เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 28 - บททดสอบระลอกสุดท้าย

บทที่ 28 - บททดสอบระลอกสุดท้าย

บทที่ 28 - บททดสอบระลอกสุดท้าย


บทที่ 28 - บททดสอบระลอกสุดท้าย

โชคดีที่ไม่มีกองกำลังระยะไกล มิฉะนั้นเสื้อเกราะถักบนร่างของทหารราบมากประสบการณ์ระดับสองคงไม่อาจต้านทานลูกศรกระดูกอันแหลมคมได้

เสื้อเกราะถักนั้นสร้างขึ้นจากการนำห่วงเหล็กมาร้อยเรียงเข้าด้วยกัน มันสามารถป้องกันการฟันได้ดี แต่ลูกศรสามารถพุ่งลอดทะลุช่องว่างระหว่างห่วงเหล็กเข้ามาได้

แม้ว่าด้านใต้ของเกราะถักจะมีเกราะหนังซับอยู่อีกชั้นหนึ่ง แต่เกราะหนังชั้นในก็ไม่ใช่เกราะหนังชั้นนอก มันไม่สามารถต้านทานลูกศรได้หลายดอกนัก หากลูกศรมีแรงทะลวงมากพอก็สามารถเจาะทะลุได้อย่างง่ายดาย

เมื่อกลับมาถึงดินแดนศักดิ์สิทธิ์ หลี่ชิงรีบสั่งให้คนงานที่กำลังขุดดินอยู่ไปต้มน้ำทำอาหาร ช่วยปลดเปลื้องชุดเกราะอันหนักอึ้งของบรรดาลูกน้องออกเพื่อนำไปซ่อมแซม และนำอาหารไปเลี้ยงม้าศึก

หลี่ชิงดื่มน้ำดับกระหายพลางพักเหนื่อย ก่อนจะเปิดหน้าต่างสถานะของบรรดาลูกน้องขึ้นมาดู

จากการต่อสู้อันดุเดือด แม้ว่าโครงกระดูกทั้งหมดจะเป็นเพียงกองกำลังทหารที่ระดับไม่ถึงขั้นที่หนึ่ง แต่ด้วยจำนวนที่มากมายมหาศาล ค่าประสบการณ์ที่สะสมมาได้จึงถือว่าค่อนข้างน่าพอใจ

ทว่าเมื่อนำค่าประสบการณ์มาเฉลี่ยแบ่งกันแล้ว ก็ยังไม่มีกองกำลังทหารหน่วยใดที่สะสมประสบการณ์ได้มากพอที่จะเลื่อนขั้น กลับเป็นหลงโส่วที่บุกตะลุยเดี่ยวและสังหารศัตรูไปนับไม่ถ้วนจนระดับเลื่อนขึ้นรวดเดียวหลายเลเวล ตอนนี้เลเวลของเขาทะยานไปถึงเลเวล 18 พร้อมกับค่าประสบการณ์อีก 94% อีกเพียงนิดเดียวก็จะเลื่อนเป็นเลเวล 19 แล้ว

หากมีการต่อสู้อันดุเดือดเช่นนี้อีกสักครั้ง ถ้าเลเวลของเขาสามารถทะลุไปถึง 20 และเลื่อนขั้นเป็นวีรชนขั้นที่สองได้ พลังรบของเขาก็จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดอีกครั้ง

การเลื่อนระดับขั้นจะช่วยยกระดับคุณสมบัติทางร่างกายของเขาอย่างมหาศาล สายเลือดมังกรยักษ์ก็จะทรงพลังยิ่งขึ้นตามระดับขั้นที่เพิ่มขึ้น ทุกๆ การเลื่อนหนึ่งขั้นจะก่อให้เกิดการพัฒนาหนึ่งครั้ง เมื่อรวมกับทักษะวีรชน และการเสริมพลังจากความเชี่ยวชาญวีรชน ยิ่งระดับดาวของวีรชนสูงเท่าใด พลังที่เพิ่มขึ้นจากการเลื่อนขั้นแต่ละครั้งก็จะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น

แต่น่าเสียดาย ระดับความยากของระลอกต่อไปน่าจะพุ่งสูงจนทะลุปรอทแตก

หลี่ชิงเองก็ยังไม่แน่ใจว่าจะกล้าลุยต่อในระลอกหน้าหรือไม่ เพียงแต่ตอนนี้เขายังไม่เห็นสถานการณ์ตรงหน้าจึงยังแอบรู้สึกเสียดายอยู่ลึกๆ

เดี๋ยวพอระลอกที่ห้าเริ่มขึ้น เขาก็จะขอดูระดับความยากก่อน หากมันเว่อร์วังจนเกินรับไหว เขาก็จะยอมถอนตัวอย่างเด็ดขาด

หลังจากผ่านการต่อสู้มาหลายครั้ง ระดับการต่อสู้ของหลี่ชิงยังคงไม่ขยับเขยื้อน เพราะเขาไม่ได้ลงมือทำอะไรเลยสักอย่าง ทว่าการบัญชาการรบหลายครั้งก็ส่งผลให้ประสบการณ์ด้านกลยุทธ์ของเขาเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก แต่ก็ยังไม่ถึงจุดที่จะเลื่อนระดับเป็นกลยุทธ์ขั้นที่สองได้

ในระหว่างที่ลูกน้องกำลังพักผ่อนและซ่อมแซมยุทโธปกรณ์ หลี่ชิงก็แวบออกจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์กลับเข้าไปในเขาวงกตอีกครั้ง

เมื่อมองดูเศษกระดูกที่แตกละเอียดเกลื่อนกลาดเต็มพื้น หลี่ชิงก็เกาหัวแกรกๆ ก่อนจะเปิดมิติในฝ่ามือเพื่อดูดเศษกระดูกจำนวนมหาศาลในบริเวณนั้นเข้าไปเก็บไว้ในมิติ

แล้ว...

"มันเอาไปทำอะไรได้ฟะเนี่ย!"

เมื่อนำกระดูกมาแยกส่วน สกัดเอาควันมรณะที่แฝงอยู่ออกมา แล้วหลอมรวมกันใหม่ มันก็กลายเป็นแค่กระดูกชิ้นใหญ่ที่มีความหนาแน่นสูงชิ้นหนึ่งเท่านั้น แล้วมันจะเอาไปใช้ประโยชน์อะไรได้ล่ะ

"ข้าก็ไม่ได้เดินสายนักเวทอันเดดซะหน่อย มันจะมีประ... เอ๊ะ เดี๋ยวก่อน!"

จู่ๆ หลี่ชิงก็จับคางครุ่นคิด

จริงอยู่ที่เขาไม่ได้เดินสายนักเวทอันเดด แต่ก็อาจจะมีคนอื่นที่เลือกเดินสายนี้ กระดูกเหล่านี้อาจจะไร้ค่าสำหรับเขา แต่มันกลับเป็นของมีประโยชน์สำหรับนักเวทอันเดดบางคน

ถ้าหากนำเศษกระดูกที่เปราะบางเหล่านี้มาแยกส่วนทั้งหมด แล้วนำมาหลอมรวมกันใหม่ให้กลายเป็นกระดูกที่มีเนื้อแน่น แข็งแกร่ง และมีน้ำหนักมาก จากนั้นก็นำกระดูกเหล่านี้ไปประกอบเป็นโครงกระดูกที่แข็งแกร่ง แล้วใช้วิชาเวทอันเดดปลุกพวกมันขึ้นมาใหม่ โครงกระดูกพวกนี้จะกลายเป็นกองกำลังระดับไหนกันนะ

เมื่อคิดได้ดังนั้น หลี่ชิงก็เริ่มเกิดความสนใจ เขาลงมือใช้มิติในฝ่ามือดูดเศษกระดูกที่กระจัดกระจายอยู่รอบๆ เข้ามาเก็บไว้ทันที

โชคดีที่มิติในฝ่ามือมีพลังดูดที่รุนแรง แถมเศษกระดูกพวกนี้ก็ไม่ได้มีน้ำหนักมาก จึงถูกดูดเข้าไปได้อย่างง่ายดาย

เศษกระดูกส่วนใหญ่มักจะกองรวมกันอยู่บริเวณใกล้ๆ แท่นหิน เขาเพียงแค่ต้องรวบรวมเศษกระดูกที่อยู่แถวนี้ให้ได้มากที่สุดก็พอ

ทว่าในขณะที่เขากำลังสาละวนอยู่นั้น เสียงของอาจารย์ก็ดังแว่วเข้ามาในหู

"ของวิเศษโบราณประเภทมิติที่เจ้าครอบครองอยู่นั้นช่างมหัศจรรย์ยิ่งนัก มันสามารถกักเก็บสิ่งมีชีวิตได้หรือไม่"

หลี่ชิงชะงักมือทันที ก่อนจะเงยหน้าขึ้นและตอบกลับด้วยความเคารพ

"ไม่สามารถกักเก็บสิ่งมีชีวิตได้ครับ"

"อืม น่าเสียดายจังเลยนะ"

"วีรชนของเจ้าคนนี้ข้าไม่เคยเห็นหน้าค่าตามาก่อนเลย พ่อแม่ของเจ้าเตรียมไว้ให้งั้นหรือ"

หลี่ชิงพยักหน้าตอบ

"ใช่ครับ พ่อแม่เป็นคนเตรียมไว้ให้ผมทั้งหมดเลยครับ"

"แข็งแกร่งมาก วีรชนระดับสี่ดาวต่อให้เป็นในบรรดาลูกศิษย์ของอาจารย์ก็มีอยู่แค่คนเดียวเท่านั้น เจ้าต้องฟูมฟักเขาให้ดี อย่าให้ความหวังของพ่อแม่ต้องสูญเปล่าล่ะ"

หลี่ชิงพยักหน้าอย่างหนักแน่น

"ผมจะทำอย่างสุดความสามารถครับ"

เนี่ยหยางพยักหน้ารับ ก่อนจะถามต่อ

"สำหรับด่านต่อไป เจ้ามีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง"

หลี่ชิงตอบไปตามความจริง

"คาดว่าน่าจะยากเอาการเลยครับ ตอนนี้ผมกะว่าจะรอดูก่อน ถ้าพอไหวก็อยากจะลองสู้ดู แต่ถ้ามันยากเกินไปก็คงต้องยอมแพ้ครับ"

"ด่านที่ห้า..."

เนี่ยหยางพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

"ด่านที่ห้าในอีกสักครู่ก็คือกองทัพโครงกระดูกเช่นกัน โครงกระดูกที่จะโผล่มามีระดับไม่ถึงขั้นที่หนึ่งเหมือนกับด่านที่แล้ว แต่จำนวนจะเพิ่มขึ้นเป็นสี่พันตัว และจะมีพลธนูโครงกระดูกปะปนอยู่ด้วยราวๆ ยี่สิบเปอร์เซ็นต์ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีวีรชนอัศวินอันเดดมาคอยบัญชาการอีกด้วย เจ้ายังพอมีความมั่นใจอยู่ไหม"

"ซี้ดดดด!"

หลี่ชิงอดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความหนาวเหน็บ

"นี่มันจะโหดเกินไปแล้วมั้ง!"

ไม่ต้องพูดถึงเรื่องจำนวนเลย แค่พลธนูโครงกระดูกยี่สิบเปอร์เซ็นต์ซึ่งก็คือแปดร้อยตัว แล้วแบบนี้จะให้เอาอะไรไปสู้

พลธนูโครงกระดูกใช้ธนูกระดูกและยิงลูกศรกระดูก แม้ลูกศรกระดูกจะเปราะบางและแตกหักทันทีเมื่อปะทะกับของแข็ง แต่ต่อให้พลธนูโครงกระดูกจะกากแค่ไหน มันก็ยังเป็นการโจมตีระยะไกล ลูกศรกระดูกจะเปราะแค่ไหนมันก็ยังเป็นลูกศร แถมพวกมันไม่จำเป็นต้องเล็งให้แม่นยำด้วยซ้ำ แค่สาดลูกศรแปดร้อยดอกเข้ามาพร้อมกัน พวกเขาก็โดนฝังกลบแล้ว

ถ้าจะให้ดวลธนูกันก็แพ้ราบคาบแน่นอน จำนวนคนมันต่างกันเกินไป ต่อให้พลธนูทุกคนของเขาเลื่อนขั้นเป็นพลแม่นธนูระดับสี่ก็ยังสู้ไม่ได้อยู่ดี

เขาเงยหน้ามองดูรอบๆ แอ่งกระทะในหุบเขาแห่งนี้มีแท่นหินอยู่สามแห่ง แต่ก็ไม่ได้สูงมากนัก แถมยังไม่มีที่กำบังให้หลบห่าฝนลูกศรได้เลย เป็นไปไม่ได้เลยที่จะต้านทานการรุมล้อมโจมตีจากกองทัพโครงกระดูกสี่พันตัวได้

เขาใส่หน้าปฏิเสธอยู่ในใจ ก่อนจะตอบกลับไปว่า

"อาจารย์ครับ ด่านนี้มันยากเกินไป ผมเกรงว่าจะรับมือไม่ไหวครับ"

เนี่ยหยางยิ้มแล้วตอบกลับมาว่า

"มันยากจริงๆ นั่นแหละ แต่ด้วยต้นทุนที่เจ้ามีอยู่ในตอนนี้ หากเจ้าสร้างจุดป้องกันที่เหมาะสม มันก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว วีรชนของเจ้าแข็งแกร่งมาก เจ้าอาจจะลองเสี่ยงดูสักตั้งก็ได้นะ"

"ต้นทุนที่ผมมีอยู่ในตอนนี้งั้นเหรอ???"

ในตอนนั้นเอง เสียงของอาจารย์ก็ดังขึ้นในหูของเขาอีกครั้ง

"หากเจ้าสามารถผ่านด่านที่ห้าไปได้ เจ้าจะได้รับแก่นแท้สิ่งปลูกสร้างดินแดนศักดิ์สิทธิ์จากข้าไปหนึ่งชิ้น นี่เป็นโอกาสทองที่หาได้ยากยิ่งนะ มันมีเฉพาะในคลาสเรียนรวมคลาสแรกเท่านั้น โอกาสครั้งต่อไปจะต้องรอไปอีกครึ่งปีเลยทีเดียว"

"นั่นหมายความว่า ภายในปีนี้ พวกเจ้ามีโอกาสเพียงแค่สองครั้งเท่านั้นที่จะได้รับรางวัลเป็นสิ่งปลูกสร้างดินแดนศักดิ์สิทธิ์โดยตรง ข้าหวังว่าเจ้าจะสามารถคว้าโอกาสนี้เอาไว้ได้ ต่อให้จะต้องจ่ายด้วยราคาที่แสนแพงก็ตามที"

"ทหารสามารถปั้นขึ้นมาใหม่ได้ แต่โอกาสแบบนี้มันไม่ได้มีมาบ่อยๆ นะ"

"แต่ทว่า..."

"นี่มันไม่ใช่เรื่องที่แค่คิดอยากจะลองแล้วมันจะสำเร็จได้นะครับ ระดับความยากมันสูงเกินไปจริงๆ"

"เจ้าสามารถงัดทุกวิถีทางที่เจ้ามีออกมาใช้ได้เต็มที่เลย"

"ทุกวิถีทางที่ผมมีงั้นเหรอ"

หลี่ชิงครุ่นคิดอย่างหนัก ภายในใจเริ่มมีไอเดียบางอย่างผุดขึ้นมาลางๆ แต่มันก็ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก

ทันใดนั้น เขาก็ปิ๊งไอเดียอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงรีบเอ่ยถามทันที

"อาจารย์ครับ ผมสามารถนำไอเทมที่เก็บไว้ในของวิเศษมิติมาใช้ในการทดสอบได้ไหมครับ"

แต่รออยู่นานก็ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ

หลี่ชิงลูบหน้าผากและฉีกยิ้มกว้าง ตอนนี้เขารู้แล้วว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป

เขากลับไปที่ประตูแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ แล้วเดินตรงไปยังทิศตะวันออกสุดของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ กวาดสายตามองกำแพงเมืองที่เขาอุตส่าห์ลงแรงสร้างขึ้นมาด้วยความเหนื่อยยาก พลางส่ายหัวเบาๆ ก่อนจะเปิดมิติในฝ่ามือและดูดกำแพงเมืองทั้งหมดเข้าไปเก็บไว้ทีละชิ้น

เสียแรงสร้างกำแพงเมืองแทบตาย สุดท้ายก็เพิ่งมารู้ว่าการสร้างแบบนี้มันผิดหลักการ น่าหงุดหงิดชะมัด

แต่ก็ช่วยไม่ได้นี่นา เมื่อก่อนไม่เคยมีใครมาสอน ก็เลยไม่รู้ว่ามันจะมีข้อเสียแอบแฝงอยู่

แต่จะว่าไปแล้ว การก่อสร้างแบบนี้ในช่วงแรกก็ไม่ได้มีปัญหาใหญ่โตอะไร อย่างที่อาจารย์บอกนั่นแหละ ศัตรูที่มาแบบพิสดารคงไม่โผล่มาให้เห็นในช่วงแรกๆ หรอก การวางผังแบบนี้ในช่วงแรกจึงไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไร

อย่างน้อยๆ ในช่วงสองปีแรกภายใต้การดูแลของอาจารย์ ก็คงไม่มีทางเจอศัตรูที่บุกมาแบบผิดมนุษย์มนาหรอก และพอเวลาผ่านไปสองปี เขาก็คงมีทรัพยากรมากขึ้น ถึงตอนนั้นค่อยปรับเปลี่ยนหรือขยับขยายจากโครงสร้างเดิมเอาก็ได้

สรุปแล้วก็ไม่ได้ถือว่าลงแรงสูญเปล่าเสียทีเดียว

นอกจากกำแพงเมืองทั้งหมดแล้ว หลี่ชิงยังนำหินทรงลูกบาศก์หลายก้อนมาเปลี่ยนให้เป็นก้อนหินทรงกลมที่มีหนามแหลมแล้วเก็บตุนเอาไว้

จากนั้นเขาก็นำท่อนไม้มาแปรรูปเป็นอาวุธสำหรับตั้งรับรูปแบบพิเศษต่างๆ

หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น เขาก็กลับเข้าไปในมิติทดสอบอีกครั้ง

เขาไม่ได้มัวแต่เก็บเศษกระดูกต่อ แต่เลือกที่จะเดินลึกเข้าไปในหุบเขาทดสอบแทน

พื้นที่ตรงนี้ไม่เหมาะสำหรับการตั้งรับแล้ว เขาต้องการหาพื้นที่ที่เหมาะสมกว่านี้ในการสร้างแนวป้องกัน

ยังไงซะก็ยังมีเวลาเหลืออีกตั้งชั่วโมงกว่า ค่อยๆ เดินหาก็ยังทัน

เดินตามหุบเขาลงไป เลี้ยวซ้ายทีเลี้ยวขวาที

ในเวลาเดียวกัน ผู้ฝึกหัดคนอื่นๆ ก็ทยอยเสร็จสิ้นการทดสอบของตัวเอง

ส่วนใหญ่แล้วล้วนพ่ายแพ้ มีเพียงผู้ฝึกหัดอันดับต้นๆ ไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถผ่านด่านที่สี่ไปได้ แต่คนที่สามารถผ่านไปได้โดยไร้รอยขีดข่วนนั้นมีเพียงแค่สองคนเท่านั้น คือหลี่ชิงและจางจี้ซาน

ส่วนเฉาเหวินหยวน กงซุนจิ่น โม่เหวินซี และฉู่ไจ้จง แม้จะผ่านด่านที่สี่มาได้ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความสูญเสีย

อย่างเฉาเหวินหยวนเสียทหารไปเพียงนายเดียว แต่นั่นก็นับเป็นความสูญเสียเช่นกัน

คนที่เจ็บหนักที่สุดคือกงซุนจิ่น เขาต้องสังเวยทหารราบไปถึงสิบสามนายกว่าจะผ่านการทดสอบมาได้

เมื่อเสร็จสิ้นการทดสอบ เขาเปิดดินแดนศักดิ์สิทธิ์ให้กองทัพกลับไปพักผ่อน ก่อนจะแหงนหน้าขึ้นตะโกนถาม

"อาจารย์ครับ ไม่ทราบว่าผลการทดสอบของหลี่ชิงเป็นยังไงบ้างครับ"

บนหน้าจอแสดงผลมีแค่รายชื่อของผู้ที่ผ่านการทดสอบเท่านั้น ไม่ได้ระบุว่าใครสูญเสียกำลังพลไปเท่าไหร่

ครู่ต่อมา เสียงของเนี่ยหยางก็ดังขึ้นในหูของเขา

"ข้ารู้ว่าเจ้าต้องการจะถามอะไร เขาผ่านการทดสอบด่านที่สี่ไปได้โดยไม่สูญเสียกำลังพลเลยแม้แต่นายเดียว การเดิมพันระหว่างพวกเจ้า ถือว่าเจ้าเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แล้วล่ะ"

"นอกจากนี้ เขากำลังเตรียมตัวเพื่อเริ่มการทดสอบในครั้งที่ห้า ข้าอนุญาตให้เจ้ากลับไปเติมกำลังพลในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าได้ โดยสามารถเติมได้สูงสุดจนถึงขีดจำกัด 50 หน่วยประชากร แต่ทว่าการทดสอบในครั้งที่ห้านั้นมีความยากในระดับที่สูงลิ่ว เจ้าไม่มีโอกาสที่จะผ่านมันไปได้อย่างแน่นอน อาจารย์ขอแนะนำให้เจ้าล้มเลิกความตั้งใจที่จะทดสอบในครั้งที่ห้าเสียเถอะ"

"บ้าเอ๊ย ทำไมหมอนี่มันถึงได้เก่งกาจขนาดนี้"

กงซุนจิ่นกัดริมฝีปากล่างแน่น ภายในใจเต็มไปด้วยความคับแค้นใจ

"อาจารย์ช่วยบอกรายละเอียดความยากของการทดสอบด่านที่ห้าให้ผมฟังหน่อยได้ไหมครับ ผมจะได้ตัดใจได้อย่างเด็ดขาด"

เนี่ยหยางนิ่งคิดไปชั่วครู่ แม้พรสวรรค์ด้านพลังจิตของกงซุนจิ่นจะเทียบหลี่ชิงไม่ได้ แต่ก็อยู่ในระดับสี่ดาว ซึ่งถ้าเทียบกับรุ่นก่อนๆ ก็ถือว่าเป็นระดับแนวหน้าในบรรดาลูกศิษย์ของเขาเลยทีเดียว นับว่าควรค่าแก่การปั้น

"การทดสอบด่านที่ห้าคือ กองทัพโครงกระดูกอันเดดระดับต่ำกว่าขั้นที่หนึ่งจำนวนสี่พันตัว โดยมีพลธนูโครงกระดูกอยู่แปดร้อยตัว และมีวีรชนอัศวินอันเดดระดับสามเป็นผู้บัญชาการ"

กงซุนจิ่นถึงกับพูดไม่ออก

เขายืนนิ่งงันอยู่กับที่ สีหน้าแปรเปลี่ยนไปมาอย่างรวดเร็ว แต่สุดท้ายเขาก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างหมดแรง

หลังจากผ่านการทดสอบด่านที่สี่ เขาก็รู้ซึ้งแล้วว่าคลื่นโครงกระดูกนั้นมันน่าสะพรึงกลัวขนาดไหน

ด่านที่แล้วโครงกระดูกแค่สองพันกว่าตัวก็ทำเอาเขารากเลือดแล้ว นี่ยังจะมาอีกสี่พันแถมยังมีพลธนูโครงกระดูกอีกแปดร้อยตัว ไหนจะมีวีรชนอันเดดคอยสั่งการอีก นี่มันเหนือขีดจำกัดความสามารถที่เขาจะรับมือไหวไปไกลลิบเลย

อาจารย์เนี่ยหยางคอยสอดส่องดูแลการต่อสู้ในมิติทดสอบของลูกศิษย์แต่ละคน คอยตอบคำถามและให้คำแนะนำว่าพวกเขาควรจะใช้ข้อได้เปรียบของตัวเองให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างไร

เขาไม่ได้ซีเรียสอะไรหากลูกศิษย์จะงัดลูกเล่นหรือตัวช่วยออกมาใช้ในการทดสอบ ตราบใดที่มันเป็นสิ่งที่ลูกศิษย์มีอยู่แล้ว พวกเขาก็สามารถใช้มันได้อย่างเต็มที่

หน้าที่ของเขาคือการฟูมฟักสั่งสอนลูกศิษย์เหล่านี้ให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง

ของวิเศษอย่างเช่นมิติโบราณนั้นถือเป็นต้นทุนที่ลูกศิษย์มีติดตัวมาตั้งแต่เกิด การนำต้นทุนเหล่านี้มาใช้เพื่อกอบโกยผลประโยชน์ให้ได้มากที่สุด มันก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องและสมควรทำอยู่แล้ว

ถ้าเป็นไปได้ เขาเองก็อยากให้ทุกคนสามารถผ่านการทดสอบด่านที่ห้าและรับของรางวัลชิ้นโตไปครองกันถ้วนหน้า

เพราะผลลัพธ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น ในท้ายที่สุดแล้วสถาบันการทหารแห่งนี้จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่เอง

หากลูกศิษย์เหล่านี้สามารถเติบโตเป็นผู้ที่แข็งแกร่งได้ในอนาคต ผลตอบแทนที่จะได้รับกลับมาก็จะทวีคูณเป็นหลายเท่าตัว

แต่ถ้าหากลูกศิษย์ไม่สามารถเติบโตได้อย่างที่หวัง สิ่งที่ลงทุนไปก็ย่อมสูญเปล่า

แต่เรื่องพวกนี้มันก็เป็นความเสี่ยงที่ไม่อาจคาดเดาได้อยู่แล้ว ไม่มีใครกล้าการันตีได้หรอกว่าลูกศิษย์ของตัวเองจะเติบโตไปได้สวยงามอย่างแน่นอน สิ่งที่ทำได้ก็มีเพียงแค่ทุ่มเททำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดเท่านั้น

ภายใต้การชี้แนะของเขา กงซุนจิ่นและฉู่ไจ้จง สองผู้ฝึกหัดที่ประเมินตัวเองแล้วว่าคงสู้ไม่ไหว ก็ได้ถอนตัวจากการทดสอบด่านที่ห้าไป

เหลือเพียงจางจี้ซาน เฉาเหวินหยวน และโม่เหวินซี ที่ยังคงเดินหน้าทดสอบด่านที่ห้าต่อไป ตอนนี้พวกเขาต่างก็กำลังเตรียมตัวสำหรับการทดสอบด่านที่ห้าเป็นครั้งสุดท้าย

ในขณะเดียวกัน หลี่ชิงที่เดินวนเวียนอยู่ในหุบเขาของมิติทดสอบมากว่าสองกิโลเมตร หลังจากปฏิเสธทำเลที่คิดว่าพอใช้ได้ไปถึงสองแห่ง ในที่สุดเขาก็มาเจอกับทางโค้งของหุบเขาอีกแห่งหนึ่ง

ที่จริงแล้วในหุบเขานี้มีทางโค้งอยู่เต็มไปหมด แต่ทางโค้งแห่งนี้มีความพิเศษแตกต่างจากที่อื่น

ประการแรก ความกว้างของทางโค้งแห่งนี้ค่อนข้างกว้างทีเดียว ราวๆ สิบห้าถึงสิบหกเมตร ซึ่งกว้างพอที่จะวางกำแพงเมืองลงไปได้สองช่วงพอดี และถ้าเพิ่มหอคอยธนูเข้าไปอีกสักหลัง ก็แทบจะไม่เหลือช่องว่างเลย

นอกจากนี้ หน้าผาทั้งสองด้านของหุบเขาตรงทางโค้งนี้ยังสูงชันมาก เป็นไปไม่ได้เลยที่พวกโครงกระดูกจะปีนขึ้นไปโจมตีพลธนูที่อยู่บนกำแพงเมืองจากด้านบนได้

กำแพงเมืองสองช่วงจะถูกวางไว้ตรงบริเวณทางโค้งพอดี ด้วยวิธีนี้ กองทัพโครงกระดูกที่จะประจันหน้ากับกำแพงเมืองได้ก็จะมีเพียงแค่พวกที่ออกันอยู่ตรงทางโค้งเท่านั้น ส่วนกองทัพโครงกระดูกที่อยู่ด้านหลังจะไม่สามารถโจมตีกองกำลังฝ่ายรับที่อยู่เลยทางโค้งเก้าสิบองศานี้ไปได้เลย ซึ่งจะเป็นการตัดทอนความได้เปรียบด้านจำนวนของกองทัพโครงกระดูกลงได้อย่างมหาศาล

หลี่ชิงจำลองภาพการตั้งรับ ณ จุดนี้ขึ้นมาในหัว ดวงตาของเขาก็เบิกโพลงด้วยความตื่นเต้น

"สุดยอดไปเลย!"

เขาตัดสินใจสร้างแนวป้องกันตรงนี้ทันที

ก่อนอื่น เขาเดินเข้าไปตรงบริเวณทางโค้ง จากนั้นก็เปิดมิติในฝ่ามือ รัศมีของวังวนขยายใหญ่ขึ้นจนมีความกว้างกว่าห้าเมตร กำแพงเมืองความยาวห้าเมตรชิ้นหนึ่งร่วงหล่นลงมาอย่างแรง ปิดแนบสนิทกับหน้าผาฝั่งซ้ายของหุบเขาพอดิบพอดี

จากนั้นเขาก็ใช้วิธีเดียวกันนี้ นำกำแพงเมืองชิ้นที่สองลงมาวางต่อกับชิ้นแรกให้แนบสนิท

แม้ว่าพื้นดินจะไม่ค่อยราบเรียบ ทำให้กำแพงเมืองทั้งสองชิ้นบิดเบี้ยวและประกบกันไม่สนิทนัก แต่มันก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่โตอะไร เพราะนี่เป็นแค่กำแพงเมืองชั่วคราวเท่านั้น เสร็จศึกนี้เขาก็ต้องเก็บมันกลับไปอยู่ดี

หลังจากนั้นก็นำหอคอยธนูหลังสุดท้ายไปวางไว้ตรงฝั่งขวาสุด ช่องว่างที่เหลืออยู่ก็ถูกอุดจนแทบจะมิดชิดแล้ว

ต่อมาก็เปิดประตูแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ นำกองกำลังที่พักฟื้นจนพร้อมรบออกมาจัดวางตำแหน่ง พลธนูประจำการบนหอคอยธนู ส่วนทหารราบประจำการบนกำแพงเมือง

แต่นี่ยังไม่พอ

หลี่ชิงคิดคำนวณอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะมองหาพื้นที่ราบที่เหมาะสมบริเวณด้านหลังกำแพงเมืองห่างออกไปราวๆ หกสิบเมตรและหนึ่งร้อยเมตร แล้ววางกำแพงเมืองช่วงที่สองและสามลงไปตามลำดับ

ด้วยวิธีนี้ หากกำแพงเมืองชั้นแรกถูกตีแตก พวกเขาก็สามารถถอยร่นไปตั้งรับที่กำแพงเมืองชั้นที่สองได้อย่างรวดเร็ว

จริงๆ เขาก็ไม่ได้กลัวว่ากำแพงเมืองจะถูกตีแตกหรอก หินแข็งขนาดนี้พวกโครงกระดูกระดับไม่ถึงขั้นที่หนึ่งไม่มีปัญญาทุบให้แตกได้หรอก สิ่งที่เขากลัวจริงๆ ก็คือกลยุทธ์ของวีรชนอันเดดต่างหาก

ในระลอกที่แล้วแม้โครงกระดูกจะมีจำนวนมาก แต่ไม่มีวีรชนคอยบัญชาการ พวกมันจึงได้แต่ดาหน้าเข้ามาโดยไม่มีการวางแผนอะไรเลย

แต่ในระลอกนี้มีวีรชนอันเดดคอยบัญชาการอยู่ มันจะต้องงัดสารพัดกลยุทธ์ออกมาใช้อย่างแน่นอน

และคลื่นโครงกระดูกก็มีกลยุทธ์ตีเมืองที่น่ากลัวสุดๆ อยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือการนำซากโครงกระดูกจำนวนมหาศาลมากองสุมกันเป็นภูเขาที่ใต้กำแพงเมือง กองทับถมกันไปเรื่อยๆ จนสูงเสมอขอบกำแพง

เมื่อถึงตอนนั้น กองทัพอันเดดก็จะสามารถเดินเหยียบกองกระดูกบุกขึ้นมาบนกำแพงเมืองได้เลย

ดังนั้น การสร้างกำแพงเมืองสำรองไว้เป็นกันชนอีกสองชั้นจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นมาก เพื่อเป็นการป้องกันเหตุไม่คาดฝันนั่นเอง

เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น หลี่ชิงก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะตะโกนขึ้นฟ้าเสียงดังลั่น

"อาจารย์ครับ ผมเตรียมตัวพร้อมแล้ว เริ่มการทดสอบด่านที่ห้าได้เลยครับ!"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 28 - บททดสอบระลอกสุดท้าย

คัดลอกลิงก์แล้ว