- หน้าแรก
- รุ่งอรุณแห่งอินทรีเหล็ก
- บทที่ 78 การปฏิรูปกองทัพบก
บทที่ 78 การปฏิรูปกองทัพบก
บทที่ 78 การปฏิรูปกองทัพบก
บทที่ 78 การปฏิรูปกองทัพบก
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง นายพลมาเคนเซนก็ดึงหัวข้อสนทนากลับมา
สีหน้าของเขาเริ่มกลับมาเรียบเฉยดังเดิม แต่ในแววตากลับมีบางอย่างเพิ่มเข้ามาที่โมรินอ่านไม่ออก
"เรื่องที่ฉันจะบอกแกต่อไปนี้ ฟังแล้วห้ามหัวเราะเด็ดขาด..."
คำพูดนี้ของนายพลมาเคนเซนทำให้โมรินงุนงงเล็กน้อย แต่เขาก็ยังคงพยักหน้ารับ
"เพราะความพ่ายแพ้ในยุทธการที่มาดริดก่อนหน้านี้ ทำให้ทางกรมเสนาธิการกดดันหนักมาก องค์จักรพรรดิเองก็ทรงตำหนิผลงานของกองทัพบกอยู่บ้าง"
น้ำเสียงของนายพลมาเคนเซนราบเรียบ ราวกับกำลังบรรยายเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับตัวเอง... แต่ถ้ามองในมุมหนึ่ง ความพ่ายแพ้ที่มาดริดก็ไม่ค่อยเกี่ยวกับเขาเท่าไหร่นักจริงๆ นั่นแหละ
"แต่ถ้าดูจากผลลัพธ์สุดท้าย ถึงเราจะสูญเสียอย่างหนัก แต่ท้ายที่สุดเราก็ปกป้องเมืองที่สำคัญที่สุดอย่างเซบียาไว้ได้ แถมยังสร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับกองกำลังหัวกะทิของพวกบริทาเนีย... ในแง่ของการโฆษณาชวนเชื่อภายในประเทศ นี่ถือว่ามีค่ามาก"
โมรินพยักหน้า เรื่องพวกนี้เขาเข้าใจดี
รบแพ้ก็ต้องหาคนรับบาปเป็นธรรมดา... อย่างเช่นผู้บัญชาการกองกำลังรบนอกประเทศคนก่อน พริทวิทซ์ หรือจะพูดให้ถูก สำหรับเขานี่มันก็เป็นความผิดของเขามาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
หมอนี่ถูกปลดออกจากตำแหน่งและส่งตัวกลับประเทศไปตั้งแต่ตอนที่มาเคนเซนพากำลังรบกลับมาแล้ว
ไม่รู้ว่าคนๆ นี้มีเส้นสายระดับไหน ทำเรื่องฉิบหายวายป่วงขนาดนี้ก็ยังโดนแค่ปลดจากตำแหน่ง...
และในโลกคู่ขนานอีกแห่ง พริทวิทซ์ที่ถูกขนานนามว่าเป็น 'นายพลเยอรมันที่ห่วยที่สุดในสงครามโลกครั้งที่ 1' ผู้มีพฤติกรรมถอยทัพหนีออกจากปรัสเซียตะวันออกขนานใหญ่ในแนวรบด้านตะวันออก ก็โดนแค่ปลดจากตำแหน่งเช่นเดียวกัน
พอรบชนะ ก็ต้องประโคมข่าวใหญ่โตเพื่อเรียกขวัญกำลังใจและเสียงสนับสนุนจากประชาชน
"ดังนั้น ทางกรมเสนาธิการจึงอยากใช้ชัยชนะครั้งนี้ปั้น 'วีรบุรุษสงคราม' ขึ้นมาสักสองสามคน เพื่อใช้เป็นแบบอย่างโฆษณาถึงความกล้าหาญและเก่งกาจของทหารแห่งจักรวรรดิ"
พูดถึงตรงนี้ นายพลเฒ่ามาเคนเซนที่มักจะทำหน้าเคร่งขรึมอยู่เสมอ ก็เผยสีหน้าแปลกๆ ที่อยากจะขำแต่ก็ต้องกลั้นเอาไว้
เขากระแอมเบาๆ แล้วพูดต่อ "ฉันได้ถ่ายทอดคำสั่งของกรมเสนาธิการนี้ให้หน่วยรบอื่นๆ รวมถึงกองพลน้อยที่ 16 ด้วย"
"จากนั้น..."
เขาหยุดชะงักไปเล็กน้อย คล้ายกำลังเรียบเรียงคำพูด หรือไม่ก็กำลังรำลึกถึงความรู้สึกตอนที่ได้เห็นรายงานฉบับนั้น
"ทางกองพลน้อยทหารราบที่ 16 ได้เสนอชื่อ 'วีรบุรุษสงคราม' ขึ้นมา ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือแก... ร้อยตรีเฟรเดอริก โมริน"
ตอนที่มาเคนเซนพูดประโยคนี้ เขาก็กลั้นขำไม่อยู่อีกต่อไป มุมปากยกขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้
ยากที่จะจินตนาการว่า ทหารผ่านศึกชาวแซกซอนที่ขึ้นชื่อเรื่องความเข้มงวดและไม่เคยยิ้มคนนี้ ตอนที่เห็นชื่อของรุ่นน้องที่เคยทำให้เขาปวดหัว และมองว่าเป็นตัวแทนของพวกลูกคุณหนูเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ...
จู่ๆ ก็พลิกโฉมกลายมาเป็นวีรบุรุษสงครามที่กองทัพเสนอชื่อขึ้นมา เขาจะทำสีหน้ายังไง
ฉากนั้นคงจะสุดยอดน่าดู
โมรินเองก็อึ้งไปเหมือนกัน
แม้เขาจะมีส่วนร่วมในการรบจริงๆ แต่ถ้าจะให้เรียกว่าเป็นวีรบุรุษสงคราม เขาคิดว่าร้อยเอกเฮาเซอร์ หรือไม่ก็ทหารที่สละชีพพวกนั้น ยังมีคุณสมบัติเหมาะสมกว่าเขาเสียอีก
"ทำไม? ตัวแกเองยังไม่เชื่อเลยล่ะสิ?" มาเคนเซนมองสีหน้าเขาแล้วพูดหยอก
"เรียนท่านนายพล ผมแค่รู้สึกว่า... รับไว้คงละอายใจ ถ้าไม่มีทหารคนอื่นที่ต่อสู้อย่างกล้าหาญ แนวคิดยุทธวิธีที่ผมเสนอไปก็เป็นแค่เรื่องเพ้อเจ้อเท่านั้นแหละครับ" โมรินพูดตามความจริง
"ไม่มีอะไรต้องละอายหรอก แต่ถ่อมตัวไว้ก็ถูกแล้ว... รู้งี้ฉันน่าจะจับแกเข้ากองทัพให้เร็วกว่านี้จริงๆ"
โมริน "..."
มาเคนเซนโบกมือ แล้วพูดต่อ
"แต่นี่เป็นมติเอกฉันท์ที่ฝ่ายเสนาธิการของกองพลน้อยที่ 16 และนายทหารที่รอดชีวิตทั้งหมดเสนอขึ้นมา... ความดีความชอบของแกมันเห็นประจักษ์ชัดเจน ใครก็ปฏิเสธไม่ได้หรอก"
"แถมตอนนี้ แกยังเป็นผู้ใช้เวทอีกด้วย"
นายพลมาเคนเซนเสริมอีกประโยค "ผู้ใช้เวทที่ปลุกพลังขึ้นมากลางสมรภูมิรบ แค่นี้ก็เต็มไปด้วยกลิ่นอายของตำนานแล้ว ถูกใจพวกหน่วยโฆษณาชวนเชื่อของกองทัพบกจักรวรรดิสุดๆ เลยล่ะ"
ทั้งสองคนเงียบไปครู่หนึ่ง
ครู่ต่อมา มาเคนเซนก็หุบรอยยิ้มบนใบหน้า สีหน้ากลับมาเคร่งขรึมอีกครั้ง
"โมริน กองพลน้อยที่ 16 ครั้งนี้สูญเสียอย่างหนัก โดยเฉพาะนายทหารระดับกลางและล่าง พลีชีพไปกว่าสองในสาม ตำแหน่งบัญชาการระดับกองร้อยว่างลงเยอะมาก..."
หัวใจของโมรินเริ่มเต้นแรง เขารู้ว่าสิ่งที่ควรมา ในที่สุดก็มาถึง
"ดังนั้น เมื่อรวมกับความดีความชอบของแก เพื่อให้สอดคล้องกับการโฆษณาชวนเชื่อ และเพื่ออุดช่องโหว่ตำแหน่งนายทหารที่ว่างลง..."
มาเคนเซนมองเขา เอ่ยช้าๆ ชัดๆ ทีละคำ "แกจะได้รับการเลื่อนยศเป็นร้อยโทแห่งกองทัพบก พร้อมกับรับตำแหน่งผู้บังคับกองร้อยที่ 1 กองพันที่ 1 กรมทหารราบที่ 32"
โมรินที่คาดการณ์ไว้ก่อนแล้วไม่ได้แสดงอาการดีใจหรือตกใจออกมา เขายังคงฟังอย่างเงียบๆ
"ร้อยตรีที่เพิ่งจบจากโรงเรียนนายร้อย ถูกส่งไปประจำการได้แค่ 21 วันก็ได้เลื่อนยศเป็นร้อยโท... ความเร็วระดับทำลายสถิติการเลื่อนยศของกองทัพบกนี่แหละ ตัวมันเองก็เป็นจุดขายในการโฆษณาชั้นยอดเลย"
นายพลมาเคนเซนเสริม "หน่วยโฆษณาชวนเชื่อของกองทัพบกอยากใช้กรณีของแก เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้นายทหารหนุ่มๆ ในกองทัพ โดยเฉพาะพวกลูกหลานขุนนางทหาร ให้เกิดความกระตือรือร้นในการต่อสู้... เพื่อสร้างความดีความชอบให้กับจักรวรรดิ"
โมรินถามด้วยความสงสัย "เรื่องแบบนี้ยังต้องไปกระตุ้นความกระตือรือร้นด้วยเหรอครับ?"
"แกคิดว่า 'เพลย์บอย' ในเดรสเดิน พอทสดัม แล้วก็มิวนิก มีแค่แกคนเดียวหรือไง?"
"..."
นายพลมาเคนเซนพูดต่อ "ตอนนี้สถานการณ์ปั่นป่วนขึ้นทุกวัน ทั่วยุโรปกลายเป็นถังดินปืนไปแล้ว ไม่มีใครรู้หรอกว่าสงครามเต็มรูปแบบครั้งต่อไปจะปะทุขึ้นเมื่อไหร่"
"แต่ตั้งแต่ชนะสงครามกับพวกโกลคราวก่อน คนรุ่นใหม่ของจักรวรรดิก็เริ่มหละหลวมกันมากขึ้นเรื่อยๆ นี่เป็นสัญญาณที่อันตรายมาก..."
นายพลเฒ่าเหมือนนานๆ ทีจะหาคนคุยด้วยได้ เขาจึงเล่าเรื่องเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมืองให้โมรินฟังอีกหลายเรื่อง
โมรินก็นั่งฟังอย่างเชื่อฟัง แต่ไม่ได้ออกความเห็นอะไร ทำเพียงแค่มองดูระดับการรวบรวมข้อมูลของระบบที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้น
หลังจากที่ทั้งสองคุยกันในฐานะผู้อาวุโสและผู้น้อยทั่วไปอยู่ครู่หนึ่ง จู่ๆ นายพลมาเคนเซนก็เปลี่ยนเรื่อง
"ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง... ฉันไม่รู้ว่าควรจะบอกแกดีไหม"
"ทำไมล่ะครับ?" โมรินไม่เข้าใจ
"เพราะฉันกลัวว่า พอแกรู้แล้วจะเหลิง แล้วกลับไปเป็นไอ้เด็กบ้าที่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำเหมือนเมื่อก่อนน่ะสิ" มาเคนเซนพูดอย่างไม่เกรงใจ
โมรินถึงกับพูดไม่ออก
เมื่อเห็นสีหน้าอึดอัดของเขา ท้ายที่สุดมาเคนเซนก็ยอมเปิดปาก "เฮ้อ ช่างเถอะ... ตอนนี้แกก็ถือว่าเป็นนายทหารที่ผ่านความเป็นความตายมาแล้ว ฉันเชื่อว่าแกคงวางตัวถูก"
นายพลเฒ่าถอนหายใจ จากนั้นลดเสียงลงต่ำ "มกุฎราชกุมารทรงจับตามองแกอยู่"
"มกุฎราชกุมารเหรอครับ?" โมรินชะงักไปเล็กน้อย
"ใช่" มาเคนเซนพยักหน้า สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมเป็นพิเศษ "ฝ่าบาททรงหวังว่าจะใช้โอกาสนี้ ในการผลักดันการปฏิรูปแนวคิดทางยุทธวิธีภายในกองทัพบก"
"ปฏิรูปยุทธวิธี?" โมรินพอจะเดาอะไรบางอย่างได้ลางๆ
"ที่แกพูดถึงความเปราะบางของรูปขบวนแบบหนาแน่นเมื่อต้องเผชิญกับอาวุธปืนสมัยใหม่ อันที่จริงผู้มีวิสัยทัศน์บางคนในกรมเสนาธิการ ก็สังเกตเห็นมาตั้งแต่ตอนที่พวกบริทาเนียต้องสูญเสียอย่างหนักในสงครามบัวร์แล้ว"
มาเคนเซนอธิบาย "ตอนนั้น กรมเสนาธิการก็เคยพยายามทดลองปฏิรูปยุทธวิธีแบบกลุ่มเล็กๆ แต่เพราะบางอย่างมันล้มล้างยุทธวิธีทหารราบแบบดั้งเดิมเกินไป ประกอบกับไม่มีตัวอย่างการรบที่น่าเชื่อถือพอมาสนับสนุน สุดท้ายก็เลยต้องพับโครงการไป"
"แต่ครั้งนี้ หลังจากรายงานการรบที่เซบียาของพวกแกถูกส่งขึ้นไป รายละเอียดการรบหลายอย่างในนั้น ได้รับการยอมรับจากมกุฎราชกุมารและเหล่านายทหารฝ่ายเสนาธิการรุ่นใหม่ไฟแรง"
"พวกเขามองว่า นี่อาจจะเป็นทิศทางการพัฒนาทางยุทธวิธีของกองทัพบกในอนาคต"
มาเคนเซนมองโมริน แววตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง "ดังนั้น ฝ่าบาทจึงทรงประสงค์ให้กองพลน้อยทหารราบที่ 16 เป็นกลุ่มทดลอง เริ่มต้นจากจุดนี้ แล้วค่อยๆ ผลักดันแนวคิดทางยุทธวิธีแบบใหม่"
"เพียงแต่ตอนนี้เพิ่งมียุทธการที่เซบียาแค่สมรภูมิเดียว น้ำหนักมันเลยยังไม่พอ... แกเข้าใจความหมายของฉันใช่ไหม?"
ได้ยินคำพูดของมาเคนเซน โมรินก็พยักหน้า เขาเข้าใจเจตนาของนายพลเฒ่าคนนี้ดี... ศึกยังไม่จบ อย่าเพิ่งคิดจะพัก
มาเคนเซน "การได้เลื่อนยศแบบก้าวกระโดดของแก นอกจากจะเป็นรางวัลตอบแทนความดีความชอบแล้ว ยังเป็นสัญญาณที่มกุฎราชกุมารทรงส่งไปยังกองทัพบกทั้งหมดด้วย... สัญญาณที่บ่งบอกถึงการสนับสนุนการปฏิรูป และส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ"
ในที่สุดโมรินก็เข้าใจ การได้เลื่อนยศในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เพราะความดีความชอบและสถานะผู้ใช้เวทเท่านั้น แต่ยิ่งไปกว่านั้นคือ เขาบังเอิญกลายมาเป็นหัวหอกในการผลักดันการปฏิรูปทางทหารของมกุฎราชกุมารโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่ทว่า...
โมริน "ก่อนอื่นต้องขออธิบายก่อนนะครับ ไม่ใช่ว่าผมละโมบอยากได้รางวัลหรอกนะ... แต่ในเมื่อเรื่องไปถึงมกุฎราชกุมารแล้ว ให้เลื่อนยศแค่ขั้นเดียว มันไม่ดูขี้เหนียวไปหน่อยเหรอครับ?"
เมื่อได้ยินคำพูดของโมริน มาเคนเซนก็ถึงกับหัวเราะออกมาด้วยความหงุดหงิด
"ฮ่าๆๆๆๆ หมายความว่าฝ่าบาทควรจะสั่งให้เลื่อนยศแกขึ้นเป็นนายทหารระดับพันตรีเลยงั้นสิ แล้วรอรบครั้งหน้า ก็ค่อยดูแกพากองพันทั้งกองพันร้องตะโกนบุกฝ่าดงกระสุนไปตายหมู่หรือไง?"
"มันก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ..."
"ร้อยตรีเฟรเดอริก โมริน!" จู่ๆ นายพลมาเคนเซนก็เรียกชื่อโมรินด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดและจริงจัง
ฝ่ายหลังแทบจะเด้งตัวลุกจากเก้าอี้ยืนตรงเคารพตามสัญชาตญาณทันที 'พรึบ!'
"อย่าเพิ่งทำตัวเหลิงเพียงเพราะรบชนะมาแค่ครั้งเดียว! นี่มันแค่ศึกแรกของแกเท่านั้น หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล!"
น้ำเสียงของมาเคนเซนเปลี่ยนเป็นหนักแน่นขึ้น แรงกดดันจากพลโทแห่งกองทัพบกถูกปลดปล่อยออกมาอย่างเต็มที่ในวินาทีนี้
"ฉันหวังว่าแกจะไม่ทำให้ฝ่าบาทต้องทรงผิดหวัง และยิ่งไม่ควรทำให้สหายรบที่พลีชีพในเซบียาต้องตายเปล่า"
"เก็บไอ้นิสัยเละเทะสมัยก่อนของแกไปซะ ทำตัวให้มันติดดิน แล้วเป็นนายทหารแซกซอนที่คู่ควรกับเครื่องแบบชุดนี้อย่างแท้จริง!"