เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 27 - บททดสอบของอาจารย์ที่ปรึกษา (2)

บทที่ 27 - บททดสอบของอาจารย์ที่ปรึกษา (2)

บทที่ 27 - บททดสอบของอาจารย์ที่ปรึกษา (2)


บทที่ 27 - บททดสอบของอาจารย์ที่ปรึกษา (2)

ผ่านไปประมาณสิบห้านาที หลี่ชิงก็มองเห็นศัตรูระลอกที่สาม

ยังคงเป็นมนุษย์เงือก 100 ตัว ทว่าไม่มีมนุษย์เงือกธรรมดาระดับศูนย์ปะปนอยู่เลย พวกมันทั้งหมดคือนักรบมนุษย์เงือกระดับหนึ่งขึ้นไป ภายในฝูงยังมีผู้กล้ามนุษย์เงือกระดับสองจำนวนมากปะปนอยู่ รวมถึงมีหัวหน้ามนุษย์เงือกระดับสามหนึ่งตัวและนักบวชมนุษย์เงือกระดับสามอีกสี่ตัว

นักบวชมนุษย์เงือกคือเส้นทางสายเวทมนตร์ของเผ่าพันธุ์มนุษย์เงือก โดยเลื่อนขั้นสายตรงจากนักรบมนุษย์เงือกระดับหนึ่งกระโดดข้ามระดับสองไปสู่ระดับสามเลย

มนุษย์เงือกเกล็ดเทาเลเวล 4 (ระดับไร้ค่า) —— นักรบมนุษย์เงือกเลเวล 11 (ระดับทั่วไป) —— นักบวชมนุษย์เงือกเลเวล 32 (ระดับชั้นยอด) —— จอมเวทมหาสมุทรเลเวล 65 (ระดับชั้นเลิศ)

นักบวชมนุษย์เงือกก็เหมือนกับนักบวชมนุษย์หัวสุนัข พวกมันมีจำนวนน้อยนิดและมีเส้นทางการเลื่อนขั้นสู่ระดับพลังเหนือธรรมชาติที่หาได้ยากยิ่งเช่นเดียวกัน

ทว่าหากนำไปเทียบกับจอมเวทสายเลือดมังกรของมนุษย์หัวสุนัขแล้ว พลังของจอมเวทมหาสมุทรยังถือว่าด้อยกว่าเล็กน้อย อีกทั้งยังสามารถแสดงพลังออกมาได้สูงสุดก็ต่อเมื่ออยู่ในพื้นที่ทางน้ำเท่านั้น โดยรวมแล้วจึงถือว่าสู้มนุษย์หัวสุนัขไม่ได้

ในรอบนี้หลี่ชิงไม่กล้าประมาท ก่อนที่ฝูงมนุษย์เงือกจะบุกเข้ามา เขาก็ชี้มือไปทางหลงโส่วแล้วสั่งการ

"ข้าต้องการให้เจ้าดึงดูดความสนใจของนักบวชมนุษย์เงือกทั้งสี่ตัวนั้น แล้วรีบสังหารพวกมันซะ!"

หลงโส่วกำหมัดทาบอกและตอบรับเสียงดังลั่น

"นายท่านโปรดวางใจ ข้าจะทำตามบัญชา!"

"อย่าทำให้ข้าผิดหวังล่ะ"

ฝูงมนุษย์เงือกถาโถมเข้ามาดั่งเกลียวคลื่น พุ่งชนเข้ากับกำแพงโล่ของทหารราบอย่างจังจนถูกสกัดเอาไว้ ในจังหวะที่กำลังตึงเครียดอยู่นั้น หลงโส่วก็เก็บคันธนูแล้วชักดาบยาวสองเล่มที่สะพายอยู่ด้านหลังออกมา ก่อนจะกระโจนจากแท่นหินสูงกว่าสี่เมตรลงไปกลางฝูงมนุษย์เงือก

เรือนร่างที่สูงเกือบสามเมตรมอบพละกำลังอันมหาศาลให้กับเขา เพียงแค่พุ่งชนก็ทำให้ฝูงมนุษย์เงือกที่เบียดเสียดกันอยู่กระเด็นกระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง สองมือกระชับดาบยาวแน่นแล้วหมุนตัวตวัดฟัน เสียงฉีกกระชากเนื้อดังกึกก้องชวนให้ขนลุกซู่ เลือดและชิ้นเนื้อสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ

วีรชนนั้นแข็งแกร่งเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งได้รับพลังจากสายเลือดมังกรยักษ์ ร่างกายและพละกำลังก็ยิ่งทวีความน่าสะพรึงกลัวเข้าไปอีก

เมื่อพละกำลังแข็งแกร่งถึงขีดสุด การตวัดดาบเพียงครั้งเดียวก็สามารถบั่นทอนชีวิตของสิ่งมีชีวิตที่มีร่างกายอ่อนแอกว่าให้ขาดสะบั้นได้ในพริบตา

ในขณะที่อาวุธของมนุษย์เงือกอย่างเช่นหอกสั้น หนามแหลม หรือดาบเหล็ก เมื่อฟาดฟันลงบนร่างของหลงโส่วกลับไม่ทิ้งรอยขีดข่วนใดๆ เอาไว้เลย พวกมันไม่สามารถเจาะทะลุเกล็ดมังกรอันแข็งแกร่งได้ แม้แต่การโจมตีจากผู้กล้ามนุษย์เงือกระดับสองก็ไม่อาจสร้างบาดแผลให้หลงโส่วได้เลยแม้แต่น้อย

ด้วยความได้เปรียบทั้งด้านรูปแบบและสายเลือด หลงโส่วในเวลานี้จึงเปรียบเสมือนเทพสงครามที่ไร้เทียมทานบุกตะลุยอยู่กลางฝูงมนุษย์เงือก ไปทางไหนก็สร้างพายุเลือดและเศษซากศพปลิวว่อนไปทั่ว

หลี่ชิงยืนมองอยู่บนแท่นหินด้วยรอยยิ้มเบิกบานใจ

ต่อให้หน้าต่างสถานะจะบรรยายคุณสมบัติไว้เลิศเลอขนาดไหน มันก็ไม่น่าตื่นตาตื่นใจเท่ากับการได้เห็นความไร้เทียมทานที่แสดงออกมาให้เห็นกันจะจะแบบนี้หรอก

ความแข็งแกร่งของหลงโส่วดึงดูดความสนใจของนักบวชมนุษย์เงือกระดับสามทั้งสี่ตัวได้ในเวลาอันรวดเร็ว พวกมันชูคทากระดูกในมือขึ้น ร่ายเวทควบแน่นศรวารีความยาวครึ่งเมตรจำนวนสี่ดอกพุ่งเข้าใส่

"ปึก! ปึก! ปึก! ปึก!"

เสียงกระแทกทุ้มหนักดังขึ้นสี่ครั้ง ศรวารีที่ดูเหมือนจะอ่อนปวกเปียกแต่แท้จริงแล้วเหนียวแน่นทนทาน กลับแตกกระจายเมื่อปะทะเข้ากับร่างกายของหลงโส่ว

นักบวชทั้งสี่ตัวตกตะลึง หนึ่งในนั้นรีบแกว่งคทาอีกครั้ง มวลน้ำจำนวนมากรวมตัวกันเหนือหัวหลงโส่ว กลายเป็นเชือกวารีเส้นเขื่องร่วงลงมามัดร่างของเขาเอาไว้แน่น

ทว่าหลงโส่วกลับคำรามลั่น ออกแรงกระชากเชือกวารีจนขาดสะบั้นเป็นท่อนๆ แล้วกระโจนพรวดเดียวข้ามระยะเจ็ดแปดเมตรพุ่งเข้าใส่นักบวชมนุษย์เงือก

นักบวชอีกสองตัวรีบแกว่งคทาทันที แสงเวทมนตร์สว่างวาบขึ้นหลายสาย แสงสีฟ้าห่อหุ้มร่างของหลงโส่วเอาไว้ ทำให้เขาหมดแรงและร่วงหล่นลงไปกลางฝูงมนุษย์เงือก

หอกหลายเล่มพุ่งเข้าเสียบร่าง แต่ก็ไร้รอยขีดข่วน

กลับเป็นร่างของหลงโส่วที่มีอักขระเวทส่องประกายระยิบระยับ ก่อตัวเป็นม่านแสงสีเลือดจางๆ กระแทกทำลายแสงเวทมนตร์สีฟ้าบนร่างจนแตกสลายไป

ความต้านทานเวทมนตร์อันทรงพลังทำให้เขาสามารถเพิกเฉยต่อเวทมนตร์ระดับต่ำได้อย่างสิ้นเชิง

จากนั้นเขาก็กระโจนพุ่งเข้าหานักบวชมนุษย์เงือกที่อยู่ใกล้ที่สุด นักบวชตัวนั้นรีบกระทุ้งคทาลงพื้น สร้างม่านวารีอันเหนียวแน่นขึ้นมาคลุมร่างทันที

หลงโส่วจับดาบสองมือแทงลงไปอย่างแรง ม่านวารีนั้นมีความเหนียวเกินคาด มันสามารถรับการโจมตีจากดาบทั้งสองเล่มเอาไว้ได้

เมื่อเห็นดังนั้นหลี่ชิงก็รีบตะโกนสั่งการทันที

"พลธนูทุกคนเตรียมพร้อม เล็งยิงไปที่เป้าหมายของหัวหน้าอัศวิน"

วินาทีต่อมา ลูกธนูนับสิบดอกก็พุ่งแหวกอากาศเข้าเป้าหมายอย่างแม่นยำ ม่านแสงบนร่างของนักบวชหายวับไปในพริบตาที่ถูกเจาะทะลุ วินาทีถัดมาดาบทั้งสองเล่มของหลงโส่วก็สับลงไปที่ไหล่ทั้งสองข้างของมัน เลือดพุ่งกระฉูด

ไม่มีปาฏิหาริย์ใดๆ นักบวชมนุษย์เงือกตัวนั้นจบชีวิตลงทันที

แม้ว่าจะเป็นกองกำลังสายเวทมนตร์ แต่นักบวชมนุษย์เงือกก็คล้ายกับจอมเวทที่มีเวทมนตร์ติดตัวอยู่แค่ไม่กี่บท เมื่อเวทมนตร์ป้องกันถูกทำลาย การเผชิญหน้ากับหลงโส่วที่มีรูปแบบวีรชนแถมยังมีพลังแห่งมังกรยักษ์ นักบวชระดับสามก็ไม่ต่างอะไรกับมนุษย์เงือกระดับหนึ่ง เป็นแค่พวกกระจอกที่โดนฟันทีเดียวดับเท่านั้น

ภัยคุกคามอันน่าสะพรึงกลัวของหลงโส่วดึงดูดความสนใจจากฝูงมนุษย์เงือกทั้งหมด นักบวชมนุษย์เงือกอีกสามตัวรีบถอยร่น ในขณะที่มนุษย์เงือกตัวอื่นๆ ภายใต้การนำของหัวหน้าต่างก็แห่กันเข้ามารุมล้อม

แต่ฟันไม่เข้าก็คือฟันไม่เข้า พลังป้องกันของหลงโส่วมาจากสายเลือดของตัวเอง เกล็ดมังกรปกคลุมทั่วร่างแบบไร้จุดอ่อน แถมเขายังมีความคล่องตัวสูงกว่าทหารทั่วไปมาก เขาฟันฝ่าตะลุยไปได้ทุกทิศทาง ไม่มีใครรับมือเขาได้เลยแม้แต่กระบวนท่าเดียว

หลี่ชิงยืนดูอยู่บนแท่นหินพลางพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ

"คุ้มค่าจริงๆ!"

พลังเทพหนึ่งหน่วย พลังงานลึกลับที่สะสมมากว่าสิบวัน และสายเลือดมังกรยักษ์หนึ่งสาย แม้ว่าจะต้องจ่ายไปในราคาแพงลิ่ว แต่หลงโส่วที่ได้มานั้นไม่เพียงแต่จะมีพลังรบพร้อมใช้งานที่แข็งแกร่งเท่านั้น ศักยภาพของเขาก็ยังไม่ธรรมดาอีกด้วย

หากได้รับการฟูมฟักอย่างดี ในอนาคตเขาจะเป็นวีรชนสายบุกทะลวงที่ดุดันหาตัวจับยากอย่างแน่นอน

การต่อสู้ระลอกนี้กินเวลาไม่นานนัก นักบวชมนุษย์เงือกที่เหลืออีกสามตัวก็มีชีวิตรอดอยู่ได้ไม่นาน ผ่านไปไม่ถึงสองนาที พวกมันก็ถูกหลงโส่วที่บุกตะลุยฝ่าวงล้อมเข้าไปไล่ล่าและสังหารทีละตัว โดยได้รับการสนับสนุนจากพลธนูบนแท่นหิน

เมื่อนักบวชตายหมด มนุษย์เงือกที่เหลือก็ไม่ต่างอะไรกับเนื้อบนเขียง

เข้าสู่นาทีที่เจ็ด มนุษย์เงือกตัวสุดท้ายก็ถูกหลงโส่วบั่นคอ ระลอกที่สามจบลง เขาได้รับคะแนนสะสม 15 คะแนน และเป็นผู้ฝึกหัดคนที่สี่ที่ผ่านด่านที่สาม

ทหารรีบทำความสะอาดสนามรบและพักฟื้นฟูเรี่ยวแรง

หลี่ชิงนั่งอยู่บนแท่นหิน มองดูศพที่เกลื่อนกลาดพลางขมวดคิ้วแน่น

"ระลอกแรก 5 คะแนน ระลอกที่สอง 10 คะแนน ระลอกที่สาม 15 คะแนน ตามที่อาจารย์บอก นี่แปลว่าต้องผ่านถึงห้าด่านรวดเลยงั้นสิถึงจะได้ 75 คะแนน"

ผ่านไปแล้วสามระลอก จากระดับความยากที่เพิ่มขึ้นในแต่ละระลอก คาดเดาได้เลยว่าระลอกต่อไปจะต้องยากนรกแตกแน่ๆ

จากข้อมูลที่หลี่ชิงมีอยู่ในตอนนี้ ผู้ฝึกหัดอันดับท้ายๆ ผ่านแค่สามด่านก็น่าจะเต็มกลืนแล้ว

บางทีผู้ฝึกหัดระดับกลางๆ อาจจะมีดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่แข็งแกร่งกว่าเขา แต่การทดสอบนี้จำกัดประชากรแค่ 50 หน่วย ทำให้พวกเขาไม่สามารถงัดความได้เปรียบด้านจำนวนทหารออกมาใช้ได้

หลี่ชิงไม่เชื่อหรอกว่าพวกเขาจะสามารถฟูมฟักทหารระดับชั้นยอดหรือชั้นเลิศขึ้นมาได้โดยไม่สูญเสียใครเลยแบบเขา แถมยังมีวีรชนระดับสี่ดาวอีกต่างหาก

พูดง่ายๆ ก็คือ หากนับเฉพาะกำลังพล 50 หน่วยภายใต้ข้อจำกัด พลังรบที่แท้จริงของเขานั้นต้องอยู่ในระดับหัวกะทิของบรรดาผู้ฝึกหัดทั้งหมดอย่างแน่นอน เผลอๆ อาจจะติดท็อปทรีเลยด้วยซ้ำ

ที่เขาไม่กล้าฟันธงว่าติดท็อปทรีแน่ๆ เพราะผู้ฝึกหัดอันดับต้นๆ พวกนั้นก็น่าจะใช้วิธีการปั้นทหารระดับสูงแบบเขาเหมือนกัน ประกอบกับพวกเขามีวีรชนที่พร้อมรบอยู่แล้วมากกว่าหนึ่งคนด้วย

ถึงแม้ว่าระดับดาวอาจจะสู้หลงโส่วไม่ได้ อาจจะแค่หนึ่งหรือสองดาว แต่พวกเขามีจำนวนเยอะกว่านี่นา

วีรชนหนึ่งดาวสองดาวสักสองสามคนประสานงานกัน ก็สามารถสู้หลงโส่วได้แล้ว และถ้ามีวีรชนสายเวทมนตร์ด้วยล่ะก็ ยิ่งร้ายกาจเข้าไปใหญ่

พลังของวีรชนสายเวทมนตร์นั้นเทียบไม่ได้เลยกับพวกสายเวทมนตร์กิ๊กก๊อกอย่างนักบวชมนุษย์เงือก มันเป็นพลังคนละระดับกันเลย

ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังมีความเป็นไปได้สูงที่จะมีของวิเศษโบราณไว้ในครอบครอง ต่อให้เป็นของวิเศษระดับหนึ่งที่ต่ำต้อยที่สุด ก็สามารถเสริมพลังรบให้กองทัพได้อย่างมหาศาล เมื่อนำปัจจัยหลายๆ ด้านมารวมกัน การที่พวกเขาจะแข็งแกร่งกว่าเขาก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

แน่นอนว่า นี่เป็นเพียงแค่ความเป็นไปได้เท่านั้น

พวกเขาอาจจะไม่มีวีรชนสายเวทมนตร์ อาจจะมีวีรชนแค่คนเดียว หรืออาจจะไม่ได้รวยอย่างที่คิด และกองทัพที่พวกเขาปั้นมาอาจจะสู้เขาไม่ได้เลยก็เป็นได้

สิบนาทีต่อมา ศัตรูระลอกที่สี่ก็มาถึงตามนัดหมาย

ยังไม่ทันที่ฝูงสัตว์ประหลาดจะปรากฏตัว หลี่ชิงก็มองเห็นกลิ่นอายสีเทาคละคลุ้งลอยขึ้นมาจากปากทางเข้าอุโมงค์ พร้อมกับความรู้สึกน่ารังเกียจที่พวยพุ่งเข้าปะทะใบหน้า

ขณะที่เขากำลังสงสัยอยู่นั้น เมื่อสัตว์ประหลาดเดินเลี้ยวโค้งโผล่พ้นช่องเขามาให้เห็น หลี่ชิงก็หน้าถอดสีทันที

"อันเดดเยอะขนาดนี้เชียว..."

โครงกระดูกสีขาวโพลนนับไม่ถ้วนหลั่งไหลมาตามทางโค้งของหุบเขา แค่ฝูงแนวหน้าที่เห็นก็มีจำนวนมากกว่าระลอกที่แล้วเสียอีก และยังมีตามมาสมทบอีกเรื่อยๆ แบบไม่ขาดสาย

"เวรเอ๊ย!"

"ทำไมมันเยอะขนาดนี้"

กงซุนจิ่นเบิกตากว้างมองดูคลื่นโครงกระดูกที่หลั่งไหลมาจากท้ายหุบเขาด้วยความตกตะลึง เขารู้สึกชาไปทั้งตัว

แม้เลเวลของโครงกระดูกจะไม่สูง แค่ระดับสองหรือสาม ตัวที่สูงหน่อยก็แค่ห้าหรือหก ไม่มีอันเดดระดับหนึ่งโผล่มาเลย แต่จำนวนมันเยอะมหาศาลเกินไปแล้ว

แค่ที่มองเห็นด้วยตาเปล่าตอนนี้ก็ปาเข้าไปหลายร้อยตัวแล้ว

จะเปลี่ยนตำแหน่งตั้งรับก็ไม่ทันแล้ว คลื่นโครงกระดูกพุ่งเป้ามาที่จุดป้องกันของพวกเขาแล้วถาโถมเข้าใส่ ล้อมกรอบพวกเขาไว้จนแน่นขนัดในพริบตา

วีรชนนายหนึ่งที่สวมเกราะแผ่นหนาเตอะถือดาบสองคมเล่มเขื่องกระโจนเข้าใส่ฝูงโครงกระดูก น้ำหนักตัวของเขาบดขยี้โครงกระดูกแตกกระจายไปหลายตัว ดาบยาวในมือตวัดกวาดไปมา กวาดโครงกระดูกให้แหลกละเอียดเป็นผุยผงไปได้อีกเป็นวงกว้าง

จากนั้นวีรชนนายนั้นก็ยกเท้าขวาขึ้นสูง พลังที่มองไม่เห็นเริ่มรวมตัวกันเป็นคลื่นระลอกเล็กๆ รอบตัวเขา

"ตู้ม!"

เมื่อกระทืบเท้าลงพื้นอย่างแรง คลื่นกระแทกอันทรงพลังก็ระเบิดออกโดยมีเขาเป็นศูนย์กลาง โครงกระดูกในรัศมีสิบเมตรถูกบดขยี้จนแหลกละเอียดในพริบตา

การกระทืบเท้าเพียงครั้งเดียวทำลายโครงกระดูกไปได้อย่างน้อยเจ็ดแปดสิบตัว

แต่นั่นมันก็แค่เศษเสี้ยวเมื่อเทียบกับจำนวนอันมหาศาลของคลื่นโครงกระดูก ฝูงอันเดดพวกนี้น่าจะมีจำนวนแตะหลักสองพันตัวได้ และท่าไม้ตายของวีรชนก็ไม่สามารถกดใช้ได้เรื่อยๆ เสียด้วย

ในสถานที่ที่กงซุนจิ่นมองไม่เห็น ซึ่งอยู่สูงขึ้นไปเบื้องบนของมิติทดสอบ อาจารย์เนี่ยหยางและบรรดาผู้ช่วยสอนกำลังเฝ้าสังเกตการณ์การต่อสู้ของทุกคนอยู่

ในตอนนั้นเอง ผู้ช่วยสอนเอบรามก็ยิ้มแล้วหันไปถามผู้ช่วยสอนอีกสองคนว่า

"พวกคุณลองทายดูสิ ว่าจะมีสักกี่คนที่ผ่านระลอกที่สี่ไปได้"

คริสชูมือขึ้นมาทำสัญลักษณ์เป็นเลขหก

"มีหกคน"

"มีใครบ้างล่ะ"

คริสกลอกตาแล้วตอบกลับไปว่า

"คุณคิดว่าเป็นใครล่ะ นอกเหนือจากตัวเต็งพวกนั้นแล้วจะมีใครอีก"

เอบรามยักไหล่ ก่อนจะถามต่อ

"แล้วคุณคิดว่าจะมีใครผ่านระลอกที่ห้าได้บ้างไหม"

คริสส่ายหน้า

"ไม่มีเลยสักคน"

"ระลอกที่ห้าจะมีวีรชนอันเดดระดับสามมาคอยบัญชาการ นอกเหนือจากทหารโครงกระดูกสี่พันตัวแล้ว ยังมีพลธนูโครงกระดูกอีกราวๆ ยี่สิบเปอร์เซ็นต์ หรือก็คือแปดร้อยตัว พวกเขาจะเอาอะไรไปต้านทานไหว"

เอบรามแย้งขึ้นมา

"ผมเห็นว่าเฉาเหวินหยวนแข็งแกร่งมากหลังจากที่ปลุกสายเลือดอสูรหมีเกราะเหล็กขึ้นมา แถมเขายังเตรียมชุดเกราะและอาวุธชั้นยอดมาด้วย บวกกับวีรชนสองดาวอีกสามคน ก็น่าจะพอมีโอกาสยันเอาไว้ได้อยู่นะ"

คริสยังคงส่ายหน้า

"ถ้าเขายอมทุ่มเทแลกมาด้วยความสูญเสียมหาศาล ก็อาจจะมีโอกาสริบหรี่ที่จะทำได้สำเร็จ แต่เขาก็ไม่น่าจะยอมจ่ายแพงขนาดนั้นหรอก"

"จริงอยู่ที่สิ่งปลูกสร้างดินแดนศักดิ์สิทธิ์เป็นของดี แต่ถ้าเขาต้องสูญเสียกำลังพลไปมากเกินไป ในช่วงหนึ่งถึงสองเดือนข้างหน้าเขาก็จะเสียเปรียบในการแข่งขัน และอาจจะถูกคู่แข่งแซงหน้าในการจัดอันดับครั้งแรกได้เลย"

"ก็คงต้องรอดูว่าพวกเขาจะตัดสินใจยังไงล่ะนะ"

กลับมาที่มิติทดสอบ ในที่สุดหลี่ชิงก็ได้รับรู้ถึงความหมายที่แท้จริงของคำว่า 'คลื่นโครงกระดูก' ที่เขาเคยเห็นแต่ตัวหนังสือในตำราเรียน ว่าในสถานการณ์จริงมันน่าสะพรึงกลัวขนาดไหน

มันคือความสิ้นหวัง!

โครงกระดูกที่หลั่งไหลมาอย่างไม่ขาดสายราวกับว่าไม่มีวันฆ่าให้หมดได้ พวกมันดาหน้าเข้ามาอย่างไม่คิดชีวิต

โครงกระดูกสีขาวโพลนพุ่งเข้ามาแล้วถูกดาบฟันร่วงไป ตัวที่ตามมาก็เหยียบย่ำเศษกระดูกของพวกพ้องดาหน้าเข้ามาต่อ

สู้ไปสู้มา เศษกระดูกที่แตกกระจายอยู่ตรงหน้าแนวป้องกันของทหารราบก็เริ่มกองพะเนินสูงขึ้นเรื่อยๆ จนสูงเกินระดับที่ทหารราบยืนอยู่เสียอีก กลายเป็นว่าโครงกระดูกที่บุกเข้ามาในตอนหลังกลับอยู่ในระดับที่สูงกว่าทหารราบที่ยืนป้องกันอยู่เสียด้วยซ้ำ

หลี่ชิงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากสั่งให้ทหารราบถอยร่นขึ้นไปบนทางลาด

พร้อมกันนั้น เขาก็ส่งสัญญาณให้ทหารม้าที่ออกลาดตระเวนอยู่ไกลๆ เข้าโจมตีคลื่นโครงกระดูก เพื่อดึงความสนใจของพวกมันออกไปบางส่วน

"บัดซบเอ๊ย นี่มันหลุดโลกเกินไปแล้ว เพิ่งจะระลอกที่สี่เองนะเว้ย!"

มันเหมือนกับว่าระลอกแรกระดับความยากคือ 1 ระลอกที่สองคือ 2 ระลอกที่สามคือ 4 ระลอกที่สี่ควรจะเป็น 8 แต่นี่ล่อไป 40 เลย ใครมันจะไปรับมือไหววะ

"ระลอกหน้าน่าจะไม่ไหวแน่ๆ"

หลี่ชิงถอนหายใจแผ่วเบา นั่นหมายความว่าเขาคงหมดสิทธิ์ครอบครองสิ่งปลูกสร้างดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่หวังเอาไว้แล้ว

แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ความยากมันทะลุขีดจำกัดความสามารถของเขาไปแล้ว

และนี่ถือว่าโชคยังดีที่คลื่นโครงกระดูกพวกนี้ไม่มีทหารสายโจมตีระยะไกลปะปนอยู่เลย มีแต่ทหารโครงกระดูกสายโจมตีระยะประชิดเลเวลเริ่มต้นที่หนึ่งและสูงสุดไม่เกินเจ็ดแปดเท่านั้น

ถ้ามีพวกพลธนูโครงกระดูกโผล่มาด้วยล่ะก็ แทบจะไม่ต้องสู้เลย

ด้วยจำนวนมหาศาลของคลื่นโครงกระดูก ต่อให้มีพลธนูโครงกระดูกแค่หนึ่งในสิบ มันก็ปาเข้าไปสองร้อยตัวแล้ว จำนวนขนาดนี้สามารถกดหัวพลธนูบนแท่นหินของเขาได้อย่างสบายๆ

ในระลอกที่สี่นี้ต้องเน้นการยื้อเวลา และอาศัยความได้เปรียบของภูมิประเทศค่อยๆ บั่นทอนกำลังพวกมันไปทีละนิด

โชคดีที่ทหารราบของหลี่ชิงในชุดนี้ล้วนเป็นทหารระดับชั้นยอด บวกกับพื้นที่บนทางลาดนั้นค่อนข้างแคบ ใช้ทหารราบแค่สี่คนก็สามารถยืนหยัดต้านทานเอาไว้ได้อย่างมั่นคง

เมื่อตั้งรับไปได้สักพัก หรือมีทหารราบได้รับบาดเจ็บ เขาก็จะสับเปลี่ยนให้ทหารราบกลุ่มใหม่เข้าไปรับหน้าแทน

ในเมื่อทุกคนเป็นทหารชั้นยอด แถมระดับขั้นก็สูงกว่าโครงกระดูกตั้งเยอะ พวกเขาจึงอึดถึกทนทานเอาเรื่อง

ส่วนพลธนูก็ทำหน้าที่ระดมยิงอย่างต่อเนื่อง ลูกธนูทุกดอกที่อัดแน่นไปด้วยพละกำลังสามารถเจาะทะลุกระดูกของพวกมันให้แตกหักจนเสียสมดุลได้

แต่ปัญหาเดียวก็คือ กระดูกของพวกโครงกระดูกมันเป็นโพรงและมีช่องว่างเต็มไปหมด พอยิงออกไปก็มีโอกาสสูงที่จะพลาดเป้า

ประกอบกับลูกธนูของพลธนูก็มีจำกัด ถึงแม้หลังจากจบแต่ละระลอกจะตามเก็บลูกธนูส่วนใหญ่กลับมาได้ แต่มันก็ยังไม่พอใช้อยู่ดี

สู้ไปสู้มาจนจำเวลาไม่ได้ ในที่สุดลูกธนูของพลธนูก็หมดเกลี้ยง พวกเขาต้องวางคันธนูลงแล้วชักดาบยาวประจำตัวออกมาเข้าร่วมวงต่อสู้ด้วย

แต่สู้มาถึงขั้นนี้ คลื่นโครงกระดูกก็ถูกบั่นทอนกำลังไปเกินครึ่งแล้ว

ผลงานส่วนใหญ่ต้องยกความดีความชอบให้กับหลงโส่วที่เปิดโหมดไร้เทียมทานบุกตะลุยอยู่กลางดงโครงกระดูก และทหารม้าทั้งห้านายที่ควบม้าพุ่งชาร์จไปมา

พูดแล้วก็น่าประหลาดใจ ผลงานของทหารม้าทั้งห้านายกลับทำได้ดีเกินคาด

การพุ่งชาร์จของม้าศึกหุ้มเกราะเพียงครั้งเดียว ก็สามารถบดขยี้โครงกระดูกเลเวลไม่ถึง 10 พวกนี้ให้แตกกระจายได้แล้ว หลังจากการพุ่งชาร์จแต่ละรอบ พื้นก็จะเต็มไปด้วยเศษกระดูกแตกหักเกลื่อนกลาด

น่าเสียดายที่เขามีทหารม้าน้อยเกินไป ถ้ามีสักยี่สิบหรือสามสิบนายมาจัดกระบวนทัพหน้ากระดาน การพุ่งชาร์จเพียงครั้งเดียวคงจะบดขยี้โครงกระดูกไปได้เป็นร้อยๆ ตัวเลยทีเดียว

แต่ไม่ว่าจะยังไง ด้วยความร่วมมือร่วมใจของบรรดาลูกน้อง ในที่สุดโครงกระดูกส่วนใหญ่ก็ถูกทำลายลง แม้จะยังเหลือโครงกระดูกอีกหลายร้อยตัว แต่มันก็ไม่ใช่ภัยคุกคามที่น่ากลัวอีกต่อไปแล้ว

เมื่อเห็นจังหวะเหมาะ หลี่ชิงก็สั่งบุกเต็มกำลัง ทหารราบและพลธนูที่พักฟื้นจนหายเหนื่อยแล้วพากันไถลตัวลงมาจากแท่นหินเพื่อเข้าร่วมวงต่อสู้

หลี่ชิงยังคงปักหลักอยู่บนแท่นหิน ทำตัวเป็นผู้บัญชาการที่ซ่อนตัวอยู่อย่างปลอดภัยและคอยสั่งการอยู่เบื้องหลัง

เจ็ดนาทีต่อมา โครงกระดูกตัวสุดท้ายก็ถูกหลงโส่วใช้หมัดทุบจนแหลกละเอียด

หลังจากฟาดฟันโครงกระดูกไปมากมายจนนับไม่ถ้วน ดาบทั้งสองเล่มในมือของเขาก็สึกหรอจนหักสะบั้นไปแล้ว

"อาวุธมันไม่ทนมือเอาซะเลยนะ!"

หลี่ชิงลูบหัวตัวเอง ก่อนจะเงยหน้าตะโกนก้องฟ้า

"อาจารย์ครับ ขออนุญาตให้ลูกน้องของผมเปลี่ยนอาวุธและเติมลูกธนูได้ไหมครับ"

ผ่านไปครู่หนึ่ง ผู้ฝึกหัดทุกคนก็ได้ยินเสียงของอาจารย์ตอบกลับมา

"หลังจากระลอกนี้จบลง พวกเจ้าสามารถกลับไปพักผ่อนที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ได้สองชั่วโมง เพื่อซ่อมแซมยุทโธปกรณ์ เติมเสบียงอาวุธ และรักษาบาดแผล"

หลี่ชิงรีบเปิดประตูแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ขึ้นตรงนั้นเลย และสั่งให้ลูกน้องทุกคนกลับเข้าไป

แม้จะไม่มีลูกน้องคนไหนตาย แต่จากการสับเปลี่ยนกำลังรบไปมา ทหารราบทุกคนต่างก็ได้รับบาดเจ็บมากน้อยต่างกันไป การโจมตีของทหารโครงกระดูกถึงแม้จะเจาะเกราะไม่เข้า แต่มันก็มีแรงกระแทกไม่น้อย โล่ของทหารราบหลายคนถูกฟันจนพังยับเยิน ต้องอาศัยเกราะถักหรือเกราะเกล็ดรับการโจมตีแบบเต็มๆ

ต่อให้ชุดเกราะจะแข็งแกร่งแค่ไหน แต่ถ้าโดนฟันเป็นร้อยๆ ดาบ มันก็ต้องมีรอยฟกช้ำดำเขียวจากแรงสั่นสะเทือนกันบ้างแหละ

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 27 - บททดสอบของอาจารย์ที่ปรึกษา (2)

คัดลอกลิงก์แล้ว