- หน้าแรก
- รุ่งอรุณแห่งอินทรีเหล็ก
- บทที่ 85 สิ้นสุดการพักผ่อน
บทที่ 85 สิ้นสุดการพักผ่อน
บทที่ 85 สิ้นสุดการพักผ่อน
บทที่ 85 สิ้นสุดการพักผ่อน
ณ ที่พักชั่วคราวของกองร้อยที่ 1 ในราชอาณาจักรอารากอนอันห่างไกล
เมื่อเทียบกับปารีสที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมและกลอุบาย บรรยากาศของที่นี่ซึ่งอยู่ใกล้ศูนย์กลางความขัดแย้งมากกว่า กลับดูผ่อนคลายกว่ามาก
สำหรับทหารแนวหน้า การชิงไหวชิงพริบทางการเมืองในปารีสนั้นห่างไกลตัวเกินไป
พวกเขาสนใจมากกว่าว่ามื้อหน้าจะได้กินอะไร เมื่อไหร่จะได้อาบน้ำร้อน...
แล้วผู้บังคับกองร้อยจะสั่งฝึกเพิ่มไหม
และบ่ายวันนี้เป็นเวลาพักผ่อนที่หาได้ยาก ทหารจึงพอมีเวลาจัดการตัวเองง่ายๆ แล้วเอาชุดเครื่องแบบกับผ้าห่มออกมาตากแดด
โมรินไม่ได้หมกตัวอยู่ในเต็นท์นายทหารของตัวเอง แต่มานั่งที่ลานกว้างด้านนอกเต็นท์ที่ตั้งเรียงรายกันอยู่
รอบตัวเขามีผู้บังคับหมวดทั้ง 3 คน คลาอุส บาวมันน์ และนายทหารชั้นประทวนคนอื่นๆ รวมถึงนายทหารและนายทหารชั้นประทวนจากกองร้อยอื่นและกองพันข้างเคียงล้อมรอบ
กลุ่มชายฉกรรจ์ชาวแซกซอน ต่างถือหม้อสนามคนละใบ ภายในชงกาแฟสีดำเข้มข้น กำลังล้อมวงคุยโวโอ้อวดกันอย่างเมามัน
ดูเหมือนผู้ชายจะเกิดมาพร้อมกับความสนใจอย่างแรงกล้าในการวิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์บ้านเมืองและเรื่องราวบนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะอยู่โลกไหนก็ไม่มีข้อยกเว้น
เมื่อกลุ่มผู้ชายมารวมตัวกัน ไม่ว่าตอนแรกจะคุยเรื่องอะไร สุดท้ายก็มักจะวกไปสองทาง...
คือคุยเรื่องการเมือง ไม่ก็เรื่อง 18+
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมี 'ตัวตึงนักวิจารณ์การเมือง' อย่างโมรินเป็นผู้นำ นายทหารและนายทหารชั้นประทวนในกองร้อยของเขา ก็เริ่มหลงใหลในกิจกรรมกลุ่มที่ 'คุยโวเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ' ซึ่งดีต่อสุขภาพกายและใจนี้
"ฉันจะบอกให้ พวกโกลแค่อยากจับปลาสองมือเท่านั้นแหละ"
ร้อยตรีผู้บังคับหมวดจากกองร้อยที่ 2 กองพันที่ 1 แกว่งหม้อสนามในมือ กาแฟในนั้นหมดเกลี้ยงแล้ว เขาเบ้ปากและแสดงความคิดเห็นที่ล้ำเลิศของตัวเองต่อไป
"พวกเขารอให้พวกเราสู้กับบริทาเนียจนเลือดตกยางออก แล้วตัวเองก็โผล่มาชุบมือเปิบ ถ้าฮุบสายแร่ลูมิไนต์ไปได้ทั้งหมดเลยยิ่งดี!"
"ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน!"
ลาห์ม ผู้บังคับหมวดที่ 2 ลูกน้องของโมรินพยักหน้าอย่างแรง เห็นด้วยอย่างยิ่ง
"ชื่ออะไรนะในรายงานกองทัพ... วิเวียนี ดูยังไงก็ไม่ใช่คนดี แถมชาวโกลก็ใส่กางเกงตัวเดียวกับชาวบริทาเนีย ใช้เทคโนโลยีเวทมนตร์เหมือนกันด้วย!"
"พวกนายจะไปรู้อะไร นี่แหละที่เรียกว่าการทูต"
จ่ากองร้อยคลาอุสพิงกล่องลังลังหนึ่ง สั่งสอนทุกคนด้วยน้ำเสียงของคนอาบน้ำร้อนมาก่อน
แม้ว่าปกติเขาจะดูเป็นทหารแซกซอนแบบมาตรฐาน และเป็น 'คุณพ่อจอมเฮี้ยบ' ของทหารทั้งกองร้อยในตอนฝึกซ้อม
แต่ความจริงแล้ว เมื่อถึงเวลา 'วิจารณ์การเมือง' เขาอินและตั้งใจยิ่งกว่าใคร
โดดเด่นเรื่องความแตกต่างอย่างสิ้นเชิง
"การรบก็คือการรบ การเจรจาก็คือการเจรจา มันคนละเรื่องกันเลย... ดูผู้กองสิ เขาไม่โวยวายเหมือนพวกนายหรอก"
สายตาทุกคู่หันไปมองโมรินทันที
โมรินกำลังจิบกาแฟขมปี๋ทีละอึก เขาไปยืนยันกับทหารฝ่ายโรงครัวสนามมาแล้วว่านี่คือเมล็ดกาแฟจริงๆ ไม่ใช่ 'กาแฟที่ไม่มีส่วนผสมของกาแฟ' ที่มักเจอในช่วงกลางและปลายสงครามโลกครั้งที่หนึ่งของกองทัพเยอรมัน
เมื่อเห็นทุกคนจ้องมองมา เขาก็เพียงแค่ยิ้ม ไม่ได้อธิบายอะไรยืดยาว
เขาจะไปบอกผู้ชายอกสามศอกพวกนี้ได้ยังไงว่า การกระทำของชาวโกลครั้งนี้ แท้จริงแล้วก็เพื่อแย่งซีนชาวบริทาเนีย
ในโลกก่อนที่เขาจะข้ามมา มีคำเฉพาะสำหรับเรื่องนี้เรียกว่า 'ไม้กวนอึ' (ตัวป่วน)
อย่างไรก็ตาม การได้เห็นเหล่านายทหารและนายทหารชั้นประทวนใต้บังคับบัญชา เปลี่ยนจากชายกักขฬะที่สนใจแต่เรื่องเงินเดือนและวันหยุด มาเป็น ผู้ชื่นชอบการทหาร ที่สามารถนั่งถกสถานการณ์โลกกันได้แบบนี้ เขาก็รู้สึกภูมิใจไม่น้อย
อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นว่า กองร้อยของเขากำลังค่อยๆ สร้างบรรยากาศแห่งการคิดวิเคราะห์ ไม่ใช่เป็นแค่เครื่องจักรที่เอาแต่รับคำสั่งเพียงอย่างเดียว
"ผู้กอง ช่วยวิเคราะห์หน่อยสิครับ ว่าการเจรจาที่ปารีสนั่นจะลงเอยยังไง?"
สิบโทบาวมันน์ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"ผู้กองเป็นผู้ใช้เวทแล้วไม่ใช่เหรอครับ? ถ้าพวกเราหาลูกแก้วคริสตัลมาให้ ผู้กองจะทำนายอนาคตได้หรือเปล่าครับ?"
"สิบโทบาวมันน์ นายแน่ใจนะว่าไม่ได้พูดถึงแม่มดชาวยิปซีในตลาด?" สิบตรีคนหนึ่งแซว
"ตดเถอะ! ฉันเคยเข้าเต็นท์ของพวกเธอมาแล้ว ไม่มีลูกแก้วคริสตัลอะไรนั่นหรอก!"
"ถ้างั้นนายคงเข้าไปถึงเต็นท์ด้านในสุดเลยล่ะสิ"
"ฮ่าๆๆๆๆ..."
เมื่อทุกคนนึกภาพตามได้ ก็เริ่มล้อเลียนกันด้วยน้ำเสียงขี้เล่น
ดูสิ เปลี่ยนจากวิจารณ์การเมืองมาเป็นเรื่อง 18+ ได้อย่างแนบเนียน
แต่สุดท้ายก็วกกลับมาเรื่องเดิม ทุกคนหันความสนใจกลับมาที่โมรินอีกครั้ง หวังว่าเขาจะพูดอะไรสักหน่อย
"ฉันจะไปรู้ได้ยังไง"
เมื่อเห็นดังนั้น โมรินก็ทำท่ายักไหล่
"แต่ฉันเดาว่า น่าจะไม่ได้ผลสรุปอะไร... ชาวบริทาเนียสะดุดขาตัวเองที่เซบียา พวกเขาไม่ยอมเลิกราง่ายๆ แน่"
"ส่วนฝั่งเรา ฉันว่าองค์จักรพรรดิก็คงไม่ยอมคายสิ่งที่กลืนลงไปแล้วออกมาหรอก..."
"งั้นก็ยังต้องสู้อีกสิครับ?" ผู้บังคับหมวดคนหนึ่งถาม
"สู้แน่นอน... พวกนายจำไว้ประโยคเดียวก็พอ สงครามคือความต่อเนื่องของการเมือง การเจรจาในปารีสกับพัฒนาการของสงครามในอารากอนเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก"
โมรินถือหม้อสนามและจิบกาแฟอีกอึก ก่อนจะพูดต่อ
"แถมสิ่งที่เอาชนะในสนามรบไม่ได้ ก็อย่าหวังว่าจะได้มันมาบนโต๊ะเจรจา ดังนั้นสำหรับพวกเรา การเตรียมพร้อมรบอยู่เสมอ ย่อมไม่ผิดพลาดแน่นอน"
ขณะที่ทุกคนกำลังดื่มด่ำกับการ 'วิจารณ์การเมือง' จนลืมวันลืมคืน เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังมาจากระยะไกล
ทุกคนหันไปมองตามเสียง และเห็นทหารส่งสารหลายนายกำลังวิ่งเหยาะๆ มายังลานกว้างที่พวกเขาอยู่จากทิศทางต่างๆ
ดูจากเส้นทางที่วิ่งมา น่าจะมาจากค่ายของกองร้อยอื่นๆ
เมื่อทหารส่งสารเหล่านี้วิ่งมาถึง พวกเขาก็มองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ
บนใบหน้าของพวกเขามีร่องรอยความประหลาดใจ ราวกับไม่คิดว่าคนที่พวกเขาตามหาจะมารวมตัวกันอยู่ที่นี่หมด
จากนั้น พวกเขาก็ยืนตรงหน้าโมรินและคนอื่นๆ กระทืบเท้าชิดกันและทำวันทยหัตถ์
"ร้อยโท! คำสั่งจากกองพัน!"
บริเวณนั้นเงียบลงทันที ทุกคนลุกขึ้นยืน บรรยากาศการพูดคุยที่ผ่อนคลายหายวับไปกับตา
โมรินสบตากับผู้บังคับกองร้อยอีกสองสามคน ในใจของทุกคนต่างมีความรู้สึกสังหรณ์ใจ
ปกติทหารส่งสารจะไม่มากันเป็นกลุ่มแบบนี้
"ร้อยโท เฟรเดอริก โมริน ผู้บังคับกองร้อยที่ 1 กองพันที่ 1!"
"ผู้บังคับกองร้อยที่ 2 กองพันที่ 1..."
"โปรดไปประชุมที่กองพันทันที!"
ทหารส่งสารคนอื่นๆ ก็เริ่มพูดตามมา คนที่พวกเขาตามหาก็คือผู้บังคับกองร้อยจากกองพันอื่นๆ ที่อยู่ที่นี่เช่นกัน
หลังจากถ่ายทอดคำสั่งเสร็จ ทหารส่งสารหนุ่มคนหนึ่งก็อดไม่ได้ที่จะพึมพำเสียงเบา "เฮ้! บังเอิญจริงๆ อยู่ที่นี่กันครบเลยแฮะ..."
พวกโมรินไม่รอช้า ยัดหม้อสนามใส่มือลูกน้อง สั่งการสั้นๆ สองสามประโยค แล้วรีบเดินตามทหารส่งสารมุ่งหน้าไปยังกองพันของตน
กองบัญชาการกองพันที่ 1 ตั้งอยู่ในเต็นท์ที่ค่อนข้างกว้างขวาง
ค่ายของกองร้อยที่ 1 อยู่ใกล้กองพันที่สุด ดังนั้นโมรินกับผู้บังคับกองร้อยอีกคนจึงมาถึงเป็นกลุ่มแรก
ไม่นาน นายทหารคนอื่นๆ ที่ได้รับแจ้งก็มาถึงจนครบ
พันตรีโทมัสยืนอยู่หน้าโต๊ะสนามที่ปูด้วยแผนที่ สีหน้าเคร่งเครียด ไม่เหลือเค้าความตื่นเต้นเหมือนตอนอยู่ลานตรวจพลเลยแม้แต่น้อย
เมื่อเห็นคนมาครบ เขาก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง ใช้ดินสอในมือเคาะแผนที่ทันที
"สุภาพบุรุษทุกท่าน สิ้นสุดการพักผ่อนแล้ว"
"เพิ่งได้รับคำสั่งจากเบื้องบน กองพลทหารราบที่ 8 จะเคลื่อนพลไปที่คูเอนกาทันทีเพื่อเตรียมการรบ"
บรรยากาศในเต็นท์แข็งทื่อลงทันที แม้ทุกคนจะเตรียมใจไว้แล้วว่าคงหนีไม่พ้นการต่อสู้
แต่เมื่อคำสั่งลงมาจริงๆ แรงกดดันอันหนักอึ้งก็ครอบงำทุกคนในชั่วพริบตา
"ตามแผนการขนส่งทางทหารของทั้งกองพล กองพันของเราจะขึ้นรถไฟและออกเดินทางในบ่ายวันนี้"
สายตาของพันตรีโทมัสกวาดมองใบหน้าของผู้บังคับกองร้อยทั้งสี่คนทีละคน ก่อนจะเหลือบมองนาฬิกาข้อมือของตัวเอง
"ตอนนี้เวลา 12:42 น. กลับไปเตรียมกองร้อยของพวกคุณให้พร้อมออกเดินทาง เสบียงสนามและขนมปังจะถูกส่งไปให้แต่ละกองร้อยโดยหน่วยสัมภาระในอีกสักครู่..."
"ก่อนบ่ายสองโมง ฉันต้องเห็นทั้งกองพันมารวมพลกันที่ลานกว้างด้านนอกกองพัน ใครฝ่าฝืน... จะถูกลงโทษตามกฎอัยการศึก!"
"เข้าใจไหม?!"
พันตรีโทมัสเน้นเสียงหนัก
"ครับ พันตรี!" ผู้บังคับกองร้อยทั้งสี่ตอบรับพร้อมกัน
"ดีมาก กลับไปเตรียมตัวได้"
พันตรีโทมัสโบกมือ เป็นสัญญาณให้พวกเขาไปได้ ส่วนนายทหารพลาธิการและหน่วยสนับสนุนอื่นๆ ต้องอยู่ต่อเพื่อประสานงานเรื่องการเคลื่อนย้ายครั้งนี้
โมรินและคนอื่นๆ ไม่พูดอะไรอีก พวกเขาทำวันทยหัตถ์ให้พันตรี แล้วหันหลังเดินออกจากเต็นท์ไปพร้อมกับผู้บังคับกองร้อยคนอื่นๆ
แสงแดดยามบ่ายนอกเต็นท์ยังคงสว่างสดใส แต่ในใจของโมรินกลับสัมผัสไม่ได้ถึงความอบอุ่นเลยแม้แต่น้อย
วันหยุด สิ้นสุดลงแล้ว