เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 93 การจู่โจมฉับพลันต่อกรมทหารที่ 32

บทที่ 93 การจู่โจมฉับพลันต่อกรมทหารที่ 32

บทที่ 93 การจู่โจมฉับพลันต่อกรมทหารที่ 32


บทที่ 93 การจู่โจมฉับพลันต่อกรมทหารที่ 32

ทหารกองทัพฝ่ายกษัตริย์หนีได้เร็วมากก็จริง แต่ความเร็วของหน่วยจู่โจมที่พุ่งตามแนวกำแพงควันเข้ามาก็ไม่ได้ช้าไปกว่ากัน

เมื่อพุ่งเข้ามาถึงบริเวณซุ้มประตู การแบ่งงานของหน่วยจู่โจมก็ชัดเจนมาก

พลจู่โจมที่ถือปืนพก P08 พร้อมแมกกาซีนดรัมขนาดใหญ่ พุ่งตามโมรินเข้าไปในซุ้มประตูโดยตรง จากนั้นก็สาดกระสุนขนาด 9 มม. ราวกับห่าฝน เริ่มไล่เก็บแต้มอย่างบ้าคลั่ง

ทหารกองทัพฝ่ายกษัตริย์ล้วนเบียดเสียดกันอยู่ในซุ้มประตู แทบจะไม่ต้องเล็งอะไรให้มากความ

เมื่อขวัญกำลังใจของกองทัพพังทลายลง ความหวาดกลัวก็ลุกลามเร็วกว่าที่ใครจะจินตนาการได้ ไม่มีใครคิดถึงเรื่องที่จะยิงตอบโต้เลยแม้แต่น้อย...

ส่วนทหารคนอื่นๆ ที่ใช้ปืนไรเฟิล Gew.98 ก็เริ่มปักหลักดวลปืนอยู่บนถนน

แม้ว่าบนถนนหน้าปราสาทจะแทบไม่มีที่กำบังเลย แต่หัวของหน่วยจู่โจมพวกนี้ก็แล่นไวไม่เบา

พวกเขาเอากำแพงควันที่ยังไม่สลายตัวไปมาเป็นที่กำบังเสียเลย เคลื่อนตัวเข้าหาซุ้มประตูไปพลาง พร้อมกับคอยเล็งยิงเด็ดหัวพวกศัตรูที่กล้าโผล่หัวขึ้นมาบนกำแพงเมืองไปพลาง

ภายในเวลาสิบกว่าวินาทีสั้นๆ ซุ้มประตูปราสาทก็ถูกยึดไว้อย่างเบ็ดเสร็จ ห้องเหนือซุ้มประตูที่ใช้ควบคุมสะพานชักและประตูใหญ่ก็ถูกหน่วยจู่โจมใช้ระเบิดมือเคลียร์เรียบร้อยเช่นกัน

โมรินเปลี่ยนแมกกาซีนดรัมสำรองอันสุดท้าย นำทีมบุกเข้าไปภายในปราสาท จากนั้นกลิ่นอายความเย็นยะเยือกและชื้นแฉะก็ปะทะเข้าเต็มหน้า

ภาพเบื้องหน้า ถูกสลับฉากจากสนามรบอันกว้างขวาง กลายเป็นสภาพแวดล้อมการรบระยะประชิดภายในอาคารแบบคลาสสิกในพริบตา

โถงทางเดินอันคับแคบ แสงสลัวๆ ห้องและมุมตึกนับไม่ถ้วน...

ที่นี่คือฝันร้ายของทหารราบทุกคน

โมรินเหลือบมองแผนที่ระบบของตนเอง คิ้วก็อดขมวดเข้าหากันไม่ได้

เขาพบว่า 'พลังพิเศษ' ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ ก็เผยให้เห็นข้อจำกัดบางอย่างออกมาเช่นกัน

บนแผนที่ พื้นที่ของปราสาทกลายเป็นบล็อกสีเทา ด้านบนมีป้ายทหารของกองร้อยทหารราบแห่งหนึ่งของกองทัพฝ่ายกษัตริย์ ซึ่งก็คือกองกำลังต้นสังกัดของทหารที่หนีเข้ามาในปราสาทพวกนั้น

นอกเหนือจากนั้น เขามองเห็นแค่ตัวเลขสีแดง

[ 42 ]

ตัวเลขนี้ หมายถึงจำนวนศัตรูที่ยังหลงเหลืออยู่ภายในปราสาท

แต่ศัตรูพวกนี้อยู่ตรงไหน กระจายตัวอยู่ห้องไหน มุมไหน บนแผนที่กลับไม่แสดงข้อมูลใดๆ เลย

‘เหมือนกับการยึดจุดในเกมแบทเทิลฟิลด์ แสดงแค่จำนวนศัตรูในพื้นที่งั้นสิ?’

โมรินค่อนขอดในใจ แต่เขาก็รู้ว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลามามัวสนใจเรื่องนี้

พอกวาดสายตามองความทนทานของ เกราะเวทมนตร์

ที่เหลืออยู่ไม่มากนัก เขาก็เปิดใช้งานคาถาป้องกันอีกบทหนึ่งของตัวเองทันที

[ คาถาวงแหวนที่หนึ่ง-คาถาโล่ ]

โล่กลมๆ ที่เกิดจากพลังงานเวทมนตร์บริสุทธิ์ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขาในพริบตา และเคลื่อนไหวตามการขยับตัวของเขา

เมื่อคืนตอนที่โต้รุ่งขุดสนามเพลาะ โมรินได้ประเมินสถานการณ์การรบของวันนี้ไว้คร่าวๆ แล้ว ดังนั้นเขาจึงเตรียมสล็อตคาถาไว้แบบนี้

[ คาถาวงแหวนที่สอง-ก้าวพริบตา ] 0/2

[ คาถาวงแหวนที่หนึ่ง-เกราะเวทมนตร์ ] 0/2

[ คาถาวงแหวนที่หนึ่ง-คาถาโล่ ] 1/2

และการต่อสู้ในวันนี้ ก็ทำให้เขาตระหนักได้ว่า ขีดความสามารถในการยืนระยะของนักเวทย์ในโลกใบนี้มันไม่ไหวเอาเสียเลยจริงๆ

อย่างน้อยการยืนระยะของนักเวทย์ระดับต่ำ ก็ไม่สามารถรับมือกับการต่อสู้ที่มีความตึงเครียดสูงได้เลย

‘แล้วพวกชาวบริทาเนียทำได้ยังไงถึงมีแต่นักเวทย์สายพลังกับสายเปลี่ยนแปลงกันเต็มไปหมด?’

เมื่อหน่วยจู่โจมบุกทะลวงเข้าไปในปราสาทลึกขึ้น ทหารกองทัพฝ่ายกษัตริย์ที่รักษาการณ์อยู่ด้านในก็เริ่มตอบโต้

"ปัง! ปัง! ปัง!"

ท่ามกลางความมืดมิดที่สุดโถงทางเดิน เสียงปืนดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทว่ากระสุนที่พุ่งเข้ามากระทบลงบนโล่จนหมด ทำได้เพียงสร้างรอยกระเพื่อมโปร่งใสสองวงเท่านั้น

"ศัตรูอยู่สุดโถงทางเดิน! ยิงกดดันไว้!"

ลูกทีมหน่วยจู่โจมที่ตามหลังโมรินมาตอบสนองทันควัน พวกเขาเอียงตัวชะโงกออกไป จากนั้นปืนพก P08 หลายกระบอกก็ระดมยิงพร้อมกัน ห่ากระสุนอันหนาแน่นครอบคลุมไปทั่วทั้งโถงทางเดินในพริบตา

กำแพงถูกยิงจนเศษหินปลิวว่อน ทหารกองทัพฝ่ายกษัตริย์สามนายที่ซ่อนตัวอยู่สุดทางถูกยิงจนกรีดร้องออกมาแบบ 'เสียงร้องวิลเฮล์ม' ก่อนจะสิ้นลมหายใจไป

"อย่าหยุด! เดินหน้าต่อไป!"

โมรินไม่เปิดโอกาสให้ศัตรูได้พักหายใจ

สมรภูมิรบไม่เหมือนสงครามต่อต้านการก่อการร้าย ในสภาพแวดล้อมที่กดดันสูงเช่นนี้ ไม่มีหรอกไอ้ยุทธวิธี CQB หั่นมุมตึก เคลียร์ห้อง อะไรพวกนั้น

วิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุด คือการบดขยี้ด้วยความได้เปรียบด้านอำนาจการยิงอย่างดิบเถื่อนและเรียบง่าย

ใช้ระเบิดมือเบิกทาง ยิงกดดันอย่างหนาแน่น ชาร์จเข้าไป แค่นี้ก็จบเรื่อง

และหน่วยจู่โจม 'พายุเวอร์ชันวัยรุ่น' ของโมรินชุดนี้ ก็มีความได้เปรียบด้านความหนาแน่นของอำนาจการยิงอย่างท่วมท้นในการปะทะระยะประชิด

ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องคอยระแวดระวังตั้งปืนดวลกัน แล้วค่อยๆ รุกคืบเข้าไปเลย

ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาก็ไม่มีเวลามามัวค่อยๆ ดันเข้าไปด้วย

ไม่มีใครรู้ว่าสถานการณ์ภายนอกปราสาทเป็นอย่างไร และไม่รู้ว่าศัตรูจะมีกำลังเสริมมาหรือไม่

การรีบจบการต่อสู้ภายในปราสาทให้เร็วที่สุด และยึดจุดที่สูงที่สุดนี้ไว้อย่างเบ็ดเสร็จ ถึงจะเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในตอนนี้

ต้องยอมรับเลยว่า ทหารยี่สิบนายที่คลาอุสคัดมาจากทั้งกองร้อยให้โมริน ล้วนเป็นหน่วยก้านชั้นดีในการเป็นหน่วยจู่โจมจริงๆ

หลังจากผ่านการต่อสู้หน้าปราสาทมาก่อนหน้านี้ พวกเขาก็ปรับตัวเข้ากับจังหวะการรบที่มีความตึงเครียดสูงแบบนี้ได้อย่างรวดเร็ว

ถึงขั้นติดนิสัย 'ยิงพรีไฟร์' ไปแล้วด้วยซ้ำ

ทุกครั้งที่เจอหัวมุมหรือประตูห้องที่เปิดอ้าอยู่ พวกเขาจะปาระเบิดมือเข้าไปก่อน จากนั้นก็สาดกระสุนปืนไปพลางพุ่งเข้าไปไปพลาง

รูปแบบการต่อสู้อันดิบเถื่อนเรียบง่ายเช่นนี้ ข้อดีคือสามารถดึงประสิทธิภาพความได้เปรียบด้านอำนาจการยิงของหน่วยจู่โจมออกมาได้ถึงขีดสุด ทำให้ศัตรูไม่มีโอกาสได้ตอบโต้เลย

แต่ข้อเสียคือ อัตราการผลาญกระสุนมันก็เร็วเกินไปจริงๆ

เมื่อหน่วยจู่โจมบุกตะลุยฝ่าฟัน เคลียร์ห้องส่วนใหญ่ที่ชั้นหนึ่งของปราสาทจนหมด และเตรียมมุ่งหน้าขึ้นบันไดสู่ชั้นสอง พลจู่โจมที่ใช้ P08 ก็ยิงกระสุนจากแมกกาซีนดรัมขนาด 32 นัดไปหมดเกลี้ยงสองอันแล้ว และเปลี่ยนมาใช้อันสุดท้าย

ส่วนโมรินนั้นเก็บปืนไรเฟิลของศัตรูขึ้นมาติดดาบปลายปืนเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว

"ผู้กอง กระสุนใกล้หมดแล้วครับ!" สิบตรีนายหนึ่งอาศัยจังหวะเปลี่ยนแมกกาซีนดรัมบอกกับโมริน

"ปืนพกหมดก็ใช้ปืนไรเฟิล! เก็บจากศพพวกมันมา!" โมรินตวาดโดยไม่หันกลับไปมอง "อย่าหยุด! ตีให้แตกในรวดเดียว!"

เขารู้ดีว่า หากการบุกของพวกเขาล่าช้าลง ทหารที่เฝ้าปราสาทก็จะได้พักหายใจ

รอให้พวกมันจัดตั้งแนวป้องกันที่มีประสิทธิภาพขึ้นมาใหม่ได้เมื่อไหร่ พวกเขายี่สิบคนนี้แหละที่มีความเป็นไปได้สูงว่าจะถูกตีวงล้อมและกำจัดทิ้งเสียเอง

เพราะฉะนั้นต้องรักษาแรงผลักดันเอาไว้ และบดขยี้กองกำลังป้องกันให้สิ้นซากในรวดเดียว

โมรินที่กางคาถาโล่อยู่บุกตะลุยอยู่แนวหน้าสุดของทีม ดึงดูดอำนาจการยิงไปเกือบทั้งหมด

และหน่วยจู่โจมที่อยู่ด้านหลังเขา มีหน้าที่แค่ตามหลังเขาไป แล้วสาดกระสุนใส่เป้าหมายที่น่าสงสัยทุกอย่างก็พอ

รูปแบบการต่อสู้ในอาคารแบบนี้ แม้จะกระตุ้นความกดดันทางจิตใจและประสาทของหน่วยจู่โจมไม่น้อย แต่กลับไม่ได้เรียกร้องทักษะทางยุทธวิธีสูงเท่าตอนที่ลอบแทรกซึมอยู่ข้างนอก

เพราะโดยพื้นฐานแล้ว จะไม่มีกระสุนนัดไหนโดนตัวพวกเขาเลย ดังนั้นสิ่งที่หน่วยจู่โจมต้องทำ ก็แค่เหนี่ยวไกเท่านั้น

แต่ถึงกระนั้น เมื่อหน่วยจู่โจมตะลุยขึ้นมาถึงชั้นสองของปราสาท และพุ่งไปจนถึงหน้าโถงหลัก ก็เหลือคนเพียง 15 คนเท่านั้น

อีกทั้งกระสุนก็แทบจะหมดเกลี้ยง พลจู่โจมส่วนใหญ่ล้วนเปลี่ยนมาใช้ปืนไรเฟิลกันหมดแล้ว

มีประตูโถงหลักขวางกั้นอยู่ โมรินเองก็ไม่แน่ใจนักว่าข้างในมีศัตรูอยู่เท่าไหร่

คุณค่าทองคำของ [ คาถาวงแหวนที่หนึ่ง-สัมผัสชีวิต ]

ได้แสดงให้เห็นก็คราวนี้แหละ

น่าเสียดาย ที่ตอนนี้โมรินยังไม่ร่ายคาถานี้

"นับยอดดูซิว่าเหลือระเบิดมืออีกกี่ลูก" โมรินพูดกับสิบตรีที่ตามติดอยู่ข้างกายตลอด

ไม่นาน อีกฝ่ายก็บอกตัวเลขกับโมริน 8 ลูก

โมริน "พวกนายใช้กันอีท่าไหนถึงหมดไวขนาดนี้?"

"ก็ผู้กองเพิ่งจะสั่งการปาวๆ อยู่ข้างนอกเมื่อกี้นี้เอง ตรงนี้ให้ใช้ระเบิดเคลียร์ห้อง ตรงนั้นก็ให้ใช้ระเบิดกดดัน..." สิบตรีนายนี้พูดอย่างน้อยเนื้อต่ำใจเล็กๆ

"ไม่เป็นไร... ทำได้ดี"

โมรินรีบเปลี่ยนเรื่องอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็หันหลังให้ประตูโถงหลักแล้วถีบส่งไปด้านหลัง ถีบประตูเปิดอ้าไปครึ่งบานก่อน

ภายในโถงหลักมีเสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหวขึ้นมาทันที

หน่วยจู่โจมเองก็ไม่มัวชักช้า เมื่อได้รับสัญญาณจากโมรินก็ระดมปาระเบิดมือที่เหลือเข้าไปข้างใน

"ตู้ม ตู้ม ตู้ม!"

เสียงระเบิดมือดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ระเบิดภายในโถงหลักและทางเดินฝั่งประตูจนฝุ่นตลบอบอวล

วินาทีต่อมา โมรินที่กางคาถาโล่ก็นำทีมบุกเข้าไป โดยมีหน่วยจู่โจมกระจายกำลังออกขนาบสองข้าง อาศัยจังหวะฝุ่นควันพุ่งพรวดเข้าไป

ทหารที่รอดชีวิตไม่กี่นายซึ่งอยู่ใกล้ประตู พยายามจะยิงโต้กลับ

แต่ปฏิกิริยาของหน่วยจู่โจมและโมรินไวกว่า พวกเขาสาดกระสุนใส่ทหารกองทัพฝ่ายกษัตริย์ที่พยายามขัดขืนจนล้มคว่ำไป

และนี่ก็เปรียบเสมือนการผลักโดมิโนตัวแรกให้ล้มลง

ทหารกองทัพฝ่ายกษัตริย์ที่เหลืออยู่ ต่างสูญเสียความกล้าที่จะต่อต้านไปตามๆ กัน

"อย่ายิง! พวกเรายอมจำนน! ยอมจำนนจริงๆ!"

พวกเขาทิ้งอาวุธ ชูสองมือขึ้นสูง สีหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสิ้นหวัง

"มัดพวกมันให้หมด! ตรวจดูบนพื้นซิว่ายังมีใครรอดอยู่ไหม!"

โมรินหยุดฝีเท้า แล้วออกคำสั่งกับลูกทีมที่อยู่ด้านหลัง

ส่วนตัวเขาก็พิงเสาต้นหนึ่ง คอยระวังภัยอยู่ภายในโถง รู้สึกเหมือนเรี่ยวแรงทั่วร่างถูกสูบออกไปจนเกลี้ยง

ตั้งแต่เริ่มบุกชาร์จจนถึงตอนนี้ เขาตกอยู่ในสภาวะตึงเครียดระดับสูงมาตลอด พลังงานและพลังใจสูญเสียไปมหาศาล

แถมการเดินทัพเมื่อวันก่อนก็กินแรงไปเยอะมากอยู่แล้ว...

ในตอนนั้นเอง โมรินก็สังเกตเห็นว่า ในหมู่ทหารกองทัพฝ่ายกษัตริย์ที่ยอมจำนน มีชุดทหารของคนสองสามคนที่แตกต่างจากคนอื่นอย่างชัดเจน

แม้โมรินจะไม่ค่อยคุ้นเคยกับรูปแบบชุดทหารสีดำของกองทัพฝ่ายกษัตริย์ แต่เขาก็มองออกว่านี่น่าจะเป็นชุดเครื่องแบบนายทหาร

เขาเอะใจขึ้นมา แล้วเปิดแผนที่ระบบขึ้นมาอีกครั้ง

จากนั้นก็พบด้วยความประหลาดใจว่า บนไอคอนบล็อกสีเทาของปราสาท นอกจากป้ายทหารที่เป็นสัญลักษณ์ของกองกำลังพิทักษ์ปราสาทอันเดิมแล้ว

กลับมีป้ายทหารที่มีสัญลักษณ์ดาบไขว้เพิ่มขึ้นมาอีกอัน ซึ่งก่อนหน้านี้เขาไม่ได้สังเกตเห็น

[ กองบัญชาการกรมทหารราบที่ 32 กองทัพราชอาณาจักรอารากอน ]

"เชี่ยละ คราวนี้จู่โจมแบบสายฟ้าแลบจริงๆ แฮะ"

โมรินอดไม่ได้ที่จะสบถออกมา

แม้ก่อนหน้านี้พันตรีโทมัสจะเคยบอกว่ากองบัญชาการกรมของศัตรูอาจจะอยู่ในเมือง...

แต่การบุกทะลวงแหลกของเขาในครั้งนี้ กลับทำให้กองบัญชาการของศัตรูถูกกวาดล้างรวบยอดซะงั้น

ไม่นานนัก คลาอุสก็พากำลังทหารรุดหน้ามาถึงปราสาท

เมื่อเขาเห็นสภาพเละเทะภายในโถงหลัก และเหล่าทหารกองทัพฝ่ายกษัตริย์ที่คอตกถูกจับมัดรวมกันเป็นพรวน จ่ากองร้อยผู้เจนจบสนามรบอย่างเขาก็อดอ้าปากค้างไม่ได้

"ผู้กอง... นี่พวกท่านกวาดกองบัญชาการของศัตรูเหี้ยนเลยเหรอครับ?"

คลาอุสถามด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ น้ำเสียงแฝงความเสียดายอยู่ลึกๆ

เป็น 'หินถ่วงเรือ' มันจะไปดีเท่าตามผู้กองบุกตะลุยได้ยังไงล่ะ

"ก็ประมาณนั้นแหละ"

ตอนนี้โมรินค่อยยังชั่วขึ้นมาแล้ว เขาปัดฝุ่นตามตัว ชี้ไปที่นายทหารพวกนั้น แล้วพูดกับคลาอุสว่า

"คุมตัวเจ้าพวกนี้ไว้ให้ดี ให้คนอื่นไปเคลียร์สมรภูมิ เช็คยอดของที่ยึดได้กับเชลย โดยเฉพาะแผนที่ เอกสารอะไรพวกนี้ ดูแลให้ดีล่ะ!"

"รับทราบครับผู้กอง!"

คลาอุสวันทยหัตถ์อย่างตื่นเต้น แล้วรีบจัดแจงให้ทหารเริ่มลงมือทันที

เมื่อมีข่าวคราวจากกองกำลังส่วนอื่นของกองร้อยที่ 1 รวมถึงกองร้อยพันธมิตรที่ 2 และ 3 ทยอยส่งเข้ามา ผลการรบเบื้องต้นก็ถูกสรุปออกมา

การบุกโจมตีเมืองในครั้งนี้ ทั้งกองพันมีผู้บาดเจ็บล้มตายไม่ถึงร้อยคน นับว่าเป็นชัยชนะที่งดงามมาก

พวกเขาไม่เพียงแต่บดขยี้กองพันทหารราบของกองทัพฝ่ายกษัตริย์ที่ประจำการอยู่ในเมืองได้ จับกุมทหารส่วนใหญ่เป็นเชลย แต่ยังทะลายกองบัญชาการกรมทหารราบที่ 32 ของกองทัพฝ่ายกษัตริย์ได้อีกด้วย

ในหมู่เชลยที่จับมาได้ นอกจากพันโทผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 32 ของกองทัพฝ่ายกษัตริย์และผู้บังคับกองพันทหารราบแล้ว ยังมีผู้บังคับกองพันปืนใหญ่มาจิกไรต์ที่ประสานงานป้องกันที่นี่อีกด้วย

นอกจากนี้ ยังยึดอาวุธยุทโธปกรณ์ เสบียงทหารได้อีกเป็นจำนวนมาก รวมถึงโรงพยาบาลสนามที่สมบูรณ์แบบหนึ่งแห่ง และม้าศึกอีกนับร้อยตัว

และของที่ยึดได้ที่สำคัญที่สุด ก็คือปืนใหญ่มาจิกไรต์ทั้งหกกระบอกที่ทหารกองร้อยที่ 1 ยึดมาได้ในสภาพสมบูรณ์

ตอนที่จ่ากองร้อยคลาอุสรายงานผลการรบให้โมรินฟัง น้ำเสียงของเขาสั่นเครือด้วยความตื่นเต้น

โมรินฟังรายงาน สีหน้าก็เผยให้เห็นรอยยิ้มแห่งความพึงพอใจ

การรบครั้งนี้ ทำได้ไม่เลวเลยจริงๆ

เขาใช้ชัยชนะอันหมดจดนี้ พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นถึงคุณค่าของยุทธวิธีใหม่ของเขา

ที่สำคัญกว่านั้น คือกองร้อยใต้บังคับบัญชาของเขา หลังจากผ่านบททดสอบแห่งเลือดและไฟในครั้งนี้ ก็สามารถเริ่มผลัดเปลี่ยนกระดูก เปลี่ยนแปลงไปอย่างแท้จริงได้แล้ว

ไม่ว่าจะเป็นทหารใหม่พวกนั้น หรือผู้บังคับหมวดป้ายแดงทั้งสามคน ขอเพียงรอดชีวิตมาได้ ล้วนแต่ได้รับประสบการณ์มหาศาลจากการต่อสู้ครั้งนี้

"ทำได้ดีมาก คลาอุส"

โมรินตบบ่าทหารผ่านศึกผู้นี้ของตัวเอง "ให้ทุกคนเหนื่อยอีกหน่อย จัดการเคลียร์พื้นที่ให้เรียบร้อย แล้ว... เราไปดูปืนใหญ่มาจิกไรต์พวกนั้นกัน"

เขาสงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับอาวุธสังหารที่สามารถยิง 'ระเบิดกลางอากาศ' พวกนั้นมากจริงๆ

ในขณะที่การต่อสู้ในเมืองค่อยๆ สงบลง บนท้องฟ้าห่างออกไปทางแนวหลังของสมรภูมิหลายกิโลเมตร บอลลูนสังเกตการณ์ขนาดมหึมาหนึ่งในสามลูก ก็ค่อยๆ ลดระดับลงอย่างช้าๆ

ภายในกระเช้า มกุฎราชกุมารเกออร์กวางอุปกรณ์สังเกตการณ์ทางแสงอันเทอะทะในมือลง บนใบหน้ายังคงหลงเหลือความตื่นตะลึงที่ยังไม่จางหายไป

"ท่านนายพล..."

เขาหันไปมองมาเคนเซนที่ยังมีสีหน้าเคร่งขรึมอยู่ข้างๆ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความทึ่ง

"ข้า... ข้าไม่เคยคิดเลย ว่าปฏิบัติการโจมตีของทหารราบจะสู้รบกันแบบนี้ได้ด้วย"

แม้เพราะข้อจำกัดเรื่องระยะทางและมุมมอง ทำให้พวกเขามองไม่เห็นรายละเอียดของการรบในเมืองอย่างชัดเจน

แต่การขุดสนามเพลาะของกองร้อยที่ 1 ก่อนเริ่มบุก และการจู่โจมทะลวงของหน่วยจู่โจมเมื่อเริ่มการรบ ก็ยังสร้างความตื่นตาตื่นใจและสั่นสะเทือนจิตใจให้กับมกุฎราชกุมารหนุ่มองค์นี้อย่างมหาศาล

โดยเฉพาะฉากที่โมรินใช้ ก้าวพริบตา เป็นครั้งแรก ลากกำแพงควันพุ่งทำลายแนวป้องกันของศัตรู ยิ่งทำให้เขาดูแล้วเลือดสูบฉีดพลุ่งพล่าน

เกออร์กในฐานะมกุฎราชกุมาร ย่อมเคยพบเห็นนักเวทย์มามากกว่าชาวแซกซอนคนอื่นๆ

แต่เขาไม่เคยนึกฝันเลยว่า นักเวทย์ที่ส่วนใหญ่มักจะประจำอยู่แนวหลังในฐานะนักวิจัยเทคโนโลยีเวทมนตร์ จะสามารถใช้งานในสมรภูมิได้แบบนี้...

"นี่มัน... ราวกับ ผู้ทลายค่าย ในมหากาพย์โบราณเลย" เกออร์กพึมพำกับตัวเอง

นายพลมาเคนเซนได้ยินดังนั้นก็ไม่ได้ออกความเห็นอะไรในทันที

แต่รอยยิ้มที่มุมปากซึ่งยกขึ้นน้อยๆ จนแทบจะกลั้นไว้ไม่อยู่ ก็เผยให้เห็นความคิดที่แท้จริงในใจของเขา

"ฝ่าบาท อย่าได้ทรงชมเขามากขนาดนั้นเลยพ่ะย่ะค่ะ"

ครู่ต่อมา นายพลเฒ่าก็กล่าวด้วยน้ำเสียงเข้มงวดตามปกติ

"กระหม่อมรู้จักไอ้เด็กนี่ดี... ถ้าวันนี้ฝ่าบาททรงชมเขา พรุ่งนี้เขากล้ามาให้สัญญากับฝ่าบาทแน่ ว่าเขาสามารถบุกยึดมาดริดได้ด้วยตัวคนเดียว"

"ฮ่าๆๆ ถ้าเป็นจริง เสด็จพ่อคงเบาใจไปได้เยอะเลยล่ะ"

จบบทที่ บทที่ 93 การจู่โจมฉับพลันต่อกรมทหารที่ 32

คัดลอกลิงก์แล้ว