวงล้อม ทำให้กองกำลังของฉู่ไจ้จงลดฮวบลงเหลือเพียงครึ่งเดียว พลังในการแข่งขันลดฮวบลงในพริบตา คาดว่าคงจะร่วงหลุดจากสิบอันดับแรกไปเลย และหมดสิ้นซึ่งภัยคุกคามอีกต่อไป
[จบแล้ว]