- หน้าแรก
- รุ่งอรุณแห่งอินทรีเหล็ก
- บทที่ 88 คลาอุส นายจดไว้นะ
บทที่ 88 คลาอุส นายจดไว้นะ
บทที่ 88 คลาอุส นายจดไว้นะ
บทที่ 88 คลาอุส นายจดไว้นะ
ข่าวนี้ ทำให้ผู้บังคับกองร้อยที่อยู่ตรงนั้นถึงกับหูผึ่ง
เมื่อก่อนทุกคนอาจจะยังไม่ค่อยสนใจปืนกลหนักเท่าไหร่ แต่ตอนนี้ทุกคนต่างตระหนักถึงอานุภาพทำลายล้างของไอ้นี่แล้ว...
นอกเหนือจากปืนใหญ่แล้ว นี่คือเสาหลักแห่งอำนาจการยิงที่พึ่งพาได้มากที่สุด ในการโจมตีและตั้งรับของทหารราบในปัจจุบัน
สายตาของพันตรีโทมัสกลับมาตกอยู่ที่โมรินอีกครั้ง
"ร้อยโทโมริน ก่อนหน้านี้คุณบัญชาการหน่วยปืนกลหนักบุกทะลวงจนได้ผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยมมาแล้ว แถมครั้งนี้กองร้อยที่ 1 ยังรับหน้าที่โจมตีหลักอีกด้วย"
"ดังนั้นผมจึงตัดสินใจว่าจะมอบปืนกลหนักทั้งสองกระบอกที่กองพันของเราได้รับ มาเสริมกำลังให้กองร้อยที่ 1 ของคุณใช้ทั้งหมด!"
การตัดสินใจนี้ ทำให้ผู้บังคับกองร้อยอีกสามคนมีสีหน้าอิจฉา แต่ก็ไม่มีใครทักท้วง
หน่วยโจมตีหลัก สมควรได้รับการสนับสนุนด้านอำนาจการยิงที่แข็งแกร่งที่สุด นี่ไม่มีอะไรผิดปกติ
"ร้อยโทโมริน ผมหวังว่าปืนกลหนักสองกระบอกนี้ จะสามารถแสดงอานุภาพออกมาได้อย่างเต็มที่เมื่ออยู่ในมือคุณ" น้ำเสียงของพันตรีโทมัสเต็มไปด้วยความคาดหวัง
โมรินพยักหน้า "พวกมันทำได้แน่ครับ พันตรี!"
"เอาล่ะ พวกคุณกลับไปก่อน ให้เหล่าทหารรีบพักผ่อน พวกคุณเองก็ต้องเตรียมพร้อมรบด้วย"
พันตรีโทมัสหยุดครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อ
"ก่อนการโจมตีอย่างเป็นทางการ ผมจะเรียกพวกคุณมาอีกครั้ง เพื่อแจ้งเวลาโจมตีที่แน่ชัด รวมถึงเวลาที่หน่วยทหารปืนใหญ่ของกองพลจะมอบการสนับสนุนอำนาจการยิงให้กับเราอย่างแม่นยำ"
"สนับสนุนอำนาจการยิงจากทหารปืนใหญ่?" โมรินจับประเด็นนี้ได้อย่างเฉียบไว
"ถูกต้อง"
พันตรีโทมัสพยักหน้า
"เนื่องจากซานโลเรนโซ เด ลา ปาร์ริลญาเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญในการโจมตีครั้งนี้ของกองพลเรา กองบัญชาการกองพลจึงได้เสริมกำลังกองพันปืนใหญ่สนาม 77 มม. ให้เราเป็นพิเศษ เพื่อสนับสนุนอำนาจการยิงโดยตรงสำหรับการโจมตีของเรา"
นี่หมายความว่า จะมีปืนใหญ่สนาม 77 มม. สิบสองกระบอก ทำการยิงปูพรมใส่ที่ตั้งของศัตรูก่อนการโจมตีจะเริ่มขึ้น
จากนั้น ผู้บังคับกองร้อยอีกสามคน ก็ถือโอกาสรีบมาขอคำแนะนำเรื่องจุดสำคัญในการขุดสนามเพลาะจากโมริน
โมรินตอนนี้ย่อมไม่มีกั๊ก หลังจากได้รับอนุญาตจากพันตรีโทมัส เขาก็หยิบดินสอขึ้นมาเริ่มวาดแผนภาพลงบนแผนที่ทันที...
เมื่อชี้แนะเรื่องการขุดสนามเพลาะให้ทั้งกองพันเสร็จสิ้นและออกจากเต็นท์กองบัญชาการกองพันมา ในใจโมรินก็มีเรื่องอื่นผุดขึ้นมา
การประชุมวางแผนการรบวันนี้เขาไม่ได้พูดอะไรมากนัก หลักๆ แล้วก็ให้พันตรีโทมัสเป็นคนดำเนินรายการเอง
และการแสดงออกของผู้บังคับกองพันอาวุโสท่านนี้รวมถึงผู้บังคับกองร้อยคนอื่นๆ ทำให้เขาตระหนักอย่างชัดเจนว่า แนวคิดทางยุทธวิธีรูปแบบใหม่ ได้เริ่มหยั่งรากในกองกำลังที่ผ่านศึกสงครามมาอย่างโชกโชนนี้แล้ว
กองทัพบกแซกซอนมีธรรมเนียม 'การบังคับบัญชาแบบมอบหมายภารกิจ' อยู่แล้ว ซึ่งทำให้นายทหารระดับล่างส่วนใหญ่ มีความคิดริเริ่มและการตัดสินใจเฉพาะหน้าในเกณฑ์ดี
ดินแบบนี้ ย่อมง่ายต่อการเพาะปลูกยุทธวิธีทหารราบรูปแบบต่างๆ ที่ปรับให้เข้ากับสงครามยุคใหม่ได้อย่างแน่นอน...
และโมรินอย่างเขา ก็โชคดีที่ได้เป็นทั้งผู้สัมสัมผัสประสบการณ์ตรงและผู้ผลักดันการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้
กลับมาถึงค่ายของกองร้อยที่ 1 โมรินก็เรียกตัวผู้บังคับหมวดทั้งสามและจ่ากองร้อยคลาอุสทันที เพื่อเริ่มการประชุมยุทธวิธีในเต็นท์ที่เพิ่งกางเสร็จ
ในค่าย ทหารส่วนใหญ่กินข้าวร้อนๆ มื้อแรกในรอบหลายวันเสร็จแล้ว ตอนนี้กำลังเริ่มพักผ่อนในสภาพที่เหนื่อยล้าทั้งร่างกายและจิตใจ
บรรยากาศตึงเครียดก่อนสงครามครั้งใหญ่ ผสมปนเปกับความตื่นเต้นต่อสิ่งที่ไม่รู้ ลอยอบอวลอยู่ในอากาศ
ภายในเต็นท์ ตะเกียงน้ำมันถูกจุดขึ้น แสงสีเหลืองสลัวสาดส่องใบหน้าที่เคร่งขรึมของทุกคน
โมรินกางแผนที่แบบง่ายๆ ลงบนโต๊ะสนาม คลาอุสก็ยื่นดินสอให้เขาอย่างรู้จังหวะ
"เข้ามาดูนี่กัน" โมรินเรียกทุกคนให้เข้ามามุง
"ตามคำสั่งของกองบัญชาการกองพัน กองร้อยที่ 1 ของเราจะเป็นกำลังรบหลัก โจมตีเมืองเล็กๆ ซานโลเรนโซ เด ลา ปาร์ริลญาจากปีกซ้าย"
เขาใช้กิ่งไม้เล็กๆ ขีดเส้นทางโจมตีของกองร้อยที่ 1 ลงบนแผนที่
"คลาอุส แล้วก็พวกนายทั้งสามคนจดไว้นะ ฉันจะจัดกำลังตามนี้"
"หมวดที่ 1 กับหมวดที่ 2 จะเป็นกำลังโจมตีชุดที่หนึ่ง กระจายกำลังโจมตีทั้งหมวด ส่วนหมวดที่ 3 จะเป็นกำลังชุดที่สอง และเป็นกองหนุนของกองร้อยด้วย เตรียมพร้อมตามไปตลอดเวลา เพื่อขยายผลการรบหรือสนับสนุนชุดที่หนึ่ง"
ผู้บังคับหมวดคนใหม่ทั้งสาม คาห์น บัลลัค และลาห์ม ต่างเบิกตากว้างจ้องมองแผนที่เขม็ง กลัวว่าจะพลาดรายละเอียดใดๆ ไป
นี่คือการรบจริงๆ ครั้งแรกในชีวิตของพวกเขา แถมประเดิมด้วยภารกิจโจมตีหลักอีก ความกดดันจึงไม่ใช่เล่นๆ เลย
เมื่อเห็นจ่ากองร้อยหยิบสมุดโน้ตออกมา พวกเขาถึงเพิ่งนึกขึ้นได้และหยิบสมุดของตัวเองออกมาบ้าง
"ในกำลังชุดที่หนึ่ง คาห์น ผู้บังคับหมวดที่ 1 หมวดของนายจะเป็นกำลังโจมตีหลักของทั้งกองร้อย"
กิ่งไม้ของโมริน ชี้ไปที่ผู้บังคับหมวดที่ 1
"ฉันจะมอบระเบิดมือส่วนใหญ่ของทั้งกองร้อย รวมถึงปืนกลหนัก MG08 สองกระบอกที่กองพันให้เรามา เสริมให้หมวดของนายใช้ทั้งหมด เพื่อเพิ่มอำนาจการยิงให้นาย"
ลมหายใจของคาห์นถี่ขึ้นทันที เขาพยักหน้าอย่างแรง ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้นระคนตึงเครียด
อำนาจการยิงหลักมากระจุกอยู่ที่เขาหมด ทำให้เขาตระหนักถึงภาระอันหนักอึ้งบนบ่าของตัวเองและหมวดที่ 1 อย่างชัดเจน
"ความกว้างในการกระจายกำลังของกองร้อยเรา อยู่ที่ประมาณเจ็ดร้อยเมตร"
โมรินชี้แจงบนแผนที่ต่อ
"หมวดที่ 1 อยู่ตรงกลาง หมวดที่ 2 อยู่ปีกขวา ปีกขวาของเรา หรือก็คือการโจมตีหลอกๆ ทางด้านหน้า กองร้อยที่ 2 จะเป็นคนรับผิดชอบ เราต้องรักษาการติดต่อกับหน่วยข้างเคียงไว้ให้มั่น"
หลังจากจัดการจัดขบวนรบเบื้องต้นเสร็จแล้ว โมรินก็สูดหายใจเข้าลึก เอ่ยการตัดสินใจที่ทุกคนคาดไม่ถึงออกมา
"นอกจากนี้ ฉันจะนำทหารยี่สิบคนที่คัดมาจากแต่ละหมวด ซึ่งเก่งที่สุดเรื่องการยิง การขว้างระเบิด และการเคลื่อนที่ทางยุทธวิธี มาตั้งเป็นหน่วยจู่โจม"
สายตาของเขากวาดมองทุกคนในที่นั้น น้ำเสียงเด็ดขาด
"หลังจากเริ่มการโจมตีทั้งหมด ฉันจะเป็นคนนำหน่วยจู่โจมนี้เอง อาศัยจังหวะจากการยิงปูพรม แทรกซึมเข้าไปจากแนวหน้าอย่างรวดเร็ว เพื่อจัดการกับจุดตั้งปืนกลของศัตรู และจุดอ่อนในแนวป้องกันของพวกมันโดยเฉพาะ!"
"อะไรนะ?!"
ผู้บังคับหมวดคนใหม่ทั้งสามถึงกับเหวอ
พวกเขาอ้าปากค้าง มองโมรินอย่างไม่อยากจะเชื่อ
ระหว่างทางที่มา พวกเขาจินตนาการถึงความเป็นไปได้ในการรบครั้งแรกไว้สารพัดรูปแบบ
แต่คิดไม่ถึงเลยว่า ผู้บังคับกองร้อยของตัวเองจะนำหน่วยจู่โจมพุ่งไปลุยหน้าสุดด้วยตัวเอง...
นี่มันฉีกทุกสิ่งที่พวกเขาเรียนมาจากโรงเรียนนายร้อยโดยสิ้นเชิง
ต่อให้เป็นแค่ผู้บังคับบัญชาระดับกองร้อย ก็ควรจะอยู่ด้านหลังคอยสั่งการไม่ใช่หรือ?
มีผู้บังคับกองร้อยที่ไหนถือปืนวิ่งนำหน้าตอนบุกชาร์จบ้างล่ะ?
จ่ากองร้อยคลาอุสตอนนี้ก็ชักจะร้อนใจแล้ว ถ้าตอนที่โมรินยังเป็นผู้บังคับหมวด การนำทัพบุกโจมตีก็ยังพอเข้าใจได้
แต่ตอนนี้เขาเป็นผู้บังคับกองร้อยแล้ว คนกว่า 280 คนทั้งกองร้อยต้องการให้เขาสั่งการ จะไปเป็นหน่วยจู่โจมได้ยังไง?
แต่ในฐานะทหารอาชีพ คลาอุสรู้ดีว่าต่อให้เขามีความคิดเห็นมากมายแค่ไหน ตอนนี้ก็ไม่สามารถพูดออกมาได้
การเสนอความเห็นขัดแย้งในขณะที่ผู้บังคับบัญชากำลังจัดกำลัง สำหรับทหารแซกซอนแบบดั้งเดิมแล้ว ถือเป็นการกระทำที่บั่นทอนอำนาจบารมีของผู้บังคับบัญชาอย่างรุนแรง
ดังนั้นคลาอุสจึงไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่รับคำสั่งของโมรินเท่านั้น
ผู้บังคับหมวดอีกสามคน เมื่อเห็นจ่ากองร้อยพูดเช่นนั้น พวกเขาก็ยิ่งไม่กล้าแสดงความเห็น ได้แต่พยักหน้ารับ
หลังจากวางแผนคร่าวๆ เสร็จ โมรินก็ให้พวกเขากลับไปรีบพักผ่อน เพราะคืนนี้คงต้องขุดดินโต้รุ่งแน่ๆ...
หลังจากพวกคาห์นออกไป โมรินเพิ่งคิดว่าจะงีบสักหน่อย คลาอุสก็เดินกลับเข้ามาในเต็นท์อีก
"ผู้บังคับกองร้อยครับ ผมลองคิดดูแล้ว ให้ผมนำหน่วยจู่โจมแทนดีกว่าไหมครับ คุณเป็นผู้บังคับบัญชากองร้อย ควรจะอยู่ด้านหลังคอยคุมสถานการณ์โดยรวม เรื่องบุกทะลวงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกเราเถอะครับ"
คลาอุสเสนอความเห็นอย่างจริงใจ ตอนนี้เขาไม่อยากให้โมรินเป็นอะไรไปจริงๆ
โมรินย่อมฟังเจตนาของคลาอุสออก แต่เขารู้ดีว่าตำแหน่งหัวหน้าหน่วยจู่โจมในตอนนี้ คนอื่นทำแทนไม่ได้
เหตุผลก็ง่ายนิดเดียว
"คลาอุส ฉันขอถามนายหน่อย นายเป็นผู้ใช้เวทหรือเปล่า?"
"เอ่อ ไม่ใช่ครับ..."
"งั้นก็เห็นไหม ฉันเป็นผู้ใช้เวท ฉันใช้คาถาป้องกันตัวเองได้ แบบนี้เวลาเข้าชาร์จพร้อมกัน ฉันไม่ปลอดภัยกว่าพวกนายเหรอ?"
"ผู้บังคับกองร้อย..."
จ่ากองร้อยยังอยากจะเถียงต่อ ก็ได้ยินโมรินกดเสียงต่ำลงพูดว่า
"คลาอุส เอาจริงๆ ภารกิจของนายสำคัญกว่าฉันอีกนะ ฉันลุยไปข้างหน้าแล้ว แนวหลังของกองร้อย ก็ต้องฝากให้นายกับบาวมันน์ แล้วก็นายทหารชั้นประทวนรุ่นเก๋าดูแลทั้งหมด"
น้ำเสียงของโมรินเริ่มตึงเครียด
"กองร้อยที่ 1 ของเราเสริมทหารใหม่เข้ามามากเกินไป แม้แต่ผู้บังคับหมวดสามคนนี้ ก็เพิ่งเคยลงสมรภูมิครั้งแรก"
"พวกเขาไม่เคยผ่านห่ากระสุนปืน ไม่เคยเห็นเลือดจริงๆ ฉันกังวลว่าถึงเวลาพวกเขาจะสติแตกแล้วไม่กล้าบุกน่ะสิ!"
"เพราะงั้น นายต้องอยู่ข้างหลัง คอยเป็น 'หินถ่วงเรือ' ให้ทั้งกองร้อย เข้าใจไหม?"
คลาอุสอ้าปากค้าง อยากจะพูดอะไรอีก แต่ก็รู้ว่าสิ่งที่โมรินพูดนั้นถูกเผง
ลานฝึก สนามซ้อมรบ สมรภูมิจริง ความจริงแล้วมันเป็นสามสถานที่ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
มีเพียงเมื่อคุณเคยเผชิญกับห่ากระสุนปืนกลหนักที่สาดผ่านเหนือหัวจริงๆ คุณถึงจะรู้ว่าคนที่ฝ่าดงกระสุนของศัตรูเข้าไปนั้น ต้องใช้ความกล้าหาญมากมายขนาดไหน
ในที่สุดจ่ากองร้อยก็กลืนคำพูดลงคอ ทุบต้นขาตัวเองแรงๆ หนึ่งที ก่อนจะยืดตัวตรงยืนตรงอย่างแข็งขัน
"ครับ! ท่าน!"
อีกด้านหนึ่ง ผู้บังคับหมวดคนใหม่ทั้งสามที่เพิ่งรับภารกิจมา ก็ไปหาจ่าหมวดที่ 1 บาวมันน์ ที่กำลังตรวจเช็คอาวุธและยังไม่ได้นอน
"จ่าบาวมันน์"
คาห์นลังเลเล็กน้อย แต่ก็ทนความสงสัยไม่ไหว เอ่ยถามออกไป
"ผู้บังคับกองร้อยของเรา... ตอนเขารบ เขา เขาเป็นคนนำทีมบุกตลอดเลยเหรอ?"
บาวมันน์กำลังใช้ผ้าชุบน้ำมันเช็ดปืนไรเฟิล Gew.98 ของตัวเองอย่างตั้งใจ เมื่อได้ยินคำถามของคาห์น เขาก็เงยหน้าขึ้นมองร้อยตรีที่เพิ่งจบจากโรงเรียนนายร้อยทั้งสามคนตรงหน้า ใบหน้าปรากฏร่องรอยของความรู้สึกที่ว่า 'มันก็แหงอยู่แล้ว'
เขาพยักหน้า
"ใช่ครับ ท่าน ตั้งแต่การรบครั้งแรก ผู้บังคับกองร้อยก็จะพุ่งเป็นคนแรกในทุกๆ ศึกเลย"
ได้ยินคำพูดของจ่าบาวมันน์ ทั้งสามคนก็พูดไม่ออกไปโดยสิ้นเชิง
พวกเขายืนนิ่งอึ้งอยู่ที่เดิม มองดูบาวมันน์ก้มหน้าลงไปอีกครั้งและขัดถูปืนไรเฟิลของเขาอย่างใจจดใจจ่อ ราวกับว่าเพิ่งพูดเรื่องขี้ปะติ๋วอะไรสักอย่าง
แต่สำหรับพวกเขาทั้งสามคน คำพูดนี้สร้างความตกตะลึงอย่างใหญ่หลวง
ก่อนหน้านี้พวกเขายังแอบซุบซิบกันอยู่เลย ว่าโมริน ไอ้หนุ่มเพลย์บอยชื่อเสียงฉาวโฉ่ในโรงเรียนนายร้อยคนนี้ เลื่อนยศจากร้อยตรีเป็นร้อยโท แถมยังได้เป็นผู้บังคับกองร้อยของกองร้อยหลัก ในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนได้ยังไง
บางคนเดาว่าเขาใช้เส้นสาย บางคนเดาว่าเขาปลอมแปลงรายงานการรบ พูดจาโอ้อวดผลงานของตัวเอง
ก็แน่ล่ะ ความเร็วในการเลื่อนขั้นแบบติดจรวดขนาดนั้น ในกองทัพบกแซกซอนที่มีการแบ่งชนชั้นอย่างเข้มงวด มันเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อเกินไปจริงๆ
แต่ตอนนี้ ดูเหมือนพวกเขาจะเจอคำตอบแล้ว
เมื่อออกจากเต็นท์ของบาวมันน์มา จู่ๆ คาห์นก็พึมพำกับตัวเอง
"ฉัน... ฉันเหมือนจะเข้าใจแล้ว ว่าทำไมผู้บังคับกองร้อยถึงได้เลื่อนขั้นเร็วขนาดนี้"
บัลลัค "ฉันก็เข้าใจแล้ว..."
ลาห์ม "ฉันก็เหมือนกัน"